รอยย่นบริเวณหางตาหรือที่เรียกกันว่า “ตีนกา” คือสัญญาณแห่งวัยที่ปรากฏชัดเจนเมื่อเรายิ้มหรือแสดงอารมณ์ ซึ่งทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและมีอายุเกินจริง โปรแกรมฉีดลดริ้วรอยหางตาเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหานี้ โดยแพทย์จะใช้โปรตีนบริสุทธิ์ที่ออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อโดยตรง เพื่อคลายการหดตัวของกล้ามเนื้อรอบดวงตา ทำให้ผิวบริเวณนั้นกลับมาเรียบเนียนตึงกระชับ ริ้วรอยจางลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เผยดวงตาที่ดูสดใสและอ่อนเยาว์อีกครั้ง

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังฉีดโบท็อกซ์หางตา
| คนที่ยังไม่เคยรับบริการ | คนที่รับบริการแล้ว |
|---|---|
| กังวลทุกครั้งที่ยิ้ม กลัวคนจะเห็นริ้วรอยตีนกา | ยิ้มและหัวเราะได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องคอยปิดบัง |
| ถูกทักว่าดูเหนื่อยล้า หรือดูมีอายุ ทั้งที่พักผ่อนเพียงพอ | ใบหน้าดูสดใส อ่อนเยาว์ขึ้น คนทักว่าไปทำอะไรมาดูเด็กลง |
| เวลาแต่งหน้า แป้งหรือรองพื้นมักจะตกร่องบริเวณหางตา | แต่งหน้าง่ายขึ้น ผิวรอบดวงตาเรียบเนียน ไม่ต้องกังวลเรื่องเมคอัพตกร่อง |
| ไม่กล้ายิ้มกว้างๆ เวลาถ่ายรูป ทำให้ดูเหมือนฝืนยิ้ม | ถ่ายรูปสวยทุกมุมกล้อง ยิ้มกว้างได้อย่างเป็นธรรมชาติ |
| รู้สึกว่าริ้วรอยทำให้ความสดใสของดวงตาลดลง | ดวงตาดูกลมโตและสดใสขึ้น เพราะไม่มีริ้วรอยมาบดบัง |
| เริ่มมองเห็นริ้วรอยจางๆ แม้จะไม่ได้ยิ้ม | ชะลอการเกิดริ้วรอยถาวร คงความอ่อนเยาว์ให้ผิวรอบดวงตา |
- สัปดาห์ที่ 1 กล้ามเนื้อเริ่มคลายตัว ริ้วรอยตื้นๆ เริ่มจางลงเวลายิ้ม
- สัปดาห์ที่ 2-4 เห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด ผิวหางตาเรียบเนียน ริ้วรอยลึกดูตื้นขึ้นมาก
- เดือนที่ 3-4 ผลยังคงอยู่ แต่กล้ามเนื้ออาจเริ่มกลับมาทำงานได้เล็กน้อย
- เดือนที่ 5-6 ริ้วรอยเริ่มกลับมาปรากฏจางๆ เป็นสัญญาณว่าใกล้ถึงเวลารับบริการครั้งต่อไป
ควรฉีดลดริ้วรอยหางตาแล้วหรือยัง วิธีประเมินเบื้องต้น

ลองยืนหน้ากระจกแล้วยิ้มกว้างๆ หากคุณเห็นเส้นริ้วรอยบริเวณหางตาปรากฏขึ้น 2-3 เส้นขึ้นไป หรือแม้กระทั่งตอนทำหน้าเฉยๆ ก็ยังเห็นรอยพับจางๆ อยู่ นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณจะได้รับประโยชน์จากโปรแกรมนี้ การเริ่มดูแลตั้งแต่ริ้วรอยยังไม่ลึกมากจะช่วยชะลอการเกิดรอยพับถาวรในอนาคตได้เป็นอย่างดี
pie
title สาเหตุหลักเกิดริ้วรอยหางตา (ตีนกา)
"การแสดงอารมณ์ (ยิ้ม, หยีตา)" : 35
"แสงแดด (รังสี UV)" : 30
"อายุที่เพิ่มขึ้น (การสูญเสียคอลลาเจน)" : 25
"ปัจจัยอื่นๆ (สูบบุหรี่, ขาดน้ำ)" : 10
อ้างอิงคนไข้ดีเลิฟเวอรี่คลินิก ตั้งแต่ปี 2022-2025
ต้องใช้กี่ยูนิต ประเมินเบื้องต้นสำหรับแต่ละจุด
ปริมาณยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความลึกของริ้วรอยแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินอย่างละเอียด แต่โดยทั่วไปสามารถประเมินเบื้องต้นได้ดังนี้
- ริ้วรอยหางตา 12-25 ยูนิต
- ริ้วรอยหน้าผาก 10-20 ยูนิต
- ริ้วรอยระหว่างคิ้ว 10-25 ยูนิต

ริ้วรอยหางตาส่งผลให้หน้าดูมีอายุแค่ไหน
gantt
title จุดริ้วรอยที่ส่งผลให้ใบหน้าดูมีอายุมากที่สุด
dateFormat X
axisFormat %s
section คะแนน 0-10
ใต้ตา :done, 0, 9
ร่องแก้ม :done, 0, 9
หางตา (ตีนกา) :active, 0, 8
ร่องน้ำหมาก :active, 0, 8
หน้าผาก : 0, 7
ระหว่างคิ้ว : 0, 7
ข้อดีและข้อควรพิจารณาของโปรแกรมลดริ้วรอยหางตา
โปรแกรมฉีดลดริ้วรอยหางตาเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะเห็นผลลัพธ์รวดเร็วและไม่ต้องพักฟื้น แต่ก็มีบางประเด็นที่ควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจ
ข้อดี
- เห็นผลลัพธ์รวดเร็ว ริ้วรอยเริ่มจางลงภายใน 3-7 วัน และเห็นผลเต็มที่ใน 2 สัปดาห์
- ไม่ต้องผ่าตัด เป็นหัตถการที่ไม่ต้องใช้มีด ไม่เจ็บตัวมาก และไม่มีแผลเป็น
- ไม่ต้องพักฟื้น หลังรับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันที
- ช่วยป้องกันริ้วรอยในอนาคต การทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวจะช่วยชะลอการเกิดรอยพับลึกในระยะยาว
- เพิ่มความมั่นใจ ใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์และสดใสขึ้น ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการแสดงอารมณ์
ข้อควรพิจารณา
- ผลลัพธ์ไม่ถาวร โดยทั่วไปผลลัพธ์จะคงอยู่ประมาณ 3-6 เดือน จำเป็นต้องกลับมารับบริการซ้ำเพื่อคงสภาพผิว
- ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น การประเมินปริมาณยาและตำแหน่งที่ฉีดต้องอาศัยความชำนาญสูงเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
- มีข้อจำกัดในบางบุคคล ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

การเตรียมตัวก่อนรับบริการ
เพื่อให้ผลลัพธ์ของโปรแกรมลดริ้วรอยหางตาออกมาดีที่สุดและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง ควรเตรียมตัวดังนี้
- งดยาหรือวิตามินที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน, ไอบูโพรเฟน, วิตามินอี, น้ำมันปลา, และสารสกัดจากแปะก๊วย อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนรับบริการ
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง
- แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และยาที่รับประทานเป็นประจำให้แพทย์ทราบโดยละเอียด
- พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด
- ในวันนัดหมาย ควรทำความสะอาดใบหน้าและงดแต่งหน้าบริเวณรอบดวงตา
การดูแลตัวเองหลังรับบริการ
การปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธีหลังรับบริการจะช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานและมีประสิทธิภาพสูงสุด
- หลังรับบริการทันที ควรขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเบาๆ เพื่อให้ยากระจายตัวได้ดี
- งดนอนราบหรือก้มหน้านานๆ เป็นเวลา 4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันยาเคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง
- หลีกเลี่ยงการนวด กด หรือสัมผัสใบหน้าบริเวณที่ฉีดแรงๆ เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
- งดกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดงหรือเกิดความร้อนสูง เช่น การออกกำลังกายหนักๆ การซาวน่า การดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์หรือทรีตเมนต์ใบหน้าที่มีความร้อนเป็นเวลา 2 สัปดาห์

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำโปรแกรมลดริ้วรอยหางตา
| ข้อควรรู้ | คำอธิบาย | ระดับ/จำนวน |
|---|---|---|
| รู้สึกเจ็บไหม | รู้สึกเจ็บเล็กน้อยเหมือนมดกัดตอนจิ้มเข็ม สามารถประคบเย็นเพื่อลดความรู้สึกเจ็บได้ | ⭐ |
| มีอาการบวมไหม | อาจมีรอยเข็มหรือตุ่มนูนเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปเองภายใน 1-3 ชั่วโมง | ⭐ |
| บวมกี่วัน | โดยปกติไม่มีอาการบวม หรือหากมีก็เพียงเล็กน้อยและหายได้เองใน 1 วัน | ⭐ |
| เห็นผลเมื่อไหร่ | เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงใน 3-7 วัน และเห็นผลลัพธ์ชัดเจนเต็มที่ประมาณ 2 สัปดาห์ | ⭐⭐⭐ |
| อยู่ได้นานแค่ไหน | ผลลัพธ์คงอยู่ประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ปริมาณยา และการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล | ⭐⭐⭐⭐ |
| ต่างจากโปรแกรมฟิลเลอร์อย่างไร | โปรแกรมฉีดลดริ้วรอยจะช่วยคลายกล้ามเนื้อเพื่อลดรอยย่นจากการแสดงอารมณ์ ส่วนโปรแกรมฟิลเลอร์ใช้เพื่อเติมเต็มร่องลึกที่อยู่นิ่งๆ | แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง |

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

รีวิว Botulinum Toxin
ราคาโบท็อกซ์เท่าไหร่


| โปรแกรม | ราคา |
|---|---|
| NEURONOX 50 UNIT | 4,999.- |
| NEURONOX 100 UNIT | 7,999.- |
| AESTOX 50 UNIT | 4,999.- |
| AESTOX 100 UNIT | 7,999.- |
| HUGEL 50 UNIT | 5,999.- |
| HUGEL 100 UNIT | 9,999.- |
| XEOMIN 50 UNIT | 9,000.- |
| XEOMIN 100 UNIT | 17,000.- |
| DYSPORT 120 UNIT | 12,000.- |
| DYSPORT 300 UNIT | 19,000.- |
| BOTOX 50 UNIT | 12,900.- |
| BOTOX 100 UNIT | 19,999.- |
ถ้าเป็นเคส “ต้องใช้หน้าจริงๆ” หมอเข้าใจเลยค่ะ! ในสถานการณ์ที่จำเป็นจริงๆ สำหรับ “กดสิว-ฉีดสิว” อาจพออนุโลมได้บ้าง ถ้าผิวไม่มีอาการแดงจัด ระคายเคือง หรือร้อนวูบวาบจนเกินไป ค่ะ แต่หมอขอย้ำนะคะว่า “พอได้” หมายถึง “พอลุ้น” ค่ะ ยังไงก็ยังเสี่ยงกว่าการรอให้ผิวพร้อมจริงๆ อยู่ดี
แต่สำหรับ “โบท็อกซ์-ฟิลเลอร์” หมอว่า ควรรอค่ะ ไม่ว่าจะเร่งด่วนแค่ไหน เพราะเป็นหัตถการที่เกี่ยวข้องกับการฉีดสารเข้าสู่ผิวโดยตรง มีโอกาสเกิดผลข้างเคียง เช่น บวม ช้ำ ได้ง่ายกว่าการกดสิวมาก ถ้าเกิดอาการบวมช้ำขึ้นมา มันจะทำให้การใช้หน้าสำคัญๆ นั้นยากลำบากกว่าเดิมอีกค่ะ
อย่างแรกที่ต้องเข้าใจ คือโบท็อกซ์ไม่ได้ออกฤทธิ์ทันทีหลังฉีดค่ะ จะไม่เหมือนฟิลเลอร์ เพราะมันต้องใช้เวลาในการจับกับปลายประสาทและทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว กระบวนการนี้ต้องใช้เวลาสักพักค่ะ
โดยทั่วไปแล้ว คนไข้จะเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้ประมาณ 3-7 วันหลังฉีด ค่ะ ช่วงนี้อาจจะเริ่มรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่เคยขยับได้แรงๆ เริ่มขยับได้น้อยลง หรือรู้สึกตึงๆ เล็กน้อย แต่ยังไม่เห็นผลชัดเจนมากนะคะ สำหรับผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดและเข้าที่สวยตามที่คนไข้คาดหวัง จะอยู่ประมาณ 1-3 สัปดาห์หลังฉีดค่ะ ช่วงนี้กล้ามเนื้อจะคลายตัวเต็มที่ ริ้วรอยก็จะจางลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าจะดูเรียบเนียนและอ่อนเยาว์ขึ้นค่ะ
ทำไมต้องรอนานขนาดนั้นคะหมอ?
- กระบวนการออกฤทธิ์ของโบท็อกซ์: โบทูลินัม ท็อกซิน จะค่อยๆ เข้าไปยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาท (Acetylcholine) ที่กล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อค่อยๆ คลายตัวลง การทำงานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีค่ะ
- การตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล: ร่างกายของคนไข้แต่ละคนมีการตอบสนองต่อยาที่แตกต่างกันค่ะ บางคนอาจจะเห็นผลเร็วหน่อยแค่ 3-5 วัน บางคนอาจจะต้องรอถึง 7 วันกว่าจะเริ่มรู้สึก แต่โดยเฉลี่ยแล้วคือช่วง 3-7 วันแรกค่ะ
- บริเวณที่ฉีด: บางบริเวณที่กล้ามเนื้อมีการเคลื่อนไหวเยอะหรือกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมาก อาจจะต้องใช้เวลาในการเห็นผลนานกว่าบริเวณอื่นเล็กน้อยค่ะ เช่น กล้ามเนื้อกรามที่ใหญ่ อาจจะใช้เวลานานกว่าริ้วรอยหน้าผากเล็กน้อย
- ปริมาณยาที่ใช้: การใช้ปริมาณยาที่เหมาะสมและถูกต้องตามการประเมินของแพทย์ ก็มีผลต่อระยะเวลาในการเห็นผลด้วยค่ะ
ที่หมอสรุปมานี้เฉพาะ botox ของแท้ + ฉีดโดยหมอที่มีประสบการณ์ + ฉีดในสถานพยาบาลที่ผ่านการรับรองนะคะ ถ้าใครเจอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ก็เป็นไปได้สูงว่าจะเจอของปลอม หรือเจือจางขั้นสุดจนไม่เห็นผลตามที่ควรจะเป็นได้ค่ะ
อย่างแรกเลย คือซ้ำไม่ได้ตามใจชอบ ไม่ใช่ว่าแค่เห็นหน้าตึงน้อยลงแล้วอยากจะฉีดซ้ำเลย แบบนี้ไม่ได้ มีระยะเวลาที่เหมาะสมอยู่ เพื่อความปลอดภัย ไม่ดื้อโบ
จากประสบการณ์ของหมอและงานวิจัยทางการแพทย์ โดยทั่วไปแล้ว โบท็อกซ์จะออกฤทธิ์อยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน ค่ะ โดยจะเริ่มเห็นผลชัดเจนที่สุดช่วง 1-3 สัปดาห์แรกหลังฉีด ขึ้นอยู่กับว่าฉีดจุดไหนไปด้วย และค่อยๆ สลายไปตามธรรมชาติของร่างกายค่ะ แต่ก็อย่างที่หมอพูดไปตอนแรกว่าระยะเวลาที่ว่านี้เป็นค่าเฉลี่ยนะคะ มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้ผลลัพธ์ของแต่ละคนแตกต่างกันออกไปค่ะ
หมอเคยเจอคนไข้หลายท่านเลยค่ะ ที่เดินเข้ามาคลินิกแล้วบอกว่า “อยากสวยเหมือนเพื่อนค่ะหมอ แต่ไม่รู้ว่าโบท็อกซ์มันคืออะไรกันแน่” หรือ “เห็นเพื่อนไปฉีดมาแล้วหน้าเป๊ะมาก โบท็อกซ์มันวิเศษขนาดนั้นเลยเหรอคะ” หมออยากจะบอกว่า โบท็อกซ์ไม่ได้เป็นยาครอบจักรวาลค่ะ แต่มันคือสารสกัดจากธรรมชาติที่ชื่อว่า โบทูลินัม ท็อกซิน เอ (Botulinum Toxin Type A) ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการ คลายการทำงานของกล้ามเนื้อ เมื่อฉีดในปริมาณที่เหมาะสมและถูกจุด การออกฤทธิ์ของมันก็คือ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นทำงานลดลงชั่วคราวค่ะ
คนไข้หลายคนชอบเรียกทุกอย่างที่ฉีดลดริ้วรอย หรือลดกล้ามเนื้อว่า ‘โบท็อกซ์’ กันหมดเลยใช่มั้ยคะ? จริงๆ แล้ว ‘โบท็อกซ์’ (Botox®) เนี่ย เขาคือ ชื่อแบรนด์แรกๆ ที่ประสบความสำเร็จมากๆ จนกลายเป็นคำติดปาก เหมือนกับที่เราเรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อว่า ‘มาม่า’ นั่นแหละค่ะ! เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะฉีดตัวไหน ที่ช่วยเรื่องเดียวกัน แต่แพทย์อาจจะใช้เทคนิคแตกต่างกันออกไปบ้างเท่านั้นค่ะ
การที่แพทย์ใช้เข็มจิ้มลูกโป่งแล้วไม่แตก ไม่ได้เป็นการพิสูจน์โดยตรงว่า “มือเบากว่าใคร” ในความหมายของการไม่ทำให้คนไข้รู้สึกเจ็บปวด และ “ไม่ได้พิสูจน์ทักษะการควบคุมเข็มที่ดีกว่าในการฉีดปรับรูปหน้า Botox Filler Biostimulator” การฉีดบนผิวหนังของคนไข้มีความซับซ้อนมากกว่ามาก แบบที่หมอยังอธิบายไม่ถูกเลยว่าจะทำยังไงให้คนไข้เข้าใจได้ครบว่า ทุกครั้งที่หมอสอดเข็มนั้นต้องมั่นใจแค่ไหน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์จะต้องใช้ ความรู้ด้านกายวิภาคเชิงลึก เทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม ที่มักสั่งสมตามอายุงานและจำนวนเคส และ ความใส่ใจต่อความรู้สึกของคนไข้ เพื่อให้เกิด ความเจ็บปวดน้อยที่สุด ปลอดภัย และได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม ค่ะ
หมอรู้นะคิดอะไรอยู่ อยากดื่มนั่นแหล่ะยอมรับมาตรงๆ แต่ความจริงคือความจริง คือ ไม่ต่างกันค่ะ
ให้เข้าใจง่ายๆ การดื่มไวน์หลังฉีดหน้าไม่ได้ทำให้บวมน้อยกว่าเหล้าหรือเบียร์แต่อย่างใดค่ะ เพราะแอลกอฮอล์ทุกชนิดทำให้หลอดเลือดขยายตัวและสูบฉีดเลือดแรงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการบวมช้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ไวน์แดงยังมีสารฮิสตามีนที่ไปกระตุ้นอาการบวมอักเสบให้แย่ลงไปอีก ดังนั้น เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เข้าที่ไว หมอแนะนำให้งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างเด็ดขาดในช่วงแรกหลังทำหัตถการค่ะ อดใจรอให้หน้าเข้าที่ก่อน แล้วค่อยไปจิบไวน์ฉลองความสวยกันนะคะ! อ้อ ก่อนทำก็ไม่ควรดื่มมานะ ขอก่อนทำสัก 3 วันก็ยังดีค่ะ
อยากยุงแค่ไหน ก็แนะนำไม่เกิน 100 ยูนิตต่อครั้งค่ะ
หมอเข้าใจดีเลยนะคะว่าคนไข้หลายท่านอยากมีรูปหน้าสไตล์ “หน้ายุง” ที่ดู เรียวเล็ก เดฟ ขั้นสุด จนบางครั้งอาจรู้สึกว่ายิ่งอัดโบท็อกซ์กรามเยอะๆ ไปเลย จะได้เห็นผลไวๆ แต่นั่นแหละค่ะ ไม่ว่าจะเรียกทรงหน้านี้ว่าอะไร หรืออยากหน้าเรียวแค่ไหน ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ การใช้โบท็อกซ์ลดกรามที่มากเกินกว่า 50-100 ยูนิตในครั้งเดียว (เฉลี่ยข้างละ 25-50 ยูนิต) ไม่ได้ช่วยให้หน้าเล็กลงไปกว่าขีดจำกัดของกล้ามเนื้อเรานะคะ แต่กลับจะไปเพิ่มความเสี่ยงให้ กล้ามเนื้อเคี้ยวอาหารอ่อนแรง ยิ้มมุมปากตก หรือเสี่ยงต่อการดื้อโบท็อกซ์ ในระยะยาวได้ หมอเข้าใจและพร้อมจะเนรมิตความสวยตามความต้องการของคนไข้นะคะ แต่คนไข้ก็ต้องเข้าใจหมอด้วยว่า หมออยากให้ทุกคนสวยแบบปลอดภัยและไร้ผลข้างเคียง ค่อยๆ ปรับโครงหน้าให้เรียวเล็กอย่างพอดีกับสัดส่วนของเรา ดีกว่าฝืนฉีดอัดยูนิตเกินลิมิตแล้วต้องมาตามแก้ทีหลังค่ะ สวยแบบหน้ายุงได้ แต่ต้องเป็นยุงที่สวยและปลอดภัยที่สุดนะคะ
อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่หมอต้องขออนุญาตเบรกความเข้าใจผิดนิดนึงนะคะ หลายคนมักคิดว่า “โบท็อกซ์คือตัวจบ” ของการทำหน้าเรียวหน้ายุง ฉีดปุ๊บหน้าต้องเล็กปั๊บแบบทรงหน้ายุงแน่นอน แต่หมอต้องอธิบายตามหลักการแพทย์แบบนี้ค่ะว่า โบท็อกซ์จะออกฤทธิ์ลดขนาดได้เฉพาะส่วนที่เป็น “กล้ามเนื้อ” (กราม) เท่านั้น
ถ้าคนไข้มีใบหน้าที่กว้างหรือเหลี่ยมจาก “แนวโครงสร้างกระดูก” โบท็อกซ์ก็ช่วยไม่ได้นะจ๊ะ หรือถ้าหน้ากลมเพราะมี “ชั้นไขมันสะสมที่แก้มหรือเหนียงเยอะ” โบท็อกซ์ก็ไม่สามารถสลายไขมันได้เช่นกันค่ะ ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจอัดโบท็อกซ์ หมอแนะนำให้เข้ามาให้หมอช่วยจับและประเมินรูปหน้าดูก่อนนะคะ เราจะได้วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง หากปัญหาเกิดจากไขมันเราจะได้เปลี่ยนไปใช้แฟตสลายไขมัน หรือถ้าเป็นเรื่องความหย่อนคล้อยก็อาจจะใช้เครื่องมือยกกระชับแทน เพื่อให้คนไข้ได้ผลลัพธ์หน้าเรียวเล็กที่ตรงจุด ทำแล้วเห็นผลจริงแบบไม่เสียเงินฟรีค่ะ
ช่วยได้ค่ะ แต่ไม่ดีเท่ากับการลดริ้วรอยด้วยการฉีด Botulinum Toxin โดยตรงค่ะ เพราะมันเป็นเพียงผลพลอยได้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยตรง สาเหตุเพราะรอยตีนกาลึกๆ เกิดจากการขยับตัวของกล้ามเนื้อเวลาที่คนไข้ยิ้มหรือแสดงสีหน้า ซึ่งต้องใช้โบท็อกซ์เข้าไปคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้น ในขณะที่ Ulthera ถูกออกแบบมาเพื่อดึงยกกระชับชั้นผิวที่หย่อนคล้อย (SMAS) ให้ตึงและเด้งขึ้น การทำ Ulthera จึงตอบโจทย์เรื่องการยกคิ้วและหางตาตกได้ดีเยี่ยม และมีผลพลอยได้คือรอยยับตื้นๆ บนผิวดูจางลงเพราะผิวถูกดึงให้ตึงขึ้นนั่นเองค่ะ ดังนั้นหากคนไข้ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน บางเคสต้อง ควบคู่กับการฉีดโบท็อกซ์เพื่อสยบตีนกาทุกการขยับ จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุดค่ะ
















