ฉีดโบท็อกซ์รักษาไมเกรน ทางเลือกสำหรับอาการปวดหัวเรื้อรัง
ไมเกรนเป็นอาการปวดหัวที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของใครหลายคน การฉีดโบท็อกซ์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวเรื้อรังได้ มาทำความเข้าใจกันว่าการฉีดโบท็อกซ์ไมเกรนคืออะไร เหมาะกับใคร และมีข้อควรรู้อะไรบ้าง

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังฉีดโบท็อกซ์ไมเกรน
| สิ่งที่เปลี่ยนแปลง | คนที่ไม่เคยรับบริการ | คนที่เคยรับบริการแล้ว |
|---|---|---|
| ความถี่และความรุนแรงของอาการปวดหัว | คาดหวังว่าอาการปวดหัวจะลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากการฉีด | คาดหวังว่าอาการปวดหัวจะลดลงอย่างต่อเนื่อง และอาจมีอาการปวดหัวน้อยลงกว่าเดิม |
| การใช้ยาแก้ปวด | อาจลดปริมาณการใช้ยาแก้ปวดได้ | อาจใช้ยาแก้ปวดในปริมาณที่น้อยลง หรือไม่จำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดเลย |
| คุณภาพชีวิต | คาดหวังว่าคุณภาพชีวิตจะดีขึ้น สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้มากขึ้น | คุณภาพชีวิตจะดียิ่งขึ้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข |
| ความกังวลเกี่ยวกับอาการปวดหัว | ความกังวลเกี่ยวกับอาการปวดหัวจะลดลง | ความกังวลเกี่ยวกับอาการปวดหัวจะลดลงอย่างมาก และมีความมั่นใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น |
โบท็อกซ์ไมเกรนคืออะไร?
การฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum toxin type A) เพื่อรักษาไมเกรน คือการฉีดโบท็อกซ์ในบริเวณต่างๆ ของศีรษะและคอ เพื่อลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดไมเกรน โดยโบท็อกซ์จะออกฤทธิ์ยับยั้งการปล่อยสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว และลดอาการปวดหัว

โบท็อกซ์ช่วยลดอาการปวดหัวได้อย่างไร?
โบท็อกซ์จะช่วยลดอาการปวดหัวโดย
- ยับยั้งการปล่อยสารสื่อประสาท โบท็อกซ์จะยับยั้งการปล่อยสารสื่อประสาทที่ส่งสัญญาณความเจ็บปวดไปยังสมอง ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดลดลง
- คลายกล้ามเนื้อ โบท็อกซ์จะช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณศีรษะและคอ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดหัว
- ลดความถี่และความรุนแรง การฉีดโบท็อกซ์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดไมเกรน

ใครเหมาะกับการฉีดโบท็อกซ์ไมเกรน?
- ผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรนเรื้อรัง (ปวดหัวอย่างน้อย 15 วันต่อเดือน โดยมีอาการไมเกรนอย่างน้อย 8 วัน)
- ผู้ที่ลองรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล หรือมีผลข้างเคียงจากยา
- ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง และไม่มีข้อห้ามในการฉีดโบท็อกซ์

ข้อควรรู้ก่อนรับบริการฉีดโบท็อกซ์ไมเกรน
| ข้อควรรู้ | คำอธิบาย |
|---|---|
| ปรึกษาแพทย์ | ปรึกษาแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการฉีดโบท็อกซ์เพื่อรักษาไมเกรน เพื่อประเมินอาการ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม |
| แจ้งประวัติทางการแพทย์ | แจ้งประวัติทางการแพทย์ โรคประจำตัว ยาที่กำลังรับประทาน และอาการแพ้ต่างๆ ให้แพทย์ทราบ |
| ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น | อาจมีอาการปวด บวม แดง หรือช้ำ บริเวณที่ฉีด ซึ่งอาการเหล่านี้มักหายได้เองภายใน 1-2 วัน นอกจากนี้ อาจมีอาการปวดคอ อ่อนแรง |
| ระยะเวลาในการเห็นผล | โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นผลหลังจากฉีดประมาณ 2-4 สัปดาห์ และผลลัพธ์จะคงอยู่ประมาณ 3-6 เดือน |
| การฉีดซ้ำ | เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี อาจต้องฉีดโบท็อกซ์ซ้ำทุกๆ 3-6 เดือน |
| ค่าใช้จ่าย | ค่าใช้จ่ายในการฉีดโบท็อกซ์ไมเกรนแตกต่างกันไปในแต่ละสถานพยาบาล อาจจะใช้ 150 -160 ยูนิต ควรสอบถามค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจ |
| การดูแลหลังฉีด | หลีกเลี่ยงการนวด กด หรือสัมผัสบริเวณที่ฉีด งดออกกำลังกายหนัก และหลีกเลี่ยงความร้อน |
| ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล | ผลลัพธ์ของการฉีดโบท็อกซ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความรุนแรงของอาการไมเกรน สภาพร่างกาย และการตอบสนองต่อยา |

ฉีดโบท็อกซ์รักษาไมเกรน อันตรายไหม?
การฉีดโบท็อกซ์เพื่อรักษาไมเกรนโดยทั่วไปมีความปลอดภัย หากได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ และใช้ผลิตภัณฑ์โบท็อกซ์ที่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม การฉีดโบท็อกซ์ก็มีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ
เช็คลิสต์ความปลอดภัยและความเสี่ยงในการฉีดโบท็อกซ์ไมเกรน
| ปัจจัย | ปลอดภัย | มีความเสี่ยง |
|---|---|---|
| ผู้ให้บริการ | ฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการฉีดโบท็อกซ์เพื่อรักษาไมเกรน | ฉีดโดยผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ หรือผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ |
| ผลิตภัณฑ์ | ใช้ผลิตภัณฑ์โบท็อกซ์ที่ได้มาตรฐาน มี อย. และมาจากบริษัทที่น่าเชื่อถือ | ใช้ผลิตภัณฑ์โบท็อกซ์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือไม่ได้มาตรฐาน |
| สถานที่ | สถานพยาบาลที่สะอาด ปลอดภัย และมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ครบครัน | สถานที่ที่ไม่สะอาด ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เหมาะสม |
| การประเมินก่อนการรักษา | แพทย์ประเมินอาการ ประวัติทางการแพทย์ และความเหมาะสมในการฉีดโบท็อกซ์อย่างละเอียด | ไม่มีการประเมินก่อนการรักษา หรือประเมินอย่างไม่ละเอียด |
| การให้ข้อมูล | แพทย์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการรักษา ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และการดูแลหลังการรักษาอย่างครบถ้วน | ไม่มีการให้ข้อมูล หรือให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน |
| การติดตามผล | มีการติดตามผลการรักษา และให้คำแนะนำในการดูแลตนเองหลังการรักษา | ไม่มีการติดตามผลการรักษา |
- ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดโบท็อกซ์ที่ไม่ปลอดภัย
- ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นที่น่าพอใจ: การฉีดโดยผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญอาจทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ หรือทำให้เกิดความเสียหายต่อผิวหนังและกล้ามเนื้อ
- การติดเชื้อ: หากฉีดในสถานที่ที่ไม่สะอาด หรือใช้อุปกรณ์ที่ไม่ปลอดเชื้อ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
- อาการแพ้: ผู้ที่แพ้โบท็อกซ์อาจมีอาการแพ้ เช่น ผื่นคัน บวม หายใจลำบาก หรือช็อก
- ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์: การฉีดโดยผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น หนังตาตก ปากเบี้ยว กลืนลำบาก หรือหายใจลำบาก
- การฉีดโบท็อกซ์เป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาไมเกรนเรื้อรังที่ได้ผลดี แต่ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินอาการ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย

You conquer every challenge at work, but each time, the migraine conquers you.
อาการปวดหัวเรื้อรัง
ไมเกรนเป็นอาการปวดหัวที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของใครหลายคน การฉีดโบท็อกซ์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหัวเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณเป็นมือใหม่ที่กำลังพิจารณาการฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรก หรือเคยฉีดแล้วและต้องการทำซ้ำ คุณสามารถมั่นใจได้ว่าการฉีดโบท็อกซ์ไมเกรนภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้นมีความปลอดภัย
pie title เหตุผลในการเข้ารับการรักษาไมเกรน
"ความถี่ของการโจมตีของไมเกรน" : 83
"ความยากลำบากในการจัดการกับอาการ" : 7
"ค่าใช้จ่ายในการรักษา" : 5
"ความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียง" : 5
ข้อมูลอ้างอิง : https://thejournalofheadacheandpain.biomedcentral.com/articles/10.1186/s10194-025-02018-y
- ด้านร่างกาย:
- อาการปวด: อาการปวดหัวเรื้อรังทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบาย ปวดเมื่อย และอ่อนเพลีย
- การนอนหลับ: อาการปวดหัวอาจรบกวนการนอนหลับ ทำให้หลับยาก หรือหลับไม่สนิท ส่งผลให้ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ
- ความอยากอาหาร: อาการปวดหัวอาจทำให้เบื่ออาหาร หรือคลื่นไส้อาเจียน ส่งผลต่อการรับประทานอาหารและการได้รับสารอาหารที่จำเป็น
- กิจกรรมทางกาย: อาการปวดหัวอาจจำกัดความสามารถในการทำกิจกรรมทางกาย เช่น การออกกำลังกาย การทำงานบ้าน หรือการเดินทาง
- ด้านจิตใจ:
- อารมณ์: อาการปวดหัวเรื้อรังอาจทำให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิด โกรธ เศร้า หรือวิตกกังวล
- สมาธิ: อาการปวดหัวอาจทำให้เสียสมาธิ ทำงานหรือเรียนหนังสือได้ไม่เต็มที่
- ความจำ: อาการปวดหัวอาจส่งผลต่อความจำ ทำให้หลงลืม หรือจำสิ่งต่างๆ ได้ยาก
- ความเครียด: อาการปวดหัวเรื้อรังอาจทำให้เกิดความเครียดและความกดดัน
- ด้านสังคม:
- ความสัมพันธ์: อาการปวดหัวอาจทำให้ไม่อยากออกไปพบปะผู้คน หรือทำกิจกรรมทางสังคม ทำให้ความสัมพันธ์กับเพื่อน ครอบครัว หรือคนรักแย่ลง
- การเข้าสังคม: อาการปวดหัวอาจทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ได้ เช่น งานเลี้ยง งานแต่งงาน หรือการท่องเที่ยว
- บทบาททางสังคม: อาการปวดหัวอาจทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ต่างๆ ในสังคมได้ เช่น การเป็นพ่อแม่ การเป็นลูก หรือการเป็นเพื่อน
- ด้านการทำงาน:
- ประสิทธิภาพในการทำงาน: อาการปวดหัวอาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ทำงานผิดพลาด หรือทำงานได้ช้าลง
- การขาดงาน: อาการปวดหัวอาจทำให้ต้องลางานบ่อยๆ ส่งผลต่อรายได้และความก้าวหน้าในอาชีพ
- ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน: อาการปวดหัวอาจทำให้หงุดหงิดง่าย และมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน

สาเหตุการเกิดไมเกรน มีอะไรบ้าง
pie title สาเหตุของการเกิดไมเกรน
"พันธุกรรม" : 30
"ปัจจัยแวดล้อม" : 25
"ความเครียด" : 20
"ฮอร์โมน" : 15
"อาหารและเครื่องดื่ม" : 10 สาเหตุของการเกิดไมเกรนสามารถแบ่งออกเป็นหลายปัจจัยหลัก ได้แก่
- พันธุกรรม (Genetics) มีส่วนสำคัญในการกำหนดความเสี่ยงต่อการเกิดไมเกรน
- ปัจจัยแวดล้อม (Environmental Factors) เช่น สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง, แสงจ้า, เสียงดัง, กลิ่นฉุน
- ความเครียด (Stress) ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
- ฮอร์โมน (Hormones) การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในผู้หญิง เช่น ช่วงมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หรือวัยหมดประจำเดือน
- อาหารและเครื่องดื่ม (Food and Drinks) เช่น เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน, แอลกอฮอล์, ช็อกโกแลต, ชีส
การรักษาไมเกรนด้วยโบท็อกซ์ (OnabotulinumtoxinA) เป็นวิธีการที่ได้รับการรับรองทางการแพทย์ โดยมีจุดฉีดและปริมาณยูนิตที่กำหนดไว้ชัดเจนค่ะ ข้อมูลด้านล่างนี้อ้างอิงจากแนวทางการรักษามาตรฐาน:
โบท็อกซ์ลดปวดไมเกรน ต้องฉีดจุดไหนบ้าง
จุดฉีดเพื่อรักษาอาการ
- หน้าผาก (Frontalis) บริเวณกล้ามเนื้อหน้าผาก มักใช้ 5 ยูนิตต่อจุด (2 จุด)
- ขมับ (Temporalis) บริเวณกล้ามเนื้อขมับ มักใช้ 5 ยูนิตต่อจุด (2 จุด)
- ท้ายทอย (Occipitalis) บริเวณกล้ามเนื้อท้ายทอย มักใช้ 5 ยูนิตต่อจุด (2 จุด)
- คอ (Cervical Paraspinal Muscles) บริเวณกล้ามเนื้อข้างกระดูกสันหลังช่วงคอ มักใช้ 5 ยูนิตต่อจุด (2 จุด)
- บ่า (Trapezius) บริเวณกล้ามเนื้อบ่า มักใช้ 5 ยูนิตต่อจุด (2 จุด)
- กล้ามเนื้อ Procerus บริเวณระหว่างคิ้วเหนือจมูก ใช้ 5 ยูนิตต่อจุด (1 จุด)
- กล้ามเนื้อ Corrugator บริเวณเหนือคิ้ว ใช้ 5 ยูนิตต่อจุด (2 จุด)



โดยทั่วไปจะใช้ทั้งหมด 150-160 ยูนิต โดยแบ่งฉีดตามจุดต่างๆ รวมแล้วประมาณ 31 จุด (ใบหน้า คอ บ่า ไหล่ ท้ายทอย)
ข้อควรทราบ
- แพทย์อาจปรับเปลี่ยนจุดฉีดและปริมาณยูนิตตามความเหมาะสมในแต่ละบุคคล
- การฉีดโบท็อกซ์เพื่อรักษาไมเกรนควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
- ผลลัพธ์ของการรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
- การรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ได้ทำให้หายขาดจากโรค
วิธีการรักษาไมเกรนที่นิยม
| วิธีการรักษา | ลดปวด | อ้างอิง |
|---|---|---|
| โบท็อกซ์ (Botox) | ★★★★☆ | https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6842954/, https://americanmigrainefoundation.org/treatment-options/botox/ |
| ยาแก้ปวด (Pain Relievers) | ★☆☆☆☆ | https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/migraine-headache/diagnosis-treatment/drc-20360207 |
| ยาป้องกัน (Preventive Medications) | ★★★☆☆ | https://www.ninds.nih.gov/Disorders/All-Disorders/Migraine-Information-Page, https://www.nice.org.uk/guidance/cg150/chapter/1-Guidance |
| การฝังเข็ม (Acupuncture) | ★★☆☆☆ | https://www.evidence.nhs.uk/evidence-search?q=acupuncture%20for%20migraine, https://www.cochranelibrary.com/cdsr/doi/10.1002/14651858.CD007587.pub2/full |
| การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม | ★★☆☆☆ | https://www.migrainetrust.org/, https://headaches.org/ |
- โบท็อกซ์ (Botox) อ้างอิงจากงานวิจัยหลายชิ้น พบว่าโบท็อกซ์สามารถลดความถี่และความรุนแรงของอาการไมเกรนได้ผลดีในผู้ป่วยบางราย
- ยาแก้ปวด (Pain Relievers) เช่น พาราเซตามอล, ไอบูโพรเฟน ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ในระดับหนึ่ง
- ยาป้องกัน (Preventive Medications) เช่น ยาต้านเศร้า, ยาความดันโลหิตสูง ช่วยลดความถี่ของการเกิดไมเกรน
- การฝังเข็ม (Acupuncture) มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการฝังเข็มสามารถช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Lifestyle Modifications) เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ, การจัดการความเครียด, การออกกำลังกาย
เช็คอาการปวดหัวแต่ละแบบก่อนรักษา

- ปวดหัวไซนัส (Sinus Headache)
- เกิดจากการอักเสบหรือการติดเชื้อในโพรงไซนัส (โพรงอากาศในกระดูกบริเวณใบหน้า)
- อาการปวดจะรู้สึกตื้อๆ หนักๆ บริเวณหน้าผาก โหนกแก้ม หรือรอบๆ ดวงตา และอาจปวดมากขึ้นเมื่อก้มศีรษะลง
- มักมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น คัดจมูก มีน้ำมูกไหล มีไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีเสมหะ
- อาการปวดจะดีขึ้นเมื่อการอักเสบของไซนัสลดลง
- Tension Headache (ปวดหัวจากความเครียด)
- เป็นอาการปวดหัวที่พบได้บ่อยที่สุด
- มักรู้สึกปวดตื้อๆ เหมือนมีอะไรรัดรอบศีรษะ อาจปวดบริเวณหน้าผาก ขมับ หรือท้ายทอย
- ความรุนแรงของอาการปวดมักไม่มากนัก และไม่แย่ลงเมื่อทำกิจกรรมทางกายภาพ
- มักไม่ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หรือไวต่อแสง/เสียงมากนัก
- Migraine (ไมเกรน)
- อาการปวดหัวรุนแรง มักปวดตุบๆ ข้างเดียวของศีรษะ (แต่ก็สามารถปวดได้ทั้งสองข้าง)
- อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และไวต่อแสงและเสียง
- อาการจะแย่ลงเมื่อทำกิจกรรมทางกายภาพ
- บางคนอาจมีอาการนำ (aura) เช่น เห็นแสงวูบวาบ หรือมีปัญหาในการมองเห็นก่อนปวดหัว
- Cluster Headache (ปวดหัวคลัสเตอร์)
- เป็นอาการปวดหัวที่รุนแรงที่สุดประเภทหนึ่ง แต่พบน้อย
- มักปวดอย่างรุนแรง รอบๆ ดวงตาข้างเดียว และมักเกิดขึ้นเป็นชุด (cluster) ในช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น วันละหลายครั้ง เป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน) แล้วอาจหายไปนาน
- มักมีอาการร่วม เช่น น้ำตาไหล ตาแดง คัดจมูก หรือเหงื่อออกบริเวณหน้าข้างที่ปวด
- อาการปวดอาจทำให้รู้สึกกระสับกระส่ายหรือไม่สามารถอยู่นิ่งได้

นวดคลายกล้ามเนื้อ VS โบท็อกซ์คลายกล้ามเนื้อ
| คุณสมบัติ | การฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) | การนวด (Massage Therapy) |
|---|---|---|
| กลไกการออกฤทธิ์ | ออกฤทธิ์โดยตรง โดยการยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาท (Acetylcholine) ที่กล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว หรือลดการทำงานลงชั่วคราว | เป็นการใช้แรงกด การลูบคลึง เพื่อคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ เพิ่มการไหลเวียนเลือด และลดอาการปวด |
| ความแม่นยำ/ตรงจุด | สูงมากและเฉพาะเจาะจง แพทย์สามารถฉีดสารโบท็อกซ์เข้าสู่กล้ามเนื้อเป้าหมายที่ต้องการคลายตัวได้อย่างตรงจุด | ทั่วไปและกว้างกว่า คลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อในบริเวณกว้าง อาจไม่สามารถคลายกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกๆ หรือเฉพาะจุดได้อย่างแม่นยำเท่า |
| ผลลัพธ์ | แน่นอน ชัดเจน และคาดการณ์ได้สูง กล้ามเนื้อเป้าหมายจะคลายตัวหรือลดการทำงานลงอย่างสม่ำเสมอตามปริมาณที่ฉีด | แปรผันได้ ขึ้นอยู่กับทักษะของผู้นวด สภาพกล้ามเนื้อ และความรุนแรงของปัญหา อาจได้ผลลัพธ์ที่ไม่สม่ำเสมอ หรือไม่ตรงจุดตามที่ต้องการ |
| ระยะเวลาคงผลลัพธ์ | ยาวนานกว่า ประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ปริมาณที่ฉีด และการตอบสนองของแต่ละบุคคล | สั้นกว่าและชั่วคราว มักรู้สึกสบายตัวหลังนวดเพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์ หากสาเหตุของความตึงเครียดยังอยู่ อาการจะกลับมาได้เร็ว |
| วัตถุประสงค์หลัก | ลดการทำงานของกล้ามเนื้อ เช่น ลดริ้วรอยจากการขยับใบหน้า, ลดขนาดกราม, คลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งเรื้อรัง เช่น ไมเกรนจากกล้ามเนื้อ | ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดความตึงเครียดทั่วไป เพิ่มการไหลเวียน บรรเทาอาการปวดเมื่อย |
| การใช้ในทางการแพทย์/ความงาม | ใช้เป็นหัตถการทางการแพทย์และความงามที่ได้รับการรับรอง เพื่อผลลัพธ์เฉพาะเจาะจง | เป็นการบำบัดเสริม เพื่อสุขภาพและผ่อนคลาย อาจช่วยบรรเทาอาการบางอย่างได้ แต่ไม่ใช่การรักษาเฉพาะเจาะจง |
| การควบคุมผลลัพธ์ | แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สามารถควบคุมปริมาณและตำแหน่งการฉีดเพื่อปรับแต่งผลลัพธ์ได้ตามต้องการ | ผู้นวด ใช้เทคนิคและแรงกดตามประสบการณ์และความรู้สึก ไม่สามารถควบคุมการคลายตัวของกล้ามเนื้อแต่ละมัดได้โดยตรง |
| ความรู้สึกระหว่าง/หลังทำ | อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยระหว่างฉีด ผลจะเริ่มเห็นภายใน 3-7 วัน อาจมีรอยช้ำเล็กน้อย | รู้สึกผ่อนคลายระหว่างนวด อาจมีอาการระบมเล็กน้อยหลังนวด |
ลองนึกภาพดูนะคะ เวลาเราปวดเมื่อย หรือกล้ามเนื้อตึงจากการใช้งานทั่วไป การนวดจะช่วยคลายกล้ามเนื้อส่วนบน กระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและสบายตัวขึ้นมาได้ค่ะ แต่ถ้ากล้ามเนื้อที่เรามีปัญหา เป็นกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกๆ หรือเป็นกล้ามเนื้อที่ทำงานหนักและเกร็งตัวผิดปกติอย่างต่อเนื่อง เช่น กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดรอยย่นบนใบหน้า กล้ามเนื้อกรามที่ใหญ่ หรือกล้ามเนื้อบางมัดที่ทำให้ปวดไมเกรน การนวดอาจจะเข้าไปไม่ถึง หรือไม่สามารถ ‘ปิดสวิตช์’ การทำงานที่มากเกินไปของกล้ามเนื้อนั้นๆ ได้อย่างตรงจุดและถาวรพอค่ะ
ในทางกลับกัน การฉีดโบท็อกซ์ทำงานโดยการเข้าไปออกฤทธิ์ที่ ‘ปลายประสาท’ โดยตรง เพื่อลดการส่งสัญญาณจากสมองไปยังกล้ามเนื้อมัดที่เราต้องการคลาย ทำให้กล้ามเนื้อมัดนั้นๆ หยุดการทำงานที่มากเกินไปชั่วคราว พูดง่ายๆ คือ เราสามารถเลือกได้เลยว่าจะคลายกล้ามเนื้อมัดไหน และควบคุมได้ว่าจะให้มันคลายตัวมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้จึงมีความแน่นอน ชัดเจน และตรงจุดกว่ามากค่ะ มันเหมือนกับการที่เราเดินไปกดสวิตช์ไฟ เพื่อปิดไฟในห้องที่เราต้องการ
การเตรียมตัวก่อนฉีดโบท็อกซ์ไมเกรน
- ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินอาการและวางแผนการรักษา
- แจ้งประวัติทางการแพทย์ โรคประจำตัว ยาที่กำลังรับประทาน และอาการแพ้ต่างๆ ให้แพทย์ทราบ
- งดยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ก่อนฉีดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ (ปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยา)
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนฉีด 24 ชั่วโมง
การดูแลหลังฉีดโบท็อกซ์ไมเกรน
- หลีกเลี่ยงการนวด กด หรือสัมผัสบริเวณที่ฉีด
- งดออกกำลังกายหนัก และหลีกเลี่ยงความร้อน เช่น การอบไอน้ำ ซาวน่า หรือการทำเลเซอร์
- หากมีอาการปวด บวม แดง หรือช้ำ บริเวณที่ฉีด สามารถประคบเย็นเพื่อลดอาการ
- ติดตามอาการกับแพทย์ตามนัดหมาย
โบท็อกซ์ลดปวดไมเกรน ราคาเท่าไหร่


| โปรแกรม | ราคา |
|---|---|
| NEURONOX 50 UNIT | 4,999.- |
| NEURONOX 100 UNIT | 7,999.- |
| AESTOX 50 UNIT | 4,999.- |
| AESTOX 100 UNIT | 7,999.- |
| HUGEL 50 UNIT | 5,999.- |
| HUGEL 100 UNIT | 9,999.- |
| XEOMIN 50 UNIT | 9,000.- |
| XEOMIN 100 UNIT | 17,000.- |
| DYSPORT 120 UNIT | 12,000.- |
| DYSPORT 300 UNIT | 19,000.- |
| BOTOX 50 UNIT | 12,900.- |
| BOTOX 100 UNIT | 19,999.- |
ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้ แพทย์ทุกท่านมีใบอนุญาตและประสบการณ์ด้านโบท็อกซ์ลดกล้ามเนื้อ
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้
- แสดงขั้นตอนการผสมยา ให้เห็นการผสมโบท็อกซ์กับน้ำเกลือ โปร่งใสทุกขั้นตอน
รีวิว Botulinum Toxin บริเวณอื่นๆ
ถ้าเป็นเคส “ต้องใช้หน้าจริงๆ” หมอเข้าใจเลยค่ะ! ในสถานการณ์ที่จำเป็นจริงๆ สำหรับ “กดสิว-ฉีดสิว” อาจพออนุโลมได้บ้าง ถ้าผิวไม่มีอาการแดงจัด ระคายเคือง หรือร้อนวูบวาบจนเกินไป ค่ะ แต่หมอขอย้ำนะคะว่า “พอได้” หมายถึง “พอลุ้น” ค่ะ ยังไงก็ยังเสี่ยงกว่าการรอให้ผิวพร้อมจริงๆ อยู่ดี
แต่สำหรับ “โบท็อกซ์-ฟิลเลอร์” หมอว่า ควรรอค่ะ ไม่ว่าจะเร่งด่วนแค่ไหน เพราะเป็นหัตถการที่เกี่ยวข้องกับการฉีดสารเข้าสู่ผิวโดยตรง มีโอกาสเกิดผลข้างเคียง เช่น บวม ช้ำ ได้ง่ายกว่าการกดสิวมาก ถ้าเกิดอาการบวมช้ำขึ้นมา มันจะทำให้การใช้หน้าสำคัญๆ นั้นยากลำบากกว่าเดิมอีกค่ะ
อย่างแรกที่ต้องเข้าใจ คือโบท็อกซ์ไม่ได้ออกฤทธิ์ทันทีหลังฉีดค่ะ จะไม่เหมือนฟิลเลอร์ เพราะมันต้องใช้เวลาในการจับกับปลายประสาทและทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว กระบวนการนี้ต้องใช้เวลาสักพักค่ะ
โดยทั่วไปแล้ว คนไข้จะเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงได้ประมาณ 3-7 วันหลังฉีด ค่ะ ช่วงนี้อาจจะเริ่มรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่เคยขยับได้แรงๆ เริ่มขยับได้น้อยลง หรือรู้สึกตึงๆ เล็กน้อย แต่ยังไม่เห็นผลชัดเจนมากนะคะ สำหรับผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดและเข้าที่สวยตามที่คนไข้คาดหวัง จะอยู่ประมาณ 1-3 สัปดาห์หลังฉีดค่ะ ช่วงนี้กล้ามเนื้อจะคลายตัวเต็มที่ ริ้วรอยก็จะจางลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าจะดูเรียบเนียนและอ่อนเยาว์ขึ้นค่ะ
ทำไมต้องรอนานขนาดนั้นคะหมอ?
- กระบวนการออกฤทธิ์ของโบท็อกซ์: โบทูลินัม ท็อกซิน จะค่อยๆ เข้าไปยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาท (Acetylcholine) ที่กล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อค่อยๆ คลายตัวลง การทำงานนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีค่ะ
- การตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคล: ร่างกายของคนไข้แต่ละคนมีการตอบสนองต่อยาที่แตกต่างกันค่ะ บางคนอาจจะเห็นผลเร็วหน่อยแค่ 3-5 วัน บางคนอาจจะต้องรอถึง 7 วันกว่าจะเริ่มรู้สึก แต่โดยเฉลี่ยแล้วคือช่วง 3-7 วันแรกค่ะ
- บริเวณที่ฉีด: บางบริเวณที่กล้ามเนื้อมีการเคลื่อนไหวเยอะหรือกล้ามเนื้อมีความแข็งแรงมาก อาจจะต้องใช้เวลาในการเห็นผลนานกว่าบริเวณอื่นเล็กน้อยค่ะ เช่น กล้ามเนื้อกรามที่ใหญ่ อาจจะใช้เวลานานกว่าริ้วรอยหน้าผากเล็กน้อย
- ปริมาณยาที่ใช้: การใช้ปริมาณยาที่เหมาะสมและถูกต้องตามการประเมินของแพทย์ ก็มีผลต่อระยะเวลาในการเห็นผลด้วยค่ะ
ที่หมอสรุปมานี้เฉพาะ botox ของแท้ + ฉีดโดยหมอที่มีประสบการณ์ + ฉีดในสถานพยาบาลที่ผ่านการรับรองนะคะ ถ้าใครเจอะไรที่นอกเหนือจากนี้ ก็เป็นไปได้สูงว่าจะเจอของปลอม หรือเจือจางขั้นสุดจนไม่เห็นผลตามที่ควรจะเป็นได้ค่ะ
อย่างแรกเลย คือซ้ำไม่ได้ตามใจชอบ ไม่ใช่ว่าแค่เห็นหน้าตึงน้อยลงแล้วอยากจะฉีดซ้ำเลย แบบนี้ไม่ได้ มีระยะเวลาที่เหมาะสมอยู่ เพื่อความปลอดภัย ไม่ดื้อโบ
จากประสบการณ์ของหมอและงานวิจัยทางการแพทย์ โดยทั่วไปแล้ว โบท็อกซ์จะออกฤทธิ์อยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน ค่ะ โดยจะเริ่มเห็นผลชัดเจนที่สุดช่วง 1-3 สัปดาห์แรกหลังฉีด ขึ้นอยู่กับว่าฉีดจุดไหนไปด้วย และค่อยๆ สลายไปตามธรรมชาติของร่างกายค่ะ แต่ก็อย่างที่หมอพูดไปตอนแรกว่าระยะเวลาที่ว่านี้เป็นค่าเฉลี่ยนะคะ มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้ผลลัพธ์ของแต่ละคนแตกต่างกันออกไปค่ะ
หมอเคยเจอคนไข้หลายท่านเลยค่ะ ที่เดินเข้ามาคลินิกแล้วบอกว่า “อยากสวยเหมือนเพื่อนค่ะหมอ แต่ไม่รู้ว่าโบท็อกซ์มันคืออะไรกันแน่” หรือ “เห็นเพื่อนไปฉีดมาแล้วหน้าเป๊ะมาก โบท็อกซ์มันวิเศษขนาดนั้นเลยเหรอคะ” หมออยากจะบอกว่า โบท็อกซ์ไม่ได้เป็นยาครอบจักรวาลค่ะ แต่มันคือสารสกัดจากธรรมชาติที่ชื่อว่า โบทูลินัม ท็อกซิน เอ (Botulinum Toxin Type A) ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการ คลายการทำงานของกล้ามเนื้อ เมื่อฉีดในปริมาณที่เหมาะสมและถูกจุด การออกฤทธิ์ของมันก็คือ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นทำงานลดลงชั่วคราวค่ะ
คนไข้หลายคนชอบเรียกทุกอย่างที่ฉีดลดริ้วรอย หรือลดกล้ามเนื้อว่า ‘โบท็อกซ์’ กันหมดเลยใช่มั้ยคะ? จริงๆ แล้ว ‘โบท็อกซ์’ (Botox®) เนี่ย เขาคือ ชื่อแบรนด์แรกๆ ที่ประสบความสำเร็จมากๆ จนกลายเป็นคำติดปาก เหมือนกับที่เราเรียกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกยี่ห้อว่า ‘มาม่า’ นั่นแหละค่ะ! เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะฉีดตัวไหน ที่ช่วยเรื่องเดียวกัน แต่แพทย์อาจจะใช้เทคนิคแตกต่างกันออกไปบ้างเท่านั้นค่ะ
การที่แพทย์ใช้เข็มจิ้มลูกโป่งแล้วไม่แตก ไม่ได้เป็นการพิสูจน์โดยตรงว่า “มือเบากว่าใคร” ในความหมายของการไม่ทำให้คนไข้รู้สึกเจ็บปวด และ “ไม่ได้พิสูจน์ทักษะการควบคุมเข็มที่ดีกว่าในการฉีดปรับรูปหน้า Botox Filler Biostimulator” การฉีดบนผิวหนังของคนไข้มีความซับซ้อนมากกว่ามาก แบบที่หมอยังอธิบายไม่ถูกเลยว่าจะทำยังไงให้คนไข้เข้าใจได้ครบว่า ทุกครั้งที่หมอสอดเข็มนั้นต้องมั่นใจแค่ไหน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์จะต้องใช้ ความรู้ด้านกายวิภาคเชิงลึก เทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม ที่มักสั่งสมตามอายุงานและจำนวนเคส และ ความใส่ใจต่อความรู้สึกของคนไข้ เพื่อให้เกิด ความเจ็บปวดน้อยที่สุด ปลอดภัย และได้ผลลัพธ์ที่สวยงาม ค่ะ
หมอรู้นะคิดอะไรอยู่ อยากดื่มนั่นแหล่ะยอมรับมาตรงๆ แต่ความจริงคือความจริง คือ ไม่ต่างกันค่ะ
ให้เข้าใจง่ายๆ การดื่มไวน์หลังฉีดหน้าไม่ได้ทำให้บวมน้อยกว่าเหล้าหรือเบียร์แต่อย่างใดค่ะ เพราะแอลกอฮอล์ทุกชนิดทำให้หลอดเลือดขยายตัวและสูบฉีดเลือดแรงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการบวมช้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ไวน์แดงยังมีสารฮิสตามีนที่ไปกระตุ้นอาการบวมอักเสบให้แย่ลงไปอีก ดังนั้น เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เข้าที่ไว หมอแนะนำให้งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างเด็ดขาดในช่วงแรกหลังทำหัตถการค่ะ อดใจรอให้หน้าเข้าที่ก่อน แล้วค่อยไปจิบไวน์ฉลองความสวยกันนะคะ! อ้อ ก่อนทำก็ไม่ควรดื่มมานะ ขอก่อนทำสัก 3 วันก็ยังดีค่ะ
อยากยุงแค่ไหน ก็แนะนำไม่เกิน 100 ยูนิตต่อครั้งค่ะ
หมอเข้าใจดีเลยนะคะว่าคนไข้หลายท่านอยากมีรูปหน้าสไตล์ “หน้ายุง” ที่ดู เรียวเล็ก เดฟ ขั้นสุด จนบางครั้งอาจรู้สึกว่ายิ่งอัดโบท็อกซ์กรามเยอะๆ ไปเลย จะได้เห็นผลไวๆ แต่นั่นแหละค่ะ ไม่ว่าจะเรียกทรงหน้านี้ว่าอะไร หรืออยากหน้าเรียวแค่ไหน ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ การใช้โบท็อกซ์ลดกรามที่มากเกินกว่า 50-100 ยูนิตในครั้งเดียว (เฉลี่ยข้างละ 25-50 ยูนิต) ไม่ได้ช่วยให้หน้าเล็กลงไปกว่าขีดจำกัดของกล้ามเนื้อเรานะคะ แต่กลับจะไปเพิ่มความเสี่ยงให้ กล้ามเนื้อเคี้ยวอาหารอ่อนแรง ยิ้มมุมปากตก หรือเสี่ยงต่อการดื้อโบท็อกซ์ ในระยะยาวได้ หมอเข้าใจและพร้อมจะเนรมิตความสวยตามความต้องการของคนไข้นะคะ แต่คนไข้ก็ต้องเข้าใจหมอด้วยว่า หมออยากให้ทุกคนสวยแบบปลอดภัยและไร้ผลข้างเคียง ค่อยๆ ปรับโครงหน้าให้เรียวเล็กอย่างพอดีกับสัดส่วนของเรา ดีกว่าฝืนฉีดอัดยูนิตเกินลิมิตแล้วต้องมาตามแก้ทีหลังค่ะ สวยแบบหน้ายุงได้ แต่ต้องเป็นยุงที่สวยและปลอดภัยที่สุดนะคะ
อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่หมอต้องขออนุญาตเบรกความเข้าใจผิดนิดนึงนะคะ หลายคนมักคิดว่า “โบท็อกซ์คือตัวจบ” ของการทำหน้าเรียวหน้ายุง ฉีดปุ๊บหน้าต้องเล็กปั๊บแบบทรงหน้ายุงแน่นอน แต่หมอต้องอธิบายตามหลักการแพทย์แบบนี้ค่ะว่า โบท็อกซ์จะออกฤทธิ์ลดขนาดได้เฉพาะส่วนที่เป็น “กล้ามเนื้อ” (กราม) เท่านั้น
ถ้าคนไข้มีใบหน้าที่กว้างหรือเหลี่ยมจาก “แนวโครงสร้างกระดูก” โบท็อกซ์ก็ช่วยไม่ได้นะจ๊ะ หรือถ้าหน้ากลมเพราะมี “ชั้นไขมันสะสมที่แก้มหรือเหนียงเยอะ” โบท็อกซ์ก็ไม่สามารถสลายไขมันได้เช่นกันค่ะ ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจอัดโบท็อกซ์ หมอแนะนำให้เข้ามาให้หมอช่วยจับและประเมินรูปหน้าดูก่อนนะคะ เราจะได้วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง หากปัญหาเกิดจากไขมันเราจะได้เปลี่ยนไปใช้แฟตสลายไขมัน หรือถ้าเป็นเรื่องความหย่อนคล้อยก็อาจจะใช้เครื่องมือยกกระชับแทน เพื่อให้คนไข้ได้ผลลัพธ์หน้าเรียวเล็กที่ตรงจุด ทำแล้วเห็นผลจริงแบบไม่เสียเงินฟรีค่ะ
ช่วยได้ค่ะ แต่ไม่ดีเท่ากับการลดริ้วรอยด้วยการฉีด Botulinum Toxin โดยตรงค่ะ เพราะมันเป็นเพียงผลพลอยได้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยตรง สาเหตุเพราะรอยตีนกาลึกๆ เกิดจากการขยับตัวของกล้ามเนื้อเวลาที่คนไข้ยิ้มหรือแสดงสีหน้า ซึ่งต้องใช้โบท็อกซ์เข้าไปคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้น ในขณะที่ Ulthera ถูกออกแบบมาเพื่อดึงยกกระชับชั้นผิวที่หย่อนคล้อย (SMAS) ให้ตึงและเด้งขึ้น การทำ Ulthera จึงตอบโจทย์เรื่องการยกคิ้วและหางตาตกได้ดีเยี่ยม และมีผลพลอยได้คือรอยยับตื้นๆ บนผิวดูจางลงเพราะผิวถูกดึงให้ตึงขึ้นนั่นเองค่ะ ดังนั้นหากคนไข้ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน บางเคสต้อง ควบคู่กับการฉีดโบท็อกซ์เพื่อสยบตีนกาทุกการขยับ จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุดค่ะ
















