ฆสพ.สบส. ๒๙๘๓/๒๕๖๗

Radiesse คืออะไร ช่วยอะไร ราคาเท่าไหร่ เหมือนฟิลเลอร์ไหม คำถามที่พบบ่อย

พบแพทย์ก่อนทุกเคส ไม่มีบวกเพิ่มภายหลัง ผสมตัวยาต่อหน้า ติดตามผลการรักษา
Radiesse คืออะไร

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังหาข้อมูล

Biostimulator

ไม่มีเจตนาโปรโมทเครื่องมือแพทย์

พญ.อภิญญา เสาร์แก้ว

ใบอนุญาต ว.49465

แพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านปรับรูปหน้าและการชะลอวัย ประจำดีเลิฟเวอรี่คลินิก

จุดเด่นสำคัญของ Radiesse

  • เพิ่มคอลลาเจน TYPE 1
  • เพิ่มคอลลาเจน TYPE 3
  • เพิ่มความยืดหยุ่นด้วย Elastin
  • เพิ่มความชุ่มชื้นด้วย Proteoglycan
  • เติมอาหารผิวด้วย Angiogenesis

ผิวของเรามีคอลลาเจนและอีลาสตินที่ร่างกายผลิตขึ้นมาจำนวนมาก ซึ่งทำหน้าที่ช่วยให้ผิวมีความกระชับ เต่งตึง เรียบเนียน และกระจ่างใส อย่างไรก็ตาม เมื่อเราอายุมากขึ้น ปริมาณคอลลาเจนและอีลาสตินจะลดลง รวมถึงสารน้ำหล่อเลี้ยงผิวและความสามารถในการนำสารอาหารมาบำรุงเซลล์ผิวก็ลดลงด้วย ส่งผลให้เกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อย เกิดริ้วรอย ผิวดูหมองคล้ำ แห้งกร้าน และไม่สดใส ดังนั้น เราจึงควรตรวจสอบสภาพผิวของตนเองอยู่เสมอ เพื่อดูแลและบำรุงผิวให้คงความอ่อนเยาว์และสุขภาพดีอยู่เสมอ

Radiesse คืออะไร

Radiesse คืออะไร

Radiesse (เรเดียส) เป็นสารกระตุ้นคอลลาเจนที่ประกอบด้วย CaHA หรือ Calcium Hydroxylapatite ซึ่งช่วยเติมเต็มวอลุ่มให้ผิวได้ทันทีและฟื้นฟูผิวได้ถึง 5 องค์ประกอบในระยะยาว จึงเหมาะสำหรับการแก้ปัญหาผิวเสื่อมสภาพระดับปานกลางถึงสูง เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก คอ และหลังมือ Radiesse กระตุ้นการสร้างผิวใหม่จากภายในโดยไม่ต้องกังวลถึงผลข้างเคียงสร้างคอลลาเจนใหม่ในผิวถึง 5 องค์ประกอบ ช่วยให้ผิวฟื้นฟูจากภายในสู่ภายนอก

Radiesse เหมาะสำหรับการแก้ไขปัญหาผิวที่มีริ้วรอยและหย่อนคล้อย เช่น

  • ร่องแก้ม
  • ร่องน้ำหมาก
  • บริเวณคอ
  • หลังมือ

CaHA คืออะไร

การสร้างคอลลาเจนของ Radiesse แตกต่างจากสารกระตุ้นคอลลาเจนอื่นๆ ตรงที่ Radiesse ไม่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ เนื่องจากส่วนประกอบหลักของ Radiesse คือ CaHA หรือแคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์ ซึ่งเป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกายอยู่แล้ว จึงไม่ใช่สารแปลกปลอมที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ

CaHA มีการใช้ในทางการแพทย์มานานกว่า 25 ปี และมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากเข้ากันได้กับร่างกายและสามารถสลายไปตามธรรมชาติได้โดยกลไกปกติของร่างกาย

CaHA ใน Radiesse เป็น Biostimulator ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนด้วยตัวเอง ปัจจุบันมี Biostimulator หลายประเภทที่ได้รับความนิยม เช่น PLLA (SculptraⓇ), PDO (UltracolⓇ), PDLLA (JuvelookⓇ), PCL (GouriⓇ) และ Calcium Hydroxyapatite (RadiesseⓇ) แต่ละประเภทมีข้อดี ข้อเสีย และวิธีการฉีดที่แตกต่างกัน

ข้อดีของ Radiesse

  • ปลอดภัยสูง: CaHA เป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกาย จึงมีความปลอดภัยสูงและเข้ากันได้ดี
  • ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบ: Radiesse ไม่กระตุ้นการอักเสบเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน จึงลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง เช่น อาการบวมแดงหรือปวด
  • เห็นผลลัพธ์ทันทีและยาวนาน: Radiesse ช่วยเติมเต็มวอลุ่มให้ผิวได้ทันที และยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์และเปล่งประกายยิ่งขึ้น ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นานถึง 1-2 ปี

ข้อเสียของ Radiesse

  • ราคาสูงกว่า: Radiesse มีราคาสูงกว่า Biostimulator บางประเภท
  • อาจต้องฉีดซ้ำ: เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด อาจจำเป็นต้องฉีด Radiesse ซ้ำหลายครั้ง

Radiesse ช่วยอะไรบ้าง

Radiesse filler มีคุณสมบัติที่ช่วยในเรื่องต่างๆ ได้แก่

  • เติมเต็มริ้วรอยและร่องลึก
  • ปรับรูปหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้น
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและเต่งตึงมากขึ้น
  • ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีและเปล่งประกาย

การทำงานของ Radiesse

Radiesse filler ทำงานโดยการเติมเต็มริ้วรอยและร่องลึกบนใบหน้า นอกจากนี้ Radiesse filler ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและเต่งตึงมากขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนตามลำดับนี้

1. ก่อนการรักษา: ผิวที่มีปัญหา ผิวขาดวอลุ่ม เป็นร่องลึก

2. ระหว่างการรักษา: ฉีด Radiesse เข้าไปเติมเต็มวอลุ่มได้ทันที

3. หลังการรักษาในระยะยาว: CaHA ใน Radiesse กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนรอบๆ ฟิลเลอร์

4. ผลลัพธ์: เกิดโครงสร้างคอลลาเจนช่วยเพิ่มวอลุ่ม เข้ามาแทนที่ฟิลเลอร์ และเกิดการสร้างคอลลาเจนต่อเนื่องไปจนครบกำหนดความเสื่อมของผิว

Radiesse มีกี่รุ่น

Radiesse Filler มี 2 รุ่น ได้แก่

Radiesse Filler

  • ใช้ฟื้นฟูริ้วรอยร่องลึก
  • ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
  • ลดปัญหาการสูญเสียไขมันบนใบหน้า
  • นิยมใช้ฉีดบริเวณรอยพับ ร่องลึก มือ หรือเนินอก เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและความหนาแน่นของผิว
Radiesse-มีกี่รุ่น

Radiesse Filler +

  • ใช้เก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ริ้วรอยเล็กๆ บนใบหน้า
  • มีส่วนผสมของยาชาเพื่อบรรเทาความเจ็บขณะฉีด
  • ออกแบบมาเพื่อป้องกันการบาดเจ็บใต้ผิวหนัง

Radiesse เหมาะกับใคร

Radiesse filler เหมาะสำหรับผู้ที่มีความกังวลเกี่ยวกับริ้วรอยและต้องการปรับรูปหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป

  • ผิวหน้าขาดคอลลาเจน ทำให้ผิวหย่อนคล้อย ไม่มีวอลลุ่ม
  • มีริ้วรอยร่องลึกบนใบหน้า เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก ร่องมุมปาก
  • ผิวหน้าหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด
  • ผิวแห้ง ผิวหมองคล้ำ ขาดความชุ่มชื้น มีรูขุมขนกว้าง
  • มีริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณหลังมือ ลำคอ
  • ผิวหนังยุบลง มีรอยแผลเป็น รอยบุ๋ม หรือหลุมสิวที่ไม่ลึกมาก
  • มีอายุ 30 ปีขึ้นไป มีริ้วรอยที่เกิดขึ้นตามวัย ต้องการมีผิวเด็กและเพิ่มคอลลาเจนให้ผิว โดยต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูอ่อนเยาว์และเพิ่มคอลลาเจนให้ผิว

Radiesse ไม่เหมาะกับใคร

  • อยู่ในภาวะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • มีประวัติแพ้แบบรุนแรงหรือประวัติภาวะช็อกจากการแพ้ยาอย่างรุนแรง
  • มีประวัติแพ้ยาชา หรือแพ้สารที่เป็นองค์ประกอบใน Radiesse
  • มีผิวหนังที่มีแนวโน้มเกิดแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์สูง
  • มีการอักเสบของผิวหนังหรือการติดเชื้อใกล้บริเวณที่ทำการรักษา
  • มีภาวะเลือดออกผิดปกติ
Radiesse ฉีดตรงไหนได้บ้าง

Radiesse ฉีดจุดไหนได้บ้าง

Radiesse filler สามารถฉีดได้กับบริเวณต่างๆ บนใบหน้า ได้แก่

  • ร่องแก้ม: เส้นข้างแก้มที่อาจมีร่องลึกเพิ่มขึ้นตามอายุ การเติม Radiesse ช่วยทำให้หน้าดูเด็กลงและร่องตื้นขึ้น
  • ร่องน้ำหมาก: เส้นที่ลากจากมุมปากลงมาถึงบริเวณคาง การเติม Radiesse ช่วยลดอายุและปรับร่องน้ำหมากให้ดูเยิ่ง
  • หน้าแก้ม: บริเวณที่ขาดวอลุ่มเมื่ออายุมากขึ้น การเติม Radiesse ช่วยยกกระชับหน้าเด็กลงและปรับผิวให้ดีขึ้น
  • กรอบหน้า: ช่วยทำให้กรอบหน้าคมชัดยิ่งขึ้น และช่วยกระชับหน้า
  • ขมับ: ช่วยแก้ปัญหาขมับที่ทำให้ดูมีอายุ
  • หลังมือ: ช่วยลดอายุและเติมวอลุ่มให้ผิวหนังดูธรรมชาติบนหลังมือ
  • เนินอก: ช่วยแก้ปัญหาผิวย่นบริเวณเนินอกที่ทำให้ดูมีอายุ
Radiesse ช่วยอะไร

Radiesse ราคาเท่าไหร่

ราคาของ Radiesse filler จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ บริเวณที่ฉีด และแพทย์ที่ทำการรักษา โดยทั่วไปแล้ว ราคาควรจะอยู่ที่ประมาณ 30,000-40,000 บาท

ไม่ว่าหัตถการใดๆ ก็ตาม ที่มีราคาถูกเกินจริง มักมีอะไรแอบแฝง ซ่อนเร้น โดยที่เราไม่รู้อยู่เสมอๆ

ตัวอย่างผลลัพธ์หลังทำ

Radiesse-ร่องแก้ม มุมปาก ร่องน้ำหมาก
*ผลลัพธ์หลังทำขึ้นอยู่กับจำนวน ตำแหน่ง คุณภาพผิวเดิม ของแต่ละบุคคล
*ผลลัพธ์หลังทำขึ้นอยู่กับจำนวน ตำแหน่ง คุณภาพผิวเดิม ของแต่ละบุคคล
*ผลลัพธ์หลังทำขึ้นอยู่กับจำนวน ตำแหน่ง คุณภาพผิวเดิม ของแต่ละบุคคล

เปรียบเทียบ Radiesse กับโปรแกรมอื่น

ฟิลเลอร์ Radiesse มีความแตกต่างจากหัตถการงานผิวอื่นๆ ดังนี้

  • โบท็อกซ์: โบท็อกซ์เป็นสารที่ใช้เพื่อลดริ้วรอยที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ เช่น ริ้วรอยบริเวณหน้าผากและริ้วรอยร่องปาก ในขณะที่ Radiesse filler เป็นฟิลเลอร์ที่ใช้เพื่อเติมเต็มริ้วรอยและร่องลึก
  • ไฮยาลูโรนิกแอซิด (HA): HA เป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกาย ซึ่งช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้นและเต่งตึง ฟิลเลอร์ HA มีความนุ่มและยืดหยุ่นกว่า Radiesse filler แต่มีอายุการใช้งานที่สั้นกว่า

เปรียบเทียบ Radiesse กับฟิลเลอร์ HA

คุณสมบัติRadiesseฟิลเลอร์ HA
การเติมเต็มปริมาตร★★★★★★★★★
อยู่ได้นาน2 ปี12 ถึง 18 เดือน
การคงตัวของปริมาตรคงอยู่ลดลงทีละน้อย
การฉีดสลายเมื่อไม่ต้องการไม่ได้ได้ ด้วยไฮยาลูโรนิเดส
อาการแพ้ยังไม่มีรายงานมีรายงานแต่น้อยมากในต่างประเทศ
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

การเตรียมตัวก่อนทำ Radiesse

ก่อนเข้ารับการฉีด Radiesse ควรปฏิบัติดังนี้

  • งดวิตามิน อาหารเสริม และยาที่ทำให้เลือดแข็งตัว เช่น แปะก๊วย กระเทียม และวิตามินอี ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • งดสครับผิว รวมถึงสกินแคร์ที่มีส่วนผสมผลัดเซลล์ผิว เพื่อป้องกันการอักเสบหลังฉีด Radiesse
  • แจ้งประวัติการแพ้ยาและโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบก่อนรับบริการ
  • วางแผนการใช้หน้า เพราะหลังทำ อาจจะมีรอยแดงได้บ้างในบางราย

ขั้นตอนการรับบริการ

การฉีด Radiesse โดยทั่วไปมีขั้นตอนดังนี้

  • การปรึกษาและประเมินสภาพผิว: แพทย์จะประเมินสภาพผิวของคุณและตรวจสุขภาพผิวโดยละเอียด
  • การทายาชา: แพทย์จะทายาชาบริเวณที่ต้องการฉีด ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีเพื่อให้ยาชาออกฤทธิ์
  • การฉีด Radiesse: เมื่อยาชาออกฤทธิ์แล้ว แพทย์จะฉีด Radiesse เข้าใต้ชั้นผิว ซึ่งจะใช้เวลาไม่นาน ขึ้นอยู่กับแต่ละบริเวณ
  • การนวดหลังฉีด: หลังจากฉีดเสร็จ แพทย์จะนวดบริเวณที่ฉีดเบาๆ เพื่อให้ Radiesse กระจายตัวอย่างทั่วถึง
  • รับยา: หากแพทย์ประเมินว่าต้องมีการทานยาเพิ่มเติม
  • รับฟังคำแนะนำ การดูแลตัวเองจากเจ้าหน้าที่อย่างละเอียดก่อนออกจากคลินิก

Radiesse ต้องทำกี่กล่อง กี่หลอด

จำนวนกล่อง Radiesse ที่ต้องการสำหรับแต่ละบริเวณ

บริเวณจำนวนกล่อง
ร่องแก้ม1-2 กล่อง
ร่องน้ำหมาก1 กล่อง
ขมับ1-2 กล่อง
หลังมือ1-2 กล่อง
เนินหน้าอก2-3 กล่อง
ลำคอ1 กล่อง

หมายเหตุ: จำนวนกล่องที่แท้จริงที่จำเป็นอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ความรุนแรงของริ้วรอย ปริมาณการสูญเสียปริมาตร และผลลัพธ์ที่ต้องการ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อกำหนดจำนวนกล่องที่เหมาะสมสำหรับคุณปริมาณที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

การดูแลหลังทำ Radiesse

หลังจากฉีดฟิลเลอร์ Radiesse ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยทั่วไปแล้ว แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วย

  • ประคบเย็นบริเวณที่ฉีดเพื่อลดอาการบวมและช้ำ
  • หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดความร้อน
  • หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนหรือซาวน่า

ข้อควรระวังหลังทำ Radiesse

หลังจากฉีดฟิลเลอร์ Radiesse ผู้ป่วยควรสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ เช่น อาการบวมแดงมาก อาการปวดหรือคันบริเวณที่ฉีด หากมีอาการผิดปกติใดๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

  • อาการบวมแดง
  • อาการปวดหรือคันบริเวณที่ฉีด
  • อาการฟกช้ำ
  • อาการแพ้
  • การติดเชื้อ

ผลข้างเคียงเหล่านี้มักจะหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์ หากมีอาการผิดปกติใดๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที

Radiesse vs Sculptra

คุณสมบัติRadiesseSculptra
ส่วนประกอบหลักCalcium Hydroxyapatite (CaHA)Poly-L-Lactic Acid (PLLA)
กลไกการออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน 5 ประเภทกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน Type 1
เหมาะสำหรับเพิ่มวอลลุ่มใบหน้า เติมเต็มริ้วรอยฟื้นฟูโครงสร้างผิวเดิม ชะลอริ้วรอย
เห็นผลทันที2-3 สัปดาห์
ผลลัพธ์ที่ชัดเจน3-6 เดือน3 เดือน
ระยะเวลาคงอยู่2 ปี2 ปี
ความปลอดภัยปลอดภัยสูง ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบปลอดภัยสูง ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบ
ข้อเสียราคาสูงกว่า , อาจต้องฉีดซ้ำอาจต้องฉีดซ้ำหลายครั้ง, ต้องรอผลลัพธ์นานกว่า
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

Radiesse vs Gouri

คุณสมบัติRadiesseGouri
ประเภทสารกระตุ้นคอลลาเจนสารกระตุ้นคอลลาเจน
เน้นเพิ่มวอลลุ่มใบหน้าฟื้นฟูและแก้ไขผิวเสื่อมสภาพ
ส่วนประกอบหลักCaHAPCL
วิธีการทำงานกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน 5 ประเภทกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและอิลาสติน
เหมาะสำหรับอายุ 30 ปีขึ้นไป ผิวขาดคอลลาเจน มีริ้วรอยอายุ 18 ปีขึ้นไป ผิวเสื่อมสภาพ หย่อนคล้อย
ผลลัพธ์หลังฉีดเห็นผลทันที ผลชัดเจนเต็มที่ใน 3-6 เดือนเห็นผลภายใน 1-2 สัปดาห์
ระยะเวลาคงอยู่2 ปี6-12 เดือน
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

Radiesse vs Rejuran

คุณสมบัติRadiesseRejuran
ประเภทสารกระตุ้นคอลลาเจนSkin Booster
เน้นเพิ่มวอลลุ่มใบหน้าฟื้นฟูผิวให้ดูอิ่มน้ำ
ส่วนประกอบหลักCaHAPolyneucleotide (PN)
วิธีการทำงานกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน 5 ประเภทกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อีลาสติน และเส้นใย fibroblast
เหมาะสำหรับอายุ 30 ปีขึ้นไป ผิวขาดคอลลาเจน มีริ้วรอยอายุ 18 ปีขึ้นไป ผิวแห้งกร้าน เสื่อมโทรม
ผลลัพธ์หลังฉีดเห็นผลทันที ผลชัดเจนเต็มที่ใน 3-6 เดือนเริ่มเห็นผลใน 2-5 วัน ผลชัดเจนใน 4 สัปดาห์
ระยะเวลาคงอยู่2 ปี3-6 เดือน
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

Radiesse vs Exosome

คุณสมบัติRadiesseExosome
ประเภทสารกระตุ้นคอลลาเจนSkin Booster
เน้นเพิ่มวอลลุ่มใบหน้าฟื้นฟูผิวจากภายใน
ส่วนประกอบหลักCaHAสารชีวโมเลกุลกว่า 1,000 ชนิด
วิธีการทำงานกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน 5 ประเภทกระตุ้นและฟื้นฟูเซลล์ผิว
เหมาะสำหรับอายุ 30 ปีขึ้นไป ผิวขาดคอลลาเจน มีริ้วรอยเป็นสิว มีหลุมสิวตื้น ๆ รอยสิว ผิวไม่เรียบเนียน แห้งขาดความชุ่มชื้น
ผลลัพธ์หลังฉีดเห็นผลทันที ผลชัดเจนเต็มที่ใน 3-6 เดือนเห็นการเปลี่ยนแปลงใน 3-7 วัน ผลชัดเจนหลังทำต่อเนื่อง 5 ครั้ง
ระยะเวลาคงอยู่2 ปี1 ปี
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

Radiesse vs AestheFill

คุณสมบัติRadiesseAesthefill
ส่วนประกอบหลักCAHA (แคลเซียมไฮดรอกซีอะพาไทต์)PDLLA (โพลี-D, L-แลคติกแอซิด)
กลไกการทำงานเติมเต็มปริมาตรทันที + กระตุ้นคอลลาเจนกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว
ผลข้างเคียงอาการแดง บวม ช้ำอาการแดง บวม ช้ำ
การมองเห็นผลลัพธ์7-10 วัน1-2 สัปดาห์
ระยะเวลาคงอยู่2 ปี2 ปี
ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

รีวิว Biostimulator

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic

การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน

ดีเลิฟเวอรี่คลินิก รับชำระด้วย Shopee SPayLater

ดีเลิฟเวอรี่คลินิก ให้บริการ 2 สาขา

หมอและเจ้าหน้าที่คลินิกให้ความสำคัญกับนโยบายการแจ้งราคากับคนไข้ทุกเคส ฉะนั้นราคาที่ลูกค้าได้รับแจ้งไม่ว่าจะช่องทางไหนของคลินิก คือราคาที่รับบริการได้จริง และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ

เช่นเดียวกันกับเคสที่มารับบริการฉีดฟิลเลอร์ปรับรูปหน้า สารเติมเต็ม หรือสารกระตุ้นคอลลาเจนที่จะต้องมีการใช้เข็มทู่เพิ่มในบางเคส บางจุด และคลินิกจะไม่คิดเงินเพิ่ม รวมอยู่ในแพ็คเกจราคาที่แจ้งคนไข้ ตั้งแต่ก่อนเข้ามารับบริการค่ะ

นอกจากเข็มทู่แล้ว อื่นๆก็เช่นเดียวกันค่ะ ยาชา ฯลฯ รวมแล้วในค่าบริการที่คนไข้ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์หรือบทสนทนาในแชททั้งหมดแล้วค่ะ หมออยากบริหารคลินิก ที่มาแล้วหรือกลับไปแล้วต้องสบายใจที่ปัญหาผิว/ สุขภาพได้รับการแก้ไข โดยที่ไม่ต้องกังวลกับเรื่องอื่นๆ

สามารถอ่านความประทับใจงานบริการของเจ้าหน้าที่คลินิกได้ที่หน้า ลูกค้าบอกต่อ เพิ่มเติมได้เลยนะคะ

อ่านเพิ่มเติม

หลายๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า “Ultra Filler” ตามคลินิกต่างๆ มาบ้างนะคะ แต่จริงๆ แล้วอยากจะอธิบายให้เข้าใจว่า สิ่งที่คลินิกพูดถึงกันบ่อยๆ นี้ ไม่ได้หมายถึงฟิลเลอร์ที่เราคุ้นเคยกันที่เป็นสารเติมเต็มกลุ่ม Hyaluronic Acid หรือ HA Filler แบบทั่วไปค่ะ แต่เป็น “ไหมน้ำ Ultracol”  คือกลุ่มของสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือ Biostimulator นั่นเองค่ะ

ไหมน้ำตัวนี้ใช้เทคโนโลยี PDO Microsphere ซึ่งแตกต่างจาก HA Filler โดยตรง โดยหลักการทำงานของ Ultracol คือจะเข้าไปกระตุ้นให้ผิวของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองตามธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาผิวได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการลดเลือนริ้วรอย เติมเต็มความหย่อนคล้อย และช่วยให้ใต้ตาที่คล้ำดูกระจ่างใสขึ้น โดยผลลัพธ์ที่ได้จะดูเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นก้อน และยังมีความปลอดภัยสูง ผ่านการรับรองจาก อย. ค่ะ หลังเติมเต็มผิวจะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและยั่งยืนค่ะ

เทียบกับฟิลเลอร์ที่เป็นกล่องๆทั่วไปก็มีข้อดีข้อจำกัดแตกต่างกัน หมอจะเลือกใช้ตามปัญหาของคนไข้แต่ละคน จำนวน cc ก็ขึ้นอยู่กับบริเวณและปัญหาของแต่ละบุคคลค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

โปรแกรม Planiti ฉีดได้หลายบริเวณเลย คนไข้หมอก็ทั่วหน้าและใต้ตาเป็นหลัก ถือเป็น Hybrid Biostimulator ช่วยฟื้นฟูผิวบริเวณใต้ตาอย่างตรงจุด ด้วยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ให้ผิวใต้ตาดูแน่นฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ และช่วยให้ใต้ตาดูสดใส อ่อนเยาว์

  • แก้มตอบและแก้มกลาง เพื่อช่วยให้ผิวดูแน่นขึ้น ลดภาพหน้าดูเหนื่อยล้า
  • ขมับ ในคนไข้ที่มีความตอบจนใบหน้าดูมีเหลี่ยมหรือดูอิดโรย
  • กรอบหน้าและช่วงแก้มล่าง สำหรับปัญหาผิวเริ่มหย่อน ความคมชัดของกรอบหน้าลดลง
  • หน้าผาก เมื่อมีร่องหรือความแบนตอบที่เหมาะกับการวางแผนรักษา
  • ร่องแก้มและริ้วรอยตื้น เพื่อเน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิวในภาพรวม
  • ลำคอหรือหลังมือ ในบางเคสที่ต้องการดูแลผิวบางและริ้วรอยแห่งวัย

ให้คนไข้นึกภาพง่าย ๆ ว่า ฟิลเลอร์เหมือนการเติมหมอนให้เต็มทันที จึงเหมาะกับการปรับทรงหรือเติมร่องลึกเฉพาะจุด ส่วน PLANITI เหมือนการค่อย ๆ ปรับคุณภาพของเบาะรองรับใต้ผิว ให้ผิวมีคอลลาเจนเพิ่มขึ้นและดูแน่นฟูอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ

ราคา 25,000 บาท/ขวด

อ่านเพิ่มเติม

การทานคอลลาเจนเป็นประจำจะช่วย เสริมสร้างสุขภาพผิวโดยรวมให้แข็งแรงจากภายใน และ เป็นเสมือน “พื้นฐานที่ดี” แต่ต้องแยกส่วนกันกับการทำหัตถการความงาม คอลลาเจนเหมือนกัน แต่กลไกการทำงานต่างกันมาก

การทานคอลลาเจนไม่ได้ช่วยยกกระชับใบหน้าโดยตรง หรือเสริมผลลัพธ์หัตถการอย่าง HIFU, RF, ร้อยไหมให้คงอยู่นานขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจงค่ะ เพราะคอลลาเจนที่ทานจะถูกย่อยสลายเป็นกรดอะมิโนเล็กๆ ดูดซึมเข้ากระแสเลือด เพื่อสร้างโปรตีนและคอลลาเจนทั่วร่างกาย ไม่ใช่แค่ที่ผิวหน้าเท่านั้น ร่างกายจะจัดสรรไปใช้ในส่วนที่จำเป็นที่สุดก่อน เช่น กระดูก ข้อต่อ หรือส่วนที่สึกหรอ จึงไม่สามารถกำหนดให้ไปเสริมคอลลาเจนใต้ผิวหน้าเพื่อการยกกระชับโดยตรงได้ค่ะ

แม้คอลลาเจนจะช่วยบำรุงสุขภาพผิวโดยรวม ให้ผิวชุ่มชื้น ยืดหยุ่น ลดริ้วรอยเล็กๆ ได้บ้าง แต่ไม่ใช่การสร้างโครงสร้างเพื่อการยกกระชับที่ชัดเจน หากต้องการแก้ไขผิวหย่อนคล้อยหรือผลลัพธ์ยกกระชับที่เห็นผล คุณหมอแนะนำว่าต้องอาศัยวิธีการที่ออกฤทธิ์โดยตรงกับโครงสร้างผิวบริเวณนั้นๆ เช่น HIFU, RF หรือการร้อยไหม การเลือกวิธีที่เหมาะสม จำนวนช็อต จำนวนครั้ง หรือเส้นไหมที่ตอบโจทย์ ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ใช้แตกต่างกันไปจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

หมอรู้นะคิดอะไรอยู่ อยากดื่มนั่นแหล่ะยอมรับมาตรงๆ แต่ความจริงคือความจริง คือ ไม่ต่างกันค่ะ 

ให้เข้าใจง่ายๆ การดื่มไวน์หลังฉีดหน้าไม่ได้ทำให้บวมน้อยกว่าเหล้าหรือเบียร์แต่อย่างใดค่ะ เพราะแอลกอฮอล์ทุกชนิดทำให้หลอดเลือดขยายตัวและสูบฉีดเลือดแรงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการบวมช้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ไวน์แดงยังมีสารฮิสตามีนที่ไปกระตุ้นอาการบวมอักเสบให้แย่ลงไปอีก ดังนั้น เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เข้าที่ไว หมอแนะนำให้งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างเด็ดขาดในช่วงแรกหลังทำหัตถการค่ะ อดใจรอให้หน้าเข้าที่ก่อน แล้วค่อยไปจิบไวน์ฉลองความสวยกันนะคะ! อ้อ ก่อนทำก็ไม่ควรดื่มมานะ ขอก่อนทำสัก 3 วันก็ยังดีค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

โปรแกรม Ellansé หรืออีลองเซ่ เป็นสารฉีดที่ช่วยดูแลโครงสร้างใบหน้า ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เติมเต็มเหมือนฟิลเลอร์ทั่วไป แต่ยังช่วยกระตุ้นการสร้างโครงสร้างผิวใหม่ใต้ผิว ทำให้ผิวดูแน่นขึ้น ใบหน้าดูมีมิติ และผลลัพธ์ค่อย ๆ ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปค่ะ

ต่างจากฟิลเลอร์ HA ทั่วไปที่เน้นเติมเต็มบริเวณที่ยุบ เช่น ร่องแก้ม ใต้ตา หรือขมับ แล้วค่อย ๆ สลายไปตามเวลา แต่ Ellansé จะทำงานแบบ เติมเต็ม + ฟื้นฟูโครงสร้างผิว จึงเหมาะกับคนที่เริ่มมีใบหน้ายุบ โครงหน้าไม่คม ผิวไม่แน่น หรือมีความหย่อนคล้อยระดับต้นถึงปานกลางค่ะ

ราคา Ellansé โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 20,000–30,000 บาท / 1 cc
โดย 1 กล่องมี 2 cc ราคาต่อกล่องจึงประมาณ 30,000–40,000 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้และการประเมินของแพทย์ของแต่ละสถานพยาบาลค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

หมอเจอเคสคนไข้วัยเรียน วัยทำงานเยอะนะคะ ที่จากคนที่หน้าดูอิ่มปกติดี แต่พอจัดฟันซึ่งบางเคสลากยาวเป็นปี ทำให้ใบหน้าตอบลง ไม่ว่าจะด้วยทานได้น้อยลง หรืออาจจะเป็นเพราะแนวกระดูกกรามยุบตัว ใบหน้าดูแคบลงใดๆ ก็ตามแต่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจอย่างมาก เพราะทำให้ ใบหน้าดูโทรม ดูเหนื่อย และดูมีอายุขึ้น โดยที่คนไข้เองก็ไม่ได้ตั้งใจค่ะ

สาเหตุหลักๆ ที่หมอมักจะเจอคือ เมื่อเราใส่เครื่องมือจัดฟัน เรามักจะ เลี่ยงการเคี้ยวของแข็ง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกราม (Masseter Muscle) ไม่ค่อยได้ใช้งานจนเกิดการฝ่อตัวลง (Atrophy) ประกอบกับโครงสร้างฟันที่เคลื่อนที่เข้าหาตำแหน่งใหม่ ทำให้เนื้อแก้มที่เคยมีที่เกาะดูยุบตัวลงไปนั่นเองค่ะ

แนวทางสำหรับคนไข้ที่มีปัญหา คือการเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะกับความต้องการและสภาพผิวของคนไข้เป็นหลักค่ะ โดยแนวทางแรกคือ Biostimulator ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ตามธรรมชาติ ทำให้ผิวค่อยๆ ฟูและแน่นกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลดโอกาสที่ใบหน้าจะดูล้นเกินไป แต่ผลจะค่อยเป็นค่อยไป (เห็นชัดช้ากว่า) ค่ะ ส่วนแนวทางที่สองคือ Filler ซึ่งทำหน้าที่เติมเต็มปริมาตรที่ขาดหายไปโดยตรง ส่งผลให้เห็นผลลัพธ์ทันที และสามารถปรับรูปหน้าให้ชัดเจนขึ้นได้ หลักๆของคนไข้หมอเองคือสื่อสารเป้าหมายอย่างละเอียดชัดเจนว่าประเมินแล้วตัวไหนเหมาะสมสุด และคนไข้ก็ตัดสินใจจากข้อดีข้อด้อยแต่ละโปรแกรมได้เลย การมาพบหมอเพื่อดูโครงหน้าโดยรวมจะดีที่สุด

อ่านเพิ่มเติม

โดยสรุปแล้ว การทำหัตถการฉีดหน้าต่างๆ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือกลุ่มฟื้นฟูผิว Biostimulator คอลลาเจนสดต่างๆนั้น ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อการฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณโดยตรง การดูแลหลังทำที่สำคัญคือ การงดแต่งหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวได้พักและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ แม้บางจุดคนไข้หลายคนอาจจะถามว่า มีรอยเข็มแค่จุดเดียวเองนะคะ แต่งเลยไม่ได้หรอ เช่น ฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกบางบริเวณ ฟิลเลอร์แก้มตอบ หรือโบท็อกลดกราม อาจจะแต่งหน้าได้เลย แต่ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษและหลีกเลี่ยงการกดนวดบริเวณที่ฉีดค่ะ

สิ่งสำคัญที่สุด ที่คุณหมอย้ำเสมอคือ การปรึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำหัตถการอย่างเคร่งครัด เพราะผิวและปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การดูแลเฉพาะบุคคลจะช่วยให้คนไข้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดค่ะ หมอสรุปตารางให้เข้าใจง่ายด้านล่างนะคะ

อ่านเพิ่มเติม

ใช้เวลารับบริการ:

60

นาที

ให้บริการโดย:

แพทย์ประจำ

Reset ผิว ให้ Young ยาวนาน ดูแลก่อน เห็นผลลัพธ์ก่อน

อ่านความประทับใจ

★★ ★ ★★

google
Junny Berry
Junny Berry
13/06/2025
facebook
Pakjira Leattaveevit
Pakjira Leattaveevit
แนะนำเลย
24/12/2024
facebook
Zypher Kun
Zypher Kun
แนะนำเลย
21/07/2024
Chuttanun Thirawadee
Chuttanun Thirawadee
29/04/2024
facebook
ศราวุฒิ กาญจนภิวัฒน์
ศราวุฒิ กาญจนภิวัฒน์
แนะนำเลย
21/01/2024