ฆสพ.สบส. ๒๙๘๓/๒๕๖๗

เป็นมะเร็ง สามารถฉีดโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ได้ตามปกติไหม

ก่อนอื่นหมอและทีมขอเป็นกำลังใจให้คนไข้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับโรคนี้อยู่นะคะ

สำหรับคนไข้มะเร็ง การฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ ไม่ได้เป็นข้อห้ามถาวร แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาค่ะ หากอยู่ในช่วง การให้คีโม ฉายแสง หรือรับประทานยากดภูมิ หมอขอให้งดทำหัตถการที่มีเข็มทุกชนิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อและระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรง แต่หาก รักษาหายขาดแล้วและโรคสงบ (Remission) เกิน 6 เดือนขึ้นไป สามารถทำได้ โดยหมอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์มะเร็งเจ้าของไข้เพื่อประเมินค่าเลือดก่อนเสมอ และ หลีกเลี่ยงการฉีดในบริเวณที่เคยผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดค่ะ

Cancer is just a chapter in your life, not the whole story. Turn the page and keep writing.


หมายเหตุ: คำตอบนี้เป็นเพียงการให้ข้อมูลเบื้องต้น กรุณาทำนัดเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจและรับข้อมูลโดยละเอียด

ความปลอดภัยของคนไข้ต้องมาก่อนความสวยเสมอ นะคะ การจะฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ในผู้ป่วยมะเร็งนั้น “ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและขั้นตอนการรักษา” ที่คนไข้กำลังเผชิญอยู่ค่ะ

ช่วงกำลังรักษา (คีโม / ฉายแสง / กินยากดภูมิ) “งดไปก่อนนะคะ”

หากคนไข้กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องทำเคมีบำบัด (Chemotherapy), ฉายแสง (Radiotherapy) หรือได้รับยาภูมิคุ้มกันบำบัด หมอขอแนะนำให้ งดการฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ไปก่อนอย่างเด็ดขาด ค่ะ

  • เหตุผลสำคัญ: ในช่วงนี้ ภูมิต้านทานของคนไข้จะต่ำกว่าปกติมาก ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป แม้ว่าหัตถการความงามจะสะอาดแค่ไหน แต่เราไม่ควรเอาตัวเองไปเสี่ยงกับภาวะแทรกซ้อนค่ะ
  • ตัวอย่างให้เห็นภาพ: เปรียบเหมือนบ้านที่รั้วพัง (ภูมิต้านทานต่ำ) ถ้าเราเปิดประตูรับคนแปลกหน้า (เข็ม/สารเติมเต็ม) เข้ามา แม้จะเป็นคนดี แต่ก็อาจมีเชื้อโรคแฝงตัวเข้ามาทำร้ายคนในบ้านได้ง่ายกว่าตอนรั้วปกตินั่นเองค่ะ

ช่วงรักษาหายแล้ว (Remission) “ทำได้ แต่ต้องปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้”

ข่าวดีค่ะ! ถ้าคนไข้รักษาจนครบคอร์ส และโรคสงบแล้ว (In Remission) คนไข้ สามารถกลับมาทำสวยได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ:

  • ควรเว้นระยะหลังจบการรักษาชุดสุดท้ายไปแล้ว อย่างน้อย 6 เดือน – 1 ปี เพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์
  • ต้องขอใบรับรองแพทย์ หรือคำยินยอมจากคุณหมอมะเร็ง (Oncologist) เจ้าของไข้ก่อน เสมอ เพราะคุณหมอเจ้าของไข้จะรู้ค่าเลือดและสภาพร่างกายของคนไข้ดีที่สุดค่ะ

ข้อควรระวังพิเศษ บริเวณที่เคยผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง

อันนี้สำคัญมากและคนไข้มักไม่รู้ หากคนไข้เคย ผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลือง ออก (เช่น มะเร็งเต้านมที่เลาะต่อมน้ำเหลืองรักแร้) ห้ามฉีดสารใด ๆ เข้าที่แขนข้างนั้น หรือบริเวณใกล้เคียง นะคะ

  • เหตุผล: เพราะการไหลเวียนของน้ำเหลืองจะไม่ดีเหมือนเดิม หากฉีดเข้าไปแล้วเกิดการอักเสบหรือบวม ร่างกายจะระบายของเสียออกยากมาก เสี่ยงต่อภาวะ แขนบวมน้ำเหลือง (Lymphedema) ซึ่งรักษายากมากค่ะ
โปรแกรม / หัตถการ(คีโม/ฉายแสง)(Remission > 6 เดือน)คำแนะนำเพิ่มเติม
1. ยกกระชับด้วยคลื่นเสียง/วิทยุ
(Ulthera, Thermage, Hifu)
🔴 งดก่อน🟢 ทำได้เหตุผล: ช่วงให้คีโม ผิวจะแห้งและไวต่อความร้อนมาก เสี่ยงผิวไหม้ (Burn) ได้ง่าย
ข้อระวัง: ห้ามทำบริเวณที่เคยฉายแสงโดยตรง เพราะผิวตรงนั้นมีความเปราะบางและพังผืดเยอะค่ะ
2. เลเซอร์หน้าใส / กำจัดขน
(IPL, Pico, Q-Switch, CO2)
🔴 งดก่อน🟢 ทำได้เหตุผล: ยาคีโมหลายตัวทำให้ผิวเกิดภาวะ “ไวต่อแสง (Photosensitivity)” โดนเลเซอร์นิดเดียวอาจดำหรือไหม้รุนแรงได้ ต้องรอให้ยาหมดฤทธิ์จากร่างกายก่อนนะคะ
3. ร้อยไหม (Thread Lift)🔴 ห้ามเด็ดขาด🟡 ปรึกษาแพทย์ก่อนเหตุผล: การร้อยไหมคือการใส่สิ่งแปลกปลอมและมีแผลเปิด เสี่ยงติดเชื้อสูงมาก
ข้อระวัง: แม้หายแล้ว ควรเช็กค่าเกล็ดเลือด (Platelet) ว่าแข็งตัวปกติไหม ก่อนตัดสินใจทำค่ะ
4. นวดหน้า / ทรีตเมนต์เย็น
(Phono, Cryo, Mask)
🟡 ทำได้ (แบบระวัง)🟢 ทำได้เหตุผล: ทำได้เพื่อความผ่อนคลาย แต่ งดการกดสิว (เสี่ยงติดเชื้อ) และ งดการนวดรีดน้ำเหลืองหนักๆ เพราะอาจรบกวนระบบน้ำเหลืองที่กำลังทำงานหนักอยู่ค่ะ
5. เมโสสะกิดผิว / วิตามินผิว
(Meso, Skin Booster)
🔴 งดก่อน🟢 ทำได้เหตุผล: การใช้เข็มสะกิดทั่วหน้าทำให้เกิดแผลเล็กๆ จำนวนมาก เสี่ยงเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายในช่วงที่ภูมิตกค่ะ

คำถามอื่นๆที่พบบ่อย