
สรุปย่อฟิลเลอร์ Restylane
| คุณสมบัติ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชนิดของฟิลเลอร์ | Hyaluronic acid |
| ประเทศต้นกำเนิด | สวีเดน |
| ระยะเวลาที่ใช้ในวงการแพทย์ | มากกว่า 25 ปี |
| ความปลอดภัย | สูง เนื่องจากกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรอง |
| การย่อยสลาย | ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติโดยเอนไซม์ Hyaluronidase ในผิวหนัง |
| ผลข้างเคียง | บวม แดง ได้บ้างในบางประเภทผิว |
| ความเป็นธรรมชาติ | สูง เนื่องจากโครงสร้างโมเลกุลเลียนแบบโครงสร้างธรรมชาติของผิวหนัง |
| ความหลากหลายของเนื้อฟิลเลอร์ | มีหลายชนิดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละบริเวณบนใบหน้า |
| การรับรองจาก อย. ไทย | ผ่านการรับรอง |

Restylane ฟิลเลอร์ คืออะไร?
Restylane เป็นฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic acid จดทะเบียนในประเทศสวีเดน และใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกมานานกว่า 25 ปี ด้วยคุณสมบัติของเนื้อเจลที่มีความเป็นธรรมชาติ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบัน Restylane มีเนื้อฟิลเลอร์หลากหลายชนิดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของโครงสร้างผิวหน้าและลักษณะผิวหนังในแต่ละบริเวณ
Restylane เป็นฟิลเลอร์ที่มีความปลอดภัยสูง สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติโดยเอนไซม์ Hyaluronidase ในผิวหนัง จึงไม่ก่อให้เกิดการตกค้างหรือผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เนื่องจากโครงสร้างโมเลกุลของ Hyaluronic acid ใน Restylane มีการเชื่อมโยงกันน้อยมาก และเลียนแบบโครงสร้างธรรมชาติของผิวหนังได้อย่างดีเยี่ยม
Restylane ฟิลเลอร์ เหมาะกับการเติมเต็มส่วนใดบ้าง?
ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็ม ที่แพทย์สามารถนำมารักษา ปรับรูปหน้า แก้ไขรูปหน้า ให้สมส่วน อ่อนกว่าวัย ดูเป็นธรรมชาติได้ โดยแต่ละบริเวณที่ปริมาณการใช้ฟิลเลอร์ที่แตกต่างกันไป ตามแต่ละบุคคลดังนี้
บริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ และปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้โดยประมาณ

| บริเวณ | ปริมาณฟิลเลอร์ (cc) |
|---|---|
| ฟิลเลอร์ขมับ | 1-2 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์แก้ม | 1-3 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์ใต้ตา | 0.5-1 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์ร่องแก้ม | 1-2 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์ร่องน้ำหมาก | 0.5-1 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์คาง | 1-2 cc |
| ฟิลเลอร์ปาก | 0.5-1 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์กรอบหน้า | 2-4 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์หลังมือ | 1-2 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์ลำคอย่น | 2-3 cc |
หมายเหตุ:
- ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการฉีด ช่วงอายุ ปัญหา ความต้องการของแต่ละบุคคล และความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการฉีด
ฟิลเลอร์ Restylane ต่างจากฟิลเลอร์อื่นๆอย่างไร?
OBT Dermal Fillers เป็นรุ่นที่มีเนื้อ Soft Gel ที่ช่วยเติมเต็มริ้วรอยด้วยสาร Hyaluronic Acid ให้ผิวดูอ่อนเยาว์และเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบางและต้องการแสดงสีหน้าได้อย่างเต็มที่ โดยผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานถึง 24 เดือน*
- OBT Dermal Fillers
- VOLYME: เติมเต็มใบหน้า ขมับ และแก้มตอบ เพื่อคืนความอ่อนเยาว์
- DEFYNE: ยกกระชับและปรับโครงสร้างใบหน้า เสริมความนุ่มนวล
- KYSSE: เติมเต็มและปรับรูปทรงริมฝีปากให้สวยน่าหลงใหล
- REFYNE: เติมเต็มริ้วรอย ร่องแก้ม และร่องน้ำหมาก ให้ผิวเรียบเนียนและยืดหยุ่นได้ดี




NASHA Dermal Filler (Firm Gel) เป็นฟิลเลอร์ที่มีความแข็งแรงและคงรูปได้ดี โดยไม่ผสานกับผิวข้างเคียง เหมาะสำหรับการเติมเต็มและปรับรูปหน้าให้ได้รูปทรงที่สวยงาม คมชัด และโดดเด่นมากขึ้น ฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนี้ ได้แก่ Restylane Lyft และ Restylane Classic ซึ่งใช้ในการฉีดยกกระชับแก้ม เสริมรูปทรงคาง จมูก กรอบขากรรไกรล่าง รวมถึงเติมเต็มขมับหรือยกคิ้ว
- NASHA Dermal Filler
- CLASSIC ช่วยเติมเต็มใบหน้าเหมาะสำหรับบริเวณร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก และใต้ตาช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานถึง 24 เดือน*
- LYFT ช่วยยกกระชับโครงหน้าเหมาะสำหรับบริเวณแก้ม คาง และโครงสร้างใบหน้าโดยรวมช่วยให้ใบหน้าดูสวยคมและมีมิติ กรอบหน้าชัดเจนให้ผลลัพธ์ความงามที่ยาวนานถึง 24 เดือน*



ขั้นตอนการฉีด Restylane ฟิลเลอร์
- ปรึกษาแพทย์ ปัญหา บริเวณที่ต้องการแก้ไข
- ทายาชาก่อนการฉีด หากมีการแพ้ยาชา ควรแจ้งเจ้าหน้าที่
- แพทย์ทำการฉีด Restylane ฟิลเลอร์
- ประคบเย็นหลังการฉีด
ผลลัพธ์หลังการฉีด Restylane ฟิลเลอร์
- เห็นผลลัพธ์หลังฉีดทันที
- ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6-24 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่น ตำแหน่ง การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์
- ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น รอยเข็ม รอยช้ำ อาการบวม
- ฟิลเลอร์จะเริ่มสลายตัวไปตามธรรมชาติเมื่อระยะเวลาผ่านไป
ทำไม ฟิลเลอร์ Restylane ได้รับความนิยม?
เนื่องจากคุณสมบัติที่โดดเด่นหลายประการ ดังนี้
- มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากผลิตจากกรดไฮยาลูโรนิคที่ได้จากการสังเคราะห์ทางชีวภาพ ไม่ได้มาจากสัตว์ จึงไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรืออาการข้างเคียง
- มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ตอบโจทย์ความต้องการในการฉีดฟิลเลอร์ในบริเวณต่างๆ ของใบหน้า ทั้งบริเวณที่ต้องการความอ่อนนุ่ม และบริเวณที่ต้องการความแข็งแรงและคงทน
- ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ทำให้ใบหน้าดูแข็งกระด้าง หรือเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของใบหน้ามากจนเกินไป
- มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน สามารถคงอยู่ได้นานหลายเดือนหรือเป็นปี ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์และบริเวณที่ฉีด
- เป็นแบรนด์ที่มีมานาน จึงมี Knowledge Know How ให้แพทย์ได้ศึกษาเยอะ มีงานวิจัย ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย
ฟิลเลอร์ Restylane มีกี่รุ่น ราคาเท่าไหร่?
| รุ่น | ราคาโดยประมาณ |
|---|---|
| Restylane Lyft | 15,000 – 25,000 บาท/cc |
| Restylane Classic | 15,000 – 25,000 บาท/cc |
| Restylane Refyne | 15,000 – 25,000 บาท/cc |
| Restylane Defyne | 15,000 – 25,000 บาท/cc |
| Restylane Kysse | 12,000 – 25,000 บาท/cc |
| Restylane Vital | 12,000 – 20,000 บาท/cc |
| Restylane Skinboosters Vital Light | 12,000 – 20,000 บาท/cc |
| Restylane Skinboosters Vital | 12,000 – 20,000 บาท/cc |
หมายเหตุ:
- ราคาที่ระบุเป็นราคาโดยประมาณ อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลและโปรโมชั่น
- ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการฉีดและความต้องการของแต่ละบุคคล
- ควรปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์ ตรวจสอบได้ เพื่อประเมินความเหมาะสมและเลือกชนิดของฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับคุณ

ทำไม ฟิลเลอร์ Restylane บางที่ราคาถูกผิดปกติ?
ฟิลเลอร์ Restylane ที่มีราคาถูกผิดปกติอาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ดังนี้
- ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน: ฟิลเลอร์ปลอมมักมีราคาถูกกว่าฟิลเลอร์แท้ เนื่องจากผลิตจากสารที่ไม่ได้รับการรับรองและอาจมีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย การใช้ฟิลเลอร์ปลอมมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดผลข้างเคียง เช่น การอักเสบ ติดเชื้อ หรือเนื้อเยื่อตาย
- ฟิลเลอร์ใกล้หมดอายุ: ฟิลเลอร์ที่ใกล้หมดอายุอาจมีราคาถูกกว่าฟิลเลอร์ใหม่ เนื่องจากผู้ขายต้องการระบายสินค้าออก การใช้ฟิลเลอร์ใกล้หมดอายุอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพลดลงและอาจไม่คงอยู่นานเท่าที่ควร
ฟิลเลอร์ Restylane ของแท้ ของปลอม ตรวจสอบอย่างไร?
การตรวจสอบฟิลเลอร์ Restylane ว่าแท้หรือไม่นั้นสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงสแกนที่ QR code ข้างกล่องฟิลเลอร์ โดยใช้แอปพลิเคชัน eZTracker : Safety in Each Scan ซึ่งจะแสดงผลทันทีว่าเป็นของแท้หรือไม่ รวมถึงแสดงวันหมดอายุ และคำแนะนำในการปฏิบัติตัวหลังฉีดฟิลเลอร์

วิธีการตรวจสอบ:
- ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน eZTracker : Safety in Each Scan จาก App Store หรือ Google Play
- เปิดแอปพลิเคชัน eZTracker
- สแกน QR code ที่อยู่ข้างกล่องฟิลเลอร์ Restylane
- แอปพลิเคชันจะแสดงผลทันที


ผลลัพธ์:
- หน้าจอสีเขียว: ผลิตภัณฑ์แท้ “ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ถูกนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายโดย บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด”
- หน้าจอสีส้ม: ผลิตภัณฑ์ปลอม สามารถกดรายงานในแอปพลิเคชันให้บริษัทตรวจสอบได้ทันที
ข้อดีของการตรวจสอบด้วย QR Code:
- สะดวก รวดเร็ว และง่ายต่อการใช้งาน
- ตรวจสอบได้ทันที ไม่ต้องรอผลตรวจนาน
- ปลอดภัย มั่นใจได้ว่าเป็นของแท้ *ต้องตรวจสอบก่อนแพทย์ให้การรักษา ไม่ใช่หลังรับการรักษา
- ช่วยป้องกันการใช้ฟิลเลอร์ปลอม


ข้อควรระวังก่อนฉีดฟิลเลอร์ทุกยี่ห้อ
- ต้องรับบริการในสถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือและได้รับอนุญาตเท่านั้น
- คนไข้มีสิทธิในการขอดูผลิตภัณฑ์ก่อนรับการรักษา
- ตรวจสอบวันหมดอายุของฟิลเลอร์ก่อนการฉีด
- ต้อสามารถทราบ หรือตรวจสอบชื่อแพทย์ ใบอนุญาต ผู้จะทำการรักษาได้
- ไม่ควรหลงเชื่อราคาที่ถูกผิดปกติ
ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

สำคัญมากเลยค่ะ แพ้มากแพ้น้อย หมอต้องซักประวัติให้ละเอียดก่อนทำ ผู้ที่แพ้อาหารทะเลต้องพิจารณาจากชนิดที่แพ้ค่ะ หากคนไข้มีประวัติ แพ้ปลาทะเล หรือแพ้ปลาแซลมอน จะไม่สามารถฉีดรีจูรันและกลุ่ม PN ได้เด็ดขาด เพราะสารสกัดหลักทำมาจาก DNA ปลาแซลมอน และปลาอื่นๆก็มี แต่หากคนไข้ แพ้เฉพาะกลุ่มกุ้ง ปู หอย (Shellfish) แต่ยังคงทานปลาแซลมอนได้ปกติ ก็มีโอกาสที่จะพิจารณาให้ฉีดได้ อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด คนไข้ควรแจ้งประวัติการแพ้อาหารอย่างละเอียดให้แพทย์ทราบทุกครั้ง เพื่อที่แพทย์จะได้ประเมินความเสี่ยงและเลือกตัวยาที่ปลอดภัย เหมาะสมกับผิวของคนไข้มากที่สุดค่ะ
เพื่อความสบายใจและให้คนไข้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด หมอแนะนำให้คนไข้ทำการตรวจให้รู้ลึกถึงระดับภูมิคุ้มกันเลยค่ะ ด้วยโปรแกรม ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance Check-up) ของทางคลินิกเราค่ะ
ทำไมหมอถึงแนะนำให้ตรวจโปรแกรมนี้?
- เจาะลึกระดับชนิดของอาหาร: การตรวจนี้จะช่วยวิเคราะห์ปฏิกิริยาของร่างกาย (IgG) ที่มีต่ออาหารแต่ละชนิดอย่างละเอียด สามารถแยกให้เห็นชัดเจนเลยค่ะว่า คนไข้แพ้โปรตีนจาก “ปลาแซลมอน” หรือแพ้แค่ “สัตว์น้ำเปลือกแข็ง (Shellfish)”
- ตรวจครั้งเดียว คุ้มค่าระยะยาว: นอกจากจะช่วยยืนยันความปลอดภัยให้คนไข้สามารถตัดสินใจฉีดรีจูรันได้อย่างไร้กังวลแล้ว ผลตรวจที่ได้ยังช่วยให้คนไข้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร ลดปัญหาสิวเรื้อรัง ผื่นแพ้ไม่ทราบสาเหตุ หรืออาการอ่อนเพลียได้อีกด้วยนะคะ
หากผลตรวจออกมาว่าคนไข้ “ไม่ได้แพ้ปลาแซลมอน” หมอก็จะสามารถประเมินและวางแผนการฉีดรีจูรันเพื่อฟื้นฟูผิวให้คนไข้ได้อย่างมั่นใจ 100% เลยค่ะ แต่ถ้าผลสรุปว่าแพ้จริงๆ หมอก็ยังมีสกินบูสเตอร์ตัวอื่นๆ ที่ไม่ได้สกัดจากปลาทะเล และให้ผลลัพธ์ผิวสวยใสฉ่ำวาวได้ดีไม่แพ้กัน มาแนะนำเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าให้คนไข้แน่นอนค่ะ
ปากบางลงคือความเสื่อมสภาพตามวัย (Aging Process) ซึ่งประกอบด้วย การลดลงของคอลลาเจนปีละประมาณ 1% การฝ่อตัวของไขมัน และ การทรุดตัวของกระดูกขากรรไกร
หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่าถ้าปากบางลง เราควรจะบริหารปากบ่อยๆ เหมือนการไปเข้ายิมเล่นเวทให้กล้ามเนื้อแขนขาใหญ่ขึ้นหรือเปล่า? จริงๆ แล้วโครงสร้างริมฝีปากมีความ “จำเพาะ” และแตกต่างจากกล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกายอย่างสิ้นเชิงค่ะ
ความอวบอิ่มของริมฝีปากที่เราเห็น ไม่ได้มาจากกล้ามเนื้อเป็นหลักเหมือนต้นแขนหรือต้นขาค่ะ แต่ริมฝีปากคือ “เนื้อเยื่ออ่อน” (Soft Tissue) ที่ประกอบด้วยผิวหนังส่วนที่บางที่สุด (Vermilion) ไขมันฝ่อตัวง่าย และโครงข่ายคอลลาเจนที่หนาแน่น แม้จะมีกล้ามเนื้อรอบปากที่ชื่อว่า Orbicularis Oris อยู่ แต่มันทำหน้าที่แค่ “เปิด-ปิดและขยับปาก” เท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ในการสร้างรูปทรงที่หนาเต่งตึง ดังนั้นเมื่อ คอลลาเจนและชั้นไขมันฝ่อตัวลง ปากจึงบี้แบนและม้วนพับเข้าไปด้านใน เพราะไม่มี “ฟองน้ำ” คอยหนุนข้างในให้พองออกนั่นเองค่ะ
ทำไมเราถึง “เล่นเวท” ให้ปากหนาขึ้นไม่ได้เหมือนแขนขา?
เหตุผลที่การบริหารปากไม่ช่วยให้ปากหนาขึ้น เพราะกล้ามเนื้อรอบปากเป็น “กล้ามเนื้อหูรูด” (Sphincter Muscle) ซึ่งมีลักษณะเป็นวงกลม ต่างจากกล้ามเนื้อแขนขาที่เป็นกล้ามเนื้อลายแบบมัดยาวที่เน้นการสร้างแรงและเพิ่มขนาด (Hypertrophy) ได้ง่ายค่ะ ที่สำคัญคือ การยิ่งขยับหรือเกร็งกล้ามเนื้อปากบ่อยๆ เช่น การดูดน้ำจากหลอดหรือการทำปากจู๋ กลับยิ่งจะทำให้เกิด “ริ้วรอยในแนวตั้ง” (Smoker’s Lines) และทำให้เนื้อปากดูยับย่นและบางลงกว่าเดิมเสียอีก เพราะมันไปบดเบียดคอลลาเจนที่เหลือน้อยอยู่แล้วให้สลายไปเร็วขึ้น การจะทำให้ปากกลับมาอิ่มจึงต้องเน้นที่การ “เติมเต็มเนื้อเยื่อ” ไม่ใช่การสร้างกล้ามเนื้อค่ะ
หลังฉีดฟิลเลอร์คนไข้ ต้องงดแช่ออนเซ็น รวมถึงซาวน่าและเลเซอร์ร้อน อย่างน้อย 14 วัน (หรือทางที่ดีคือ 1 เดือน) ค่ะ เพราะความร้อนจัด จะทำให้เส้นเลือดขยายตัว ส่งผลให้ แผลระบม บวมช้ำง่ายขึ้น และที่สำคัญคือความร้อนอาจทำให้ตัวยาฟิลเลอร์ที่ยังไม่เกาะติดกับเนื้อเยื่อ เสียรูปทรง ไหลผิดตำแหน่ง หรือสลายตัวเร็วกว่าปกติ เปรียบเหมือนวุ้นเจลลี่ที่ยังไม่เซตตัวแล้วไปเจอความร้อนจนละลายนั่นเองค่ะ ดังนั้นอดใจรอให้ฟิลเลอร์เข้าที่เป๊ะๆ ก่อน แล้วค่อยไปแช่น้ำแร่ออนเซ็นให้สบายใจจะดีที่สุดค่า
ถ้าไม่เอาหน้าแช่น้ำหล่ะหมอ? หมอจะบอกว่า ไม่ต่างกันค่ะ แม้จะไม่เอาหน้าจุ่มน้ำ แต่ “ไอร้อน” บริเวณบ่อออนเซ็น และ “อุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้น” จากการแช่น้ำ จะทำให้ระบบเลือดสูบฉีดแรงขึ้นและเส้นเลือดขยายตัวทั่วร่างกาย (รวมถึงที่หน้าด้วย) ค่ะ
ผลที่ตามมาคือหน้าจะแดง บวมช้ำง่ายขึ้น และความร้อนสะสมนี้ก็ยังส่งผลให้ฟิลเลอร์ที่ยังไม่เซตตัวเสียทรงหรือสลายไวได้อยู่ดีค่ะ หมอแนะนำให้อดใจรอให้ครบ 14 วันก่อนชัวร์ที่สุดค่ะ!
เราสามารถร้อยไหม ฉีดโบท็อกซ์ และฟิลเลอร์พร้อมกันในวันเดียวได้อย่างปลอดภัย 100% ค่ะ การทำหัตถการร่วมกัน (Combination Treatment) ถือเป็นเทคนิคที่หมอแนะนำอย่างยิ่ง เพราะช่วยแก้ปัญหาใบหน้าได้ครบทุกมิติ โดยร้อยไหมจะช่วย ดึงผิวที่หย่อนคล้อย ฟิลเลอร์ช่วย เติมเต็มจุดที่ตอบลึก และโบท็อกซ์ช่วย ลดริ้วรอยพร้อมคลายกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งเส้นไหม การทำร่วมกันไม่เพียงแต่ให้ ผลลัพธ์ที่สวยละมุนและดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ยังช่วยให้คนไข้ เจ็บตัวและพักฟื้นเพียงแค่ครั้งเดียว ก็ได้กรอบหน้าเป๊ะและดูเด็กลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ
ส่วนจะทำโปรแกรมไหนก่อน-หลัง หมอต้องประเมินจากปัญหาผิวของแต่ละบุคคลนะคะ หมอจะแจกแจงขั้นตอนการรักษาอย่างละเอียด ก่อนเริ่มทำการรักษาทุกเคส พร้อมบอกข้อดี ข้อเสีย ขอปฏิบัติที่ต้องรู้หลังทำชัดเจนค่ะ
การใช้ไหมน้ำกลุ่ม PDLLA ต้องใช้เทคนิคการกระจายยาแบบหลายจุด (Multiple Injections) ทำให้มีการสัมผัสเข็มบ่อยกว่าฟิลเลอร์ ดังนั้นไหมน้ำอาจจะโดนจิ้มหน้าบ่อยกว่า
สรุปสั้นๆ คือ ฟิลเลอร์ใต้ตาจะเน้นความสบายขณะฉีด เพราะมียาชาผสมมาในตัวยาและใช้เข็มปลายทื่อลดการระคายเคือง ในขณะที่ ไหมน้ำใต้ตาอาจมีความรู้สึกแสบผิวหรือยิบๆ มากกว่า เนื่องจากเป็นสารกระตุ้นคอลลาเจนที่ฉีดในชั้นผิวตื้นและมักไม่มีผสมยาชา อย่างไรก็ตาม การแปะยาชาก่อนทำ และเทคนิคการประคบเย็นของหมอจะช่วยให้ทั้งสองหัตถการเป็นเรื่องที่ เจ็บน้อยมากและไม่ต้องพักฟื้น นานค่ะ
แต่โดยรวมหมอจะบอกว่าไม่เจ็บเลยก็คงไม่ใช่ เจ็บ ทนได้ หมอขอยืมคำพูดติดปากของคนไข้มาพูดต่อนะคะ ก็จะประมาณว่า เพื่อความสวยค่ะหมอ ต้องทนได้ ต่อเลยค่ะ!
ก่อนอื่นหมอและทีมขอเป็นกำลังใจให้คนไข้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับโรคนี้อยู่นะคะ
สำหรับคนไข้มะเร็ง การฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ ไม่ได้เป็นข้อห้ามถาวร แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาค่ะ หากอยู่ในช่วง การให้คีโม ฉายแสง หรือรับประทานยากดภูมิ หมอขอให้งดทำหัตถการที่มีเข็มทุกชนิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อและระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรง แต่หาก รักษาหายขาดแล้วและโรคสงบ (Remission) เกิน 6 เดือนขึ้นไป สามารถทำได้ โดยหมอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์มะเร็งเจ้าของไข้เพื่อประเมินค่าเลือดก่อนเสมอ และ หลีกเลี่ยงการฉีดในบริเวณที่เคยผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดค่ะ
Cancer is just a chapter in your life, not the whole story. Turn the page and keep writing.
ฟังเผินๆเหมือนจะเป็นเรื่องคล้ายกัน แต่ความจริงนั้นต่างกันมากค่ะ “ผิวตึง” เป็นเพียง ความรู้สึกชั่วคราว ที่อาจเกิดจากผิวขาดน้ำหรือผลิตภัณฑ์ที่เคลือบผิว แต่ “ผิวกระชับ” คือ คุณภาพโครงสร้างผิวที่แท้จริง ซึ่งเกิดจาก คอลลาเจนและอีลาสตินที่แข็งแรง ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น เด้งกลับ และดูอ่อนเยาว์ การแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยจึงต้องเน้นการกระตุ้นโครงสร้างภายในผิว ไม่ใช่แค่ความรู้สึกตึงบนผิว เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสุขภาพผิวที่ดีค่ะ
อย่างแรกที่หมอจะบอกก็คือ มันต้องเป็นโปรแกรมฉีด ซึ่งตัวไหนจะเหมาะกับเรานั้นจะต้องประเมินผิวกันแบบเคสต่อเคส ผิวแห้ง มีหลายแบบ สาเหตุการแห้งอาจจะต่างกัน เลือกใช้ตามสภาพผิว แต่หลักๆแล้ว ก็จะเป็นกลุ่มฟิลเลอร์งานผิว ที่มุ่งเป้าที่การเติมน้ำเข้าสู่ผิว เห็นความแตกต่างได้เร็ว
ส่วนการอยากให้ผิว อิ่ม ฟู เด้ง เล่นแสง อันนี้แล้วแต่ความชอบ แต่สิ่งที่ได้ในโปรแกรมฟิลเลอร์งานผิวคือเรื่องความชุ่มชื้นมากขึ้น แต่ข้อเสียของฟิลเลอร์กลุ่มนี้คือ มักอยู่ได้ไม่นาน ต้องเติมบ่อยกว่าฟิลเลอร์ที่เป็นกลุ่มปรับรูปหน้า เพราะทำงานคนละแบบกัน ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ที่ต่างกันค่ะ
“การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวเฉพาะบุคคล” จะช่วยให้คุณหมอสามารถออกแบบโปรแกรมที่ดีที่สุดเพื่อผิวสวยในฝันของคุณได้อย่างตรงจุดที่สุดค่ะ







