Profhilo คืออะไร? เจาะลึกนวัตกรรมฟื้นฟูผิว Bio-Remodelling ที่แตกต่าง
For those who seek not just to pause time, but to truly reverse it, the aesthetic world offers a new frontier beyond the conventional. If you’re tired of temporary fixes and are ready for a more profound, “less is more” approach to skin rejuvenation, it’s time to talk about the concept of Bio-Remodelling.
นี่คือนวัตกรรมที่ไม่ได้มุ่งเน้นการ “เติม” หรือ “เปลี่ยน” แต่เป็นการ “ปลุก” ศักยภาพของผิวคุณให้กลับมาสร้างความอ่อนเยาว์ด้วยตัวเองอีกครั้ง และหัวใจของเทรนด์นี้คือ Profhilo

ทำความรู้จัก Profhilo ไม่ใช่ฟิลเลอร์ แต่คือ Bio-Remodelling
Profhilo คือนวัตกรรมล่าสุดในการฟื้นฟูคุณภาพผิวจากประเทศอิตาลี โดยใช้สารสำคัญคือ “ไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid: HA)” ที่มีความเข้มข้นสูงที่สุดในปัจจุบัน แต่มีความแตกต่างจากฟิลเลอร์ที่เราคุ้นเคยกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ
หัวใจสำคัญของ Profhilo คือเทคโนโลยี NAHYCO® Hybrid Technology ซึ่งเป็นสิทธิบัตรเฉพาะที่สามารถผสานโมเลกุลของไฮยาลูรอนิก แอซิด 2 ขนาด คือขนาดใหญ่ (High-Molecular-Weight HA) และขนาดเล็ก (Low-Molecular-Weight HA) เข้าไว้ด้วยกันโดยไม่ผ่านกระบวนการทางเคมีที่ใช้สารเชื่อมโยง (Cross-linking) อย่าง BDDE ที่มักพบในฟิลเลอร์ทั่วไป ทำให้ได้เนื้อเจลที่มีความบริสุทธิ์สูง มีความเข้มข้นของ HA รวมกันถึง 64 มิลลิกรัมใน 2 ซีซี ซึ่งถือว่าสูงมาก และสามารถเข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อของมนุษย์ ลดความเสี่ยงในการเกิดการแพ้หรือการอักเสบได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ
ด้วยคุณสมบัตินี้เอง Profhilo จึงไม่ได้ทำหน้าที่ “เติมเต็ม” หรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างใบหน้าเหมือนฟิลเลอร์ แต่จะทำงานในระดับเซลล์เพื่อ “ปรับโครงสร้างผิวใหม่” หรือที่เรียกว่า Bio-Remodelling โดยจะค่อย ๆ กระจายตัวไปใต้ผิวอย่างเรียบเนียน เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ผิวสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ

หลักการทำงานของ Profhilo ที่เหนือกว่าการบำรุงผิวทั่วไป
หลังจากฉีด Profhilo เข้าสู่ผิวด้วยเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า BAP Technique (Bio Aesthetic Points) ซึ่งกำหนดจุดฉีดเพียง 10 จุดบนใบหน้า หรือ 10 จุดบริเวณลำคอ โมเลกุลของไฮยาลูรอนิก แอซิด จะเริ่มทำงานทันทีค่ะ
- โมเลกุลขนาดเล็ก (L-HA): ทำหน้าที่เหมือน Skin Booster คือการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างล้ำลึก ช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ ฉ่ำวาว มีสุขภาพดีขึ้นค่ะ
- โมเลกุลขนาดใหญ่ (H-HA): ทำหน้าที่สำคัญในการสร้างโครงข่ายพยุงผิว (Scaffolding Effect) ช่วยจัดระเบียบโครงสร้างผิวให้แน่นขึ้น กระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast ให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวที่เคยหย่อนคล้อยกลับมาตึงกระชับและมีความยืดหยุ่นมากขึ้นค่ะ
กระบวนการทั้งหมดนี้คือ “Bio-Remodelling” ที่ช่วยฟื้นคืนคุณภาพผิวจากภายในสู่ภายนอก ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาผิวที่ปลายเหตุ แต่เป็นการปรับปรุงคุณภาพผิวในระยะยาว ทำให้ผิวแข็งแรง อิ่มฟู เรียบเนียน และดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
เทคนิคการฉีดแบบ BAP (Bio Aesthetic Points) คืออะไร?
เทคนิค BAP คือการกำหนดจุดฉีด 5 จุดบนใบหน้าในแต่ละข้าง (รวมเป็น 10 จุด) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยและสามารถทำให้ตัวยากระจายตัวครอบคลุมทั่วทั้งใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เทคนิคนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเจ็บ ลดจำนวนครั้งที่ต้องฉีด และลดความเสี่ยงที่จะเกิดรอยช้ำหรือบวม ทำให้ผู้รับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติแทบจะในทันทีเลยค่ะ

ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง Profhilo กับฟิลเลอร์ และ Skin Booster
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Profhilo, ฟิลเลอร์ และ Skin Booster กันค่ะ
| คุณสมบัติ | Profhilo | Dermal Fillers (ฟิลเลอร์) | Skin Boosters |
|---|---|---|---|
| เป้าหมายหลัก | ปรับโครงสร้างผิว (Bio-Remodelling) | เติมเต็มร่องลึก ปรับรูปหน้า | เติมความชุ่มชื้น เพิ่มความฉ่ำวาว |
| สารประกอบหลัก | Pure HA (H-HA + L-HA) | Cross-linked HA (มีสาร BDDE) | Non Cross-linked HA |
| ลักษณะเนื้อเจล | ไหลลื่น กระจายตัวได้ดี | เป็นก้อน คงรูปได้ดี | เหลว ซึมซาบเร็ว |
| การทำงาน | กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน | เติมปริมาตรในบริเวณที่ฉีด | เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวชั้นบน |
| ผลลัพธ์ | ผิวกระชับ แน่นฟู ยืดหยุ่น ดูอ่อนเยาว์ | ใบหน้าได้รูปทรง ร่องลึกตื้นขึ้น | ผิวอิ่มน้ำ ฉ่ำวาว เรียบเนียน |
| บริเวณที่ฉีด | ทั่วใบหน้า ลำคอ มือ แขน | เฉพาะจุด เช่น คาง ขมับ ร่องแก้ม | ทั่วใบหน้า |
| ระยะเวลาเห็นผล | ประมาณ 1-2 เดือน เห็นผลเต็มที่ | เห็นผลทันทีหลังทำ | เห็นผลใน 1-2 สัปดาห์ |
จากตารางจะเห็นได้ว่า Profhilo มีจุดยืนที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน โดยเน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิวจากโครงสร้างภายใน ไม่ใช่การเติมเต็มหรือเปลี่ยนแปลงรูปหน้าเพียงอย่างเดียวค่ะ

ใครคือผู้ที่เหมาะสมกับการทำ Profhilo?
Profhilo เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวและต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวมให้ดีขึ้นจากภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มต่อไปนี้ค่ะ
- ผู้ที่มีปัญหาผิวขาดความชุ่มชื้น: ผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ ดูไม่สดใส การทำ Profhilo จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวกลับมาอิ่มฟูและดูสุขภาพดีขึ้นค่ะ
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย: ขาดความกระชับ กรอบหน้าไม่ชัดเจน หรือผิวบริเวณลำคอเริ่มมีริ้วรอย Profhilo จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวแน่นและกระชับขึ้นค่ะ
- ผู้ที่ต้องการปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวม: สำหรับผู้ที่ต้องการให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น ลดริ้วรอยเล็กๆ และทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์สดใสอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ: เนื่องจาก Profhilo ไม่ได้เปลี่ยนรูปหน้า แต่เป็นการฟื้นฟูผิว ผลลัพธ์ที่ได้จึงดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็ง และไม่ทำให้ใบหน้าดูผิดส่วนไปค่ะ
ขั้นตอนการรักษาและผลลัพธ์ที่คาดหวังได้
โดยทั่วไปแล้ว การรักษาด้วย Profhilo แนะนำให้ทำต่อเนื่อง 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกันประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด หลังจากนั้นสามารถกลับมาทำซ้ำได้ทุก ๆ 6-12 เดือนเพื่อคงสภาพผิวที่ดีเอาไว้ค่ะ
หลังการฉีดอาจมีตุ่มนูนเล็กน้อยในบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นลักษณะปกติและจะค่อยๆ ยุบหายไปเองภายใน 1-2 วัน ในช่วงสัปดาห์แรกจะเริ่มรู้สึกว่าผิวมีความชุ่มชื้นและเรียบเนียนขึ้น จากนั้นประมาณ 1-2 เดือนหลังการฉีดครั้งที่สอง จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ด้านการยกกระชับและความยืดหยุ่นของผิวที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ผิวจะดูแน่นฟู อิ่มเอิบ และดูอ่อนเยาว์ลงอย่างสัมผัสได้ค่ะ
Profhilo ราคาเท่าไหร่

ฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก มั่นใจดีเลิฟเวอรี่คลินิก
ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

- สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546


เรื่องนี้หมอบอกเลยว่าหลายคนจะเดาผิด โดยเฉพาะคนที่คิดจะฉีดฟิลเลอร์หลายๆซีซีเพื่อปรับรูปหน้า
การฉีดฟิลเลอร์จะได้ผลลัพธ์ที่สวยและพอดีที่สุดเมื่อ คนไข้มีน้ำหนักตัวที่คงที่หรืออยู่ในช่วงน้ำหนักเป้าหมายแล้ว ค่ะ หากฉีดตอนกำลังลดน้ำหนัก ควรรอให้น้ำหนักนิ่งก่อนเพื่อประเมินระดับไขมันบนหน้าที่หายไปได้อย่างแม่นยำ ส่วนการฉีดตอนน้ำหนักตัวเยอะแล้วไปลดน้ำหนักทีหลัง อาจทำให้หน้าดูตอบลงจนต้องกลับมาเสียเงินเติมฟิลเลอร์เพิ่ม ในขณะที่ถ้าฉีดตอนผอมแล้วปล่อยให้น้ำหนักขึ้น หน้าก็อาจจะดูบวมล้นผิดปกติได้ ดังนั้น การรักษาน้ำหนักให้เสถียรทั้งก่อนและหลังทำ จะช่วยให้หมอประเมินโครงหน้าได้แม่นยำที่สุด ฟิลเลอร์อยู่ทรงสวย และดูเป็นธรรมชาติในระยะยาวค่ะ
อยากแน่ใจเรื่องช่วงเวลา จำนวนซีซีที่ต้องใช้ หรือจะต้องรอจังหวะเหมาะที่สุด เข้ามาปรึกษาหมอที่คลินิกได้ตลอดค่ะ
หลังยาชาในฟิลเลอร์หมดฤทธิ์ คนไข้จะไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดรุนแรง ค่ะ รวมถึงยาชาในบางเคส บางจุดที่หมอฉีดเพิ่มให้ด้วยนะคะ แต่จะมีเพียงอาการ รู้สึกตึง หน่วง หรือระบมเล็กน้อยเมื่อสัมผัส ในบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่กำลังปรับตัว อาการเหล่านี้จะ ค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเอง ยาชาในฟิลเลอร์อยู่ได้สั้นมาก ไม่กี่ชั่วโมงก็หายไป หากคนไข้รู้สึกไม่สบายผิว สามารถ ทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ ทันที แต่หากมีอาการปวดรุนแรงผิดปกติอื่นๆ ควรรีบแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบโดยทันทีค่ะ
สำหรับคนไข้ที่กังวลเรื่อง หน้าแบนเพราะไม่มีโหนกแก้ม ทางเลือกยอดนิยมในการเติมเต็มคือ ฟิลเลอร์ และ การฉีดไขมันตัวเอง โดยฟิลเลอร์ให้ผลลัพธ์ที่ เห็นผลทันที ไม่ต้องพักฟื้นนาน ไม่ถาวร ต้องฉีดซ้ำทุก 6-18 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็ว ปรับเปลี่ยนได้ และที่สำคัญคือ ฟิลเลอร์มีน้ำหนักเบากว่า จึงเหมาะกับการสร้างมิติโหนกแก้มที่ต้องการปริมาณมากโดยไม่เพิ่มภาระให้กับโครงสร้างใบหน้าค่ะ นึกภาพตามหมอก็ได้ค่ะว่าหมอต้องเอาดินน้ำมันไปแปะฝาผนังที่มันเรียบๆ จะต้องปั้นยังไงให้มันไม่หล่นลงพื้น ปริมาณฟิลเลอร์ เนื้อฟิลเลอร์ที่ใช้มีผลเยอะมาก ในทางกลับกัน การฉีดไขมันตัวเองแม้จะให้ผลลัพธ์ที่ เป็นธรรมชาติ และหากติดแล้วจะอยู่ได้นานกว่า แต่ก็มีข้อจำกัดที่ว่า ไขมันมีน้ำหนักมากกว่าฟิลเลอร์มาก และที่สำคัญคือ อัตราการติดของเซลล์ไขมันไม่แน่นอน ทำให้ผลลัพธ์ในระยะยาวอาจไม่คงที่เท่าตอนแรก ซึ่งเป็นข้อกังวลที่คนไข้หลายท่านพบเจอได้ค่ะ นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนการดูดไขมันและระยะเวลาพักฟื้นนานกว่า 1-2 สัปดาห์ การเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดจึงควร ปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินรูปหน้าและพิจารณาปัจจัยเหล่านี้อย่างละเอียดนะคะ
หมอเจอเคสคนไข้วัยเรียน วัยทำงานเยอะนะคะ ที่จากคนที่หน้าดูอิ่มปกติดี แต่พอจัดฟันซึ่งบางเคสลากยาวเป็นปี ทำให้ใบหน้าตอบลง ไม่ว่าจะด้วยทานได้น้อยลง หรืออาจจะเป็นเพราะแนวกระดูกกรามยุบตัว ใบหน้าดูแคบลงใดๆ ก็ตามแต่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจอย่างมาก เพราะทำให้ ใบหน้าดูโทรม ดูเหนื่อย และดูมีอายุขึ้น โดยที่คนไข้เองก็ไม่ได้ตั้งใจค่ะ
สาเหตุหลักๆ ที่หมอมักจะเจอคือ เมื่อเราใส่เครื่องมือจัดฟัน เรามักจะ เลี่ยงการเคี้ยวของแข็ง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกราม (Masseter Muscle) ไม่ค่อยได้ใช้งานจนเกิดการฝ่อตัวลง (Atrophy) ประกอบกับโครงสร้างฟันที่เคลื่อนที่เข้าหาตำแหน่งใหม่ ทำให้เนื้อแก้มที่เคยมีที่เกาะดูยุบตัวลงไปนั่นเองค่ะ
แนวทางสำหรับคนไข้ที่มีปัญหา คือการเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะกับความต้องการและสภาพผิวของคนไข้เป็นหลักค่ะ โดยแนวทางแรกคือ Biostimulator ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ตามธรรมชาติ ทำให้ผิวค่อยๆ ฟูและแน่นกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลดโอกาสที่ใบหน้าจะดูล้นเกินไป แต่ผลจะค่อยเป็นค่อยไป (เห็นชัดช้ากว่า) ค่ะ ส่วนแนวทางที่สองคือ Filler ซึ่งทำหน้าที่เติมเต็มปริมาตรที่ขาดหายไปโดยตรง ส่งผลให้เห็นผลลัพธ์ทันที และสามารถปรับรูปหน้าให้ชัดเจนขึ้นได้ หลักๆของคนไข้หมอเองคือสื่อสารเป้าหมายอย่างละเอียดชัดเจนว่าประเมินแล้วตัวไหนเหมาะสมสุด และคนไข้ก็ตัดสินใจจากข้อดีข้อด้อยแต่ละโปรแกรมได้เลย การมาพบหมอเพื่อดูโครงหน้าโดยรวมจะดีที่สุด
โดยสรุปแล้ว การทำหัตถการฉีดหน้าต่างๆ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือกลุ่มฟื้นฟูผิว Biostimulator คอลลาเจนสดต่างๆนั้น ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อการฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณโดยตรง การดูแลหลังทำที่สำคัญคือ การงดแต่งหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวได้พักและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ แม้บางจุดคนไข้หลายคนอาจจะถามว่า มีรอยเข็มแค่จุดเดียวเองนะคะ แต่งเลยไม่ได้หรอ เช่น ฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกบางบริเวณ ฟิลเลอร์แก้มตอบ หรือโบท็อกลดกราม อาจจะแต่งหน้าได้เลย แต่ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษและหลีกเลี่ยงการกดนวดบริเวณที่ฉีดค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุด ที่คุณหมอย้ำเสมอคือ การปรึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำหัตถการอย่างเคร่งครัด เพราะผิวและปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การดูแลเฉพาะบุคคลจะช่วยให้คนไข้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดค่ะ หมอสรุปตารางให้เข้าใจง่ายด้านล่างนะคะ
ทั้งสองโปรแกรม Ejal40 และ Profhilo เป็นสารบำรุงผิวกลุ่ม Skin Booster ที่มีกรดไฮยาลูรอนิกเป็นส่วนประกอบหลัก ช่วย กระตุ้นคอลลาเจน ฟื้นฟูผิว และเพิ่มความชุ่มชื้น Ejal40 เน้นฟื้นฟูเมทริกซ์ผิวและแก้ริ้วรอยเล็กๆ ในขณะที่ Profhilo เด่นเรื่องปรับโครงสร้างผิวให้ยกกระชับและยืดหยุ่นขึ้น โดยทั่วไปหมอจะแนะนำให้เลือกฉีดทีละตัว หรือจัดโปรแกรมสลับกันไปตามความต้องการของผิวคนไข้ ผลข้างเคียงที่พบบ่อยมักเป็นแค่รอยเข็มไม่รุนแรงและหายไปเองได้ การปรึกษาแพทย์ก่อนทำหัตถการเป็นสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ
หลังฉีดฟิลเลอร์คนไข้ ต้องงดแช่ออนเซ็น รวมถึงซาวน่าและเลเซอร์ร้อน อย่างน้อย 14 วัน (หรือทางที่ดีคือ 1 เดือน) ค่ะ เพราะความร้อนจัด จะทำให้เส้นเลือดขยายตัว ส่งผลให้ แผลระบม บวมช้ำง่ายขึ้น และที่สำคัญคือความร้อนอาจทำให้ตัวยาฟิลเลอร์ที่ยังไม่เกาะติดกับเนื้อเยื่อ เสียรูปทรง ไหลผิดตำแหน่ง หรือสลายตัวเร็วกว่าปกติ เปรียบเหมือนวุ้นเจลลี่ที่ยังไม่เซตตัวแล้วไปเจอความร้อนจนละลายนั่นเองค่ะ ดังนั้นอดใจรอให้ฟิลเลอร์เข้าที่เป๊ะๆ ก่อน แล้วค่อยไปแช่น้ำแร่ออนเซ็นให้สบายใจจะดีที่สุดค่า
ถ้าไม่เอาหน้าแช่น้ำหล่ะหมอ? หมอจะบอกว่า ไม่ต่างกันค่ะ แม้จะไม่เอาหน้าจุ่มน้ำ แต่ “ไอร้อน” บริเวณบ่อออนเซ็น และ “อุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้น” จากการแช่น้ำ จะทำให้ระบบเลือดสูบฉีดแรงขึ้นและเส้นเลือดขยายตัวทั่วร่างกาย (รวมถึงที่หน้าด้วย) ค่ะ
ผลที่ตามมาคือหน้าจะแดง บวมช้ำง่ายขึ้น และความร้อนสะสมนี้ก็ยังส่งผลให้ฟิลเลอร์ที่ยังไม่เซตตัวเสียทรงหรือสลายไวได้อยู่ดีค่ะ หมอแนะนำให้อดใจรอให้ครบ 14 วันก่อนชัวร์ที่สุดค่ะ!
- ริ้วรอยตอนอายุน้อย: เหมือนกระดาษใหม่ที่เพิ่งพับ พอเรากางออก (ด้วยโบท็อกซ์) รอยพับก็หายไปได้ง่าย
- ริ้วรอยตอนอายุเยอะ + ผิวบาง: เหมือน กระดาษที่ถูกพับซ้ำๆ มานานหลายสิบปีจนเกิดเป็นรอยหักลึก แม้หมอจะใช้โบท็อกซ์ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว (กางกระดาษออก) แต่ “รอยหักบนเนื้อกระดาษ” ก็ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็นอยู่ดีค่ะ
โบท็อกซ์ยังคงเห็นผลในการคลายกล้ามเนื้อเสมอ แม้คนไข้จะอายุเยอะหรือผิวบางค่ะ แต่สาเหตุที่ดูเหมือนเห็นผลน้อยลง เป็นเพราะผิวที่บางขาดความยืดหยุ่นมักจะมี ริ้วรอยร่องลึกแบบถาวร (Static Lines) ที่ฝังลงไปในเนื้อผิวแล้ว ซึ่งโบท็อกซ์จัดการไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คนไข้ควรฉีดโบท็อกซ์ควบคู่ไปกับ การเติมเต็มสารอาหารผิวหรือใช้เทคโนโลยีที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน เพื่อสร้างความหนาแน่นให้ผิวแข็งแรงและเรียบเนียนขึ้นนั่นเองค่ะ น่าจะพอเห็นภาพและเข้าใจผิวมากขึ้นนะคะ สงสัยตรงไหนเพิ่มเติม อยากดูแลผิวส่วนไหนเป็นพิเศษ ลองทำนัดเข้ามาปรึกษาหมอก่อนได้ค่ะ











