สรุปโบท็อกซ์สำหรับมือใหม่
Botulinum toxin type A คือชื่อเต็มๆของสารที่ช่วยลดการทำงานของกล้ามเนื้อ ในด้านความงาม บอทูลินั่ม ท็อกซิน ไทป์เอ ได้รับความนิยมอย่างมากในการใช้เพื่อลดริ้วรอยบนใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว และรอบดวงตา การฉีดบอทูลินั่ม ท็อกซิน ช่วยให้กล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดริ้วรอยผ่อนคลาย ทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนและอ่อนเยาว์ขึ้น Botox แบรนด์แรกๆที่เข้ามาในประเทศไทย จึงเรียกกันว่าโบท็อกซ์ตั้งแต่นั้นมา ซึ่งก็คือแบรนด์ Allergan ขวดสีม่วง
หลายคนยังสับสน แต่สรุปสั้นๆให้เข้าใจง่ายๆว่า โบท็อกซ์ใช้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อเพื่อลดริ้วรอย ขณะที่ฟิลเลอร์เติมเต็มร่องลึกและเพิ่มปริมาณให้ผิวหน้า. จุดที่ทำให้คนรู้จักโบท็อกซ์มากขึ้นคือการนำมาฉีดลดกราม เพื่อให้หน้าเรียว จนเป็นที่นิยมของคนที่กำลังเข้าคลินิกเพื่อทำสวยเป็นครั้งแรก
มีระยะเวลาในการออกฤทธิ์ และระยะเวลาชัดเจนว่าจะหมดฤทธิ์เมื่อไหร่ สรุปโดยย่อว่า ริ้วรอยเห็นผลเร็วที่สุดใน 3-4 วัน และอยู่ได้นานสุด 6 เดือน *แล้วแต่บุคคล
เพราะไม่มีการเปิดแผล เปิดผิว แต่เป็นการส่งตัวยาเข้าสู่ผิว คล้ายกับการฉีดวัคซีนทั่วไป ดังนั้นไม่น่ากลัว ไม่เป็นอันตราย แต่ต้องให้บริการโดยแพทย์เท่านั้น
คำตอบคือ ไม่ใช่เลยค่ะ! เรื่องของโบท็อกซ์ที่หลายคนมักคิดว่าซื้อที่ไหนก็เหมือนกันและควรหาซื้อที่ราคาถูกที่สุดนั้น จริงๆ แล้วอาจไม่เป็นเช่นนั้น คุณภาพของโบท็อกซ์และประสบการณ์ของผู้ให้บริการมีผลต่อผลลัพธ์และความปลอดภัยของการรักษา การเลือกใช้บริการจากสถานที่ที่มีชื่อเสียงและเชื่อถือได้ แม้ว่าราคาอาจสูงกว่า แต่จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับการบริการที่ดีและผลลัพธ์ที่คุ้มค่า ทำไมต้องเอาหน้าไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น?
แพทย์แจ้งยี่ห้อ ราคาก่อนรับบริการทุกเคส ก่อนรักษาคนไข้จะสามารถเช็ค กล่อง บรรจุภัณฑ์ สลากยาภาษาไทย ได้ทุกครั้งที่เข้ารับบริการ หากมีการซื้อเหมาขวด สามารถรับขวด กล่องกลับบ้านได้ มั่นใจในคุณภาพของตัวยาได้เลยค่ะ
พญ.อภิญญา เสาร์แก้ว (หมอต้าร์)


แพทย์ผู้มีใบอนุญาตและมีประสบการณ์เท่านั้นจึงจะทำการรักษาด้วย Toxin หรือฉีดตัวยาเพื่อปรับรูปหน้าให้กับคนไข้ได้
จริงหรือไม่
ยิ่งฉีดโบเยอะ ยิ่งสวยเยอะ
รู้หรือไม่ ฉีดโบลดริ้วรอยทั่วหน้า
เห็นผลได้ใน 4 วัน
ฉีดโบยังไงให้ปลอดภัย ต้องดู
กำจัดไขมันแก้ม พร้อมฉีดโบกราม
พร้อมกัน คุ้มกว่า Bo’ Size XL
โบท็อกซ์ ช่วยลดเลือนริ้วรอย
ลดริ้วรอย และเส้นเล็กๆ บนหน้าได้ชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก ระหว่างคิ้ว และรอบดวงตา ซึ่งเป็นจุดที่ริ้วรอยมักปรากฏชัดเจนเมื่ออายุมากขึ้น
เพิ่มความมั่นใจ ให้กับผู้ที่กังวลเรื่องอายุที่เพิ่มขึ้น รู้สึกดีขึ้นเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอกของตนเอง
เป็นผู้นำเทรนด์ความสวย หน้าดูเด็กกว่าอายุจริงเมื่อเทียบกับวัยเดียวกัน
ลดกรามปรับให้หน้าเรียว
หน้าเรียว ลดขนาดกล้ามเนื้อกราม
หน้าสองข้างเท่ากัน ปรับรูปหน้าให้ใบหน้าแต่ละข้างใกล้เคียงกัน
กรอบหน้าชัดขึ้น โบท็อกซ์ฉีดลิฟกรอบหน้าได้

รีวิวโบท็อกซ์ลดริ้วรอย

หน้าเราควรฉีดโบท็อกซ์ หรือฟิลเลอร์?
| ปัญหาผิว | โบท็อกซ์ | ฟิลเลอร์ |
|---|---|---|
| รอยตีนกา รอยพับหางตา | ✅ | ❌ |
| ร่องแก้มลึก | ❌ | ✅ |
| รอยใต้ตา | ✅ | ✅ |
| หน้าผากย่น | ✅ | ❌ |
| รอยแผลเป็นหลุมสิว | ❌ | ✅ |
| ร่องริมฝีปาก/ปากบาง | ❌ | ✅ |
| เสริมโหงวเฮ้ง | ❌ | ✅ |
หมายเหตุ:
- ตารางนี้เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ ปัญหาผิวบางประการอาจใช้ทั้งโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ร่วมกัน
- ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินปัญหาผิวและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม
อย่าเสี่ยงกับโบท็อกซ์ราคาถูก และรับบริการกับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์
99% ที่ราคาถูกเกินจริง เป็นของปลอม
แพทย์มีความเชี่ยวชาญในกายวิภาคศาสตร์ของใบหน้าคนเราเป็นอย่างดี
แพทย์ต้องมีประสบการณ์ในการฉีดโบท็อกซ์
แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนได้
แพทย์สามารถให้คำแนะนำหลังการฉีดโบท็อกซ์ได้อย่างเหมาะสม
- ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและสุขภาพ: ผู้ที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์ทางการแพทย์อาจใช้เทคนิคที่ไม่ถูกต้องในการฉีด ซึ่งอาจนำไปสู่การติดเชื้อ การอักเสบ หรือแม้กระทั่งความเสียหายถาวรต่อเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อ
- ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์: การฉีดโบท็อกซ์ต้องการความแม่นยำสูงเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยงามและเป็นธรรมชาติ ผู้ที่ไม่ใช่แพทย์อาจขาดความชำนาญในการกำหนดจุดฉีดที่เหมาะสม ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ เช่น หน้าเรียบไร้การแสดงอารมณ์ หรือความไม่สมดุลของใบหน้า
- การใช้สารที่ไม่ได้มาตรฐาน: มีความเสี่ยงที่ผู้ที่ไม่ใช่แพทย์อาจใช้โบท็อกซ์ที่ไม่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) หรือสารที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงที่รุนแรง
- ปัญหาทางกฎหมายและเรื่องร้องเรียน: การฉีดโบท็อกซ์โดยผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอาจทำให้ผู้รับบริการเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายและไม่สามารถเรียกร้องสิทธิ์หากเกิดผลข้างเคียงหรือผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้
ฉีดโบท็อกซ์ตรงไหนได้บ้าง?
| บริเวณ | ปริมาณโบท็อกซ์ (ยูนิต) | ผลลัพธ์ |
|---|---|---|
| หน้าผาก | 12-16 | ลดเลือนริ้วรอยแนวนอน |
| ระหว่างคิ้ว | 12-16 | ลดเลือนริ้วรอยตีนกา |
| หางตา | 20-24 | ยกหางตา ปรับรูปตา |
| รอยยิ้ม (Marionette Lines) | 4-8 | ลดเลือนรอยยิ้มที่มุมปาก |
| กรอบหน้า | 20-30 | ยกกระชับใบหน้า |
| รักแร้ | 50-100 | ลดเหงื่อ |
| น่อง | 100-200 | ลดขนาดน่อง |


ฉีดโบท็อกซ์ เทคนิคแพทย์ก็สำคัญ

โบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้า เป็นเทคนิคการฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน เอ (Botox) เข้าไปที่กล้ามเนื้อบริเวณกรอบหน้า คอ และใต้คาง เพื่อคลายการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้ผิวบริเวณกรอบหน้ากระชับขึ้น หน้าเรียวขึ้น และช่วยให้ใบหน้าดูมีมิติมากขึ้น
เน้นการฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อ Platysma ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ดึงผิวหน้าลง ทำให้เกิดริ้วรอยบริเวณคอและกรอบหน้า เทคนิคนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าหย่อนคล้อย คอเหี่ยวย่น
Y TO V-SHAPE เทคนิคลิฟกรอบหน้าที่หมอต้าร์เลือกใช้กับคนไข้
โบท็อกซ์ ปลอดภัยไหม?
โบท็อกซ์ถือว่าปลอดภัยเมื่อใช้โดยมืออาชีพทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ความรู้สึกไม่สบายที่บริเวณฉีด ปวดศีรษะ
โบทูลินั่มท็อกซิน ชนิด A (โบท็อกซ์) ได้รับการอนุมัติใช้เป็นครั้งแรกในทางการแพทย์โดยสำนักงานอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ในปี 1989 สำหรับการรักษาภาวะตาเข และต่อมาได้รับการอนุมัติให้ใช้ในการรักษาริ้วรอยบนใบหน้า รวมถึงการใช้งานอื่นๆ ในทางการแพทย์

จะบอกว่าโลกเรามีโบมาประมาณ 35 ปีแล้วนะ!
Botulinum toxin ยี่ห้อไหนดี?
| แบรนด์โบท็อกซ์ | ประเทศที่มา |
|---|---|
| Botox® | สหรัฐอเมริกา |
| Dysport® | สหราชอาณาจักร |
| Xeomin® | เยอรมนี |
| Neuronox® | เกาหลีใต้ |
| Nabota® | เกาหลีใต้ |
| Hugel® | เกาหลีใต้ |
| Aestox | เกาหลีใต้ |
Botulinum toxin ที่เป็นที่รู้จัก
- Botox® (Allergan) – เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่รู้จักกันดีที่สุดในตลาด ใช้ในการรักษากระพุ้งแก้ม ริ้วรอย และสภาพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ
- Dysport® (Ipsen) – อีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความนิยม มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับ Botox แต่อาจมีการกระจายตัวที่กว้างขึ้นในบางกรณี
- Xeomin® (Merz Pharmaceuticals) – มีความพิเศษตรงที่ไม่มีโปรตีนเสริมที่อาจทำให้เกิดการต่อต้านจากร่างกาย ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับบางคนที่มีปฏิกิริยาต่อสารอื่นๆ
- Neuronox® (Medy-Tox Inc.) หรือ Siax® ในบางประเทศ – แบรนด์ที่มาจากเกาหลี ใช้ในการรักษากระพุ้งแก้มและริ้วรอยได้เช่นกัน
- (Nabota®) Daewoong Pharmaceutical Co., Ltd. นาโบตะใช้ในการรักษาริ้วรอยบนใบหน้า เช่น รอยตีนกา ริ้วรอยระหว่างคิ้ว และริ้วรอยหน้าผาก
โบท็อกซ์ ทำงานอย่างไร?
ขั้นตอนที่ 1 การปิดกั้นสัญญาณ
Botulinum toxin ทำงานโดยการปิดกั้นสัญญาณจากเส้นประสาทที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อ ปกติแล้วสัญญาณเหล่านี้จะทำให้กล้ามเนื้อหดตัว แต่เมื่อถูกปิดกั้น กล้ามเนื้อจะไม่หดตัวได้
ขั้นตอนที่ 2 การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
เมื่อสัญญาณถูกปิดกั้น กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องจะผ่อนคลาย ไม่สามารถหดตัวได้ตามปกติ ทำให้ริ้วรอยที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อลดลงหรือหายไป
ขั้นตอนที่ 3 การฟื้นตัวของเส้นประสาท
ผลของ botulinum toxin ไม่ถาวร หลังจากเวลาผ่านไป เส้นประสาทจะค่อยๆ ซ่อมแซมตัวเองและสร้างรับเซปเตอร์ใหม่ ทำให้สามารถส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อได้อีกครั้ง ผลลัพธ์จากการฉีดจึงค่อยๆ ลดลง และอาจต้องการการฉีดซ้ำเพื่อรักษาผลลัพธ์

ด้านซ้ายของภาพคือ “การหลั่งสารอะซิติลโคลีนจากปลายประสาทไปยังกล้ามเนื้อก่อนการรักษาด้วยโบท็อกซ์” แสดงให้เห็นปลายประสาทที่มีอะซิติลโคลีนบรรจุอยู่ในถุงเวสิเคิล เมื่ออะซิติลโคลีนถูกปล่อยออกไป โมเลกุลอะซิติลโคลีนจะไปจับกับตัวรับอะซิติลโคลีนบนผิวของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อ
ด้านขวาของภาพคือ “การหลั่งสารอะซิติลโคลีนจากปลายประสาทไปยังกล้ามเนื้อหลังการรักษาด้วยโบท็อกซ์” ซึ่งแสดงการเปลี่ยนแปลงหลังการรักษา ภาพแสดงให้เห็นปลายประสาทที่มีโบท็อกซ์ผูกกับถุงเวสิเคิลที่มีอะซิติลโคลีนบรรจุอยู่ ทำให้มีโมเลกุลอะซิติลโคลีนหลั่งออกมาจากปลายประสาทได้น้อยลง ทำให้โมเลกุลอะซิติลโคลีนที่จับกับตัวรับบนกล้ามเนื้อน้อยลง นั่นหมายความว่าโบท็อกซ์ยับยั้งการปล่อยอะซิติลโคลีนปกติ ส่งผลให้ลดการหดตัวของกล้ามเนื้อและสามารถช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อที่ทำงานมากเกินไป
ไม่มี “โบท็อกซ์ที่ดีที่สุด” ในทุกสถานการณ์ เนื่องจากการเลือกโบท็อกซ์ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยและความต้องการเฉพาะบุคคล การปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือเกี่ยวกับความคาดหวังและการประเมินความต้องการเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการเลือกโบท็อกซ์ที่ดีที่สุดสำหรับผิวของคุณ

โบท็อกซ์ อยู่ได้นานแค่ไหน
โบท็อกซ์ที่ฉีดเข้าไปในร่างกายนั้นจะมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกันไปตามบริเวณที่ฉีด โดยทั่วไปแล้วโบท็อกซ์สามารถอยู่ได้ระหว่าง 3-6 เดือน แต่อาจมีความแตกต่างได้ตามบริเวณที่ฉีด ดังนี้
- บริเวณหน้าผากและระหว่างคิ้ว: โบท็อกซ์ในบริเวณนี้มักอยู่ได้ประมาณ 4-6 เดือน เนื่องจากการใช้งานกล้ามเนื้อบริเวณนี้มีน้อยกว่าบริเวณอื่นๆ
- บริเวณรอบดวงตา: อาจอยู่ได้น้อยกว่า คือราว 3-4 เดือน เพราะบริเวณนี้มีการเคลื่อนไหวที่มากกว่า
- บริเวณคางและรอบปาก: โบท็อกซ์ในบริเวณนี้มักมีอายุการใช้งานที่สั้นที่สุด เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้อาจอยู่ได้เพียง 2-3 เดือน
| หน้าผากและระหว่างคิ้ว | 4-6 เดือน | การใช้งานกล้ามเนื้อน้อย |
| รอบดวงตา | 3-4 เดือน | การเคลื่อนไหวที่มากกว่า |
| คางและรอบปาก | 2-3 เดือน | การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง |

สาเหตุอะไรที่ให้โบท็อกซ์คลายตัวเร็วหรือช้า
มีหลายปัจจัยที่สามารถทำให้โบท็อกซ์คลายตัวเร็วหรือช้าได้ ดังนี้
- การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ: บริเวณที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมาก โบท็อกซ์จะคลายตัวเร็วกว่าบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวน้อย
- ปริมาณโบท็อกซ์ที่ฉีด: หากฉีดโบท็อกซ์ในปริมาณที่มาก ผลลัพธ์อาจอยู่ได้นานขึ้น แต่ต้องระมัดระวังเรื่องของความเป็นธรรมชาติและความปลอดภัย
- การดูแลรักษาหลังการฉีด: การหลีกเลี่ยงการนวดหรือกดทับบริเวณที่ฉีด รวมถึงการหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ ในช่วงแรกๆ หลังการฉีด สามารถช่วยให้ผลลัพธ์ของโบท็อกซ์อยู่ได้นานขึ้น
- สภาพผิวและการดูแลผิว: ผู้ที่มีสุขภาพผิวดีและดูแลผิวอย่างเหมาะสม อาจพบว่าโบท็อกซ์มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น
- เมตาบอลิซึมของร่างกาย: บางคนมีเมตาบอลิซึมที่สูง ซึ่งสามารถทำให้โบท็อกซ์คลายตัวเร็วกว่าปกติ
โบท็อกซ์ปลอม หมอปลอมต้องระวัง
| หน่วยงาน | หน้าที่ | เว็บไซต์ | เบอร์โทรศัพท์ |
|---|---|---|---|
| สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) | ควบคุมดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพ โบท็อกซ์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องขึ้นทะเบียนกับ อย. | https://www.fda.moph.go.th/ | 1556 |
| กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) | ควบคุมดูแลสถานพยาบาลและวิชาชีพแพทย์ | กระทรวงสาธารณสุข (moph.go.th) | 02 193 7000 |
| แพทยสภา | ควบคุมดูแลวิชาชีพแพทย์ | https://www.tmc.or.th/ | 02 306 9900 |
| สภาเภสัชกรรม | ควบคุมดูแลวิชาชีพเภสัชกร | – | 02 741 7700 |
| คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค | คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค | https://www.ocpb.go.th/ |

ดื้อโบท็อกซ์ีอาการอย่างไร
| ระดับความรุนแรงของอาการ | ลักษณะอาการที่สังเกตได้ |
|---|---|
| ระยะเริ่มต้น | ฉีดโบท็อกซ์ในปริมาณเท่าเดิม แต่รู้สึกว่าผลลัพธ์อยู่ได้สั้นลง หรือริ้วรอยลดลงไม่เท่าเดิม |
| ระยะกลาง | ต้องเพิ่มปริมาณ (ยูนิต) ของโบท็อกซ์ให้มากขึ้นกว่าปกติ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงเดิม |
| ระยะรุนแรงที่สุด | ฉีดโบท็อกซ์แล้วไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ หรือไม่เกิดผลลัพธ์หลังการรักษาเลย |
เช็กลิสต์วิธีป้องกันการดื้อโบท็อกซ์
- เว้นระยะห่างให้เหมาะสม ไม่ฉีดโบท็อกซ์ถี่หรือบ่อยจนเกินไป ควรเว้นระยะแต่ละครั้งอย่างน้อย 3-4 เดือน หรือตามคำแนะนำของแพทย์
- เลือกแบรนด์ที่ใช่และใช้ต่อเนื่อง ไม่ควรเปลี่ยนยี่ห้อโบท็อกซ์ไปมาโดยไม่จำเป็น เพื่อลดการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนที่แตกต่างกัน
- เลือกโบท็อกซ์ที่มีความบริสุทธิ์สูง พิจารณาเลือกใช้โบท็อกซ์ที่ไม่มีส่วนประกอบของโปรตีนที่ไม่จำเป็น (Complexing Protein) เพื่อลดความเสี่ยงในการดื้อยาในระยะยาว
โบท็อกซ์จะเห็นผลในกี่วัน

| บริเวณ | เห็นผล (วัน) | อยู่ได้นาน (เดือน) |
|---|---|---|
| หน้าผาก | 2-4 | 3-4 |
| หางตา | 2-4 | 3-4 |
| รอยยิ้ม (Marionette Lines) | 2-4 | 3-4 |
| กรอบหน้า | 2-4 | 3-4 |
| รักแร้ | 3-7 | 4-6 |
| น่อง | 14-21 | 4-6 |
โบท็อกซ์ ราคาเท่าไหร่
| ยี่ห้อ | ขนาด | ราคา |
|---|---|---|
| Botox (Allergan) | 50 ยูนิต | 8,000 – 12,000 บาท |
| Botox (Allergan) | 100 ยูนิต | 15,000 – 20,000 บาท |
| Xeomin หรือ โบเจนใหม่ | 50 ยูนิต | 8,000 – 12,000 บาท |
| Xeomin หรือโบเจนใหม่ | 100 ยูนิต | 15,000 – 20,000 บาท |
| Dysport หรือ ABO | 50 ยูนิต | 8,000 – 12,000 บาท |
| Dysport หรือ ABO | 300 ยูนิต | 35,000 – 40,000 บาท |
| Hugel | 100 ยูนิต | 7,000 – 10,000 บาท |
| Neuronox หรือ โบนิว | 100 ยูนิต | 7,000 – 10,000 บาท |
| Nabota | 100 ยูนิต | 7,000 – 10,000 บาท |
| Aestox | 100 ยูนิต | 6,000 – 9,000 บาท |


หมายเหตุ:
- ราคาข้างต้นเป็นราคาโดยประมาณ อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคลินิก
- ราคาโบของแท้ ได้คุณภาพ ให้บริการโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ควรไม่ถูกจนเกินไป
- ควรปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์ก่อนตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์ทุกครั้ง
ก่อนฉีดโบท็อกซ์เตรียมตัวอย่างไร

ศึกษาข้อมูล: ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโบท็อกซ์ กลไกการออกฤทธิ์ ผลข้างเคียง สถานพยาบาล และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
หยุดยาบางชนิด: แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่รับประทานอยู่ โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านการอักเสบ และยาสมุนไพร เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรอยฟกช้ำ
งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่: งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่อย่างน้อย 1 อาทิตย์ก่อนฉีด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดรอยฟกช้ำ
แจ้งประวัติแพ้: แจ้งแพทย์เกี่ยวกับประวัติการแพ้ยา อาหาร หรือสารใดๆ
พักผ่อนให้เพียงพอ: นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 1 คืนก่อนฉีด
หลังฉีดโบท็อกซ์ปฏิบัติตัวอย่างไร
งดนอนราบ งดนอนตะแคง เป็นเวลา 4 ชั่วโมง ควรนอนหนุนสูง เพื่อป้องกันโบท็อกซ์ไหลไปกองบริเวณใดบริเวณหนึ่ง
งดการอยู่ในที่ร้อน เช่น อบซาวน่า อบไอน้ำ ออกกำลังกายหนักๆ เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ความร้อนจะทำให้โบท็อกซ์สลายตัวเร็ว

หลังฉีด โบท็อกซ์น่อง คนไข้สามารถ เดินได้ปกติ และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที แต่อาจรู้สึก เมื่อยตึงหรือน่องอ่อนแรงเล็กน้อยชั่วคราว ซึ่งเป็นอาการปกติและจะหายไปเองภายในไม่กี่วัน สิ่งสำคัญคือ หลีกเลี่ยงการนวดบริเวณที่ฉีด ใครติดนวดไทย เว้นไปก่อนนะคะ และ งดออกกำลังกายหนักที่น่องในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก เพื่อให้ยาเซ็ตตัวดีและได้ผลลัพธ์น่องเรียวสวยตามที่ต้องการอย่างปลอดภัยค่ะ
อาการ “ดื้อยา” หรือการที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน จะเกิดขึ้นเฉพาะกับโบท็อกซ์เท่านั้น ส่วนฟิลเลอร์และเครื่องยกกระชับ ไม่มีภาวะดื้อยา ค่ะ ความรู้สึกว่าฉีดฟิลเลอร์แล้วหายไว มักเกิดจาก ไลฟ์สไตล์ที่เร่งการเผาผลาญ หรือการขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้นบ่อยๆ ส่วนเครื่องยกกระชับ หากรู้สึกว่าทำแล้วไม่เห็นผล มักเกิดจาก ความเสื่อมของผิวตามวัยที่แซงหน้าการกระตุ้น หรือการทำถี่เกินความจำเป็น ดังนั้น สบายใจได้เลยค่ะ เพียงแค่ปรับพฤติกรรมและวางแผนการรักษาร่วมกับหมอ ผลลัพธ์ก็จะยังดีอยู่ค่ะ
ถ้าหน้ายุงคือหน้าเรียวขึ้น เข้ารูปขึ้น แบบนั้นโบท็อกซ์ให้ได้ค่ะ
การฉีดโบท็อกซ์ลดกรามสามารถทำให้เกิดอาการ “หน้ายุง” หรือหน้าตอบ ได้จริง โดยเฉพาะในคนไข้ที่มี โหนกแก้มสูง เนื้อแก้มน้อย หรือมีผิวหนังหย่อนคล้อย เนื่องจากการลดขนาดกล้ามเนื้อกรามทำให้ฐานพยุงผิวหายไป (*ตรงนี้แหล่ะที่หมอจะบอกว่าการฉีดโบท็อกซ์กราม หรือพยายามทำหน้ายุงนั้นไม่ได้เหมาะกับทุกคนนะ ทุกโปรแกรมมีข้อดีข้อเสีย) ส่งผลให้แก้มดูบุ๋มและโหนกแก้มเด่นชัดขึ้นจนหน้าดูโทรม แต่ปัญหานี้ป้องกันได้ด้วยการ ประเมินรูปหน้าอย่างละเอียดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อคำนวณปริมาณยาที่เหมาะสม หรือเลือกใช้เทคนิคการลิฟท์กรอบหน้าแทน และหากเกิดขึ้นแล้วสามารถแก้ไขได้ด้วยการรอให้ยาหมดฤทธิ์หรือการเติม ฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อคืนความอิ่มเอิบให้ใบหน้าค่ะ
อาการเหงื่อออกมากผิดปกติที่มือ เท้า และรักแร้ ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะ Primary Hyperhidrosis ซึ่งเกิดจาก ระบบประสาทสั่งการต่อมเหงื่อทำงานไวเกินไป มักเป็นกรรมพันธุ์และ ไม่ใช่โรคร้ายแรง ค่ะ
ข้อมูลจาก International Hyperhidrosis Society ระบุว่าประชากรทั่วโลกประมาณ 4.8% มีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติโดยไม่มีโรคแทรกซ้อน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก คนไทยเราก็เป็นกันเยอะทุกช่วงอายุ แต่ก่อนหมออยู่โรงพยาบาลต่างจังหวัด มักเจอคนไข้ที่กังวลมากจนต้องมาพบหมอหลายเคสมากๆ แต่อย่างที่บอกไป ส่วนมากไม่ใช่อาการร้ายแรงอะไร
แต่หากมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น น้ำหนักลด มือสั่น ใจสั่น หรือเหงื่อออกท่วมตัวตอนกลางคืน อันนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคแทรกซ้อนอย่าง ไทรอยด์เป็นพิษ เบาหวาน หรือวัณโรค ซึ่งหมอแนะนำให้รีบเข้ามาตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดนะคะ
ภาวะดื้อโบท็อกซ์ไม่ได้เกิดง่ายกับทุกคน แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการฉีดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกลไกนี้ต่างจากการดื้อยาฆ่าเชื้อที่เชื้อโรคพัฒนาตัวเอง แต่การดื้อโบท็อกซ์คือการที่ร่างกายเราสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านยา (คล้ายการฉีดวัคซีน) ส่งผลให้ตัวยาถูกทำลายก่อนจะออกฤทธิ์ ดังนั้นการเว้นระยะห่างการฉีดให้เหมาะสมและเลือกใช้ยาที่บริสุทธิ์เพื่อไม่ให้ร่างกายจดจำว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนไข้สวยได้นานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการดื้อยาในอนาคตค่ะ
ปัญหาคิ้วสูงต่ำไม่เท่ากันส่วนใหญ่เกิดจาก โครงสร้างกระดูกและการทำงานของกล้ามเนื้อที่ไม่สมดุล ซึ่งการแก้ไขทำได้หลายวิธีตามความเหมาะสมของแต่ละคนค่ะ หากเกิดจากการขยับกล้ามเนื้อ หมอแนะนำการฉีด โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) เพื่อปรับลดการทำงานของกล้ามเนื้อให้คิ้วกลับมาใกล้เคียงกัน แต่หากเกิดจากความหย่อนคล้อย การทำ ร้อยไหม (Thread Lift) หรือการ ศัลยกรรมยกคิ้ว จะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดและยั่งยืนกว่า ส่วนใครที่ไม่อยากเจ็บตัว การ สักคิ้ว เพื่อพรางสายตาก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ ทั้งนี้คนไข้ควรเข้ามาให้หมอประเมินใบหน้าจริง เพื่อวางแผนการรักษาที่ตอบโจทย์ที่สุดนะคะ
จากสถิติทางการแพทย์พบว่า กว่า 97% ของคนทั่วไป มีใบหน้าสองข้างไม่เท่ากัน (Asymmetry) โดยเฉพาะบริเวณคิ้วและดวงตา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติค่ะ แต่ในบางเคสที่ดูเห็นชัดเกินไป จนกลายเป็นจุดด้อย สร้างความกังวล หมอก็แนะนำให้พบแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษานะคะ
ช่วยได้ และช่วยได้ดีด้วยค่ะ ใครที่มีปัญหาหนักจริงๆ ลองนัดปรึกษาแพทย์ก่อนได้เลยค่ะ การฉีดโบท็อกซ์เพื่อแก้ปัญหานอนกัดฟัน คือการฉีดสารคลายกล้ามเนื้อเข้าไปที่ กล้ามเนื้อกราม (Masseter) เพื่อลดการทำงานที่มากเกินไป ทำให้ แรงในการกัดฟันลดลง อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยป้องกัน ฟันสึกและลดอาการปวดศีรษะ จากความเครียดของกล้ามเนื้อได้ตรงจุด โดยจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วง 2 สัปดาห์หลังฉีด และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน แถมยังได้ผลพลอยได้คือ ใบหน้าที่เรียวเล็กและดูละมุนขึ้น ด้วยค่ะ
โดยปกติแพทย์จะใช้ปริมาณยาข้างละ 25-50 ยูนิต (Units) ขึ้นอยู่กับขนาดกล้ามเนื้อของคนไข้ ในเคสนอนกัดฟันเรื้อรัง แพทย์อาจฉีดเพิ่มที่กล้ามเนื้อ Temporalis (ขมับ) นอกเหนือจาก Masseter เพื่อลดอาการปวดไมเกรนค่ะ
มันมีงานวิจัยที่ชัดเจนและมีมานานแล้วค่ะ การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสูญเสีย Zinc (สังกะสี) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าระดับ Zinc ที่ต่ำอาจลดประสิทธิภาพของโบท็อกซ์ลงได้ถึง 30%
การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและสร้างอนุมูลอิสระที่เร่งการสลายของตัวยาค่ะ ถ้าเทียบระยะเวลาที่จะ “หายไป” ให้เห็นภาพชัดเจนคือ
- โบท็อกซ์: จากมาตรฐานอยู่ได้ 4-6 เดือน ฤทธิ์ยาอาจคลายตัวไวขึ้น เหลือเพียง 3-4 เดือน (หายไปประมาณ 1 เดือน)
- ฟิลเลอร์: จากรุ่นมาตรฐานทั่วไปที่อยู่ได้ 8-12 เดือน อาจจะยุบตัวและสลายไวเหลือเพียง 6-9 เดือน (หายไปถึง 2-3 เดือน)
ดังนั้น ถ้าคนไข้ไม่อยากให้ความหล่อ-ความสวยที่ลงทุนไปหลักหมื่น อยู่กับเราสั้นลงแบบน่าเสียดาย หมอแนะนำให้ลดปริมาณการดื่มลงและดื่มน้ำเปล่าชดเชยให้มากๆ จะช่วยยืดอายุยาได้ และยังดีต่อสุขภาพมากกว่าด้วยนะคะ 🙂















