รีวิวฟิลเลอร์แก้มตอบ


แก้มตอบ ฟิลเลอร์ช่วยได้จริงหรือ?
หลายคนคงเคยส่องกระจกแล้วรู้สึกว่า “ทำไมใบหน้าดูโทรมลงจัง” โดยเฉพาะเมื่อสังเกตเห็นแก้มที่ดูตอบลง ทำให้ใบหน้าดูมีอายุขึ้นทั้งที่ยังรู้สึกสดใสอยู่ข้างใน แต่รู้หรือไม่ว่า แก้มตอบที่คุณกำลังกังวลอยู่นั้น อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ และแต่ละสาเหตุก็ต้องการการแก้ไขที่แตกต่างกัน

แก้มตอบเกิดจากอะไรได้บ้าง
ลำดับสาเหตุของแก้มตอบในคนไทยและคนเอเชียจากพบมากไปน้อยได้ดังนี้
สาเหตุของแก้มตอบ
- พันธุกรรม/กรรมพันธุ์ – โครงสร้างใบหน้าและโหนกแก้มที่สูงตามลักษณะของคนเอเชีย
- อายุที่มากขึ้น – ทำให้ไขมันและคอลลาเจนลดลงตามธรรมชาติ
- การจัดฟันหรือถอนฟัน – ส่งผลให้โครงสร้างใบหน้าเปลี่ยนแปลง
- การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
- การถูกรังสี UV ทำร้ายผิว
- โรคและความผิดปกติของร่างกาย
- ผลข้างเคียงจากการฉีดโบท็อกลดกราม
ความแตกต่างระหว่างแก้มตอบจากพันธุกรรมและอายุที่มากขึ้น
| หัวข้อ | แก้มตอบจากพันธุกรรม | แก้มตอบจากอายุ |
|---|---|---|
| ลักษณะที่มองเห็น | – โหนกแก้มสูงชัดเจน – ใต้โหนกแก้มจะดูตอบเข้าไปเป็นแนวยาว – ผิวยังดูตึงกระชับ | – แก้มหย่อนคล้อย – ผิวหนังหย่อนยาน – มีร่องเว้าเข้าลึกเข้าไปเป็นแนวยาวหน้าหู-กระพุ้งแก้ม |
| ตำแหน่งที่เกิด | บริเวณใต้โหนกแก้มโดยตรง | ทั่วบริเวณแก้มและใบหน้าส่วนกลาง |
| ช่วงอายุที่พบ | พบได้ตั้งแต่อายุน้อย (20+) | มักพบชัดในช่วงอายุ 40+ |
| การเปลี่ยนแปลง | คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงมาก | ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามอายุ |
| ผลกระทบต่อใบหน้า | ทำให้หน้าดูซูบผอม ดูสุขภาพไม่ดี | ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเพลียและมีอายุ |

ลองดูภาพเปรียบเทียบเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น:
จากภาพด้านบน จะเห็นความแตกต่างระหว่างแก้มตอบทั้ง 2 ประเภทได้ชัดเจน โดยด้านซ้ายแสดงลักษณะแก้มตอบจากพันธุกรรมที่มีโหนกแก้มสูง ส่วนด้านขวาแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุมากขึ้น ที่มีการหย่อนคล้อยของผิวและการสูญเสียปริมาตรของใบหน้า
แก้มตอบ เป็นอุปสรรคต่อความสวยอย่างไรบ้าง
อุปสรรคในการแต่งหน้าของสาวแก้มตอบที่ทำให้หลายคนหงุดหงิด
ปัญหาการลงรองพื้น
- รองพื้นเกาะเป็นคราบตามร่องแก้ม
- เครื่องสำอางเลื่อนไหลง่าย โดยเฉพาะบริเวณแก้ม
- ต้องคอยเติมแป้งบ่อยๆ เพราะมักดูมัน
- รองพื้นดูไม่กลมกลืน เห็นรอยต่อชัดเจน
ปัญหาการปัดแก้ม
- บลัชออนไม่ติดทรง กระจายไม่สม่ำเสมอ
- ปัดแก้มแล้วยิ่งเน้นให้เห็นร่องแก้มชัดขึ้น
- ยากที่จะสร้างพวงแก้มแบบสาวเกาหลี
- สีแก้มจางเร็ว ต้องเติมบ่อย
ปัญหาการไฮไลท์และคอนทัวร์
- ไฮไลท์ยิ่งทำให้แก้มดูตอบ
- คอนทัวร์แล้วใบหน้าดูโทรม แก่กว่าอายุ
- เฉดดิ้งทำให้หน้าดูผอมกว่าความเป็นจริง
- ยากที่จะสร้างมิติให้ใบหน้า
ปัญหาความมั่นใจ
- ถ่ายรูปแล้วมักไม่สวย เห็นร่องแก้มชัด
- แต่งหน้าเท่าไหร่ก็ไม่สดใส
- มุมกล้องบางมุมทำให้หน้าดูโทรมมาก
- ต้องคอยระวังแสงไฟที่จะทำให้เห็นเงา
ปัญหาการเซ็ตเมคอัพ
- เมคอัพไม่อยู่ทรงในระหว่างวัน
- สเปรย์น้ำแร่แล้วรองพื้นแยกเป็นคราบ
- แป้งฝุ่นเกาะตามร่องแก้ม
- เครื่องสำอางเยิ้มง่ายตามร่องแก้ม
สิ่งที่สาวแก้มตอบต้องทำเพิ่ม
- ใช้เวลาในการเตรียมผิวมากกว่าปกติ
- ต้องหาเทคนิคพิเศษในการแต่งหน้า
- ลงทุนกับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น
- ต้องคอยเช็คและเติมเมคอัพบ่อยกว่าปกติ
การเติมฟิลเลอร์แก้มตอบ ช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัยได้อย่างไร

ทำไมการเติมฟิลเลอร์แก้มจึงช่วยให้ดูอ่อนเยาว์ได้ ตามธรรมชาติแล้ว เมื่อเราอายุมากขึ้น ใบหน้าของเราจะสูญเสียไขมัน (Fat atrophy) และมวลกระดูก (Bone resorption) โดยเฉพาะบริเวณแก้ม ทำให้เกิดภาวะแก้มตอบ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Malar fat pad ptosis ค่ะ
เมื่อเติมฟิลเลอร์บริเวณแก้มตอบ จะส่งผลให้
- เกิดร่องแก้มลึก (Nasolabial folds) ชัดเจน
- ผิวหย่อนคล้อยลงด้านล่าง ทำให้เกิดร่องเหี่ยวย่น
- ใบหน้าดูผอม ทรุดโทรม และแก่กว่าวัย
การเติมฟิลเลอร์แก้มจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้
โดยหมอจะฉีดสาร Hyaluronic acid เข้าไปในชั้น Deep fat compartments ของแก้ม เพื่อ
- เติมเต็มปริมาตรที่สูญเสียไป
- ยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย
- สร้างโครงหน้าให้ดูอ่อนเยาว์
- ลดความลึกของร่องแก้ม
ผลลัพธ์ที่จะได้หลังเติมฟิลเลอร์แก้มตอบ
- ใบหน้าดูกระชับ เต่งตึง
- แก้มดูอิ่มเอิบเป็นธรรมชาติ
- ร่องที่ดูลึก ไม่เรียบก็จะตื้นขึ้น
- โครงหน้าชัดเจน สมดุล
- ดูอ่อนเยาว์ขึ้น 5-10 ปี *แล้วแต่บุคคล
ร่องแก้ม กับแก้มตอบ ใกล้กัน แต่คนละตำแหน่ง รักษาต่างกัน
ร่องแก้ม (Nasolabial folds)
- คือร่องลึกที่พาดจากข้างจมูกลงมาถึงมุมปาก
- เกิดจากการหย่อนคล้อยของผิวและไขมันใต้ผิวหนัง
- การเติมฟิลเลอร์จะฉีดตรงร่องเพื่อยกและเติมเต็มร่องให้ตื้นขึ้น
แก้มตอบ (Malar fat pad ptosis)
- คือบริเวณแก้มส่วนกลางใบหน้า ใต้ต่อกระดูก Zygomatic bone
- เกิดจากการสูญเสียไขมันและการย่อยสลายของกระดูกแก้มตามวัย
- การเติมฟิลเลอร์จะฉีดลึกลงไปในชั้น Deep fat compartments เพื่อเพิ่มปริมาตร
ทำไมต้องแยกการรักษา
- ตำแหน่งการฉีดต่างกัน
- ร่องแก้ม: ฉีดตื้นกว่า ตามแนวร่อง
- แก้มตอบ: ฉีดลึกกว่า กระจายเป็นบริเวณกว้าง
- เทคนิคการฉีดต่างกัน
- ร่องแก้ม: ใช้เทคนิค Linear threading หรือ Micro-bolus
- แก้มตอบ: ใช้เทคนิค Bolus injection หรือ Fanning
- ผลลัพธ์ที่ได้ต่างกัน
- เติมร่องแก้มอย่างเดียว: ร่องจะตื้นขึ้น แต่แก้มยังตอบ
- เติมแก้มอย่างเดียว: แก้มจะอิ่ม แต่ร่องแก้มอาจยังชัด
ในกรณีที่คุณมีทั้งร่องแก้มและแก้มตอบ หมอแนะนำให้รักษาทั้งสองจุดควบคู่กันค่ะ โดย
- เริ่มจากเติมแก้มก่อน เพื่อสร้างโครงสร้างและการรองรับ
- ตามด้วยการเติมร่องแก้ม เพื่อปรับให้ใบหน้าดูกลมกลืน
ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้จะแตกต่างกัน
- แก้มตอบ: ใช้ประมาณ 1-2 cc ต่อข้าง
- ร่องแก้ม: ใช้ประมาณ 0.5-1 cc ต่อข้าง
- ในบางเคสอาจจะมี 2 ปัญหานี้ทั้งคู่ รักษาไปพร้อมกันได้ แต่จะใช้ฟิลเลอร์คนละโมเลกุล




แบบไหนที่เรียกแก้มตอบ แบบไหน เรียกโหนกแก้มสูง
หมอขอสรุปความแตกต่างระหว่างแก้มตอบและโหนกแก้มสูงในรูปแบบตารางนะคะ
| หัวข้อ | แก้มตอบ | โหนกแก้มสูง |
|---|---|---|
| ลักษณะที่เห็น | – แก้มดูแบน ไม่มีปริมาตร – ใบหน้าดูทรุดโทรม – อาจมีร่องข้างแก้มชัดเจน | – กระดูกแก้มนูนสูง – ใบหน้าด้านข้างกว้าง – มองเห็นส่วนนูนของแก้มชัดเจน |
| โครงสร้างที่เกี่ยวข้อง | – ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง – เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง | – กระดูกแก้ม – โครงสร้างกระดูกใบหน้า |
| สาเหตุ | – อายุที่มากขึ้น – การสูญเสียไขมัน – น้ำหนักลดมาก | – พันธุกรรม – ลักษณะเฉพาะของเชื้อชาติ – โครงสร้างกระดูกแต่กำเนิด |
| การรักษา | – ฉีดฟิลเลอร์ – ฉีดไขมันตัวเอง – ร้อยไหม *ทำได้ในบางเคส | – ผ่าตัดลดกระดูกแก้ม – ในบางกรณีอาจใช้โบท็อกซ์ช่วยลดกล้ามเนื้อบดเคี้ยว – เติมฟิลเลอร์อำพรางโหนกแก้ม *ดูเป็นรายบุคคลไป |
| การประเมิน | – ดูจากความยุบตัวของแก้ม – การคลำชั้นไขมัน | – ดูจากความนูนของกระดูก – อาจต้องถ่ายภาพรังสี |
| ระยะเวลาการเกิด | – เกิดขึ้นตามอายุที่มากขึ้น – สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง | – เป็นมาตั้งแต่กำเนิด – ชัดเจนขึ้นในวัยผู้ใหญ่ |
| ผลต่อการมองอายุ | – ทำให้ดูแก่กว่าอายุ – ใบหน้าดูอ่อนล้า | – บางคนอาจชอบ หรือไม่ชอบ รูปหน้สไตล์นี้ – เป็นลักษณะเฉพาะของใบหน้า |
| การแก้ไขชั่วคราว | ทำได้ด้วยการเติมฟิลเลอร์ (อยู่ได้ 12-18 เดือน) | ทำได้ยาก ต้องใช้การผ่าตัดถาวร หรือถ้าเติมฟิลเลอร์ก็ต้องมีการเติมต่อเนื่อง |
หมายเหตุ: บางคนอาจมีทั้งแก้มตอบและโหนกแก้มสูงพร้อมกัน การรักษาจึงต้องพิจารณาทั้งสองปัจจัยร่วมกัน และวางแผนการรักษาให้เหมาะสมเป็นรายบุคคลค่ะ
ฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบอยู่ได้นานไหม
เทคนิคการฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบและระยะเวลาการอยู่ของฟิลเลอร์นะคะ เริ่มจากชั้นผิวหนังที่เราฉีดฟิลเลอร์ จากตื้นไปลึก
- ชั้นผิวหนัง (Dermis)
- ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous)
- ชั้นกล้ามเนื้อ (Muscle layer)
- ชั้นกระดูก (Supraperiosteal)
สำหรับแก้มตอบ หมอจะฉีดฟิลเลอร์ลงลึกถึง 2 ชั้น
- ชั้นลึก: ฉีดชิดกระดูก (Supraperiosteal) → อยู่ได้นาน 18-24 เดือน
- ชั้นกลาง: ฉีดในชั้นไขมัน (Subcutaneous) → อยู่ได้ 12-18 เดือน
ทำไมความลึกถึงมีผลต่อระยะเวลา
ชั้นลึก (ชิดกระดูก)
- มีการเคลื่อนไหวน้อย
- เลือดมาเลี้ยงน้อยกว่า
- การย่อยสลายช้ากว่า
→ ฟิลเลอร์จึงอยู่ได้นานกว่า
ชั้นตื้น-กลาง
- มีการเคลื่อนไหวมาก
- เลือดมาเลี้ยงมากกว่า
- การย่อยสลายเร็วกว่า
→ ฟิลเลอร์อยู่ได้สั้นกว่า
ปัจจัยที่มีผลต่อการอยู่นานของฟิลเลอร์
ชนิดของฟิลเลอร์
- ความเข้มข้น
- การเชื่อมโยงของโมเลกุล
- ขนาดของเม็ดเจล
พฤติกรรมของคนไข้
- การออกกำลังกายหนัก
- การนวดหน้าบ่อย
- การนอนคว่ำ
→ ทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วขึ้น
สภาพผิวและร่างกาย
- อายุ
- การเผาผลาญ
- ระบบภูมิคุ้มกัน
- ฮอร์โมน
คำแนะนำเพื่อให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นาน
- เลือกฟิลเลอร์คุณภาพดี
- ฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
- ดูแลตัวเองหลังฉีดตามคำแนะนำ
- หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้สลายเร็ว
- อาจแบ่งฉีด 2-3 ครั้งเพื่อสะสมปริมาณ
โดยทั่วไป การฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบจะอยู่ได้ประมาณ 12-24 เดือน ขึ้นอยู่กับปัจจัยข้างต้น หมอแนะนำให้มาติดตามผลทุก 12-18 เดือน เพื่อรักษาผลลัพธ์ที่สวยงามอย่างต่อเนื่องค่ะ

ฟิลเลอร์รุ่นไหน เหมาะกับการเติมแก้มตอบ
หมอขอสรุปข้อมูลฟิลเลอร์แต่ละแบรนด์ที่เหมาะกับการเติมแก้มในรูปแบบตารางนะคะ
| แบรนด์ | รุ่น | คุณสมบัติ | ความเหมาะสมกับแก้มตอบ |
|---|---|---|---|
| Restylane | Lyft/Perlane | – ความเข้มข้น HA สูง – การเชื่อมโยงโมเลกุลแน่น – เม็ดเจลขนาดใหญ่ | ดีมาก – เหมาะกับการเติมปริมาตรแก้ม โดยเฉพาะชั้นลึก |
| Restylane | Defyne | – ยืดหยุ่นสูง – การกระจายตัวดี | ดี – เหมาะกับการเติมชั้นกลาง |
| Juvederm | Voluma | – ความหนืดสูงสุด – เทคโนโลยี Vycross – การอยู่นาน 18-24 เดือน | ดีมาก – เหมาะกับการเติมปริมาตรแก้มทั้งชั้นลึกและกลาง |
| Juvederm | Volift | – ความยืดหยุ่นดี – การกระจายตัวดี | ดี – เหมาะกับการเติมชั้นกลาง |
| Ultra V Hyal | Plus | – เทคโนโลยี BDDE crosslink – การกระจายตัวดี | ดี – เหมาะกับการเติมชั้นกลาง-ลึก |
| Belotero | Volume | – เทคโนโลยี CPM – การกระจายตัวสม่ำเสมอ | ดี – เหมาะกับการเติมชั้นกลาง |
การเชื่อมโยงโมเลกุล
- ควรเป็นแบบ Highly cross-linked
- มีความเสถียรสูง
→ ช่วยให้อยู่ทนและคงรูปได้ดี
กรณีแก้มตอบมาก ต้องการปริมาตรเยอะ
- Juvederm Voluma
- Restylane Lyft
→ เพราะให้ปริมาตรสูง อยู่ได้นาน
กรณีแก้มตอบปานกลาง
- Restylane Defyne
- Ultra V Hyal Hard
- Belotero Volume
→ เพราะมีความยืดหยุ่นดี กระจายตัวสม่ำเสมอ
กรณีต้องการเติมหลายชั้น
- ชั้นลึก: ใช้รุ่นที่มีความหนืดสูง
- ชั้นกลาง: ใช้รุ่นที่มีความยืดหยุ่นดี
→ เพื่อผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
ฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบใช้กี่ ซีซี
คำถามที่หมอเจอบ่อยมากเลยคือ “หมอคะ ฉีดฟิลเลอร์แก้มต้องใช้กี่ซีซี?” จริงๆ แล้วไม่มีคำตอบตายตัวนะคะ เพราะแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เหมือนเสื้อผ้าที่ไม่ได้ไซส์เดียวใส่ได้ทุกคนค่ะ
ปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณฟิลเลอร์
- โครงสร้างใบหน้า
- ความรุนแรงของแก้มตอบ
- อายุ
- ประวัติการฉีดที่ผ่านมา
- เป้าหมายที่ต้องการ
แต่เพื่อให้เห็นภาพคร่าวๆ หมอมีตารางแนะนำเบื้องต้น
| ระดับแก้มตอบ | ปริมาณต่อข้าง | ปริมาณรวม | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| เล็กน้อย | 0.5-1 cc | 1-2 cc | เหมาะสำหรับอายุ 25-35 ปี เริ่มมีแก้มตอบ |
| ปานกลาง | 1-1.5 cc | 2-3 cc | พบบ่อยในช่วงอายุ 35-45 ปี |
| มาก | 1.5-3 cc | 3-5 cc | มักพบในอายุ 45+ หรือน้ำหนักลดมาก |
คำแนะนำการเติมฟิลเลอร์แก้มตอบ
ไม่จำเป็นต้องฉีดทั้งหมดในครั้งเดียว
- สามารถทยอยฉีดได้
- ดูผลลัพธ์ไปทีละสเต็ป
- ปรับแต่งได้ตามต้องการ
การฉีดครั้งแรก
- มักเริ่มที่ปริมาณน้อยก่อน
- รอดูการตอบสนอง 2-4 สัปดาห์
- ค่อยเพิ่มเติมถ้าต้องการ
การฉีดครั้งต่อไป
- ใช้ปริมาณน้อยลง
- เพราะมี Foundation จากครั้งแรก
- เน้น Maintain มากกว่า Build-up
เทคนิคพิเศษจากหมอ
- บางคนอาจต้องการความอิ่มมากหรือน้อยต่างกัน
- สามารถปรับสัดส่วนซ้าย-ขวาไม่เท่ากันได้ ถ้าใบหน้าไม่สมมาตร
- ควรถ่ายรูปก่อน-หลังเพื่อดูพัฒนาการ
ข้อควรระวัง
- ปริมาณมากไป อาจทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ
- น้อยไป อาจไม่เห็นผลชัดเจน
- ต้องคำนึงถึงความสมดุลของใบหน้าโดยรวม
ฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ VS ฉีดไขมันแก้มตอบ
หมอเจอคำถามนี้บ่อยมากเลยค่ะ หลายคนกำลังลังเลระหว่างการฉีดฟิลเลอร์กับฉีดไขมันตัวเองเพื่อแก้ปัญหาแก้มตอบ ซึ่งทั้งสองวิธีนี้ก็มีข้อดีข้อด้อยต่างกันไป วันนี้หมอเลยอยากมาแชร์ข้อมูลให้ทุกคนได้ตัดสินใจกันง่ายขึ้น
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ฉีดฟิลเลอร์ | ฉีดไขมันตัวเอง |
|---|---|---|
| ขั้นตอนการทำ | – ใช้เวลา 15-30 นาที – ทำเฉพาะที่ – ยาชาเฉพาะจุด | – ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง – ต้องดูดไขมันก่อน – อาจต้องดมยาสลบ แล้วแต่แพทย์จะประเมิน |
| ความรู้สึก | – เจ็บน้อย – ไม่มีแผล | – เจ็บบริเวณที่ดูดไขมัน – มีแผลเล็กๆ ที่จุดดูดไขมัน |
| การฟื้นตัว | – น้อยกว่า – อาจมีรอยช้ำเล็กน้อย – กลับบ้านได้ทันที | – 7-14 วัน – บวมนานกว่า – ต้องพักฟื้น มีทำแผล ใส่ผ้าพันแหล |
| ผลลัพธ์ | – เห็นผลทันที – ควบคุมปริมาณแน่นอน – แก้ไขง่ายถ้าไม่พอใจ | – หมอต้องฉีดเผื่อ ช่วงแรกหน้าจะบวมๆ – ผลลัพธ์ชัดเจนหลัง 3 เดือน – ไม่สามารถแก้ไขได้ทันที |
| ความคงทน | – อยู่ได้ 12-18 เดือน – ต้องทำซ้ำ – ผลลัพธ์คาดเดาได้ | – อยู่ได้ถาวร (30-70% ของไขมันที่อยู่รอด) – ทำครั้งเดียว – ผลลัพธ์อาจไม่แน่นอน |
| ค่าใช้จ่าย | – 15,000-30,000 บาท/ครั้ง – ทำซ้ำทุก 1-2 ปี | – 30,000-100,000 บาท – ทำครั้งเดียว |
| ข้อดี | – ไม่ต้องผ่าตัด – ฟื้นตัวเร็ว – ปรับแต่งง่าย – ควบคุมได้แม่นยำ | – ผลถาวร – ใช้เนื้อเยื่อตัวเอง – ดูธรรมชาติ – คุ้มค่าระยะยาว |
| ข้อด้อย | – ต้องทำซ้ำ – ค่าใช้จ่ายสะสม – ระวังฟิลเลอร์ปลอม | – ใช้เวลาฟื้นตัวนาน – ควบคุมปริมาณยาก – ผลลัพธ์ไม่แน่นอน |
ฉีดฟิลเลอร์ เหมาะกับ
- ต้องการเห็นผลเร็ว
- ไม่มีเวลาพักฟื้นนาน
- อยากลองผลลัพธ์ก่อน
- กลัวการผ่าตัด
- ต้องการควบคุมปริมาณแน่นอน
ฉีดไขมัน เหมาะกับ
- ต้องการผลลัพธ์ถาวร
- มีเวลาพักฟื้น
- ต้องการความธรรมชาติสูง
- มีไขมันส่วนเกินที่ต้องการกำจัด
- คำนึงถึงความคุ้มค่าระยะยาว
ขั้นตอนฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบที่ ดีเลิฟเวอรี่คลินิก
- พบแพทย์ ประเมินปัญหา หมอต้าร์จะต้องสอบถามประวัติ และประเมินปัญหาผิวหน้า ก่อนรับบริการทุกเคส
- ทำความสะอาดผิวหน้า ทำความสะอาดผิวด้วยคลีนซิ่ง ลบเครื่องสำอาง ก่อนเริ่มทำการรักษา
- แปะยาชา เพื่อความสบายผิว เจ้าหน้าที่จะแปะยาชา ให้คนไข้ก่อนรับบริการ ทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที
- แพทย์เริ่มทำการรักษา โดยมีเจ้าหน้าที่แจ้งตัวยา ตรงรุ่น ตรงตามคำแนะนำของแพทย์ ตรวจสอบฟิลเลอร์ได้ และใช้เวลาในการรักษาไม่นาน 20-30 นาที
- รับยาตามแพทย์สั่ง แพทย์จ่ายยา (ถ้ามี) และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเอง
- ติดตามผล ควรเข้ามาพบแพทย์ตามนัด เพื่อติดตามผลลัพธ์การรักษาให้ออกมาอย่างที่คาดหวัง
ฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบที่ไหนดี
เมื่อคลินิกความงามมีให้เลือกมากมาย สิ่งสำคัญคือต้องเลือกด้วยวิจารณญาณ ไม่หลงกับกับดักราคาถูกหรือโปรโมชั่นล่อใจ เพราะความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด การเสียเวลาศึกษาข้อมูลและตรวจสอบมาตรฐานคลินิกย่อมคุ้มค่ากว่าการต้องมาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการตัดสินใจผิดพลาด อ่านบทความ การเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์อย่างละเอียด ได้ที่นี่
มาตรฐานสถานพยาบาลที่จะฉีดฟิลเลอร์
- ต้องเป็นคลินิกที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลอย่างถูกต้อง
- มีการแสดงใบอนุญาตและใบประกอบวิชาชีพของแพทย์อย่างชัดเจน
- มีมาตรฐานด้านความสะอาดและความปลอดภัย
คุณสมบัติแพทย์ผู้ทำหัตถการฟิลเลอร์
- ต้องเป็นแพทย์ที่ได้รับการรับรองและมีความเชี่ยวชาญด้านความงาม
- มีประสบการณ์การฉีดฟิลเลอร์โดยเฉพาะ
- ควรมีผลงานที่สามารถตรวจสอบได้
วิธีการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์
- สามารถตรวจสอบใบอนุญาตคลินิกผ่านเว็บไซต์กองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
- สอบถามประวัติและประสบการณ์ของแพทย์ได้
- มีการให้คำปรึกษาและประเมินสภาพผิวก่อนทำหัตถการ


เตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ
การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดรอยช้ำ และทำให้คุณเข้าใจกระบวนการรักษาได้ดียิ่งขึ้น ดังนี้
การเตรียมตัวล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์
- งดการรับประทานยาต้านการอักเสบ เช่น แอสไพริน
- งดอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา
- งดการดื่มแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงการนวดหน้าหรือทำทรีตเมนต์ที่กระตุ้นผิวรุนแรง
การเตรียมตัวก่อนวันทำ 1-3 วัน
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำให้มากขึ้น
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ
- งดการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของกรด
วันที่มาทำหัตถการ
- มาถึงคลินิกก่อนเวลานัดอย่างน้อย 15 นาที
- ล้างหน้าให้สะอาด ไม่แต่งหน้ามา หรือถ้าแต่งมาคลินิกก็จะมีการคลีนหน้า ฆ่าเชื้อก่อนทำอยู่แล้ว
- แจ้งประวัติการแพ้ยาหรือโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบ
การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ
การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากค่ะ สำหรับคนที่เคยฉีดมาแล้วคงคุ้นเคยกับข้อปฏิบัติเหล่านี้ดี แต่ถ้าเป็นมือใหม่ที่เพิ่งฉีดครั้งแรก หรือมีผิวบอบบางเป็นพิเศษ แนะนำให้ทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดนะคะ
คำแนะนำหลังฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม
- หลังการฉีด อาจมีอาการบวม เขียวช้ำได้ ซึ่งจะดีขึ้นภายใน 3 วัน ถ้าอาการแย่ลงให้รีบติดต่อคลินิก
- ใน 48 ชั่วโมงแรก ควรประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมช้ำ
- ระวังไม่ให้ใบหน้ากระทบกระแทก และหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวหน้าแรงๆ ในช่วง 2 สัปดาห์แรก
- งดกิจกรรมที่ใช้ความร้อนทั้งหมด เช่น เลเซอร์หน้า อบไอน้ำ ซาวน่า อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์
- ห้ามนวดหน้า ทำทรีทเม้นท์ใดๆ เป็นเวลา 2 สัปดาห์
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารหมักดองทุกชนิด 2 สัปดาห์ (หากจำเป็น ให้งดอย่างน้อย 48 ชั่วโมง)
ฉีดฟิลเลอร์แก้มตอบ ราคาเท่าไหร่
สำหรับราคาการฉีดแก้มตอบนั้น จะอยู่ในช่วงประมาณ 15,000 – 40,000 บาทต่อครั้ง ทั้งนี้ราคาจะแตกต่างกันไปตามปัจจัยหลักๆ ดังนี้
ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้
- โดยทั่วไปใช้ประมาณ 1-2 cc ต่อข้าง
- ยิ่งใช้ปริมาณมาก ราคาก็จะสูงขึ้น
ยี่ห้อและคุณภาพของฟิลเลอร์
- แบรนด์ที่เป็นที่นิยม เช่น Juvederm, Restylane จะมีราคาสูงกว่า
- แบรนด์อื่นๆจะมีราคาถูกกว่า เป็นทางเลือก
สถานที่ให้บริการ
- คลินิกความงามมาตรฐาน
- โรงพยาบาลเอกชน
- คลินิกแพทย์เฉพาะทาง

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

2 กรณีนะคะ หากเป็น กลุ่มที่ยังมีสารเหลวฝังอยู่และไม่เคยเอาออก การทำหัตถการกลุ่มความร้อนทับลงไปถือว่า มีความเสี่ยงสูงมากและห้ามทำเด็ดขาด เพราะความร้อนจากพลังงานของเครื่องที่ส่งลงไปนั้นจะไปกระตุ้นให้สารเหลว หลอมละลาย ไหลผิดตำแหน่ง หรือเกิดการอักเสบรุนแรง จนหน้าผิดรูป แต่หากเป็น กลุ่มที่ผ่าตัดหรือขูดสารเหลวออกแล้ว (อาจจะ) สามารถกลับมาทำยกกระชับได้ค่ะ โดยต้อง รอพักฟื้นให้เนื้อเยื่อภายในหายสนิทดีก่อน (อย่างน้อย 3-6 เดือน) และให้แพทย์ประเมินพังผืดใต้ผิวซ้ำอีกครั้ง ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่กลุ่มไหน จำเป็นต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบประวัติอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด สำคัญสุดการบอกหมอตรงๆว่าเคยทำอะไรมานั้นจำเป็นต่อผลลัพธ์มากๆค่ะ
จริงเรื่องที่มีการยุบตัวค่ะ แต่ปริมาตรที่ได้ยังคงเท่ากับที่ฉีดไป ทำไมหมอถึงพูดแบบนี้ หมอขยายความให้ฟังค่ะ
การที่คนไข้รู้สึกว่าฟิลเลอร์ “ดรอปลง” หลังฉีด 1 วัน มักเกิดจากการที่ อาการบวมจากเข็ม (Edema) เริ่มลดลง ซึ่งอาจจะเกิดกับแค่บางคนไม่ใช่ทุกคน ทำให้ความอิ่มฟูที่เห็นตอนแรกดูน้อยลง ซึ่งถือเป็นเรื่อง ปกติของการเซ็ตตัว ค่ะ ฟิลเลอร์ไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังเข้าที่และกลืนไปกับผิว โดยรูปทรงจะ คงที่และสวยที่สุดในวันที่ 7-14 หลังการรักษา ดังนั้นในช่วงแรกแนะนำให้ งดการนวดหรือกด บริเวณที่ฉีด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป๊ะที่สุดตามที่วางแผนไว้ค่ะ
และก็พบได้บ่อยคือช่วง 1-5 วันแรก บางคนอาจจะรู้สึกว่า มันยุบๆพองๆ ซึ่งก็ปกติอีกเหมือนกัน เพราะฟิลเลอร์เป็นสารอุ้มน้ำ วันไหนกินน้ำเยอะจะฉ่ำเลย วันที่ทานอาหารแซ่บๆเค็มๆจะชัดกว่าปกติด้วย แต่หลังจากนี้ก็จะเข้าที่อย่างที่หมอแจ้งไปด้านบนค่ะ
ควรเว้นการกดสิวบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 14 วัน ชัวร์เลยคือ 30 วัน บริเวณที่หมอพบบ่อยคือใต้ตา และก็คาง เพื่อป้องกันไม่ให้ ฟิลเลอร์เคลื่อนที่หรือเสียรูปทรง จากแรงกด และลดความเสี่ยงในการ ติดเชื้อแบคทีเรีย จากสิวเข้าสู่ตัวยาฟิลเลอร์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงได้ หากจำเป็นจริง ๆ ควรใช้การ แต้มยาแต้มสิว แทนการบีบหรือกดในช่วงนี้ค่ะ
TheraFill จัดเป็นนวัตกรรม Atelocollagen ที่มีคุณสมบัติแบบ 2-in-1 คือทำหน้าที่เป็นทั้ง Filler เพื่อเติมเต็มร่องลึกและหลุมสิวให้ตื้นขึ้นทันที และเป็น Biostimulator ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ให้ผิวแน่นกระชับในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) โดยเฉพาะ สามารถฉีดร่วมกับ Botox เพื่อเก็บรายละเอียดริ้วรอย หรือฉีดร่วมกับ HA Filler เพื่อปรับรูปหน้าได้ แต่ควร หลีกเลี่ยงความร้อนสูง เช่น เลเซอร์ หรือ HIFU ในช่วงแรกหลังฉีดเพื่อรักษาอายุของคอลลาเจนให้อยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ
มันมีงานวิจัยที่ชัดเจนและมีมานานแล้วค่ะ การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสูญเสีย Zinc (สังกะสี) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าระดับ Zinc ที่ต่ำอาจลดประสิทธิภาพของโบท็อกซ์ลงได้ถึง 30%
การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและสร้างอนุมูลอิสระที่เร่งการสลายของตัวยาค่ะ ถ้าเทียบระยะเวลาที่จะ “หายไป” ให้เห็นภาพชัดเจนคือ
- โบท็อกซ์: จากมาตรฐานอยู่ได้ 4-6 เดือน ฤทธิ์ยาอาจคลายตัวไวขึ้น เหลือเพียง 3-4 เดือน (หายไปประมาณ 1 เดือน)
- ฟิลเลอร์: จากรุ่นมาตรฐานทั่วไปที่อยู่ได้ 8-12 เดือน อาจจะยุบตัวและสลายไวเหลือเพียง 6-9 เดือน (หายไปถึง 2-3 เดือน)
ดังนั้น ถ้าคนไข้ไม่อยากให้ความหล่อ-ความสวยที่ลงทุนไปหลักหมื่น อยู่กับเราสั้นลงแบบน่าเสียดาย หมอแนะนำให้ลดปริมาณการดื่มลงและดื่มน้ำเปล่าชดเชยให้มากๆ จะช่วยยืดอายุยาได้ และยังดีต่อสุขภาพมากกว่าด้วยนะคะ 🙂
ยังมีคนไข้อีกมากที่ยังเข้าใจเรื่องนี้ผิดอยู่นะคะ หมออธิบายรวบเลย ทั้งคนยังไม่เคยฉีดฟิลเลอร์ หรืออยากจะฉีดครั้งแรก
การฉีดฟิลเลอร์ ไม่ทำให้เกิดแผลเป็นถาวรค่ะ เพราะใช้เข็มขนาดเล็กมาก รอยที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียง จุดแดงเล็กๆ (Needle marks) ซึ่งจะปิดสนิทและจางหายไปเองภายใน 2-3 วัน สนิทแบบเหมือนไม่เคยทำอะไรกับผิวบริเวณนั้นๆเลย หรือหากมีรอยเขียวช้ำบ้างก็จะหายสนิทใน 7-14 วัน สิ่งสำคัญคือการเลือกใช้เทคนิค เข็มทู่ (Cannula) เพื่อลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ และหากคนไข้มีประวัติเป็น คีลอยด์ (Keloid) ง่าย ต้องแจ้งแพทย์เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดแผลในจุดเสี่ยง เพียงเท่านี้คนไข้ก็จะมีผิวสวยอิ่มฟูโดยไร้รอยแผลกวนใจค่ะ
จากการศึกษาทางการแพทย์ ผิวหนังชั้นบน (Epidermis) จะสมานตัวปิดรูเข็มอย่างสมบูรณ์ภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังทำหัตถการ ทำให้ความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือเกิดแผลเป็นลดลงเกือบ 0%
สำหรับคนไข้ที่มี ผิวบาง หมอสรุปให้ฟังง่ายๆ ว่า ไม่ได้ห้ามทำ 100% เลยนะคะ แต่อาจจะไม่ใช่วิธีแรกที่แนะนำ ค่ะ เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด ผิวเป็นคลื่น (Dimpling) หรือ เห็นรางไหม ได้ชัดเจนกว่าคนทั่วไป เนื่องจากชั้นไขมันใต้ผิวหนังมีน้อย เปรียบเหมือนผ้าบางๆ ที่ปิดโครงสร้างด้านล่างไม่มิด หากต้องการทำจริงๆ ต้องใช้ เทคนิคการวางไหมชั้นลึก หรือเลือกใช้ ไหมเส้นเล็ก เพื่อเน้นงานผิวแทน แต่ในมุมมองของหมอ การเลือกใช้กลุ่ม เครื่องยกกระชับ (Energy-based devices) หรือการเติม Filler เพื่อเสริมฐานผิว จะเป็นทางเลือกที่ ปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติกว่า สำหรับคนไข้กลุ่มนี้ค่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การนำผิวมาให้หมอประเมินแบบรายบุคคลจะตอบได้เคลียร์กว่า เพราะบางเคสเข้าใจว่าตัวเองผิวบางไปเอง หรืออาจจะรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมาก็เป็นได้ค่ะ
ตอบแบบเอาความจริงมาพูดกันคือ เปลี่ยน แต่ต้องเป็น 2 จุดนี้เท่านั้นถึงจะดูเปลี่ยนแปลงแบบเห็นได้ชัด คือ คาง หรือปากค่ะ
การฉีดฟิลเลอร์ปริมาณ 1cc (เท่ากับลูกบลูเบอร์รี่ 1 ลูก) สามารถ สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้เฉพาะจุดเล็กๆ เช่น การปรับทรงปากให้ดูอวบอิ่ม การเติมคางให้หน้าดูเรียวขึ้น ถ้าเอาไปเติมจุดอื่นหมอบอกเลยว่าจะดูไม่ค่อยเปลี่ยน ใต้ตาก็ต้องมีสักข้างละ 1cc ขมับ ร่องแก้มก็เช่นกัน ปัญหาแต่ละจุดมันมี Minimum ของเขาอยู่ว่าใช้เท่าไหร่ถึงจะเห็นผลได้ชัดเจน ไม่ว่าจะฉีดด้วยเทคนิคไหนก็ตาม จำนวนคือตัวแปรสำคัญของผลลัพธ์ ดังนั้นการปรึกษาแพทย์ที่ผ่านเคสผ่านปัญหาใบหน้ามาเยอะ มีรีวิวชัดเจน มีประสบการณ์สูง เพื่อประเมินปริมาณที่เหมาะสมกับปัญหาจริงจึงสำคัญที่สุดค่ะ








