รีวิวฟิลเลอร์ขมับ มีเคสไหนคล้ายปัญหาคุณบ้าง






ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฟิลเลอร์ขมับ
- ฟิลเลอร์ขมับคืออะไร?
- เป็นสารเติมเต็มที่ปลอดภัย ฉีดเข้าบริเวณขมับ
- ช่วยเติมเต็มส่วนที่เว้าให้ดูอิ่มเต็ม
- ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ สดใส
- การฉีดฟิลเลอร์ขมับ ไม่ใช่การทำศัลยกรรม ไม่มีเปิดแผล ไม่มีผ่าตัด มีเพียงรอยเข็ม เหมือนฉีดยาทั่วๆไป
- เหมาะสำหรับใคร?
- ผู้ที่มีขมับเว้าแต่กำเนิด
- ผู้สูงวัยที่มีปัญหาไขมันหรือกระดูกยุบ
- ผู้ที่ต้องการเพิ่มความอ่อนเยาว์ให้ใบหน้า
- ข้อดีของฟิลเลอร์ขมับ
- ไม่ต้องผ่าตัด ปลอดภัย
- เห็นผลทันที
- กลับบ้านได้ทันที ไม่มีพักฟื้น ดมยาสลับ ฉีดยาชาแต่อย่างใด
- ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ (หลังจากเข้าที่)
- การดูแลเมื่อฉีดฟิลเลอร์ขมับ
- ห้ามนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด 1-2 วัน
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ 1-2 วัน
- งดดื่มแอลกอฮอล์ 1-2 วัน ได้จะดี
- งดอาบน้ำร้อน หรือเข้าซาวน่า 1 วัน ได้จะดี
- ทานยาตามที่แพทย์สั่ง (ถ้ามี)
- ข้อควรรู้เพิ่มเติม
- ผลอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี ตามรุ่นที่เลือก ตามที่แพทย์แนะนำว่าเหมาะสม
- ควรทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ มีรีวิวคล้ายกับปัญหาของเรา
- สามารถเพิ่มเติมได้ในภายหลังถ้าต้องการ ค่อยๆเติมเพื่อความเป็นธรรมชาติได้
ปัญหาขมับตอบ ขมับยุบ เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง
สาเหตุของขมับตอบ
- ความเสื่อมตามวัย
- การลดลงของชั้นไขมัน
- การยุบตัวของกล้ามเนื้อ
- การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกระดูก
- พันธุกรรม
- โครงสร้างใบหน้าที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ
- ลักษณะเฉพาะของเชื้อชาติ
- พฤติกรรมและการใช้ชีวิต
- การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
- ความเครียด
- การขาดสารอาหาร
ความแตกต่างระหว่างคนไทยกับชาติอื่น
- โครงสร้างใบหน้า
- คนไทยและชาวเอเชียมักมีโครงหน้าที่เล็กกว่าชาวตะวันตก
- มีแนวโน้มที่จะมีโหนกแก้มสูงตามธรรมชาติ
- ความแตกต่างทางกายวิภาค
- ชั้นไขมันที่บางกว่าในบริเวณขมับ
- การกระจายตัวของไขมันใบหน้าที่แตกต่างจากชาวตะวันตก
- ปัจจัยทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต
- อาหารการกินที่แตกต่าง
- สภาพภูมิอากาศร้อนชื้นที่อาจส่งผลต่อการสูญเสียไขมัน
- ความเชื่อเรื่องโหงวเฮ้งที่มีผลต่อการให้ความสำคัญกับลักษณะขมับ
การแก้ไขปัญหาขมับตอบ ต้องอาศัยการเติมเต็มเป็นหลัก เช่น การฉีดฟิลเลอร์ก็ถือเป็นทางเลือกอันดับต้นๆที่แพทย์แนะนำ การดูแลสุขภาพ การพักผ่อนให้เพียงพอ และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เหล่านี้เป็นวิธีชะลอให้ผิวของเราเสื่อมช้าลง แต่มิใช่วิธีที่จะทำให้ขมับเต็ม หรือผิวกลับมาเต่งตึงเหมือนวัยหนุ่มสาว
ข้อดี ข้อจำกัด ของการฉีดฟิลเลอร์ขมับ
| ข้อดี | ข้อจำกัด |
|---|---|
| 1. ประสิทธิภาพการรักษา | |
| – เห็นผลลัพธ์ทันทีหลังการรักษา | – ผลลัพธ์ไม่ถาวร ต้องฉีดซ้ำทุก 8-24 เดือน |
| – สามารถปรับแต่งรูปทรงได้ตามต้องการ | – อาจต้องฉีดหลายครั้งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ |
| – ช่วยเพิ่มความอ่อนเยาว์ให้ใบหน้า | – ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของแพทย์ |
| 2. ความปลอดภัยและการรักษา | |
| – เป็นการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด | – อาจเกิดการอุดตันของหลอดเลือด (หากฉีดผิดตำแหน่ง) |
| – ใช้เวลารักษาสั้น (15-30 นาที) | – เสี่ยงต่อการติดเชื้อหากรับบริการกับหมอเถื่อน คลินิกเถื่อน หมอกระเป๋า |
| – แทบจะไม่มีการพักฟื้นหลังทำ | – อาจเกิดรอยเข็มหรือตุ่มนูน ผิวนูนหลังฉีด แต่จะหายไปเอง |
| 3. ความสะดวกและการดูแล | |
| – กลับไปทำงานได้ทันที | – ต้องหลีกเลี่ยงการนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด 1-2 สัปดาห์ |
| – ไม่ต้องการการเตรียมตัวมาก | – ต้องระวังการสัมผัสบริเวณที่ฉีดในช่วงแรก |
| – สามารถแก้ไขได้หากไม่พอใจผลลัพธ์ | – ต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก 24-48 ชั่วโมง |
| 4. ค่าใช้จ่าย | |
| – ราคาถูกกว่าการผ่าตัด | – มีค่าใช้จ่ายในระยะยาวเนื่องจากต้องฉีดซ้ำ |
| – สามารถทยอยฉีดได้ตามงบประมาณ | – ราคาแตกต่างกันตามแบรนด์และปริมาณที่ใช้ |
- ควรเลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ
- ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนทำ
- ศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลตัวเองหลังการรักษา
- ควรแจ้งประวัติการแพ้ยาหรือโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบก่อนทำการรักษา
ขมับไม่ได้ยุบตัว แต่เพราะโหนกแก้มสูง
ในฐานะแพทย์ด้านความงามที่ดูแลคนไข้มากว่า 10 ปี หมอเจอเคสแบบนี้บ่อยมากค่ะ ประมาณ 20% ของคนไข้ที่มาปรึกษาเรื่องขมับตอบ แท้จริงแล้วไม่ได้มีปัญหาขมับยุบจริงๆ แต่เป็นเพราะโครงสร้างใบหน้าที่มีโหนกแก้มสูง ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของคนเอเชีย โดยเฉพาะคนไทยและจีน
เวลาที่โหนกแก้มสูง มันจะสร้างภาพลวงตาให้บริเวณขมับดูตอบลงไป เหมือนเป็นร่องลึก ทั้งที่จริงๆ แล้วปริมาณไขมันและเนื้อเยื่อในบริเวณขมับอยู่ในเกณฑ์ปกติ หมอมักจะแนะนำคนไข้ให้ถ่ายรูปด้านข้างและดูกระจกในมุมต่างๆ จะเห็นว่าเป็นเพราะโหนกแก้มที่นูนขึ้นมา ทำให้เกิดเงาและความรู้สึกว่าขมับตอบ
ในกรณีแบบนี้ การแก้ไขอาจจะต้องมองภาพรวมของใบหน้าทั้งหมด ไม่ใช่แค่การเติมเต็มขมับอย่างเดียว บางครั้งอาจต้องปรับสมดุลของโหนกแก้มด้วย เพื่อให้ใบหน้าดูกลมกลืนและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
📋 ตารางเปรียบเทียบ ขมับเว้า ขมับยุบ VS ขมับดูเว้าจากโหนกแก้มสูง
| หัวข้อ | ขมับยุบ/เว้า | โหนกแก้มสูง |
|---|---|---|
| สาเหตุ | – ไขมันขมับลดลงตามวัย – พันธุกรรม – น้ำหนักลดมาก – กระดูกยุบ | – โครงสร้างกระดูกแก้มสูงตามธรรมชาติ – พันธุกรรม |
| ลักษณะที่เห็น | – ขมับเว้าลึกชัดเจน – ผิวอาจหย่อนคล้อย – มองเห็นเส้นเลือด | – ขมับดูเว้าเมื่อเทียบกับแก้ม – โหนกแก้มเด่นชัด – ใบหน้าดูมีมิติมาก |
| การวินิจฉัย | – คลำพบการยุบตัวของเนื้อเยื่อ – เห็นความเว้าชัดทุกมุมมอง | – เห็นความเว้าชัดเฉพาะบางมุม – คลำพบโหนกแก้มชัดเจน |
| วิธีการรักษา | – ฉีดฟิลเลอร์เติมเต็มโดยตรง – อาจต้องฉีดหลายชั้น – อาจต้องทำซ้ำบ่อย | – ฉีดฟิลเลอร์แบบ Temple balancing – เน้นการสร้างสมดุล – อาจรักษาร่วมกับการปรับแก้ม |
| ปริมาณฟิลเลอร์ | มักใช้ปริมาณมากกว่า | ใช้ปริมาณน้อยกว่า เน้นการปรับสมดุล |
| เป้าหมาย | เพิ่มปริมาตรให้เต็ม | ปรับสมดุลให้กลมกลืน |
| ผลลัพธ์ | – ขมับเต็มขึ้นทันที – ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ | – ใบหน้าดูนุ่มนวล – ลดความแตกต่างของระดับ |
| ข้อควรระวัง | – ระวังการฉีดลึกเกินไป – อาจต้องทำซ้ำบ่อยกว่า | – ระวังไม่ให้ขมับนูนเกินโหนกแก้ม – ต้องคำนึงถึงความสมดุลทั้งใบหน้า |
– ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริง
– ผลลัพธ์ที่ดีต้องคำนึงถึงความสมดุลของใบหน้าโดยรวม
ฉีดขมับให้สวย ต้องให้รับกับหน้าผาก
เคยสังเกตไหมคะว่า ใบหน้าที่สวยงามนั้น ส่วนบนจะต้องมีความกลมกลืนกัน โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ขมับ และโหนกแก้ม ซึ่งเปรียบเสมือนกรอบรูปที่ล้อมรอบดวงตาของเรา มันคือเรื่องของ กายวิภาคและความสมดุล แพทย์ที่มีประสบการณ์ และใส่ใจเท่านั้นถึงจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้ เพราะการเติมฟิลเลอร์ มิใช่การเติมให้เต็ม หรือถมร่องลึกให้ตื้นขึ้นเพียงอย่างเดียว
- ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง
- หน้าผากและขมับเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกัน
- ระนาบความลึกควรมีความต่อเนื่อง
- แนวโค้งต้องดูเป็นธรรมชาติ
- สัดส่วนที่เหมาะสม
เราเรียกว่า Temple-Forehead Continuity- หน้าผากควรโค้งมนเล็กน้อย
- ขมับไม่ควรเว้าลึกเกินไป
- แนวต่อระหว่างขมับและหน้าผากต้องกลมกลืน
ปริมาณฟิลเลอร์ขมับที่เหมาะสม
การฉีดฟิลเลอร์ขมับเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของแพทย์ในการประเมินและเลือกปริมาณที่เหมาะสม ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้จะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับความรุนแรงของขมับตอบ อายุ เพศ โครงสร้างใบหน้า และความต้องการของผู้รับการรักษา
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ การฉีดฟิลเลอร์ควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและปลอดภัย
| ระดับความรุนแรง | ปริมาณฟิลเลอร์ต่อข้าง | ลักษณะที่พบ | ข้อแนะนำ | ราคาโดยประมาณ (บาท) |
|---|---|---|---|---|
| เล็กน้อย (Grade 1) | 0.5-1 cc | – ขมับเริ่มตอบเล็กน้อย – เห็นชัดในมุม 45 องศา | – อาจแบ่งฉีด 1-2 ครั้ง – เหมาะกับการป้องกัน | 15,000 – 20,000 |
| ปานกลาง (Grade 2) | 1-2 cc | – ขมับตอบชัดเจน – รูปหน้ามีความเว้าทั้งหน้าตรงด้านข้าง | – ควรแบ่งฉีด 2 ครั้ง – ห่างกัน 2-4 สัปดาห์ | 15,000 – 35,000 |
| รุนแรง (Grade 3) | 2-3 cc | – ขมับตอบลึก เห็นชัดทุกองศา – มองเห็นเส้นเลือด – ดูแก่กว่าอายุ | – แนะนำแบ่งฉีด 2-3 ครั้ง – อาจต้องรักษาร่วมกับวิธีอื่น | 30,000 – 45,000 |
- ปริมาณที่ระบุเป็นเพียงค่าเฉลี่ย อาจปรับเพิ่มหรือลดตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
- ราคาอาจแตกต่างกันตามแบรนด์ฟิลเลอร์และสถานพยาบาล
- ควรเลือกฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน FDA และฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์เท่านั้น
- ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 8-24 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดฟิลเลอร์และการเผาผลาญของแต่ละบุคคล
ขมับ 2 ข้างไม่เท่ากัน ผิดปกติไหม
ความไม่สมมาตรของใบหน้าเป็นเรื่องธรรมชาติที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะบริเวณขมับที่ไม่เท่ากันนั้น พบได้ถึง 70-80% ของผู้ที่มาปรึกษาปัญหาเรื่องขมับ เปรียบเหมือนกับคิ้วสองข้างที่เรามักได้ยินว่า ‘คิ้วไม่ใช่พี่น้องกัน’ ขมับก็เช่นกันค่ะ ความไม่เท่ากันนี้อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
- พันธุกรรมและโครงสร้างกระดูกที่ไม่สมมาตรตั้งแต่กำเนิด
- พฤติกรรมการนอนทับด้านใดด้านหนึ่งเป็นประจำ
- การเคี้ยวอาหารด้านเดียวเป็นนิสัย ทำให้กล้ามเนื้อพัฒนาไม่เท่ากัน
- การสูญเสียไขมันใต้ผิวหนังที่ไม่เท่ากันตามวัย
กล้ามเนื้อขมับ (Temporalis Muscle)
- เป็นกล้ามเนื้อรูปพัด กว้างและแบนอยู่ด้านข้างศีรษะ
- หน้าที่หลัก: ช่วยในการเคี้ยวและขยับขากรรไกร
- เมื่อกล้ามเนื้อมัดนี้ฝ่อลงหรือพัฒนาไม่เท่ากัน จะทำให้เกิดขมับตอบไม่เท่ากันได้
สิ่งที่น่ายินดีก็คือ ปัจจุบันเราสามารถแก้ไขความไม่สมมาตรนี้ได้ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ โดยแพทย์จะประเมินความแตกต่างของทั้งสองข้าง และวางแผนการฉีดแบบ Customized เฉพาะบุคคล บางรายอาจต้องฉีดข้างที่ตอบมากกว่าในปริมาณที่มากกว่า หรือบางรายอาจต้องฉีดทั้งสองข้างในปริมาณที่ต่างกัน เพื่อให้ได้ความสมดุลที่สวยงามและเป็นธรรมชาติที่สุด
ทั้งนี้ ความสมบูรณ์แบบที่เท่ากัน 100% อาจไม่ใช่เป้าหมายที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะใบหน้าที่มีความไม่สมมาตรเล็กน้อยจะดูเป็นธรรมชาติและมีเสน่ห์มากกว่า ดังนั้น การปรับแต่งจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างความกลมกลืนและความสมดุลที่เหมาะสมกับใบหน้าของแต่ละคนมากกว่าค่ะ
เลือกอะไรดี ระหว่างฉีดฟิลเลอร์และฉีดไขมันขมับ
ในการแก้ไขปัญหาขมับตอบให้กลับมาดูเต็มและอ่อนเยาว์ขึ้นนั้น วิธีการเติมเต็มเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย โดยเฉพาะสองวิธีหลักที่แพทย์และคนไข้มักเลือกรับบริการ คือ การฉีดฟิลเลอร์และการฉีดไขมันตัวเอง ทั้งสองวิธีนี้มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ซึ่งการเลือกวิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งสภาพผิว อายุ ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของแต่ละบุคคล
| หัวข้อเปรียบเทียบ | การฉีดฟิลเลอร์ | การฉีดไขมันตัวเอง |
|---|---|---|
| สิ่งที่ใช้เติม | สารเติมเต็มสังเคราะห์ (HA) | ไขมันจากร่างกายตัวเอง |
| ระยะเวลาการรักษา | 15-30 นาที | 1-2 ชั่วโมง (รวมการดูดไขมัน) |
| การเตรียมตัว | – งดยาต้านการแข็งตัวของเลือด – งดแอลกอฮอล์ 24 ชม. | – ต้องมีไขมันพอให้ดูด – งดอาหาร 6-8 ชม. – ต้องตรวจเลือดก่อนทำ |
| ความรู้สึกตอนทำ | น้อยมาก ไม่ต้องฉีดหรือแปะยาชาได้ | ปานกลาง-มาก เพราะมีการดูดไขมันร่วมด้วย |
| การฟื้นตัว | – กลับบ้านได้ทันที – อาจมีรอยเข็ม บวมได้บ้าง | – พักฟื้น 1-2 วัน – บวมช้ำบริเวณดูดไขมัน 1-3 สัปดาห์ อาจมีการใช้ผ้าพันแผลตลอด |
| ความคงอยู่ | 8-24 เดือน | ถาวร (50-70% ของไขมันที่ติด) |
| ผลลัพธ์ | – เห็นผลทันที – ปรับแต่งได้ง่าย | – เห็นผลชัดเจนหลังยุบบวม ไขมันยุบตัว หลัง 2-6 เดือน – ธรรมชาติกว่า |
| ข้อดี | – ไม่ต้องผ่าตัด – ควบคุมปริมาณได้แม่นยำ – แก้ไขได้ถ้าไม่พอใจ | – ผลลัพธ์ถาวร – ไม่มีการแพ้ – ได้ผลลัพธ์ที่นุ่มนวลกว่า |
| ข้อจำกัด | – ต้องทำซ้ำ – ราคาในระยะยาว จะดูเยอะกว่า | – ต้องมีไขมันพอ ดูดมาจากคนอื่นไม่ได้ – ยากในการคาดเดาผลลัพธ์ – เมื่อมีการลดน้ำหนัก ความอ้วน ไขมันยุบตามได้ |
| ราคา (โดยประมาณ) | 15,000-45,000 บาท/ครั้ง | 50,000-100,000 บาท |
| เหมาะสำหรับ | – ผู้ที่ต้องการเห็นผลเร็ว – ผู้ที่กลัวการผ่าตัด – ผู้ที่ต้องการลองผลลัพธ์ก่อน | – ผู้ที่ต้องการผลระยะยาว – ผู้ที่มีไขมันส่วนเกิน – ผู้ที่ชอบความเป็นธรรมชาติ |
| ข้อควรระวัง | – การอุดตันของหลอดเลือด – การเกิดก้อน – การติดเชื้อ | – การอักเสบ – ความไม่สม่ำเสมอ – การยุบตัวมากเกินไป ทำให้ดูเหมือนไม่มีการเติมเต็มได้ |
| การดูแลหลังทำ | – หลีกเลี่ยงการนวดบริเวณที่ฉีด 2 สัปดาห์ – งดออกกำลังกายหนัก 24-48 ชม. | – สวมชุดรัดบริเวณดูดไขมัน 1 เดือน – งดออกกำลังกายหนัก 2-4 สัปดาห์ |
- ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตนเอง
- พิจารณาทั้งด้านงบประมาณและเวลาในการฟื้นตัว
- ตัดสินใจจากข้อมูลที่ครบถ้วนและความพร้อมของตนเอง
- เลือกสถานพยาบาลและแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ขมับ
พบแพทย์ ประเมินปัญหา หมอ/ทีมแพทย์จะต้องสอบถามประวัติ และประเมินปัญหาผิวหน้า ก่อนรับบริการทุกเคส
ทำความสะอาดผิวหน้า ทำความสะอาดผิวด้วยคลีนซิ่ง ลบเครื่องสำอาง ก่อนเริ่มทำการรักษา
แพทย์เริ่มทำการรักษา คุณหมอจะทำการรักษาบริเวณที่คนไข้กังวล โดยโปรแกรม ฟิลเลอร์ขมับ ใช้เวลาในการรักษาไม่นาน 10-30 นาที
รับยาตามแพทย์สั่ง แพทย์จ่ายยา (ถ้ามี) และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเอง
ติดตามผล ควรเข้ามาพบแพทย์ตามนัด เพื่อติดตามผลลัพธ์การรักษาให้ออกมาอย่างที่คาดหวัง
ฟิลเลอร์ขมับปลอดภัยไหม มีผลข้างเคียงอะไร
ฟิลเลอร์ที่ใช้ในปัจจุบันมีประวัติการใช้งานทางการแพทย์มายาวนานกว่า 25 ปี โดยได้รับการรับรองจากสถาบันชั้นนำระดับโลก เช่น
- FDA สหรัฐอเมริกา
- CE Mark จากสหภาพยุโรป
- อย. ประเทศไทย”
ความปลอดภัยของฟิลเลอร์ขมับ
- ใช้สาร HA (Hyaluronic Acid) ที่เข้ากันได้กับร่างกาย
- ผ่านการทดสอบความปลอดภัยระดับสากล
- คลินิกเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่ผ่านการรับรอง อย. เท่านั้น
- ประสบการณ์ของแพทย์ เทคนิคการใช้เข็ม ให้เหมาะสมกับความลึกของชั้นผิวของคนไข้แต่ละเคส
เทคนิคการฉีดที่ปลอดภัย
แพทย์ที่มีประสบการณ์จะประเมินผิวคนไข้อย่างละเอียด และเลือกใช้เทคนิค ชนิดฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับปัญหาของคนไข้แต่ละเคส
- ป้องกันการฉีดเข้าเส้นเลือดโดยตรง
- ทดสอบด้วยการกดผิวหนัง
- สังเกตการไหลกลับของเลือดภายใน 2 วินาที
- ประเมินสีผิวและการตอบสนอง
- ฉีดแบบค่อยเป็นค่อยไป
- นัดติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
- ให้คำแนะนำการดูแลตัวเอง
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ในบางเคส
- ปวดขมับ เนื่องจากมีฟิลเลอร์ทำให้ผิวตึงกว่าปกติ แต่จะหายไปได้เอง
- ผิวบริเวณขมับ 1-2 วันอาจจะมีการแห้งได้ ทาครีมบำรุงได้ และจะหายไปได้เอง
- รอยเข็มหลังฉีดฟิลเลอร์ หายได้เองใน 1-2 ชม.
- ผลข้างเคียงเหล่านี้เป็นแค่ผลชั่วคราวเท่านั้น ไม่มีอันตราย
การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ขมับ
เตรียมตัวล่วงหน้า 2 สัปดาห์ก่อนฉีดฟิลเลอร์
- งดยาและอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- ยาแอสไพริน
- วิตามินอี
- น้ำมันตับปลา
- งดผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ
- เรตินอล
- กรดวิตามินเอ
- AHA/BHA
- เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์
เตรียมตัวล่วงหน้า 1 สัปดาห์ก่อนฉีดฟิลเลอร์
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่ม
- แอลกอฮอล์ทุกชนิด
- เครื่องดื่มชูกำลัง
- ชา/กาแฟปริมาณมาก
- งดกิจกรรมที่ทำให้เกิดบาดแผล
- ขัดหน้า
- นวดหน้า
1 วันก่อนฉีดฟิลเลอร์
- นอนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำมากๆ
- รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
วันรับบริการฟิลเลอร์
- การแต่งหน้า
- มาด้วยหน้าสะอาด
- ไม่แต่งหน้า
- ไม่ทาครีมบำรุง
- ไม่ควรมีสิวอักเสบบริเวณที่ฉีด
- การแต่งกาย
- สวมเสื้อผ้าสบายๆ
- หลีกเลี่ยงเครื่องประดับบริเวณใบหน้า
- รวบผมให้เรียบร้อย
- การเตรียมตัวอื่นๆ
- มาถึงคลินิกก่อนเวลานัด 15-30 นาที
- ทานอาหารมาพอประมาณ
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ปล่อยใจให้ว่าง ไม่ต้องเครียม ฉีดฟิลเลอร์ไม่อันตรายหรือน่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด
เอกสารที่ต้องเตรียม
- บัตรประชาชน/พาสปอร์ต
- ประวัติการแพ้ยา (ถ้ามี)
- ประวัติการรักษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
⚠️ ข้อควรแจ้งแพทย์
- มีประวัติแพ้ยา/แพ้อาหาร
- กำลังตั้งครรภ์/ให้นมบุตร
- มีโรคประจำตัว
- มีแผลหรือการอักเสบบริเวณที่จะฉีด
- เคยฉีดฟิลเลอร์ หรือทำศัลยกรรม ผ่าตัด บริเวณนั้นๆมาก่อน
การปฏิบัติตัวหลังฉีดฟิลเลอร์ขมับ
ข้อสำคัญในการปฏิบัติตัวหลังฉีดฟิลเลอร์ขมับ
- การประคบและการนอน (24 ชั่วโมงแรก)
- ประคบเย็น 15-20 นาที ทุก 1-2 ชั่วโมง
- นอนศีรษะสูง 30-45 องศา
- การทำความสะอาดและดูแลผิวได้ตามปกติ
- ล้างหน้าเบาๆ ด้วยน้ำอุ่น
- ทาครีมกันแดด SPF 50+
- ใช้ผลิตภัณฑ์อ่อนโยน
- กิจกรรมที่ต้องงด (1 สัปดาห์)
- นวด กดหรือสัมผัสบริเวณที่ฉีดรุนแรง
- ออกกำลังกายหนัก เช่นต่อยมวย หรือกิจกรรมที่มีการกระแทกบริเวณนั้นโดยตรง
- อาการปกติที่อาจพบได้
- บวมเล็กน้อย
- รอยแดง
- รู้สึกตึงๆผิวบริเวณนั้นได้บ้าง
- สัญญาณอันตราย (ต้องรีบแจ้งแพทย์)
- ปวดรุนแรงผิดปกติ
- ผิวเปลี่ยนสีซีดหรือคล้ำ
- มีไข้/ตามัว
- การติดตามผล
- มาตามนัดติดตามผล 7-14 วัน
- ถ่ายรูปก่อน-หลังเพื่อเปรียบเทียบ
- ปรึกษาแพทย์/เจ้าหน้าที่ทันทีเมื่อมีข้อสงสัยสำคัญอื่นๆ
เลือกใช้ฟิลเลอร์ยี่ห้อไหนดี
การเลือกฟิลเลอร์สำหรับเติมขมับนั้น มีความพิเศษตรงที่ขมับเป็นพื้นที่ที่ต้องการฟิลเลอร์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะ คือ ต้องมีความยืดหยุ่นสูง (High Elasticity) และความเหนียว (High Viscosity) ที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถรักษารูปทรงได้ดีแม้มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณขมับบ่อยๆ นอกจากนี้ ต้องเป็นฟิลเลอร์ที่มีความเข้มข้นของ HA (Hyaluronic Acid) ที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้นาน
D’ Lovevery Clinic มีให้บริการเติมฟิลเลอร์ขมับ
- Juvederm (จูวิเดิร์ม)
- Voluma
- ความเข้มข้น: 20 mg/ml
- ข้อดี: อยู่ได้นาน 18-24 เดือน
- เหมาะกับ: ขมับตอบปานกลางถึงมาก
- คุณสมบัติพิเศษ: เทคโนโลยี VYCROSS ให้การกระจายตัวที่ดี
- Volift
- ความเข้มข้น: 17.5 mg/ml
- ข้อดี: ให้ผลธรรมชาติมากขึ้น
- เหมาะกับ: ขมับตอบเล็กน้อยถึงปานกลาง
- คุณสมบัติพิเศษ: การไหลตัวดี ปรับแต่งง่าย
- Voluma
- Restylane (เรสทิเลน)
- Lyft
- ความเข้มข้น: 20 mg/ml
- ข้อดี: ให้โครงสร้างที่ดี อยู่ได้นาน
- เหมาะกับ: ขมับตอบมาก ต้องการการยกที่ชัดเจน
- คุณสมบัติพิเศษ: เทคโนโลยี NASHA ให้การยกที่ดี
- Defyne
- ความเข้มข้น: 20 mg/ml
- ข้อดี: ยืดหยุ่นสูง เคลื่อนไหวตามธรรมชาติ
- เหมาะกับ: ผู้ที่มีการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมาก
- คุณสมบัติพิเศษ: XpresHAn Technology ช่วยรองรับการเคลื่อนไหว
- Lyft
ฉีดฟิลเลอร์ขมับ ราคาเท่าไหร่
การคิดราคาฉีดฟิลเลอร์ขมับจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักคือ แบรนด์ที่เลือกใช้และปริมาณที่ต้องการฉีด โดยทั่วไปการฉีดขมับจะใช้ปริมาณตั้งแต่ 0.5-1.5 cc ต่อข้าง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของขมับตอบ ทั้งนี้ ราคาที่แสดงเป็นราคาโดยประมาณ อาจแตกต่างกันในแต่ละสถานพยาบาล
| แบรนด์/รุ่น | ราคา/1cc | ปัญหาน้อย | ปัญหาปานกลาง-มาก |
|---|---|---|---|
| Ultra V Hyal | |||
| Hard | 8,999 | 8,999-17,000 | 17,000-26,900 |
| Restylane | |||
| Lyft | 15,000 | 15,000-30,000 | 30,000-45,000 |
| Defyne | 15,000 | 15,000-30,000 | 30,000-45,000 |
| Juvederm | |||
| Voluma XC | 18,000 | 18,000-36,000 | 36,000-54,000 |
| Volift XC | 18,000 | 18,000-36,000 | 29,000-54,000 |
- ไม่ควรเลือกจากราคาถูกเพียงอย่างเดียว
- ควรพิจารณาคุณภาพ ผลลัพธ์และความปลอดภัยเป็นหลัก
- อาจแบ่งฉีดเป็นหลายครั้งเพื่อกระจายค่าใช้จ่าย
ความเชื่อ เรื่องขมับ กับโหงวเฮ้ง
เรื่องขมับกับโหงวเฮ้งเป็นความเชื่อที่มีการถ่ายทอดกันมาในวัฒนธรรมจีนและเอเชียตะวันออกมาอย่างยาวนาน โดยมีการตีความลักษณะขมับในแง่มุมต่างๆ ดังนี้
ขมับโหนก (นูนเต็ม) ดียังไง
- เชื่อว่าเป็นคนมีปัญญา คิดการณ์ไกล
- มักประสบความสำเร็จในการงาน
- มีความสามารถในการวางแผน
ขมับตอบไม่ดียังไง
- เชื่อว่าอาจมีอุปสรรคในช่วงอายุ 31-35 ปี
- อาจต้องระมัดระวังเรื่องการเงิน
- ควรรอบคอบในการตัดสินใจ
ขมับไม่เท่ากัน จะไม่ดียังไง
- เชื่อว่าชีวิตอาจมีความไม่แน่นอน
- อาจมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตบ่อย
- ต้องปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆ
ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ ลักษณะของขมับเป็นผลมาจากปัจจัยทางกายภาพที่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทางการแพทย์และกายวิภาคศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของขมับสามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติและสามารถปรับแต่งได้ด้วยวิธีการทางการแพทย์ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ
วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายลักษณะทางกายภาพและการเปลี่ยนแปลงของขมับได้อย่างเป็นระบบ ความเชื่อเรื่องโหงวเฮ้งก็เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา การเลือกที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อเป็นสิทธิส่วนบุคคล และไม่ควรด่วนตัดสินว่าถูกหรือผิด ทั้งนี้ การดูแลสุขภาพและความงามควรยึดหลักการทางการแพทย์ที่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ
ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี
- คลินิกหรือโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณะสุข ตรวจสอบใบอนุญาต สถานพยาบาลได้ที่นี่
- แพทย์ผู้ฉีดมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ
พิจารณาอะไรบ้าง
- ความน่าเชื่อถือของสถานที่ฉีด
- รีวิวบอกต่อจากผู้เข้ารับบริการจริง ที่ไม่ใช่ดารา ไอดอล
- ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแพทย์
- ราคาและโปรโมชั่น

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

2 กรณีนะคะ หากเป็น กลุ่มที่ยังมีสารเหลวฝังอยู่และไม่เคยเอาออก การทำหัตถการกลุ่มความร้อนทับลงไปถือว่า มีความเสี่ยงสูงมากและห้ามทำเด็ดขาด เพราะความร้อนจากพลังงานของเครื่องที่ส่งลงไปนั้นจะไปกระตุ้นให้สารเหลว หลอมละลาย ไหลผิดตำแหน่ง หรือเกิดการอักเสบรุนแรง จนหน้าผิดรูป แต่หากเป็น กลุ่มที่ผ่าตัดหรือขูดสารเหลวออกแล้ว (อาจจะ) สามารถกลับมาทำยกกระชับได้ค่ะ โดยต้อง รอพักฟื้นให้เนื้อเยื่อภายในหายสนิทดีก่อน (อย่างน้อย 3-6 เดือน) และให้แพทย์ประเมินพังผืดใต้ผิวซ้ำอีกครั้ง ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่กลุ่มไหน จำเป็นต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบประวัติอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด สำคัญสุดการบอกหมอตรงๆว่าเคยทำอะไรมานั้นจำเป็นต่อผลลัพธ์มากๆค่ะ
จริงเรื่องที่มีการยุบตัวค่ะ แต่ปริมาตรที่ได้ยังคงเท่ากับที่ฉีดไป ทำไมหมอถึงพูดแบบนี้ หมอขยายความให้ฟังค่ะ
การที่คนไข้รู้สึกว่าฟิลเลอร์ “ดรอปลง” หลังฉีด 1 วัน มักเกิดจากการที่ อาการบวมจากเข็ม (Edema) เริ่มลดลง ซึ่งอาจจะเกิดกับแค่บางคนไม่ใช่ทุกคน ทำให้ความอิ่มฟูที่เห็นตอนแรกดูน้อยลง ซึ่งถือเป็นเรื่อง ปกติของการเซ็ตตัว ค่ะ ฟิลเลอร์ไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังเข้าที่และกลืนไปกับผิว โดยรูปทรงจะ คงที่และสวยที่สุดในวันที่ 7-14 หลังการรักษา ดังนั้นในช่วงแรกแนะนำให้ งดการนวดหรือกด บริเวณที่ฉีด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป๊ะที่สุดตามที่วางแผนไว้ค่ะ
และก็พบได้บ่อยคือช่วง 1-5 วันแรก บางคนอาจจะรู้สึกว่า มันยุบๆพองๆ ซึ่งก็ปกติอีกเหมือนกัน เพราะฟิลเลอร์เป็นสารอุ้มน้ำ วันไหนกินน้ำเยอะจะฉ่ำเลย วันที่ทานอาหารแซ่บๆเค็มๆจะชัดกว่าปกติด้วย แต่หลังจากนี้ก็จะเข้าที่อย่างที่หมอแจ้งไปด้านบนค่ะ
ควรเว้นการกดสิวบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 14 วัน ชัวร์เลยคือ 30 วัน บริเวณที่หมอพบบ่อยคือใต้ตา และก็คาง เพื่อป้องกันไม่ให้ ฟิลเลอร์เคลื่อนที่หรือเสียรูปทรง จากแรงกด และลดความเสี่ยงในการ ติดเชื้อแบคทีเรีย จากสิวเข้าสู่ตัวยาฟิลเลอร์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงได้ หากจำเป็นจริง ๆ ควรใช้การ แต้มยาแต้มสิว แทนการบีบหรือกดในช่วงนี้ค่ะ
TheraFill จัดเป็นนวัตกรรม Atelocollagen ที่มีคุณสมบัติแบบ 2-in-1 คือทำหน้าที่เป็นทั้ง Filler เพื่อเติมเต็มร่องลึกและหลุมสิวให้ตื้นขึ้นทันที และเป็น Biostimulator ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ให้ผิวแน่นกระชับในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) โดยเฉพาะ สามารถฉีดร่วมกับ Botox เพื่อเก็บรายละเอียดริ้วรอย หรือฉีดร่วมกับ HA Filler เพื่อปรับรูปหน้าได้ แต่ควร หลีกเลี่ยงความร้อนสูง เช่น เลเซอร์ หรือ HIFU ในช่วงแรกหลังฉีดเพื่อรักษาอายุของคอลลาเจนให้อยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ
มันมีงานวิจัยที่ชัดเจนและมีมานานแล้วค่ะ การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสูญเสีย Zinc (สังกะสี) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าระดับ Zinc ที่ต่ำอาจลดประสิทธิภาพของโบท็อกซ์ลงได้ถึง 30%
การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและสร้างอนุมูลอิสระที่เร่งการสลายของตัวยาค่ะ ถ้าเทียบระยะเวลาที่จะ “หายไป” ให้เห็นภาพชัดเจนคือ
- โบท็อกซ์: จากมาตรฐานอยู่ได้ 4-6 เดือน ฤทธิ์ยาอาจคลายตัวไวขึ้น เหลือเพียง 3-4 เดือน (หายไปประมาณ 1 เดือน)
- ฟิลเลอร์: จากรุ่นมาตรฐานทั่วไปที่อยู่ได้ 8-12 เดือน อาจจะยุบตัวและสลายไวเหลือเพียง 6-9 เดือน (หายไปถึง 2-3 เดือน)
ดังนั้น ถ้าคนไข้ไม่อยากให้ความหล่อ-ความสวยที่ลงทุนไปหลักหมื่น อยู่กับเราสั้นลงแบบน่าเสียดาย หมอแนะนำให้ลดปริมาณการดื่มลงและดื่มน้ำเปล่าชดเชยให้มากๆ จะช่วยยืดอายุยาได้ และยังดีต่อสุขภาพมากกว่าด้วยนะคะ 🙂
ยังมีคนไข้อีกมากที่ยังเข้าใจเรื่องนี้ผิดอยู่นะคะ หมออธิบายรวบเลย ทั้งคนยังไม่เคยฉีดฟิลเลอร์ หรืออยากจะฉีดครั้งแรก
การฉีดฟิลเลอร์ ไม่ทำให้เกิดแผลเป็นถาวรค่ะ เพราะใช้เข็มขนาดเล็กมาก รอยที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียง จุดแดงเล็กๆ (Needle marks) ซึ่งจะปิดสนิทและจางหายไปเองภายใน 2-3 วัน สนิทแบบเหมือนไม่เคยทำอะไรกับผิวบริเวณนั้นๆเลย หรือหากมีรอยเขียวช้ำบ้างก็จะหายสนิทใน 7-14 วัน สิ่งสำคัญคือการเลือกใช้เทคนิค เข็มทู่ (Cannula) เพื่อลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ และหากคนไข้มีประวัติเป็น คีลอยด์ (Keloid) ง่าย ต้องแจ้งแพทย์เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดแผลในจุดเสี่ยง เพียงเท่านี้คนไข้ก็จะมีผิวสวยอิ่มฟูโดยไร้รอยแผลกวนใจค่ะ
จากการศึกษาทางการแพทย์ ผิวหนังชั้นบน (Epidermis) จะสมานตัวปิดรูเข็มอย่างสมบูรณ์ภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังทำหัตถการ ทำให้ความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือเกิดแผลเป็นลดลงเกือบ 0%
สำหรับคนไข้ที่มี ผิวบาง หมอสรุปให้ฟังง่ายๆ ว่า ไม่ได้ห้ามทำ 100% เลยนะคะ แต่อาจจะไม่ใช่วิธีแรกที่แนะนำ ค่ะ เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด ผิวเป็นคลื่น (Dimpling) หรือ เห็นรางไหม ได้ชัดเจนกว่าคนทั่วไป เนื่องจากชั้นไขมันใต้ผิวหนังมีน้อย เปรียบเหมือนผ้าบางๆ ที่ปิดโครงสร้างด้านล่างไม่มิด หากต้องการทำจริงๆ ต้องใช้ เทคนิคการวางไหมชั้นลึก หรือเลือกใช้ ไหมเส้นเล็ก เพื่อเน้นงานผิวแทน แต่ในมุมมองของหมอ การเลือกใช้กลุ่ม เครื่องยกกระชับ (Energy-based devices) หรือการเติม Filler เพื่อเสริมฐานผิว จะเป็นทางเลือกที่ ปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติกว่า สำหรับคนไข้กลุ่มนี้ค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การนำผิวมาให้หมอประเมินแบบรายบุคคลจะตอบได้เคลียร์กว่า เพราะบางเคสเข้าใจว่าตัวเองผิวบางไปเอง หรืออาจจะรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมาก็เป็นได้ค่ะ
ตอบแบบเอาความจริงมาพูดกันคือ เปลี่ยน แต่ต้องเป็น 2 จุดนี้เท่านั้นถึงจะดูเปลี่ยนแปลงแบบเห็นได้ชัด คือ คาง หรือปากค่ะ
การฉีดฟิลเลอร์ปริมาณ 1cc (เท่ากับลูกบลูเบอร์รี่ 1 ลูก) สามารถ สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้เฉพาะจุดเล็กๆ เช่น การปรับทรงปากให้ดูอวบอิ่ม การเติมคางให้หน้าดูเรียวขึ้น ถ้าเอาไปเติมจุดอื่นหมอบอกเลยว่าจะดูไม่ค่อยเปลี่ยน ใต้ตาก็ต้องมีสักข้างละ 1cc ขมับ ร่องแก้มก็เช่นกัน ปัญหาแต่ละจุดมันมี Minimum ของเขาอยู่ว่าใช้เท่าไหร่ถึงจะเห็นผลได้ชัดเจน ไม่ว่าจะฉีดด้วยเทคนิคไหนก็ตาม จำนวนคือตัวแปรสำคัญของผลลัพธ์ ดังนั้นการปรึกษาแพทย์ที่ผ่านเคสผ่านปัญหาใบหน้ามาเยอะ มีรีวิวชัดเจน มีประสบการณ์สูง เพื่อประเมินปริมาณที่เหมาะสมกับปัญหาจริงจึงสำคัญที่สุดค่ะ














