D’ Lovevery clinic
ดีเลิฟเวอรี่คลินิก
โปรแกรม

พญ.อภิญญา เสาร์แก้ว
- Member of Dermatological Society of Thailand
- Practical Cell Therapy, Association of Cell Therapy, Thailand
- Certificates for Aesthetic Medical procedure: Toxin, Filler, thread lift, Laser, Sculptra, Utracol, Exoxe
หมอเชื่อมั่นในการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาและออกแบบแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล (Personalized Beauty) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

พญ.อภิญญา เสาร์แก้ว
APINYA SAOKAEW, M.D.
- Member of Dermatological Society of Thailand
- Practical Cell Therapy, Association of Cell Therapy, Thailand
- Certificates for Aesthetic Medical procedure: Toxin, Filler, thread lift, Laser, Sculptra, Utracol, Exoxe
หมอเชื่อมั่นในการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาและออกแบบแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล (Personalized Beauty) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
“I have been a patient of Dr. TAR for many years, and I have always been impressed with her skills and expertise. She is a true artist, and she always takes the time to understand my individual needs. I am so grateful to have found Dr. TAR, and I would not trust my appearance to anyone else.”

การผ่าไฝไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกเคสที่มีไฝ ต้องประเมินเป็นรายๆไปค่ะ เพราะผ่าหมายถึงมีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นได้ เช่นบริเวณผิวหน้า หมอจะยังไม่รับผ่า รับเฉพาะบริเวณในร่มผ้า และคนไข้อยากกำจัดจริงๆ ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่จุดละ 7,500 บาท การผ่าตัดไฝเป็นการผ่าตัดเล็ก ไม่ได้ซับซ้อน แต่ต้องทำโดยแพทย์ที่ประสบการณ์และอยู่ในสถานพยาบาลที่ปลอดภัยได้มาตรฐานเท่านั้น มีขั้นตอนประเมินดังนี้ค่ะ
การตรวจยีนมะเร็งพันธุกรรม ทำเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิตก็เพียงพอ ค่ะ เพราะรหัส DNA ของคนเราไม่เคยเปลี่ยนแปลง โดย ช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดในการตรวจคือ 18 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่กำลังวางแผนครอบครัว แต่หากคนไข้มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็ง ก็สามารถเข้ารับการปรึกษาเพื่อตรวจได้ทันที การตรวจนี้ไม่ได้ทำเพื่อสร้างความกังวล แต่ทำเพื่อให้เรา รู้เท่าทันความเสี่ยงล่วงหน้า และสามารถวางแผนดูแลสุขภาพเชิงป้องกันได้อย่างแม่นยำ ค่ะ
ปัจจุบันการตรวจยีนใช้เทคโนโลยี Next-Generation Sequencing (NGS) ที่มีความแม่นยำสูงกว่า 99% โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณ 15,000 – 30,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งถือเป็นการตรวจความเสี่ยงครั้งเดียวที่คุ้มค่าตลอดชีวิต
คุณแม่มือใหม่ จะมีคำถามนี้กับหมออยู่บ้าง วันนี้หมอสรุปให้ว่าทำอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้าง อาจจะไม่ครอบคลุมทุกเรื่อง แต่หมอมั่นใจว่าจะอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้หญิงอย่างเราๆแน่นอนค่ะ
เรื่องการฉีดฟิลเลอร์ดอลลี่อายนี่ ต้องใช้ประสบการณ์สูงเลย ฉีดน้อยไปก็ไม่สวย ฉีดมากไป ก็โอเวอร์ไม่ธรรมชาติ
โดยเฉลี่ยแล้ว เราจะใช้ฟิลเลอร์ประมาณ 0.4 ถึง 1 ซีซี รวมทั้งสองข้างแล้วค่ะ อย่างที่บอกไปจะไม่ได้ตายตัวนะ ขึ้นอยู่กับหลายอย่าง ทั้งสภาพผิว โครงหน้า แล้วก็ว่าคุณอยากได้ผลลัพธ์แบบไหนด้วย
หมอแนะนำว่า เราค่อยๆ ทำทีละนิดดีกว่า ปลอดภัยกว่าด้วย ถ้ายังไม่พอค่อยมาเติมเพิ่มทีหลังได้
หมอฟันธงให้ตรงนี้เลยค่ะว่า อายุ 30 หรือจะแตะ 45 ปีแล้ว การฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ก็ยัง คุ้มค่าและไม่สายเกินไปแน่นอนค่ะ ลองคิดภาพตามหมอนะคะ มันเหมือนการที่เราเพิ่งหันมาเริ่ม ทาครีมกันแดดตอนอายุ 30+ แม้จะเริ่มช้าไปหน่อยแต่ก็ดีกว่าปล่อยให้แดดเผาจนฝ้ากระขึ้นเต็มหน้าตอนอายุ 40 จริงไหมคะ? การที่เราเคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วอาจทำให้ร่างกายเคยผ่านเชื้อ HPV มาบ้างสักสายพันธุ์สองสายพันธุ์ แต่วัคซีนตัวนี้จะช่วยเข้ามา บล็อกและปกป้องเราจากสายพันธุ์อันตรายที่เหลือได้ถึง 90% ซึ่งเป็นกลุ่มสายพันธุ์ตัวร้ายที่ก่อมะเร็งปากมดลูกโดยตรงค่ะ
เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งถอดใจคิดว่าตัวเองอายุมากเกินไปจนไม่ทันแล้วนะคะ แค่เคลียร์คิวมาฉีดให้ครบ 3 เข็มตามนัด (ในเดือนที่ 0, 2 และ 6) เพื่อสร้างเกราะป้องกันด่านใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือคนไข้ต้อง ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกควบคู่ไปด้วยเสมอ นะคะ เพราะวัคซีนช่วยกันเชื้อใหม่แต่ไม่ได้ช่วยรักษาเชื้อเก่าที่เราอาจจะมีอยู่เดิมค่ะ ส่วนคนไข้คนไหนที่อายุเลย 45 ปีไปแล้วแต่อยากป้องกันตัวเอง แวะเข้ามาคุยกับหมอที่คลินิกก่อนได้เลยค่ะ เรามาช่วยกันประเมินไลฟ์สไตล์เพื่อหาทางดูแลสุขภาพที่เหมาะสมที่สุดร่วมกันนะคะ
เป็นคำถามที่ดีมากค่ะ โบท็อกซ์เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งค่ะ เมื่อเจอความร้อนสูงจะทำให้โครงสร้างของโปรตีนเสียสภาพ เหมือนกับไข่ขาวที่เมื่อโดนความร้อนก็จะแข็งตัวและเปลี่ยนสภาพไปค่ะ ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพของโบท็อกซ์ลดลง หรืออาจทำให้ผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ ซึ่งแน่นอนจะส่งผลต่อการแสดงสีหน้าอารมณ์ได้ หรือคลายตัวเร็วกว่ากำหนด
หมอย่อให้อ่านสั้นๆก่อนนะว่า Saxenda และ Ozempic ต่างกันที่ การใช้งานและกลุ่มเป้าหมาย โดย Saxenda เน้นสำหรับการลดน้ำหนักโดยเฉพาะ ใช้ฉีดทุกวัน และเหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักอย่างจริงจัง ส่วน Ozempic ใช้คุมหิว และรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ก็ยังให้ผลช่วยลดน้ำหนักและลดความอยากอาหารได้ดี ใช้ฉีดเพียงสัปดาห์ละครั้ง ในด้านราคา Saxenda มักสูงกว่าเพราะใช้ถี่กว่า ผลการลดน้ำหนักของ Ozempic มักลดได้มากกว่า Saxenda (ตามประสบการณ์ของคนไข้ในคลินิก) ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและการตอบสนองของแต่ละบุคคลด้วยค่ะ หมอจะซักประวัติอย่างละเอียดก่อนจ่ายยา และติดตามผลอย่างใกล้ชิดทุกเคส














![เลิกโบกคอนซีลเลอร์หนาเตอะ [รีวิวเติมเต็มใต้ตา] ที่เปลี่ยนใบหน้าให้สดใสเหมือนนอนเต็มอิ่ม](https://dloveveryclinic.com/wp-content/uploads/2025/12/case-131-filler-under-eyes-cover.webp)

![[รีวิวฟิลเลอร์ขมับ] สวยละมุน พร้อมรับทุกมุมกล้อง เคล็ดลับหน้าอิ่มเอิบของอินฟลูเอนเซอร์ ที่ ดีเลิฟเวอรี่คลินิก ทำอะไรมาดูเลย](https://dloveveryclinic.com/wp-content/uploads/2025/12/case-129-temple-filler-before-after-cover.webp)
![[รีวิวรักษาสิว] สิวฮอร์โมน หรือ สิวแพ้แมสก์? เคลียร์จบทุกปัญหา เห็นผลดีไม่มีเลี้ยงไข้ เพราะหมออยากให้ทุกคนหาย](https://dloveveryclinic.com/wp-content/uploads/2025/11/case-128-d-acne-size-L-dlovevery-clinic-8.webp)


