
เจาะลึก Therafill (เทราฟิล) Atelocollagen ผิวใสอิ่มฟู มีข้อดีอะไร
รู้ไหมคะว่าเมื่ออายุเริ่มเข้าเลข 2 ปลายๆ คอลลาเจนในผิวของเราจะค่อยๆ ลดลง ส่งผลให้ผิวเริ่มไม่สดใส เกิดริ้วรอยร่องลึก และดูโทรมไม่สดชื่นเหมือนก่อน สำหรับสาวๆ ที่กังวลเรื่องนี้แต่ไม่อยากฉีดฟิลเลอร์เพราะกลัวเป็นก้อน หรือต้องการงานผิวที่ดูธรรมชาติขั้นสุด Therafill (เทราฟิล) คือคำตอบที่น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ วันนี้เราจะมาเจาะลึกนวัตกรรม “คอลลาเจนบริสุทธิ์” ตัวนี้กันว่าทำไมถึงกำลังเป็นที่นิยม และจะช่วยกู้ผิวโทรมให้กลับมา “หน้าเด็ก” ได้อย่างไรค่ะ

ทำความรู้จัก Therafill Atelocollagen
หากพูดถึงงานผิวที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ ต้องยกให้ Therafill เลยค่ะ ซึ่งจริงๆ แล้วเขาคือ Atelocollagen หรือคอลลาเจนบริสุทธิ์ชนิดพิเศษ (Type I) ที่สกัดจากธรรมชาติ (Porcine Origin) ผ่านกระบวนการเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อตัดส่วนที่ก่อให้เกิดการแพ้ออก (Telopeptide) ทำให้มีความบริสุทธิ์สูงมากถึง 99.9%

ความพิเศษคือโครงสร้างโมเลกุลของเขาจะมีความคล้ายคลึงกับคอลลาเจนในผิวมนุษย์เรามากๆ (Bio-compatible) ทำให้ร่างกายเรายอมรับได้ดี ไม่มองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม ฉีดแล้วจึงเนียนไปกับผิว ไม่เป็นก้อนแข็ง และมีความปลอดภัยสูง ซึ่ง Therafill ผลิตโดยบริษัทชั้นนำอย่าง CELLONTECH จากเกาหลีใต้ และผ่านการรับรองมาตรฐานระดับโลกทั้ง KFDA, CE Mark, US FDA รวมถึงผ่าน อย. ไทย เรียบร้อยแล้วค่ะ สบายใจหายห่วงได้เลย
กลไกการย้อนวัยผิว 2 ขั้นตอน ทำไมฉีดแล้วเห็นผลทันที แถมผิวยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ?
จุดเด่นที่ทำให้ Therafill แตกต่าง คือการทำงานแบบ Double Action ที่ช่วยกู้ผิวถึง 2 ต่อในครั้งเดียวค่ะ
- Immediate Filling (เติมเต็มทันที): ทันทีที่ฉีด Therafill เข้าสู่ชั้นผิว ตัวคอลลาเจนจะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis) เปรียบเสมือนการเติมน้ำให้ผิว ผลลัพธ์คือริ้วรอยเล็กๆ จางลง ผิวดูอิ่มฟู และเรียบเนียนขึ้นทันตาเห็นค่ะ
- Long-term Stimulation (กระตุ้นการซ่อมแซม): หลังจากนั้นประมาณ 2-4 สัปดาห์ ตัวยาจะทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ให้เร่งสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ขึ้นมาซ่อมแซมโครงสร้างผิวจากภายใน ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น แน่นกระชับ และดูกระจ่างใสขึ้นอย่างต่อเนื่องค่ะ

เช็กลิสต์ปัญหาผิว! คุณเหมาะกับการฉีด Therafill หรือไม่?
ถ้าคุณกำลังส่องกระจกแล้วเจอ ปัญหาเหล่านี้ Therafill อาจเป็นทางออกที่คุณตามหาค่ะ
- ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยแห่งวัย: ริ้วรอยเล็กๆ (Fine lines) รอบดวงตา ริ้วรอยมุมปาก หรือรอยย่นที่หน้าผากที่โบท็อกซ์อาจเก็บไม่หมด
- ผู้ที่มีปัญหาใต้ตาลึกคล้ำ: เนื่องจากเนื้อคอลลาเจนมีสีขาวขุ่น จึงช่วยพรางความหมองคล้ำใต้ตาได้ดี และเติมเต็มเบ้าตาลึกให้ดูสดใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ดูแข็งโป๊ะ
- ผู้ที่มีรูขุมขนกว้าง ผิวไม่เรียบเนียน: ต้องการปรับ Texture ผิวให้ละเอียดขึ้น ดูฉ่ำวาวแบบ Glass Skin
- ผู้ที่มีแผลเป็นหรือหลุมสิว: ช่วยเติมเต็มหลุมสิวตื้นๆ ให้ผิวดูเรียบเนียนเสมอกัน
- ผู้ที่ต้องการงานผิวธรรมชาติ: ไม่ต้องการฉีดฟิลเลอร์เพราะกลัวหน้าเปลี่ยน แต่อยากให้ผิวดูเด็กและสุขภาพดีขึ้น

Therafill vs Filler (HA) เลือกแบบไหนให้ตรงใจที่สุด?
หลายคนมักสับสนว่าควรฉีดอะไรดี ระหว่างคอลลาเจนกับฟิลเลอร์ มาดูความแตกต่างกันค่ะ
- ฟิลเลอร์ (Hyaluronic Acid): เน้นการ “ปั้นแต่งรูปหน้า” เช่น เสริมคาง เติมขมับ ปรับรูปปาก หรือแก้ปัญหาร่องลึกมากๆ (Deep Volume) เนื้อเจลจะมีความคงตัวสูงกว่า อยู่ได้นาน 6-24 เดือน
- Therafill (Atelocollagen): เน้นงาน “คุณภาพผิว” (Skin Quality) ช่วยให้ผิวแน่น ฟู เด้ง ลดริ้วรอยตื้นๆ และปรับสีผิวให้สว่างขึ้น เหมาะกับคนที่รูปหน้าดีอยู่แล้ว แต่อยากให้ผิวสวยขึ้นค่ะ
สรุปง่ายๆ: ถ้าอยากหน้าเปลี่ยน/เติมคาง ให้เลือกฟิลเลอร์ แต่ถ้าอยากหน้าเด็ก/ผิวสวยใส ให้เลือก Therafill ค่ะ


เทียบชัดๆ Therafill กับสารกระตุ้นคอลลาเจน (Biostimulator) ตัวดังอื่นๆ
ในท้องตลาดมีตัวกระตุ้นคอลลาเจนหลายตัว เช่น Sculptra หรือ Radiesse ข้อแตกต่างหลักๆ คือ
- Sculptra / Radiesse: เป็นสารสังเคราะห์ที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน แต่ไม่มีผลในการเติมเต็มทันที ต้องรอผลลัพธ์ประมาณ 1-2 เดือน และเน้นเรื่องการยกกระชับโครงหน้า
- Therafill: เป็นคอลลาเจน พร้อมใช้ ที่ฉีดปุ๊บ ผิวอิ่มปั๊บ และกระตุ้นต่อในระยะยาว เหมาะกับคนที่ใจร้อนอยากเห็นผลเร็ว และเน้นงานผิวชั้นตื้น (Superficial Dermis) ให้ดูฉ่ำน้ำค่ะ
| หัวข้อ | Sculptra | Juvelook | Radiesse | Definisse Hydrobooster | HarmonyCa |
|---|---|---|---|---|---|
| ส่วนประกอบหลัก | PLLA (Poly-L-Lactic acid) | PDLLA + HA (Poly-D, L-Lactic acid) | CaHA (แคลเซียม) | HA (Hyaluronic Acid) | HA + CaHA (Hyaluronic Acid + Calcium Hydroxyapatite) |
| คุณสมบัติเด่น | ไหมน้ำอเมริกา ฟื้นฟูคอลลาเจน เพิ่มวอลลุ่มผิวเต่งตึง | เก็บ ริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตาและลำคอ ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น รอยแตกลายจางลง | ฟิลเลอร์แคลเซียม หนึ่งเดียวที่กระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวฉ่ำฟู | ช่วย กักเก็บน้ำ ได้ดี สร้างความยืดหยุ่น มีความบริสุทธิ์สูง ฟื้นฟูความชุ่มชื้น | เติมเต็มและยกกระชับ พร้อมกระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวดูแน่น กระชับ |
| เหมาะกับใคร? | ผู้ที่ผิวหย่อนคล้อย ผิวหลวม ไม่เต่งตึง | ผู้ที่มี ริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตา มีรอยพับลำคอ รอยแตกลาย รอยแผลขีดข่วน | ผู้ที่ผิว ขาดความชุ่มชื้น คอลลาเจนลดลง | ผู้ที่ผิว ขาดความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่น ลดเลือนริ้วรอย | ผิวที่ หย่อนคล้อย ผิวหลวม ไม่กระชับ มีปัญหาริ้วรอย ร่องลึก |
| การเห็นผล | เห็นผลหลังทำ 2-4 สัปดาห์ | เห็นผลหลังทำ 2-4 สัปดาห์ | เห็นผลทันที 20% | เห็นผลหลังทำ 2-3 สัปดาห์ | เห็นผลหลังทำ 3-5 สัปดาห์ |
| ระยะเวลาคงอยู่ | อยู่นาน 2 ปี | อยู่นาน 2 ปี | อยู่นาน 2 ปี | อยู่นาน 2 ปี* | อยู่นาน 2 ปี |
รีวิวงานผิว Biostimulator

| หัวข้อเปรียบเทียบ | Atelocollagen | rhCollagen (Recombinant Human Collagen) |
|---|---|---|
| 1. แหล่งกำเนิด (Source) | ธรรมชาติ (สกัดจากสัตว์ เช่น หมูหรือวัว) นำมาผ่านกระบวนการตัดส่วนที่ก่อให้เกิดการแพ้ออก | ห้องแล็บ (สังเคราะห์ทางชีวภาพ) โดยใช้เทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรมในแบคทีเรียหรือพืช ไม่ใช้สัตว์ |
| 2. โครงสร้างโมเลกุล | Triple Helix สมบูรณ์ มีโครงสร้าง 3 สายเกลียว แข็งแรง คล้ายคอลลาเจนในผิวคนมากที่สุด | มักเป็นสายเดี่ยวหรือชิ้นส่วน (Fragments) ที่มีรหัสพันธุกรรมเหมือนคนเป๊ะ (Identical) |
| 3. จุดเด่นหลัก (Key Benefit) | เติมเต็ม + โครงสร้าง (Volumizing & Scaffold) เด่นเรื่องการเติมเนื้อที่หายไป และเป็นโครงร่างให้เซลล์ผิวเกาะ | ฟื้นฟู + สมานแผล (Regeneration & Healing) เด่นเรื่องการซ่อมแซมเซลล์ผิว ผิวละเอียด แต่ไม่ค่อยช่วยเรื่องเติมเต็ม |
| 4. ความเสี่ยงการแพ้ | ต่ำมาก (เพราะตัด Telopeptide ออกแล้ว) แต่ในทางทฤษฎียังถือว่าเป็นโปรตีนจากสัตว์ | ต่ำที่สุด (Hypoallergenic) เพราะไม่มีส่วนประกอบของสัตว์เลย และโครงสร้างเหมือนคน 100% |
| 5. ผลลัพธ์ที่เห็น | เห็นผลทันที ในเรื่องความอิ่มฟู ริ้วรอยตื้นขึ้น หน้าดูเต็มขึ้น | เน้นผิวลื่น ผิวละเอียด รูขุมขนกระชับ อาจไม่เห็นผลเรื่องความอิ่มฟูทันทีเท่า Atelocollagen |
| 6. ระยะเวลาสลายตัว | อยู่ได้นานประมาณ 6 – 12 เดือน (มีความคงตัวสูงกว่า) | สลายตัวเร็วกว่า มักต้องทำบ่อยกว่าเพื่อคงสภาพผิว |
| 7. เหมาะกับใคร? | คนที่มี ริ้วรอย ร่องลึก หลุมสิว หรือต้องการงานผิวที่ดูอิ่มฟูมีน้ำมีนวล | คนที่ผิวแพ้ง่ายมากๆ ต้องการฟื้นฟูผิวเสีย รอยแดง หรือเน้น Skin Quality เพียวๆ |
ต้องฉีดกี่ครั้งถึงจะเห็นผล และอยู่ได้นานแค่ไหน?
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยาวนาน แนะนำให้ทำเป็นคอร์สต่อเนื่องค่ะ
- ความถี่ในการทำ: แนะนำฉีด 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2-4 สัปดาห์
- ระยะเวลาคงผลลัพธ์: หลังจบคอร์ส ผิวจะสวยเด้งอยู่ได้นานถึง 6 – 12 เดือน เลยทีเดียวค่ะ (ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองด้วยนะคะ)
- การเห็นผล: จะรู้สึกว่าผิวดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ผิวจะดูฟูขึ้น แต่งหน้าติดทนขึ้น และจะสวยเต็มที่ในช่วง 1-3 เดือนหลังฉีดค่ะ

ความปลอดภัยและการดูแลตัวเองหลังทำ (Do’s & Don’ts)
ถึงแม้ Therafill จะปลอดภัยสูง แต่การดูแลหลังทำก็สำคัญเพื่อให้ผลลัพธ์ปังที่สุดค่ะ
- ผลข้างเคียง: อาจมีอาการบวมแดง หรือรอยเข็มเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปเองภายใน 1-3 วันค่ะ สามารถแต่งหน้าปิดรอยได้ตามปกติเลย
- ข้อควรระวัง:
- งดการนวดกดจุดแรงๆ บริเวณที่ฉีด 1 สัปดาห์
- หลีกเลี่ยงความร้อนจัด (ซาวน่า, เลเซอร์ร้อน) ในช่วง 2 สัปดาห์แรก เพื่อรักษาคอลลาเจนให้อยู่กับเรานานๆ
- ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อช่วยให้ผิวอุ้มน้ำและคอลลาเจนฟูตัวได้ดีขึ้นค่ะ

ลงทุนกับ Therafill คุ้มค่าไหม?
หากคุณกำลังมองหาหัตถการที่ช่วย “คืนความเด็ก” ให้ผิวแบบองค์รวม ไม่ใช่แค่การเติมเต็ม แต่เป็นการซ่อมแซมโครงสร้างผิวให้แข็งแรง Therafill ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าม เพราะได้ทั้งความปลอดภัย ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ และช่วยแก้ปัญหาผิวโทรม ใต้ตาคล้ำ ริ้วรอยเล็กๆ ได้อย่างตรงจุด
อยากมีผิวสวยใส ย้อนวัยเหมือนผิวเด็ก อย่าลืมปรึกษาแพทย์เพื่อให้คำแนะนำและออกแบบการรักษาที่เหมาะกับผิวของคุณที่สุดนะคะ
ราคาและโปรโมชั่น TheraFill

| ปริมาณ | ราคาโปรโมชั่น | ความคุ้มค่า |
|---|---|---|
| 1 CC | 18,000.- | สำหรับผู้เริ่มต้น ทดลองฉีดจุดเล็กๆ (เช่น ใต้ตา หรือร่องแก้มบางๆ) |
| 2 CC | 34,000.- | (เฉลี่ย 17,000/cc) ประหยัดไป 2,000.- เหมาะกับการเก็บทั่วหน้าแก้ม หรือ ใต้ตาทั้งสองข้าง |
| 3 CC | 48,000.- | (เฉลี่ย 16,000/cc) ประหยัดไป 6,000.- ✨ คุ้มที่สุด! เหมาะสำหรับงานทั่วหน้า (Full Face) ให้ผิวอิ่มฟูดูเด็กชัดเจน |

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

📍 สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง
โทร 064-424-6526
📍 สาขา Crystal Design Center (CDC)
โทร 095-236-4546


หลายๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า “Ultra Filler” ตามคลินิกต่างๆ มาบ้างนะคะ แต่จริงๆ แล้วอยากจะอธิบายให้เข้าใจว่า สิ่งที่คลินิกพูดถึงกันบ่อยๆ นี้ ไม่ได้หมายถึงฟิลเลอร์ที่เราคุ้นเคยกันที่เป็นสารเติมเต็มกลุ่ม Hyaluronic Acid หรือ HA Filler แบบทั่วไปค่ะ แต่เป็น “ไหมน้ำ Ultracol” คือกลุ่มของสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หรือ Biostimulator นั่นเองค่ะ
ไหมน้ำตัวนี้ใช้เทคโนโลยี PDO Microsphere ซึ่งแตกต่างจาก HA Filler โดยตรง โดยหลักการทำงานของ Ultracol คือจะเข้าไปกระตุ้นให้ผิวของเราสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองตามธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาผิวได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการลดเลือนริ้วรอย เติมเต็มความหย่อนคล้อย และช่วยให้ใต้ตาที่คล้ำดูกระจ่างใสขึ้น โดยผลลัพธ์ที่ได้จะดูเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นก้อน และยังมีความปลอดภัยสูง ผ่านการรับรองจาก อย. ค่ะ หลังเติมเต็มผิวจะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและยั่งยืนค่ะ
เทียบกับฟิลเลอร์ที่เป็นกล่องๆทั่วไปก็มีข้อดีข้อจำกัดแตกต่างกัน หมอจะเลือกใช้ตามปัญหาของคนไข้แต่ละคน จำนวน cc ก็ขึ้นอยู่กับบริเวณและปัญหาของแต่ละบุคคลค่ะ
โปรแกรม Planiti ฉีดได้หลายบริเวณเลย คนไข้หมอก็ทั่วหน้าและใต้ตาเป็นหลัก ถือเป็น Hybrid Biostimulator ช่วยฟื้นฟูผิวบริเวณใต้ตาอย่างตรงจุด ด้วยการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ให้ผิวใต้ตาดูแน่นฟูขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ และช่วยให้ใต้ตาดูสดใส อ่อนเยาว์
- แก้มตอบและแก้มกลาง เพื่อช่วยให้ผิวดูแน่นขึ้น ลดภาพหน้าดูเหนื่อยล้า
- ขมับ ในคนไข้ที่มีความตอบจนใบหน้าดูมีเหลี่ยมหรือดูอิดโรย
- กรอบหน้าและช่วงแก้มล่าง สำหรับปัญหาผิวเริ่มหย่อน ความคมชัดของกรอบหน้าลดลง
- หน้าผาก เมื่อมีร่องหรือความแบนตอบที่เหมาะกับการวางแผนรักษา
- ร่องแก้มและริ้วรอยตื้น เพื่อเน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิวในภาพรวม
- ลำคอหรือหลังมือ ในบางเคสที่ต้องการดูแลผิวบางและริ้วรอยแห่งวัย
ให้คนไข้นึกภาพง่าย ๆ ว่า ฟิลเลอร์เหมือนการเติมหมอนให้เต็มทันที จึงเหมาะกับการปรับทรงหรือเติมร่องลึกเฉพาะจุด ส่วน PLANITI เหมือนการค่อย ๆ ปรับคุณภาพของเบาะรองรับใต้ผิว ให้ผิวมีคอลลาเจนเพิ่มขึ้นและดูแน่นฟูอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
ราคา 25,000 บาท/ขวด
การทานคอลลาเจนเป็นประจำจะช่วย เสริมสร้างสุขภาพผิวโดยรวมให้แข็งแรงจากภายใน และ เป็นเสมือน “พื้นฐานที่ดี” แต่ต้องแยกส่วนกันกับการทำหัตถการความงาม คอลลาเจนเหมือนกัน แต่กลไกการทำงานต่างกันมาก
การทานคอลลาเจนไม่ได้ช่วยยกกระชับใบหน้าโดยตรง หรือเสริมผลลัพธ์หัตถการอย่าง HIFU, RF, ร้อยไหมให้คงอยู่นานขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจงค่ะ เพราะคอลลาเจนที่ทานจะถูกย่อยสลายเป็นกรดอะมิโนเล็กๆ ดูดซึมเข้ากระแสเลือด เพื่อสร้างโปรตีนและคอลลาเจนทั่วร่างกาย ไม่ใช่แค่ที่ผิวหน้าเท่านั้น ร่างกายจะจัดสรรไปใช้ในส่วนที่จำเป็นที่สุดก่อน เช่น กระดูก ข้อต่อ หรือส่วนที่สึกหรอ จึงไม่สามารถกำหนดให้ไปเสริมคอลลาเจนใต้ผิวหน้าเพื่อการยกกระชับโดยตรงได้ค่ะ
แม้คอลลาเจนจะช่วยบำรุงสุขภาพผิวโดยรวม ให้ผิวชุ่มชื้น ยืดหยุ่น ลดริ้วรอยเล็กๆ ได้บ้าง แต่ไม่ใช่การสร้างโครงสร้างเพื่อการยกกระชับที่ชัดเจน หากต้องการแก้ไขผิวหย่อนคล้อยหรือผลลัพธ์ยกกระชับที่เห็นผล คุณหมอแนะนำว่าต้องอาศัยวิธีการที่ออกฤทธิ์โดยตรงกับโครงสร้างผิวบริเวณนั้นๆ เช่น HIFU, RF หรือการร้อยไหม การเลือกวิธีที่เหมาะสม จำนวนช็อต จำนวนครั้ง หรือเส้นไหมที่ตอบโจทย์ ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ใช้แตกต่างกันไปจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดค่ะ
เทรนด์ปรุงจืด หมอให้เข้าใจได้เร็วๆก็คือ คนที่แต่งหน้าจัดเต็ม แต่โทนสีนู้ดๆ นัวๆ ตุ่นๆ ดูธรรมชาติ ไม่ใช่แนวใสๆแต่งแบบไม่แต่งไม่ใช่แบบนั้น คนละความหมาย
ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้เลย เพราะมันไม่ใช่การปล่อยหน้าสดแบบไม่ดูแลตัวเอง แต่คือศิลปะการโชว์ผิวและโครงสร้างใบหน้าที่มีคุณภาพดีที่สุดจากภายใน โดยหัวใจสำคัญที่ทำให้การแต่งหน้าน้อยๆ ดูสวยแพงและไม่โทรม คือการมีโครงสร้างใบหน้าที่สมดุล ไม่มีรอยยุบใต้ตาหรือแก้มตอบที่ทำให้หน้าดูมีเงาดำ รวมถึงการมีคุณภาพผิวที่แน่น กระชับ และอิ่มฟูสะท้อนแสงธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งการดูแลด้วยหัตถการทางการแพทย์ เช่น ฟิลเลอร์งานผิว ปรับรูปหน้า, ฉีด PN เพิ่มความชุ่มชื้น เครื่องยกกระชับ และการเติมสารอาหารบำรุงชั้นผิว จะช่วยสร้าง “ต้นทุนผิวที่ประณีต” ให้คุณพร้อมเผยผิวสวยอย่างมั่นใจในทุกๆ วันค่ะ
หมอรู้นะคิดอะไรอยู่ อยากดื่มนั่นแหล่ะยอมรับมาตรงๆ แต่ความจริงคือความจริง คือ ไม่ต่างกันค่ะ
ให้เข้าใจง่ายๆ การดื่มไวน์หลังฉีดหน้าไม่ได้ทำให้บวมน้อยกว่าเหล้าหรือเบียร์แต่อย่างใดค่ะ เพราะแอลกอฮอล์ทุกชนิดทำให้หลอดเลือดขยายตัวและสูบฉีดเลือดแรงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการบวมช้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ไวน์แดงยังมีสารฮิสตามีนที่ไปกระตุ้นอาการบวมอักเสบให้แย่ลงไปอีก ดังนั้น เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เข้าที่ไว หมอแนะนำให้งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างเด็ดขาดในช่วงแรกหลังทำหัตถการค่ะ อดใจรอให้หน้าเข้าที่ก่อน แล้วค่อยไปจิบไวน์ฉลองความสวยกันนะคะ! อ้อ ก่อนทำก็ไม่ควรดื่มมานะ ขอก่อนทำสัก 3 วันก็ยังดีค่ะ
ตามหลักทฤษฎีแล้ว Thermage และ Ulthera สามารถทำในวันเดียวกันได้ เพราะพลังงานลงไปทำงานกันคนละชั้นผิวค่ะ แต่ใน “การรักษาหน้างานจริง” สิ่งที่หมอต้องประเมินอย่างละเอียดคือ คนไข้ทนความเจ็บสะสมไหวไหม? เพราะหลายๆ เคส แค่ทำเครื่องใดเครื่องหนึ่งแต่ต้องใช้จำนวนช็อตเยอะ ความร้อนและความเจ็บก็สะสมจนคนไข้เริ่มทนไม่ไหวแล้วค่ะ หากฝืนทำคู่กันไปอาจจะกลายเป็นประสบการณ์ที่ทรมานได้ ดังนั้นในการรักษาจริง หมอจะไม่ยึดตามทฤษฎีว่าทำได้แล้วจะต้องทำควบไปเลยทุกเคส แต่เราต้อง ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคลเป็นหลัก หากดูแล้วร่างกายหรือผิวอาจจะรับภาระหนักเกินไป หมอจะแนะนำให้เลือกทำแค่อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน หรือเว้นระยะห่างตามสมควร เพื่อให้คนไข้ได้ผลลัพธ์ที่สวยเป๊ะที่สุดโดยไม่ต้องฝืนทนเจ็บจนเกินไปค่ะ
โปรแกรม Ellansé หรืออีลองเซ่ เป็นสารฉีดที่ช่วยดูแลโครงสร้างใบหน้า ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เติมเต็มเหมือนฟิลเลอร์ทั่วไป แต่ยังช่วยกระตุ้นการสร้างโครงสร้างผิวใหม่ใต้ผิว ทำให้ผิวดูแน่นขึ้น ใบหน้าดูมีมิติ และผลลัพธ์ค่อย ๆ ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปค่ะ
ต่างจากฟิลเลอร์ HA ทั่วไปที่เน้นเติมเต็มบริเวณที่ยุบ เช่น ร่องแก้ม ใต้ตา หรือขมับ แล้วค่อย ๆ สลายไปตามเวลา แต่ Ellansé จะทำงานแบบ เติมเต็ม + ฟื้นฟูโครงสร้างผิว จึงเหมาะกับคนที่เริ่มมีใบหน้ายุบ โครงหน้าไม่คม ผิวไม่แน่น หรือมีความหย่อนคล้อยระดับต้นถึงปานกลางค่ะ
ราคา Ellansé โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 20,000–30,000 บาท / 1 cc
โดย 1 กล่องมี 2 cc ราคาต่อกล่องจึงประมาณ 30,000–40,000 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้และการประเมินของแพทย์ของแต่ละสถานพยาบาลค่ะ
คนไข้ที่มาที่นี่ มั่นใจเพราะผลลัพธ์จาก ‘ผู้มารับบริการจริง’ มากกว่าค่ะ เอาจริงๆ เดี๋ยวนี้เวลาเราเห็นดาราโปรโมทให้คลินิกไหน เราก็แอบรู้อยู่ลึกๆ ใช่ไหมคะว่ามันคือการตลาด บางทีเขาอาจจะไม่ได้ทำจริงด้วยซ้ำ หมอเลยอยากให้คลินิกเราเติบโตด้วยรีวิวจากคนไข้ทั่วไปที่มีปัญหาจริงๆ เดินเข้ามาทำแล้วเห็นผลจริงๆ ดีบอกต่อ ทีมงานหน้าบ้านหมอทำงานง่ายกับคนไข้จริง มาด้วยปัญหา อยากแก้ไข อยากดูดีอยากสุขภาพดีขึ้น เราแนะนำได้ครบ แต่สำหรับดาราหมอว่าเขาสวยอยู่แล้ว ไม่รู้จะทำอะไรให้เขาดี 🙂 จริงๆ จะคนไข้หรือดาราหรือคนดังมารับบริการ ‘ความลับคนไข้’ จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้ผลลัพธ์การรักษาค่ะ ทุกเคสรีวิวของคลินิกผ่านการอนุญาตจากคนไข้แล้ว












