ใครเสี่ยงเป็นงูสวัดมากที่สุด? ตารางเปรียบเทียบกลุ่มเสี่ยง
| หัวข้อ | คนที่มีความเสี่ยงมาก | คนที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า |
|---|---|---|
| อายุ | อายุ 50 ปีขึ้นไป โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ | อายุน้อยกว่า 50 ปี และสุขภาพแข็งแรง |
| ภูมิคุ้มกัน | ผู้ที่ภูมิคุ้มกันลดลง หรือใช้ยากดภูมิ เช่น ยาสเตียรอยด์ขนาดสูง ยากดภูมิหลังปลูกถ่ายอวัยวะ ยาชีววัตถุ | ผู้ที่ไม่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง |
| โรคประจำตัว | ผู้มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคมะเร็ง | ผู้ที่ไม่มีโรคเรื้อรังสำคัญ |
| ประวัติเป็นอีสุกอีใส | เคยเป็นอีสุกอีใส หรืออาจเคยติดเชื้อโดยไม่ทราบมาก่อน ซึ่งพบได้ในผู้ใหญ่จำนวนมาก | ไม่เคยสัมผัสเชื้ออีสุกอีใส และไม่มีประวัติติดเชื้อจริง ๆ |
| เคยเป็นงูสวัดมาก่อน | ยังสามารถเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นหรือภูมิคุ้มกันลดลง | ไม่มีประวัติเป็นงูสวัด และมีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง |
| ผลกระทบหากเป็นโรค | มีโอกาสปวดมาก ผื่นรุนแรง หายช้า และเสี่ยงปวดปลายประสาทหลังหายจากผื่น | อาจมีอาการไม่รุนแรงกว่า แต่ยังเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ค่ะ |
งูสวัดไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้สูงอายุเท่านั้นนะคะ แต่ผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ควรวางแผนป้องกันอย่างจริงจังค่ะ

งูสวัดคือโรคอะไร?
งูสวัด คือโรคติดเชื้อไวรัสที่เกิดจากเชื้อ Varicella-zoster virus ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสค่ะ หลังจากหายจากอีสุกอีใส เชื้อไม่ได้หายออกจากร่างกายทั้งหมด แต่สามารถหลบซ่อนอยู่บริเวณปมประสาทเป็นเวลานานหลายปี เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลงจากอายุที่มากขึ้น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ โรคเรื้อรัง หรือยากดภูมิ เชื้ออาจกลับมาก่อโรคอีกครั้งในรูปแบบของ “งูสวัด” ค่ะ
โรคนี้มักเริ่มด้วยอาการปวด แสบ คัน หรือเสียวบริเวณผิวหนังข้างใดข้างหนึ่งของลำตัว ก่อนมีผื่นแดงและตุ่มน้ำขึ้นตามแนวเส้นประสาท โดยพบได้บ่อยที่หน้าอก หลัง เอว ใบหน้า หรือรอบดวงตาค่ะ
xychart-beta
title "สถิติและความเสี่ยงโรคงูสวัด / วัคซีน Shingrix (%)"
x-axis ["เสี่ยงงูสวัด (อายุ 50+)", "ป้องกันโรคงูสวัด", "ป้องกันปวดเส้นประสาท", "ประสิทธิภาพหลัง 10 ปี"]
y-axis "เปอร์เซ็นต์ (%)" 0 --> 100
bar [90, 97, 91, 89]อาการงูสวัดที่ไม่ควรมองข้าม
อาการของแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้ แต่สัญญาณที่พบบ่อย ได้แก่
- ปวดแสบ ปวดร้อน คัน หรือรู้สึกเหมือนไฟช็อตเฉพาะบริเวณใดบริเวณหนึ่ง
- ผิวหนังไวต่อการสัมผัส แม้เสื้อผ้าสัมผัสเบา ๆ ก็รู้สึกเจ็บได้
- มีผื่นแดงตามมา แล้วกลายเป็นตุ่มน้ำใสที่อยู่รวมกันเป็นแนวยาว
- ผื่นมักขึ้นเพียงด้านเดียวของร่างกาย และไม่ข้ามแนวกึ่งกลางลำตัว
- อาจมีไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หรือรู้สึกไม่สบายตัวร่วมด้วย
- หากเป็นบริเวณใบหน้า รอบตา หรือหู อาจมีอาการรุนแรงและควรพบแพทย์โดยเร็วค่ะ

หากมีผื่นหรือตุ่มน้ำร่วมกับอาการปวดแสบตามแนวเส้นประสาท ไม่ควรรอดูอาการนานนะคะ เพราะการได้รับการประเมินและรักษาเร็วช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ค่ะ

งูสวัดอันตรายแค่ไหน?
สำหรับบางคน งูสวัดอาจดูเหมือนเป็นเพียงผื่นที่หายได้เอง แต่สิ่งที่น่ากังวลคืออาการปวดจากเส้นประสาทที่อาจรบกวนชีวิตประจำวันอย่างมากค่ะ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ ได้แก่
ปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัด
เรียกว่า Postherpetic Neuralgia หรือ PHN เป็นอาการปวดแสบ ปวดจี๊ด หรือปวดเหมือนไฟช็อตที่ยังคงอยู่แม้ผื่นจะหายแล้ว บางรายมีอาการนานหลายเดือนหรือยาวนานกว่านั้น ส่งผลต่อการนอน การทำงาน อารมณ์ และคุณภาพชีวิตได้ค่ะ

งูสวัดขึ้นตา
หากผื่นขึ้นบริเวณหน้าผาก หนังตา ปลายจมูก หรือรอบดวงตา อาจกระทบกระจกตาและการมองเห็น ควรพบแพทย์โดยเร็วค่ะ
งูสวัดบริเวณหูและใบหน้า
อาจมีอาการปวดหู เวียนศีรษะ หน้าเบี้ยว หรือการได้ยินผิดปกติได้ในบางรายค่ะ
การติดเชื้อแทรกซ้อนที่ผิวหนัง
ตุ่มน้ำที่แตกอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม โดยเฉพาะหากเกาหรือดูแลแผลไม่เหมาะสมค่ะ

ระยะอาการของโรคงูสวัด
flowchart TD
%% Stage 1
S1["<div style='min-width:460px; padding:6px 2px;'><b>#9679; ระยะที่ 1 : เริ่มต้น (1 - 3 วันแรก)</b><br/><br/>• <b>อาการ :</b> ปวดแสบปวดร้อน ผิวไวต่อสัมผัส<br/>• <b>ข้อสังเกต :</b> อาจมีไข้ต่ำ หรืออ่อนเพลีย<br/>• <b>คำแนะนำ :</b> ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อรับยาต้านไวรัส</div>"]
%% Stage 2
S2["<div style='min-width:460px; padding:6px 2px;'><b>#9679; ระยะที่ 2 : ตุ่มน้ำขึ้น (วันที่ 3 - 7)</b><br/><br/>• <b>อาการ :</b> ผื่นแดงขึ้นเป็นแนวตามเส้นประสาท<br/>• <b>ข้อสังเกต :</b> ตุ่มน้ำใสอาจแตกออกได้ง่าย<br/>• <b>คำแนะนำ :</b> เลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำเพื่อลดการแพร่กระจาย</div>"]
%% Stage 3
S3["<div style='min-width:460px; padding:6px 2px;'><b>#9679; ระยะที่ 3 : ตกสะเก็ด (1 - 2 สัปดาห์ขึ้นไป)</b><br/><br/>• <b>อาการ :</b> ตุ่มน้ำแตกและเริ่มแห้งเป็นสะเก็ด<br/>• <b>ข้อสังเกต :</b> อาจปวดปลายประสาทต่อเนื่องแม้แผลหาย<br/>• <b>คำแนะนำ :</b> ระวังภาวะแทรกซ้อนในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ</div>"]
S1 ==> S2 ==> S3
%% Clean Minimalist Styling
classDef stageCard fill:#ffffff,stroke:#0284c7,stroke-width:2px,stroke-dasharray:0,color:#0f172a,text-align:left,rx:12px,ry:12px;
class S1,S2,S3 stageCard;
linkStyle default stroke:#0284c7,stroke-width:2px;ความเชื่อเกี่ยวกับงูสวัดที่คนไทยมักได้ยิน VS ความจริงที่ควรรู้
| ความเชื่อที่ได้ยินบ่อย | ความจริง | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| “งูสวัดต้องล้อมรอบเอวถึงจะอันตราย” | ไม่จริงค่ะ งูสวัดมักขึ้นเป็นแนวด้านเดียวของร่างกายตามเส้นประสาท และไม่จำเป็นต้อง “ล้อมรอบตัว” จึงจะรุนแรง ความเสี่ยงที่ควรระวังคืออาการปวดเส้นประสาทเรื้อรัง และผื่นบริเวณใบหน้าหรือดวงตาค่ะ | หากเริ่มปวดแสบ ปวดจี๊ด และมีผื่นตุ่มน้ำขึ้นข้างเดียว ควรพบแพทย์โดยเร็วค่ะ |
| “เป็นงูสวัดเพราะโดนพิษงูหรือมีงูผ่านตัว” | ไม่จริงค่ะ งูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสอีสุกอีใสที่เคยแฝงอยู่ในร่างกายกลับมาทำงานอีกครั้ง ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆกับงูเลยหรือสิ่งลี้ลับค่ะ | ดูแลภูมิคุ้มกัน พักผ่อนให้เพียงพอ และประเมินวัคซีนตามวัยและสุขภาพค่ะ |
| “เคยเป็นแล้ว มีภูมิแล้ว ไม่ต้องฉีดวัคซีน” | ไม่เสมอไปค่ะ คนที่เคยเป็นงูสวัดสามารถเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นหรือมีภูมิคุ้มกันลดลง การเคยเป็นมาก่อนไม่ได้ตัดโอกาสการรับวัคซีนค่ะ | เมื่อหายจากอาการเฉียบพลันแล้ว ควรปรึกษาแพทย์เรื่องช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดค่ะ |
| “ยังไม่ 50 ก็ไม่ต้องสนใจ” | อายุ 50 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากขึ้นจริงค่ะ แต่ผู้ที่อายุน้อยกว่าและมีภูมิคุ้มกันต่ำ โรคเรื้อรัง หรือใช้ยากดภูมิ ก็อาจมีความเสี่ยงและควรให้แพทย์ประเมินเป็นรายบุคคลค่ะ | อย่าใช้เกณฑ์อายุเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะหากมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาต่อเนื่องค่ะ |
| “เป็นแค่ผื่น เดี๋ยวก็หาย” | ผื่นอาจหายได้ แต่บางคนมีอาการปวดแสบปวดร้อนจากเส้นประสาทต่อเนื่องหลังผื่นยุบ ซึ่งรบกวนการนอน การทำงาน และการใช้ชีวิตได้ค่ะ | อย่ารอจนผื่นลามหรือปวดมาก การพบแพทย์เร็วช่วยให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมค่ะ |
| “รักษาด้วยสมุนไพรหรือยาทาอย่างเดียวพอ” | การทายาเองหรือใช้สมุนไพรอาจทำให้ผิวระคายเคือง และไม่ได้จัดการการติดเชื้อไวรัสโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อผื่นอยู่ใกล้ตา หู หรือใบหน้าค่ะ | ควรให้แพทย์วินิจฉัยก่อน และหลีกเลี่ยงการแกะ เกา หรือประคบสิ่งที่ไม่สะอาดค่ะ |
| “ฉีดวัคซีนแล้วจะไม่เป็นงูสวัดตลอดชีวิต” | วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก แต่ไม่มีวัคซีนใดรับประกันว่าจะไม่เป็นโรคเลยตลอดชีวิตค่ะ | มองวัคซีนเป็นการป้องกันเชิงรุก ไม่ใช่การรับประกัน และรับคำแนะนำตามโปรแกรมที่แพทย์ประเมินค่ะ |
| “วัคซีนงูสวัดต้องฉีดทุกปี” | โดยทั่วไป วัคซีนชนิดโปรตีนที่ใช้ป้องกันงูสวัดเป็นโปรแกรม 2 เข็ม ไม่ใช่วัคซีนประจำปี การฉีดกระตุ้นในอนาคตควรติดตามคำแนะนำทางการแพทย์ที่อัปเดตค่ะ | ตรวจสอบประวัติวัคซีนเดิม และวางแผนเข็มที่ 2 ให้ครบตามนัดค่ะ |
| “ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส จึงไม่มีทางเป็นงูสวัด” | ผู้ใหญ่หลายคนอาจเคยติดเชื้ออีสุกอีใสโดยไม่ทราบหรือจำไม่ได้ค่ะ จึงไม่ควรตัดสินความเสี่ยงจากความทรงจำเพียงอย่างเดียว | แจ้งประวัติสุขภาพและวัคซีนที่จำได้ให้แพทย์ประเมินอย่างละเอียดค่ะ |
| “งูสวัดไม่ติดต่อ จึงใกล้ชิดเด็กหรือหญิงตั้งครรภ์ได้ตามปกติ” | ผู้ป่วยงูสวัดสามารถแพร่เชื้อจากตุ่มน้ำไปสู่ผู้ที่ไม่มีภูมิอีสุกอีใสได้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำค่ะ | ปิดผื่นให้มิดชิด หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำ และล้างมือสม่ำเสมอจนผื่นแห้งตกสะเก็ดค่ะ |

ใครบ้างที่ควรพิจารณารับวัคซีนป้องกันงูสวัด?
โดยทั่วไป วัคซีนป้องกันงูสวัดเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะ
- ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่เคยเป็นงูสวัดมาแล้ว และต้องการลดโอกาสเป็นซ้ำ
- ผู้มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด หรือโรคข้ออักเสบ
- ผู้ที่มีความเสี่ยงภูมิคุ้มกันลดลง หรืออยู่ระหว่างใช้ยาบางกลุ่ม
- ผู้ที่มีคนในครอบครัวเคยเป็นงูสวัดรุนแรง และต้องการวางแผนดูแลสุขภาพล่วงหน้าค่ะ
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของวัคซีนอย่างรุนแรง กำลังมีไข้หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยากดภูมิ ควรให้แพทย์ประเมินก่อนรับวัคซีนทุกครั้งค่ะ
ตารางเปรียบเทียบประเภทวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด
| หัวข้อเปรียบเทียบ | 1. วัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Live Attenuated) | 2. วัคซีนชนิดซับยูนิต /เชื้อตาย (RZV – Recombinant Subunit) |
|---|---|---|
| กลุ่มผู้รับวัคซีน & เข็มที่ต้องฉีด | • ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป • ฉีดเพียง 1 เข็ม | • ผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป ฉีด 2 เข็ม (ห่างกัน 2 – 6 เดือน) • ผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ฉีด 2 เข็ม (ห่างกัน 1 – 2 เดือน) |
| จุดเด่นสำคัญ | ฉีดเข็มเดียว เหมาะกับผู้ไม่มีภาวะคุ้มกันบกพร่อง | ปลอดภัยในผู้ที่ภูมิคุ้มกันตก/บกพร่อง และให้ประสิทธิภาพในการป้องกันสูงกว่าในระยะยาว |
| ข้อห้ามใช้ / ข้อควรระวัง | 1. ห้ามฉีด ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง และหญิงตั้งครรภ์ 2. หลีกเลี่ยงยาต้านไวรัส (Acyclovir, Valacyclovir, Famciclovir) ภายใน 2 สัปดาห์หลังฉีด | หญิงตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการฉีดวัคซีนนี้ |

ภูมิตก ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้าม
| อันดับความเสี่ยง | โรค | กลไกการเกิดโรคเมื่อ “ภูมิตก” | อาการสำคัญที่ควรสังเกต |
|---|---|---|---|
| อันดับ 1 (พบได้บ่อยมาก) | โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ (ไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่, ปอดบวม/ปอดอักเสบ) | เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น เนื่องจากภูมิคุ้มกันด่านแรก (เช่น เมือกและเม็ดเลือดขาว) ทำงานลดลง | ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก อ่อนเพลีย หอบเหนื่อย |
| อันดับ 2 (พบได้บ่อยมาก) | โรคงูสวัด (Shingles) | เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella-zoster (เชื้อเดียวกับอีสุกอีใส) ที่ซ่อนอยู่ในปมประสาท แฝงตัวอยู่นาน เมื่อภูมิคุ้มกันตก เชื้อจะกำเริบออกมาตามแนวเส้นประสาท | ปวดแสบร้อนบริเวณผิวหนัง มีผื่นแดงเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใส เรียงเป็นกลุ่มตามแนวเส้นประสาท |
| อันดับ 3 (พบได้บ่อย) | เริม (Herpes Simplex) | เกิดจากเชื้อ HSV ที่แฝงอยู่ในปมประสาท เมื่อเครียด อดนอน หรือภูมิคุ้มกันตก เชื้อจะกระตุ้นให้เกิดแผลซ้ำ | ตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณริมฝีปาก อวัยวะเพศ มีอาการแสบหรือคัน |
| อันดับ 4 (พบได้บ่อย) | โรคติดเชื้อราผิวหนังและช่องปาก (เช่น เชื้อราในช่องปาก, สังคัง, ฮ่องกงฟุต) | สมดุลจุลินทรีย์บนผิวหนังและเยื่อบุเสียไป เชื้อราฉวยโอกาสเจริญเติบโตเกินขนาด | ฝ้าขาวในช่องปาก แสบลิ้น ผื่นคันตามข้อพับ ลอก หรือเป็นขุย |
| อันดับ 5 (ความเสี่ยงปานกลาง-สูง) | โรคทางเดินอาหารติดเชื้อ | ภูมิคุ้มกันในลำไส้ลดลง ทำให้เชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสในอาหารก่อโรคได้ง่าย | ท้องเสีย ร่วง ถ่ายเหลว คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องเกร็ง |
วัคซีนป้องกันงูสวัด ฉีดกี่เข็ม?
โปรแกรมวัคซีนป้องกันงูสวัดชนิดใหม่โดยทั่วไปเป็นวัคซีน 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างตามคำแนะนำทางการแพทย์และสภาพสุขภาพของผู้รับบริการค่ะ สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือมีข้อบ่งชี้เฉพาะ แพทย์อาจพิจารณากำหนดช่วงเวลาการฉีดที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการรักษาเดิมและสภาวะสุขภาพค่ะ
ตารางวัคซีนที่เหมาะสมควรยืนยันกับแพทย์ก่อนรับบริการทุกครั้งนะคะ

วัคซีนป้องกันงูสวัด ช่วยป้องกันอะไรได้บ้าง?
วัคซีนมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของ
- การเกิดโรคงูสวัด
- ความรุนแรงของอาการหากเกิดโรค
- ภาวะปวดปลายประสาทหลังเป็นงูสวัด
- ผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เช่น การนอนหลับ การทำงาน การเดินทาง และการดูแลคนในครอบครัวค่ะ
แม้วัคซีนจะไม่สามารถรับรองการป้องกันโรคได้ 100% แต่เป็นการป้องกันเชิงรุกที่สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอายุและกลุ่มสุขภาพที่มีความเสี่ยงสูงค่ะ
อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนงูสวัด
หลังรับวัคซีน อาจพบอาการไม่รุนแรงและมักดีขึ้นได้เองภายในไม่กี่วัน เช่น
- ปวด บวม แดง หรือคันบริเวณที่ฉีด
- อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ
- มีไข้ต่ำ ๆ หรือรู้สึกหนาวสั่น
- คลื่นไส้ หรือไม่สบายตัวชั่วคราวค่ะ
หลายคนที่ไม่เคยฉีดมาก่อน เข็มแรก กับเข็มที่ 2 อาจจะมีอาการแตกต่างกันได้ รุนแรงแตกต่างจากคนอื่น แต่หมออยากให้เข้าใจว่า อาการข้างเคียง กับ การ “แพ้ยา” นั้นเป็นคนละประเด็นกัน ปรึกษาแพทย์ สถานพยาบาลให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน
แนะนำให้พักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และสังเกตอาการหลังฉีด หากมีอาการแพ้รุนแรง เช่น หายใจลำบาก หน้าบวม ปากบวม ลมพิษทั่วตัว หรือหน้ามืด ควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ

เตรียมตัวก่อนรับวัคซีนงูสวัด
เพื่อให้แพทย์ประเมินได้อย่างเหมาะสม ควรแจ้งข้อมูลต่อไปนี้ก่อนเข้ารับบริการค่ะ
- โรคประจำตัวทั้งหมดที่มี
- ยาที่รับประทานเป็นประจำ โดยเฉพาะยากดภูมิหรือยารักษาโรคมะเร็ง
- ประวัติแพ้วัคซีน ยา หรืออาหารอย่างรุนแรง
- ประวัติการเป็นงูสวัดหรืออีสุกอีใส
- ประวัติการรับวัคซีนเดิม
- อาการเจ็บป่วย ไข้ หรือการติดเชื้อในช่วงเวลานั้น
- การตั้งครรภ์ หรือแผนตั้งครรภ์ค่ะ
ในวันฉีด แนะนำให้พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารตามปกติ และสวมเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการฉีดบริเวณต้นแขนค่ะ
ฉีดวัคซีนงูสวัด ราคาเท่าไหร่

| โปรแกรมการฉีด | ราคา | เฉลี่ยต่อเข็ม |
|---|---|---|
| รับบริการ 1 เข็ม | 6,900 บาท | 6,900 บาท |
| รับบริการครบแพ็กเกจ 2 เข็ม | 13,000 บาท | 6,500 บาท (ประหยัด 800 บาท) |
💡 รู้หรือไม่? เรื่องประกันสุขภาพกับงูสวัด
- ค่าวัคซีน: ประกันสุขภาพส่วนใหญ่ ไม่คุ้มครอง (ต้องชำระเอง) ประกันมองว่าเป็นการ “ป้องกัน” ไม่ใช่การ “รักษาโรค”
- ค่ารักษา: ประกันคุ้มครองตามเงื่อนไข แต่หากเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่าง “อาการปวดปลายประสาทเรื้อรัง (PHN)” ที่ต้องพบแพทย์และรับยาเฉพาะทางต่อเนื่องหลายเดือน วงเงินผู้ป่วยนอก (OPD) ทั่วไปอาจไม่เพียงพอ ทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนต่างสะสมสูง
เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย ป้องกัน vs รักษางูสวัด
| ประเด็น | ฉีดวัคซีนป้องกัน | การรักษาโรคงูสวัด |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น | • ประมาณ 11,000 – 14,000 บาท (ครบ 2 เข็ม ป้องกันยาวนาน >10 ปี) | • ค่ายาต้านไวรัส + ค่าตรวจ 3,000 – 8,000 บาท/ครั้ง |
| ค่าใช้จ่ายระยะยาว / ภาวะแทรกซ้อน | • น้อย (ลดความเสี่ยงเกิดโรคได้สูงถึง 90-97%) | • ปวดปลายประสาท (PHN) 2,000 – 5,000+ บาท/เดือน (อาจต้องรักษานานหลายเดือนถึงเป็นปี) • หากเกิดที่ตา/ใบหน้า ค่ารักษาเฉพาะทางอาจสูงถึง 20,000 – 50,000+ บาท |
| ผลกระทบด้านอื่น (Hidden Cost) | • อาจมีไข้ต่ำ/ปวดแขน 1-2 วัน | • สูญเสียรายได้จากการหยุดงาน (1-3 สัปดาห์) • ความทรมานจากอาการปวดเรื้อรัง รบกวนการนอนและการใช้ชีวิตสูง |
| ความคุ้มค่า | จ่ายครั้งเดียว จบ ควบคุมงบประมาณได้ | ค่าใช้จ่ายบานปลาย คาดเดาได้ยาก |
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวัคซีนงูสวัด
| ข้อควรรู้ | คำอธิบาย |
|---|---|
| งูสวัดติดต่อไหม? | เชื้อจากตุ่มน้ำของผู้ป่วยงูสวัดสามารถแพร่ไปสู่ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่ออีสุกอีใสได้ โดยผู้รับเชื้ออาจเป็น อีสุกอีใส ไม่ใช่งูสวัดโดยตรงค่ะ จึงควรปิดผื่นให้มิดชิด หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำ และระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องใกล้ชิดเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ |
| เป็นงูสวัดเพราะความเครียดจริงไหม? | ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพออาจส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน จึงอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นให้เชื้อที่แฝงอยู่กลับมาก่อโรคได้ค่ะ แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียว อายุที่เพิ่มขึ้น โรคเรื้อรัง และการใช้ยากดภูมิก็มีส่วนเช่นกัน |
| เคยเป็นงูสวัดแล้ว ยังฉีดวัคซีนได้ไหม? | ได้ค่ะ เพราะการเคยเป็นงูสวัดไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นซ้ำอีก วัคซีนเป็นทางเลือกเพื่อช่วยลดความเสี่ยงการกลับมาเป็น และลดโอกาสเกิดอาการปวดปลายประสาทหลังงูสวัด โดยควรรับวัคซีนเมื่อหายจากอาการเฉียบพลันแล้ว ตามการประเมินของแพทย์ค่ะ |
| ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส ฉีดวัคซีนงูสวัดได้ไหม? | ผู้ใหญ่จำนวนมากอาจเคยติดเชื้ออีสุกอีใสโดยไม่ทราบหรือจำไม่ได้ค่ะ แพทย์จะพิจารณาจากอายุ ประวัติสุขภาพ และประวัติการรับวัคซีน เพื่อแนะนำแนวทางที่เหมาะสมสำหรับแต่ละท่าน |
| วัคซีนงูสวัดเหมาะกับคนอายุน้อยไหม? | โดยทั่วไป ผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มที่ควรพิจารณาวัคซีนค่ะ ส่วนผู้ที่อายุน้อยกว่าแต่มีภูมิคุ้มกันต่ำ มีโรคประจำตัว หรือใช้ยาที่มีผลต่อภูมิคุ้มกัน อาจมีข้อพิจารณาเฉพาะ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนค่ะ |
| วัคซีนงูสวัดฉีดกี่เข็ม? | วัคซีนป้องกันงูสวัดชนิดใหม่โดยทั่วไปเป็นโปรแกรม 2 เข็ม โดยมีระยะห่างระหว่างเข็มตามคำแนะนำของแพทย์และสภาวะสุขภาพของผู้รับบริการค่ะ |
| ฉีดวัคซีนงูสวัดพร้อมวัคซีนอื่นได้ไหม? | อาจทำได้ในบางกรณีค่ะ แต่แพทย์ควรประเมินชนิดวัคซีน ประวัติสุขภาพ ยาที่ใช้อยู่ และความเหมาะสมของแต่ละท่านก่อน |
| ถ้ากำลังเป็นงูสวัดอยู่ ฉีดวัคซีนได้ไหม? | ควรรอให้หายจากการเจ็บป่วยเฉียบพลันก่อนค่ะ จากนั้นจึงให้แพทย์ประเมินช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวัคซีน |
| ฉีดแล้วมีไข้หรือปวดแขน เป็นเรื่องปกติไหม? | อาจพบอาการปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ หรือมีไข้ต่ำ ๆ ได้ค่ะ ซึ่งมักเป็นอาการชั่วคราวและดีขึ้นภายในไม่กี่วัน |
| มีโรคประจำตัวหรือใช้ยากดภูมิ ฉีดได้หรือไม่? | ผู้มีเบาหวาน โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด โรคมะเร็ง หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิ ควรแจ้งข้อมูลสุขภาพและยาที่ใช้ทั้งหมดแก่แพทย์ก่อน เพื่อประเมินชนิดและช่วงเวลารับวัคซีนที่เหมาะสมค่ะ |
ทำไมต้องเลือกรับบริการโปรแกรมวัคซีนงูสวัด ที่ D’ Lovevery Clinic?
เพราะการฉีดวัคซีนไม่ควรเป็นเพียงการเข้ารับบริการให้ครบเข็ม แต่ควรเริ่มจากการประเมินสุขภาพอย่างเข้าใจ เพื่อให้คุณได้รับคำแนะนำที่เหมาะกับตัวเองค่ะ
ที่ D’ Lovevery Clinic เราใส่ใจในทุกขั้นตอนของการดูแล ตั้งแต่การซักประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่ใช้เป็นประจำ ประวัติวัคซีนเดิม ไปจนถึงการให้คำแนะนำก่อนและหลังรับวัคซีน โดยทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ค่ะ
- ประเมินความเหมาะสมรายบุคคล เพื่อช่วยวางแผนวัคซีนให้สอดคล้องกับอายุ สุขภาพ และความเสี่ยงของคุณค่ะ
- ให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ทั้งประโยชน์ ข้อควรระวัง และอาการที่อาจพบหลังฉีด เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ
- ดูแลโดยทีมบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมคำแนะนำสำหรับผู้มีโรคประจำตัว ผู้ที่เคยเป็นงูสวัด หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิ
- บรรยากาศการบริการที่อบอุ่นและเป็นส่วนตัว ให้คุณรู้สึกสบายใจในทุกขั้นตอนค่ะ
- มีการติดตามและนัดหมายเข็มถัดไป เพื่อช่วยให้คุณได้รับวัคซีนตามแผนอย่างต่อเนื่อง
- เน้นการป้องกันก่อนเกิดปัญหา เพราะการลดความเสี่ยงตั้งแต่วันนี้ อาจช่วยลดความทรมานและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในอนาคตได้ค่ะ
หากคุณอายุ 50 ปีขึ้นไป เคยเป็นงูสวัด มีโรคประจำตัว หรือกำลังกังวลว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยง สามารถเข้ามาปรึกษาเพื่อประเมินโปรแกรมวัคซีนงูสวัดที่เหมาะกับคุณได้ค่ะ
อาจจะมีอาการบางอย่างคล้ายกัน แต่ไม่ใช่โรคเดียวกันนะคะ หลายคนยังเข้าใจผิดอยู่
เริมและงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสต่างชนิดกันโดยเริมเกิดจากไวรัสเฮอร์พีส์ซิมเพล็กซ์มักพบเป็นตุ่มน้ำใสกระจุกเล็กๆที่ริมฝีปากหรืออวัยวะเพศมีอาการคันหรือแสบร้อนตื้นๆและกลับมาเป็นซ้ำที่เดิมได้บ่อย ส่วนงูสวัดเกิดจากไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับอีสุกอีใส ที่แฝงตัวในปมประสาทไขสันหลังจะแสดงอาการเป็นตุ่มน้ำใสเรียงแนวยาวตามแนวเส้นประสาทซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายพร้อมอาการปวดแปลบแสบร้อนลึกๆอย่างรุนแรง ทั้งนี้การรักษางูสวัดจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมงเพื่อลดความเสี่ยงภาวะปวดเส้นประสาทเรื้อรัง
หลายคนอยากเป็น Influencer ท่องเที่ยว หมอบอกเลยความเสี่ยงอันดับต้นๆ นอกจากความปลอดภัยในการเดินทางแล้ว คือ โรคประจำถิ่น
การฉีดวัคซีนก่อนเดินทางไปต่างประเทศควรเข้าพบแพทย์ล่วงหน้าสี่ถึงหกสัปดาห์เนื่องจากร่างกายต้องใช้เวลา 10-14 วัน ในการสร้างภูมิคุ้มกันและวัคซีนบางชนิดต้องฉีดมากกว่า 1 เข็ม โดยวัคซีนแบ่งเป็นสามกลุ่มหลักคือกลุ่มวัคซีนบังคับตามกฎหมายระหว่างประเทศเช่นวัคซีนไข้เหลืองสำหรับผู้เดินทางไปแถบแอฟริกาและอเมริกาใต้ กลุ่มวัคซีนแนะนำตามความเสี่ยงของพื้นที่และกิจกรรมเช่นวัคซีนตับอักเสบเอ ไทฟอยด์ และพิษสุนัขบ้า และกลุ่มวัคซีนพื้นฐานที่ควรฉีดกระตุ้นเช่นไข้หวัดใหญ่และบาดทะยักเพื่อให้การเดินทางมีความปลอดภัยสูงสุด
สามารถฉีดได้ค่ะ
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่
- วัคซีนนิวโมคอคคัส
- วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน
- วัคซีนโควิด-19
หลายคนมักติดภาพจำเดิมๆ ว่าวัคซีนต้องเว้นระยะห่างเป็นเดือนๆ เพราะกลัวภูมิคุ้มกันตีกัน หรือกลัวร่างกายรับไม่ไหว แต่ในความเป็นจริง ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์เราเจอกับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมนับล้านตัวในอากาศและอาหารทุกวันอยู่แล้ว การรับวัคซีนชนิดตัวตายพร้อมกัน 2 ชนิด ถือเป็นงานที่เล็กน้อยมากสำหรับระบบภูมิคุ้มกันค่ะ สิ่งที่หมอมักจะแนะนำคนไข้เสมอไม่ใช่เรื่องอันตราย แต่คือเรื่อง Lifestyle และ Life quality หลังฉีด ต่างหาก
เนื่องจากวัคซีนงูสวัดรุ่นปัจจุบันอย่าง Shingrix เป็นวัคซีนแบบ Subunit ที่ใส่ตัวกระตุ้นภูมิ (Adjuvant) มาค่อนข้างเข้มข้น เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงถึงกว่า 90% ผลข้างเคียงเรื่อง ความปวดระบมแขนและอาการเพลียจึงพบได้ชัดเจนกว่าวัคซีนตัวอื่น หมอมักจะบอกคนไข้แบบตรงไปตรงมาว่า ถ้าวันรุ่งขึ้นมีงานสำคัญ มีบิน หรือต้องใช้แขนยกของหนัก การฉีดพร้อมกัน 2 เข็มอาจทำให้วันนั้นรบกวนชีวิตประจำวันได้ แต่ถ้ามีเวลาพักผ่อนเต็มที่ การฉีดจบในวันเดียวคือ การลงทุนด้านเวลาที่คุ้มค่าที่สุด เพราะการป้องกันโรคงูสวัดได้เร็วขึ้น หมายถึงการปกป้องตัวเองจากภาวะปวดเส้นประสาทเรื้อรัง (PHN) ที่ทรมานในอนาคตได้เร็วขึ้นเช่นกันค่ะ
จริงค่ะ ทั้งอาการของโรคงูสวัดโดยตรง รวมถึงโรคอื่นๆก็มีความเสี่ยงมากกว่าอยู่แล้ว แต่สำหรับงูสวัดนั้นชัดเจนทั้งความเป็นจริงและทฤษฎีค่ะ
แต่หลายคนอาจจะแปลกใจ คนที่เสียชีวิต มักเสียจากโรคแทรกซ้อนระหว่างรักษา โดยเฉพาะคนไข้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคไต โรคปอด โรคหัวใจ มะเร็ง หรือใช้ยากดภูมิค่ะ
ใครเคยเป็นจะรู้ว่างูสวัดนั้นจะเข้าใจอาการดี เหมือนมีไฟที่ลามตามตัว ลามตามจุดของเส้นประสาทค่ะ ยิ่งภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนลง ไฟเส้นนี้ก็ยิ่งควบคุมยาก ความเสี่ยงจึงไม่ใช่เพียงความปวดที่ทรมาน แต่รวมถึงรุนแรงที่อาจกระทบสมอง ปอด และดวงตาได้ด้วย
ข่าวดีคือ ความเสี่ยงลดลงได้มากเมื่อมาพบแพทย์เร็ว ไม่ซื้อยากินเอง และวางแผนป้องกันด้วยวัคซีนตามความเหมาะสม ถ้าคนไข้หรือคนในบ้านอายุมากแล้วเริ่มมีผื่นเจ็บแสบเป็นแนว อย่าคิดว่าเดี๋ยวคงหายเองนะคะ เพราะการรักษาในช่วงต้นคือเวลาที่มีค่าที่สุดค่ะ ทุกวันนี้วัคซีนถือว่าถูกลงมาก ทั่วไปประมาณ 7,000-8,000/เข็ม แล้วแต่สถานพยาบาลค่ะ
การฉีดวิตามิน D3 เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการ แก้ไขภาวะขาดวิตามิน D3 ได้อย่างรวดเร็ว โดยหมอจะ ประเมินจากระดับวิตามิน D ในเลือดและประวัติสุขภาพของคนไข้ ก่อนตัดสินใจฉีด ตำแหน่งการฉีดไม่ว่าจะเป็น แขนหรือสะโพก ต่างก็ดูดซึมได้ดี โดยหมอจะเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมกับคนไข้แต่ละราย ข้อดีคือออกฤทธิ์เร็วและไม่ต้องกังวลเรื่องการดูดซึม แต่ก็มีข้อควรระวังคือ ความเสี่ยงต่อภาวะวิตามิน D3 เกินขนาด หากไม่ได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้น การปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีค่ะ
สำหรับไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A คนไข้โดยทั่วไปจะมีอาการอยู่ประมาณ 5-7 วันค่ะ แต่ทั้งนี้ ความรุนแรงและระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคลด้วยนะคะ บางคนที่มีสุขภาพแข็งแรง อาการอาจทุเลาลงเร็วภายใน 3-5 วัน แต่หากภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือความดันโลหิตสูง อาการอาจจะนานกว่านี้ หรือมีภาวะแทรกซ้อนได้ค่ะ
ระหว่างที่เป็น หมออยากให้คนไข้ ดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด นะคะ เช่น ดื่มน้ำอุ่นเยอะ ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน เช่น ผักผลไม้สด ถ้ามีไข้สูงหรือปวดเมื่อยร่างกายมาก สามารถรับประทานยา พาราเซตามอล เพื่อบรรเทาอาการได้ แต่หมออยากเตือนไม่ให้กินยาแอสไพริน เพราะอาจมีผลข้างเคียงแทรกซ้อนโดยเฉพาะในเด็กค่ะ
นอกจากนี้ หมั่นล้างมือบ่อย ๆ นะคะ และใส่หน้ากากอนามัยตอนอยู่ใกล้คนอื่น เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้คนในครอบครัว แนะนำให้คนไข้พักอยู่บ้านจนกว่าจะไม่มีไข้แล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมงค่ะ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นมีไข้สูง ไอมาก หรือรู้สึกเหนื่อยหอบผิดปกติ ควรรีบกลับมาพบหมอนะคะ เพราะอาจมีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติมค่ะ









