ค้นหาข้อมูล ก่อนฉีดฟิลเลอร์
ช่วยได้ค่ะ แต่จะให้กลับไปเรียบสวยแบบ 100% แบบเมื่อก่อนนั้นคงจะยาก เพราะการทำศัลยกรรมลักยิ้มนั้นมักเกิดจากการตัดเนื้อเยื่อ หรือมีการทำลายเนื้อเยื่อบางส่วนไป การเรียงตัวของผิวจะไม่เหมือนเดิม ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของการขาด Volume แต่เป็นเรื่องของ “แรงดึงเชิงกล (Mechanical Tension)” ใต้ผิวหนังค่ะ คนไข้หลายท่านเดินเข้ามาด้วยความเข้าใจผิดว่า แค่ซื้อฟิลเลอร์ 1 ซีซีมาถมหลุมก็จบ แต่ผลลัพธ์ที่ได้มักจะเป็นก้อนนูนขอบหลุมเหมือนปล่องภูเขาไฟ เพราะใต้ผิวยังมีเชือกพังผืดเส้นหนาคอยกระชากผิวลงไปอยู่ตลอดเวลา
หัวใจสำคัญที่หมอใช้รักษาเสมอคือ “ปลดล็อกก่อนเติมเต็ม” ต้องตัดสายพังผืดด้วยเทคนิค Subcision ให้ผิวลอยตัวขึ้นมาอย่างอิสระก่อน แล้วจึงวางฟิลเลอร์เนื้อนุ่มยืดหยุ่นเข้าไปทำหน้าที่เป็นฉนวนกั้นไม่ให้เนื้อเยื่อสมานติดกันซ้ำ ประสบการณ์ตรงของหมอคือ หากวิเคราะห์ความลึกของไหมเดิมและเลือกชั้นผิวในการฉีดได้แม่นยำ ไม่เพียงแต่แก้มจะกลับมาเรียบเนียนตอนหน้านิ่งเท่านั้น แต่เวลาขยับยิ้มใบหน้าจะยังดูเป็นธรรมชาติ ไม่มีรอยย่นพับผิดทิศทาง แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่ความยากง่ายของการรักษาของแต่ละบุคคลค่ะ
จากประสบการณ์ตรงในห้องตรวจของหมอ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ตัวยาละลายลิ่มเลือด แต่คือการที่ คนไข้แอบหยุดยาเองล่วงหน้าเพราะกลัวหมอไม่ฉีดหน้าให้ หมออยากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ว่า ยาพวกนี้คือ เข็มขัดนิรภัยของหลอดเลือดและหัวใจ การที่คุณปลดเข็มขัดออกเพื่อแลกกับความตึงบนใบหน้าเพียงไม่กี่เดือน มันคือการเอาชีวิตไปเสี่ยงกับอุบัติเหตุหลอดเลือดสมองตีบโดยไม่คุ้มค่าเลยแม้แต่นิดเดียวค่ะ ในทางการแพทย์ความงามยุคนี้ เรามีเทคโนโลยีเครื่องยกกระชับอย่าง Ultherapy หรือ อื่นๆอีกมากมาย ที่ทำงานผ่านคลื่นพลังงานโดยไม่ต้องพึ่งพาเข็มแม้แต่เล่มเดียว ซึ่งให้ผลลัพธ์ในการยกหน้าและกระตุ้นคอลลาเจนได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ดังนั้น คนไข้กลุ่มนี้จึง ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงหยุดยาเพื่อแลกกับความสวย อีกต่อไปค่ะ
หากคนไข้จำเป็นต้องฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอยจริงๆ หมอจะใช้เทคนิคเข็มเบอร์จิ๋วร่วมกับการกดหยุดเลือดทันทีทีละจุด แม้จะมีรอยช้ำตามหลังมาบ้าง แต่คนไข้จะปลอดภัย
สำหรับการใช้ CO2 Laser จี้ติ่งเนื้อ กระเนื้อ หรือไฝเม็ดเล็กๆ ตื้นๆ เพราะพลังงานความร้อนจากเลเซอร์มีคุณสมบัติช่วยห้ามเลือด (Coagulation) ในเส้นเลือดฝอยขนาดเล็กไปในตัวอยู่แล้วสามารถทำได้ แต่ถ้าไฝ รากลึก เม็ดใหญ่มาก ต้องผ่า ต้องดูเป็นกรณีไปค่ะ
หมอและเจ้าหน้าที่คลินิกให้ความสำคัญกับนโยบายการแจ้งราคากับคนไข้ทุกเคส ฉะนั้นราคาที่ลูกค้าได้รับแจ้งไม่ว่าจะช่องทางไหนของคลินิก คือราคาที่รับบริการได้จริง และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมค่ะ
เช่นเดียวกันกับเคสที่มารับบริการฉีดฟิลเลอร์ปรับรูปหน้า สารเติมเต็ม หรือสารกระตุ้นคอลลาเจนที่จะต้องมีการใช้เข็มทู่เพิ่มในบางเคส บางจุด และคลินิกจะไม่คิดเงินเพิ่ม รวมอยู่ในแพ็คเกจราคาที่แจ้งคนไข้ ตั้งแต่ก่อนเข้ามารับบริการค่ะ
นอกจากเข็มทู่แล้ว อื่นๆก็เช่นเดียวกันค่ะ ยาชา ฯลฯ รวมแล้วในค่าบริการที่คนไข้ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์หรือบทสนทนาในแชททั้งหมดแล้วค่ะ หมออยากบริหารคลินิก ที่มาแล้วหรือกลับไปแล้วต้องสบายใจที่ปัญหาผิว/ สุขภาพได้รับการแก้ไข โดยที่ไม่ต้องกังวลกับเรื่องอื่นๆ
สามารถอ่านความประทับใจงานบริการของเจ้าหน้าที่คลินิกได้ที่หน้า ลูกค้าบอกต่อ เพิ่มเติมได้เลยนะคะ
ดีเหมือนกันแต่มีบางจุดต่างกันอยู่ค่ะ ในฐานะหมอที่ฉีดเคส PN มาน่าจะครบทุกยี่ห้อที่ผ่าน อย.ในบ้านเราแล้ว หมอมองว่างานวิจัยส่วนใหญ่เน้นพูดถึงแค่ตัวยา แต่ละเลยเรื่อง “Layer Accuracy” หรือความแม่นยำของชั้นผิว ไปค่ะ PN ไม่ใช่ฟิลเลอร์ที่จะเน้นการสร้างวอลลุ่ม แต่ PN คือสารชีวโมเลกุลที่ต้องการการติดสปีดให้เซลล์ผิว หากฉีดลึกเกินไปในชั้นไขมันด้วยเข็มทู่ สารจะถูกดูดซึมไปโดยไม่ได้ซ่อมแซมชั้นหนังแท้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ความลับของหมอคือ “การสะกิดชั้นตื้นสร้าง Micro-trauma ด้วยเข็มแหลม” เพราะการที่เข็มแหลมสะกิดผิวเบาๆ จะส่งสัญญาณเรียกเซลล์เม็ดเลือดขาวและปัจจัยการเติบโต (Growth Factors) ให้เข้ามาทำงานร่วมกับ PN ทันที ซึ่งนี่คือสิ่งที่เข็มทู่ให้ไม่ได้ค่ะ
เข็มแหลม ฉีดแบบตุ่มที่หลายคนคุ้นเคย ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีเรื่องผิวฉ่ำวาว เทคนิคที่ต่างกันนี้จึงเป็นคำตอบที่ว่าทุกเคสฉีดเหมือนกันไม่ได้ เป้าหมายของแต่ละเคสก็ต่างกัน แต่ปลายทางคือผิวดีขึ้น
เข็มทู่ลดการเกิดรอยเขียวช้ำได้ดี หมอจึงสรุปเป็นสมการง่ายๆ ว่า “หน้าผาก แก้ม ร่องแก้ม ใช้เข็มแหลมเก็บเท็กซ์เจอร์ ส่วนใต้ตาหรือบริเวณพังผืดหลุมสิว ใช้เข็มทู่เพื่อความปลอดภัย
ถ้าเป็นเคส “ต้องใช้หน้าจริงๆ” หมอเข้าใจเลยค่ะ! ในสถานการณ์ที่จำเป็นจริงๆ สำหรับ “กดสิว-ฉีดสิว” อาจพออนุโลมได้บ้าง ถ้าผิวไม่มีอาการแดงจัด ระคายเคือง หรือร้อนวูบวาบจนเกินไป ค่ะ แต่หมอขอย้ำนะคะว่า “พอได้” หมายถึง “พอลุ้น” ค่ะ ยังไงก็ยังเสี่ยงกว่าการรอให้ผิวพร้อมจริงๆ อยู่ดี
แต่สำหรับ “โบท็อกซ์-ฟิลเลอร์” หมอว่า ควรรอค่ะ ไม่ว่าจะเร่งด่วนแค่ไหน เพราะเป็นหัตถการที่เกี่ยวข้องกับการฉีดสารเข้าสู่ผิวโดยตรง มีโอกาสเกิดผลข้างเคียง เช่น บวม ช้ำ ได้ง่ายกว่าการกดสิวมาก ถ้าเกิดอาการบวมช้ำขึ้นมา มันจะทำให้การใช้หน้าสำคัญๆ นั้นยากลำบากกว่าเดิมอีกค่ะ
หลายๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า “Ultra Filler” ตามคลินิกต่างๆ มาบ้างนะคะ แต่จริงๆ แล้วอยากจะอธิบายให้เข้าใจว่า สิ่งที่คลินิกพูดถึงกันบ่อยๆ นี้ ไม่ได้หมายถึงฟิลเลอร์ที่เราคุ้นเคยกันที่เป็นสารเติมเต็มกลุ่ม Hyaluronic Acid หรือ HA Filler แบบทั่วไปค่ะ แต่เป็น “ไหมน้ำ Ultracol” คือกลุ่มของสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือ Biostimulator นั่นเองค่ะ
ไหมน้ำตัวนี้ใช้เทคโนโลยี PDO Microsphere ซึ่งแตกต่างจาก HA Filler โดยตรง โดยหลักการทำงานของ Ultracol คือจะเข้าไปกระตุ้นให้ผิวของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองตามธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาผิวได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการลดเลือนริ้วรอย เติมเต็มความหย่อนคล้อย และช่วยให้ใต้ตาที่คล้ำดูกระจ่างใสขึ้น โดยผลลัพธ์ที่ได้จะดูเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นก้อน และยังมีความปลอดภัยสูง ผ่านการรับรองจาก อย. ค่ะ หลังเติมเต็มผิวจะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและยั่งยืนค่ะ
เทียบกับฟิลเลอร์ที่เป็นกล่องๆทั่วไปก็มีข้อดีข้อจำกัดแตกต่างกัน หมอจะเลือกใช้ตามปัญหาของคนไข้แต่ละคน จำนวน cc ก็ขึ้นอยู่กับบริเวณและปัญหาของแต่ละบุคคลค่ะ
โปรแกรม Planiti ฉีดได้หลายบริเวณเลย คนไข้หมอก็ทั่วหน้าและใต้ตาเป็นหลัก ถือเป็น Hybrid Biostimulator ช่วยฟื้นฟูผิวบริเวณใต้ตาอย่างตรงจุด ด้วยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ให้ผิวใต้ตาดูแน่นฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ และช่วยให้ใต้ตาดูสดใส อ่อนเยาว์
- แก้มตอบและแก้มกลาง เพื่อช่วยให้ผิวดูแน่นขึ้น ลดภาพหน้าดูเหนื่อยล้า
- ขมับ ในคนไข้ที่มีความตอบจนใบหน้าดูมีเหลี่ยมหรือดูอิดโรย
- กรอบหน้าและช่วงแก้มล่าง สำหรับปัญหาผิวเริ่มหย่อน ความคมชัดของกรอบหน้าลดลง
- หน้าผาก เมื่อมีร่องหรือความแบนตอบที่เหมาะกับการวางแผนรักษา
- ร่องแก้มและริ้วรอยตื้น เพื่อเน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิวในภาพรวม
- ลำคอหรือหลังมือ ในบางเคสที่ต้องการดูแลผิวบางและริ้วรอยแห่งวัย
ให้คนไข้นึกภาพง่าย ๆ ว่า ฟิลเลอร์เหมือนการเติมหมอนให้เต็มทันที จึงเหมาะกับการปรับทรงหรือเติมร่องลึกเฉพาะจุด ส่วน PLANITI เหมือนการค่อย ๆ ปรับคุณภาพของเบาะรองรับใต้ผิว ให้ผิวมีคอลลาเจนเพิ่มขึ้นและดูแน่นฟูอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
ราคา 25,000 บาท/ขวด
ความกลัวมักส่งต่อเร็วกว่าความถูกต้อง ฟิลเลอร์จะน่ากลัวหรือไม่ อยู่ที่ ใครฉีด และฉีดที่ไหนค่ะ เพราะถ้าคนไข้ได้พบหมอที่มีประสบการณ์ หมอตัวจริงเขาจะรู้ทั้ง ปัญหาเฉพาะของคนไข้ รู้โครงสร้างใบหน้า รู้ชั้นผิว และที่สำคัญคือ “รู้ว่าจะเลือกฟิลเลอร์ตัวไหนให้ตอบโจทย์จุดไหน” ไม่ใช่เติมแบบเดา ๆ เติมตามโปรโมชั่น ดังนั้นเคสที่คนไข้หลายคนไปเจอมาหรือเพื่อนเล่าให้ฟังว่า “ทำแล้วพัง” หลายครั้งไม่ได้แปลว่าฟิลเลอร์เป็นตัวปัญหาเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะการประเมินและการวางแผนไม่ตรงกับความต้องการจริงค่ะ
หมอเจอประสบการณ์แบบนี้บ่อยมาก ในเคสคนไข้ที่มาปรึกษา ถึงวันที่มาแก้ ยังไม่แน่ใจเลยว่าหมอคนก่อนนั้นเป็นหมอจริงไหม? ฟิลเลอร์ยี่ห้ออะไร ฉีดกี่ซีซี เพราะไม่ได้มีการอธิบายที่เป็นระบบ เมื่อเกิดเหตุการณ์น่าสงสัย หรือผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์ ไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนจากคลินิกเดิม แบบนี้แหละที่น่ากลัวที่สุด เพราะความเสี่ยงมักเริ่มจากความไม่รู้ และความไม่ชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนแรกค่ะ ดังนั้นก่อนเติมฟิลเลอร์ หรือทุกหัตถการความงาม สิ่งแรกที่ดูจึงไม่ใช่ราคา โปรโมชั่น แต่เป็น ใคร ที่ไหน อย่างไร? เข้ามาปรึกษาพบหมอตัวจริงก่อนตัดสินใจ รีวิวประกอบการตัดสินใจ ควรเป็นเคสจริง ไม่ใช่ดารา นักแสดง Influencer อาชีพ แล้วเราจะได้รับการรักษาที่ปลอดภัย ผลลัพธ์ชัดเจนค่ะ