New Generation Biostimulator กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนที่เป็นสาเหตุของริ้วรอย ผิวขาดความยืดหยุ่น
ฉีดไหมน้ำ กับร้อยไหมกระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกันแต่ โปรแกรมไหมน้ำ ไม่ใช่การร้อยไหม
พัฒนามาจาก Biodegradable polymer ซึ่งมีความปลอดภัยสูง บวมช้ำน้อยกว่า
ให้ความรู้สึกเหมือนการเติมเต็มด้วย HA ฟิลเลอร์
Biostimulator AestheFill ไม่ต้องนวดคลึง หลังจากรับบริการ
เหมาะกับผู้ที่กังวลสารแปลกปลอม อยากให้ผิวฟูแบบเป็นธรรมชาติ
AestheFill รีวิว







AestheFill คืออะไร
ตัวช่วยฟื้นฟูผิวด้วย PDLLA จากเกาหลี AestheFill เป็นโปรแกรมฉีดกระตุ้นคอลลาเจนด้วยอนุภาค PDLLA (Poly D, L-Lactic Acid) สารสกัดจากเกาหลีที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในวงการแพทย์มาตั้งแต่ปี 2014
AestheFill ทำงานโดยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิว ทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไปตามอายุ ช่วยให้ผิวกระชับ อิ่มฟู ลดริ้วรอย เติมเต็มร่องลึก ผิวจึงดูอ่อนเยาว์และเรียบเนียนขึ้น

AestheFill ดีไหม
ผิวอิ่มฟู ลดริ้วรอยลดน้อยลง
เติมเต็มร่อง รอยพับผิวให้ดูเรียบเนียนขึ้น
ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 2 ปี เมื่อทำครบโปรโตคอล


รอยย่น รอยพับตื้นขึ้นหลังร่างกายกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิว
AestheFill เหมาะกับใคร
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอย หรือร่องลึก
- ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้กระชับ ยืดหยุ่น และดูอ่อนเยาว์
- ผู้ที่ต้องการหน้าเฟิร์มกระชับ แต่ไม่อยากทำโปรแกรมอื่น เช่นร้อยไหม HIFU, Ulthera, Thermage
ผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาใบหน้าหย่อนคล้อย สูญเสียคอลลาเจน ผู้ที่เริ่มมีการสูญเสียคอลลาเจน มีริ้วรอย ร่องลึก ขาดความยืดหยุ่น ผู้ที่ต้องการให้ผิวแข็งแรงขึ้นดูเด็กยิ่งขึ้น ผู้ที่ต้องการให้หน้าดูอิ่มฟูขึ้น
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 1 AestheFill มีผลในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ชนิดที่ 1 ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่เป็นส่วนสำคัญของผิวหนังที่เมื่อสลายไปแล้วจะทำให้เกิดริ้วรอย
AestheFill อยู่ได้นานแค่ไหน
ประมาณ 2 ปี *ครบโปรโตคอลตามคำแนะนำของแพทย์
เริ่มเห็นผลชัดเจน หลังจากรับบริการ 3-4 สัปดาห์ขึ้นไป
AestheFill เติมจุดไหนบ้าง?
AestheFill ฉีดได้ทั่วใบหน้า
- หน้าผาก
- ใต้ตา
- ร่องแก้ม
- ขมับ
- หน้าแก้ม
- กรอบหน้า
AestheFill ของแท้ ต้องตรวจสอบได้

AesTheFill ทำงานอย่างไร
- หลังฉีด 2-10 วันแรก ผิวบริเวณที่ฉีดจะดูเต็มอิ่มฟูทันทีจากโมเลกุลทรงกลมของ AestheFill ที่ช่วยปรับรูปหน้าและยกพยุงผิว
- ระหว่างนั้น ผิวถูกกระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนใหม่ โดยตัวยาจะกระจายตัวไปทั่วชั้นผิวและส่งสัญญาณไปที่ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้างคอลลาเจนและอิลาสติน
- คอลลาเจนที่ถูกสร้างขึ้นจะรวมตัวกันและเพิ่มจำนวน ทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนได้มากขึ้น สร้างความแข็งแรงให้โครงสร้างผิวภายใน และพยุงผิวหนังชั้นเดอมิส (dermis)
- เมื่อเวลาผ่านไป AestheFill ที่ฉีดเข้าไปจะค่อยๆ สลายตามกลไกธรรมชาติ แต่เส้นใยคอลลาเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นจะยังคงอยู่
- ช่วยให้ผิวแข็งแรงได้ระยะยาว และคงผลลัพธ์ในการยกกระชับและฟื้นฟูผิวได้นานถึง 2 ปี
AesTheFill ต้องทำกี่ครั้ง กี่ขวด
โดยทั่วไป การฉีด AestheFill จะต้องทำหลายครั้งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่จำนวนครั้งและปริมาณที่ใช้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- บริเวณที่ต้องการฉีด: บริเวณที่มีพื้นที่กว้างหรือต้องการปริมาณมากอาจต้องใช้หลายขวดและหลายครั้งในการฉีด
- ความลึกของริ้วรอยหรือปัญหาผิว: ริ้วรอยที่ลึกหรือปัญหาผิวที่มากอาจต้องใช้ปริมาณมากขึ้นและอาจต้องฉีดหลายครั้ง
- ผลลัพธ์ที่ต้องการ: หากต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเห็นได้ชัดอาจต้องใช้ปริมาณมากขึ้นและฉีดหลายครั้ง
โดยส่วนมากคนไข้ที่มารับบริการอายุเกิน 35 ขึ้นไป แพทย์อาจจะแนะนำ 1-2 ขวด ในครั้งแรก และอีก 1 ขวดใน 1-2 เดือนถัดไป


Biostimulator ยอดนิยม
Sculptra
- ผลิตจาก PLLA (Poly-L-lactic acid)
- เน้นกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน กระชับ ปรับรูปหน้า
- เหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอยลึก
- อยู่ได้นาน 2-3 ปี

Sculptra คืออะไร อ่านเพิ่มเติม
Gouri (GOURI)
- ผลิตจาก PCL (Polycaprolactone)
- เน้นกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน กระชับ ปรับรูปหน้า
- เหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอยลึก ต้องการผลลัพธ์ยาวนาน
- อยู่ได้นาน 2-3 ปี

Gouri คืออะไร อ่านเพิ่มเติม
Ultracol
- ผลิตจาก PDO (Polydioxanone)
- เน้นกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน กระชับ ปรับรูปหน้า
- เหมาะกับคนที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอยลึก ต้องการผลลัพธ์ยาวนาน
- อยู่ได้นาน 1 ปี

Ultracol คืออะไร อ่านเพิ่มเติม
คอลลาเจน จำเป็นต่อผิวยังไง
- คอลลาเจนคือ โปรตีนชนิดหนึ่งในร่างกาย โดยเป็นส่วนประกอบหลัก
ของเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะในผิวหนัง และกระดูกอ่อน - คอลลาเจนที่พบที่ผิวหนัง คือ คอลลาเจนชนิดที่ 1 เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผิว
มีความยืดหยุ่น เรียบเนียน และสุขภาพดี - เมื่ออายุมากขึ้น ตั้งแต่ 25-30 ปีขึ้นไป การสร้างคอลลาเจนจะลดลง
รวมทั้งถูกทำลายได้มากขึ้น - นอกจากอายุที่มีผลกับการสร้างคอลลาเจนแล้ว ปัจจัยอื่นๆ เช่น
การตากแดด การสูบบุหรี่ หรือรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ก็ส่งผลให้การ
สร้างคอลลาเจนลดลงเช่นกัน

สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
| ชนิด | ยี่ห้อ |
|---|---|
| PLLA | Sculptra |
| PDLLA | Juvelook, Lenisna, Aesthefill |
| PCL | Gouri |
| PDO | Ultracol |
| CaHA | Neauvia, Radiesse |
เพิ่มเติม
- ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลอย่างย่อ
- ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
- ควรปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์ก่อนตัดสินใจ
- ควรเลือกไหมน้ำให้เหมาะกับปัญหาผิวและความต้องการของตัวเอง


AestheFill vs Sculptra
| Aesthefill | Sculptra |
|---|---|
| เพื่อเติมเต็ม กระตุ้นคอลลาเจน | เพื่อกระตุ้นคอลลาเจน |
| PDLLA (Poly-D, L-Lactic Acid) | PLLA |
| เห็นผลทันที สูงสุด 4-6 สัปดาห์ | 4-6 สัปดาห์ |
| อยู่นาน 2 ปี | อยู่นาน 2 ปี |
| เติมเต็มริ้วรอยและร่องลึก | กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและคืนความอ่อนเยาว์ |
| ริ้วรอยตื้นถึงลึกปานกลาง | ใบหน้าที่หย่อนคล้อย เพิ่มชั้นให้ผิวหนาขึ้น |
| การบวมช้ำน้อย | การบวมช้ำปานกลาง |
AestheFill vs Radiesse
| Radiesse | Aesthefill |
|---|---|
| ส่วนประกอบหลัก CAHA (Calcium Hydroxylapatite) | PDLLA (Poly-D, L-Lactic Acid) |
| การทำงาน เติมเต็มปริมาตรทันทีและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว | กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาวผ่านไมโครสเฟียร์ PLLA ค่อยๆ เติมเต็มปริมาตร |
| ลดเลือนริ้วรอยหลังทำทันที ⭐️⭐️⭐️ | ⭐️⭐️⭐️⭐️ |
| หลังทำ อาการแดงเล็กน้อย บวม ช้ำ | อาการ บวม ช้ำน้อยมาก |
| ระยะเห็นผล ภายใน 7-10 วัน | ภายใน 1-2 สัปดาห์ |
| อยู่ได้นาน สูงสุด 12-18 เดือน | สูงสุด 2 ปี |
ขั้นตอนการรับบริการ AestheFill
- พบแพทย์ ประเมินปัญหา หมอต้าร์จะต้องสอบถามประวัติ และประเมินปัญหาผิวหน้า ก่อนฉีดไหมน้ำให้คนไข้ทุกเคส
- ทำความสะอาดผิวหน้า ทำความสะอาดผิวด้วยคลีนซิ่ง ลบเครื่องสำอาง ก่อนเริ่มทำการฉีดไหมน้ำ
- แปะยาชา เพื่อความสบายผิว เจ้าหน้าที่จะแปะยาชา ให้คนไข้ก่อนรับบริการ ทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที
- แพทย์เริ่มทำการรักษา คุณหมอจะทำการรักษาบริเวณที่คนไข้กังวล โดยไหมน้ำใช้เวลาในการรักษาไม่นาน 20-30 นาที
- รับยาตามแพทย์สั่ง (ถ้ามี) และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเอง เพื่อให้ไหมน้ำเห็นผลดีที่สุด
- ติดตามผล ควรเข้ามาพบแพทย์ตามนัด เพื่อติดตามผลลัพธ์การรักษาให้ออกมาอย่างที่คาดหวัง
AestheFill ราคาเท่าไหร่

| จำนวน | ราคา |
|---|---|
| 1 ขวด | 25,000 บาท |
| 3 ขวด | 65,000 บาท |
| โปรโมชั่น ลูกค้าใหม่ | รับฟรีทรีทเมนท์หน้าฉ่ำวาว 1 ครั้ง |

หมอจะบอกว่าจริง ๆ แล้ว Sculptra ไม่ใช่ฟิลเลอร์ นะคะ ถ้าคนไข้บอกว่าเคยฉีดฟิลเลอร์เท่านั้นเท่านี้ CC มาเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้จะมาเปลี่ยนเป็นฉีดกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจนแทน ในจำนวน cc ที่เท่ากันนั้นอาจจะเป็นความเข้าใจที่ผิดอยู่ค่ะ
Sculptra เป็นสารกลุ่ม PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ทำหน้าที่เข้าไป กระตุ้น เซลล์ Fibroblast ให้ร่างกายสร้างและซ่อมแซมผิวด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการสร้าง คอลลาเจน Type I
ผลลัพธ์ที่ได้คือการ ฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ทำให้ผิวแน่น กระชับ แข็งแรง และดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การเติมวอลุ่มแบบทันทีเหมือนฟิลเลอร์ค่ะ
TheraFill จัดเป็นนวัตกรรม Atelocollagen ที่มีคุณสมบัติแบบ 2-in-1 คือทำหน้าที่เป็นทั้ง Filler เพื่อเติมเต็มร่องลึกและหลุมสิวให้ตื้นขึ้นทันที และเป็น Biostimulator ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ให้ผิวแน่นกระชับในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) โดยเฉพาะ สามารถฉีดร่วมกับ Botox เพื่อเก็บรายละเอียดริ้วรอย หรือฉีดร่วมกับ HA Filler เพื่อปรับรูปหน้าได้ แต่ควร หลีกเลี่ยงความร้อนสูง เช่น เลเซอร์ หรือ HIFU ในช่วงแรกหลังฉีดเพื่อรักษาอายุของคอลลาเจนให้อยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ
หากคนไข้ต้องเลือก หมอแนะนำให้ดูที่เป้าหมายหลักค่ะ ถ้าต้องการ “ผิวฉ่ำวาว เล่นแสงทันที” แบบ Glass Skin ให้เลือก Neauvia Hydro Deluxe เพราะมี HA และ CaHA ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและความแน่นเฟิร์มได้ดีเยี่ยม แต่ถ้าคนไข้มองหาความ “ยั่งยืน และการซ่อมแซมผิวระยะยาว” อยากให้ผิวเนียนละเอียด รูขุมขนกระชับ และผลลัพธ์ อยู่นานกว่า (6-12 เดือน) หมอแนะนำ Karisma ซึ่งเป็น Rh Collagen ที่เน้นการคืนสภาพผิวให้กลับมาเด็กอีกครั้งค่ะ
Atelocollagen และ Rh Collagen คือเทคโนโลยีฟื้นฟูผิวขั้นสูงที่แตกต่างกันที่ “แหล่งกำเนิด” ค่ะ โดย Atelocollagen (คอลลาเจนสด) สกัดจากธรรมชาติและตัดส่วนที่ก่อภูมิแพ้ออก เด่นเรื่อง โครงสร้าง Triple Helix ที่สมบูรณ์ ช่วย กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และรักษาหลุมสิว ได้ดีเยี่ยม ส่วน Rh Collagen เป็นคอลลาเจนจาก เทคโนโลยีชีวภาพ ที่มีโครงสร้าง เหมือนของมนุษย์ 100% จึงให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยสูงสุด (Safety) ไร้ความเสี่ยงจากสัตว์ และมีความเสถียรของตัวยา ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นทางเลือกหลักใน การฟื้นฟูโครงสร้างผิวระดับลึก ของวงการแพทย์ความงามยุคใหม่ค่ะ
Rh Collagen ประเภท Type III ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับที่พบมากในผิวเด็กทารก
ตามทฤษฎี ไหมน้ำ ที่เติมใต้ตาได้นั้น อยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์จริงค่ะ แต่คนไข้ต้องเข้าใจธรรมชาติของเขาด้วย คือหลังทำจะเห็นผลทันทีก็จริง แต่ ผ่านไป 1 สัปดาห์จะยุบตัวลงก่อน แล้วจึงค่อย ๆ อิ่มฟูขึ้นมาใหม่จากการสร้างคอลลาเจน ซึ่งจุดนี้อาจทำให้คนไข้แปลกใจได้ ต่างจากฟิลเลอร์ที่ ฉีดเท่าไหร่ได้เท่านั้น (Immediate Result) แล้วค่อย ๆ ยุบตัวลง ตามกาลเวลาค่ะ เวลาหมอแนะนำจึงต้องดูความสบายใจของคนไข้เป็นหลัก ถ้าใครกังวลเรื่องก้อนหรือไม่สบายใจกับฟิลเลอร์ ไหมน้ำก็ถือว่าตอบโจทย์ใต้ตาได้ดี แต่ถ้าใครต้องการ ความเรียบเนียนทันที และรับได้กับการมาเติมปีละครั้ง ฟิลเลอร์ก็ยังเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม มากกว่าค่ะ
โดยเฉลี่ยของเคสคนไข้หมออยู่ได้นานถึง 1-2 ปี ในขณะที่ฟิลเลอร์อยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน สาเหตุเพราะไหมน้ำทำหน้าที่เป็น Biostimulator กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใหม่ ของคนไข้เอง ซึ่งมีความคงทนกว่าสารเติมเต็ม และเหมาะกับคนไข้ที่ต้องการปรับสภาพผิวใต้ตาให้แน่นกระชับ มากกว่าคนที่ต้องการเติมถมร่องลึกมาก ๆ ซึ่งฟิลเลอร์ยังคงเป็นมาตรฐานหลัก (Gold Standard) ในการแก้ปัญหาเบ้าตาลึกค่ะ
ถ้าให้หมอสรุปย่อๆให้ฟังคือ “ร้อยไหม” กับ “ไหมน้ำ” เป็นหัตถการที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ การร้อยไหมจะเน้นการใช้เส้นไหมจริงๆ เพื่อยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้เห็นผลทันที เหมาะกับคนไข้ที่ต้องการแก้ปัญหาแก้มห้อยหรือกรอบหน้าไม่ชัดเจน ในขณะที่ “ไหมน้ำ” เป็นการฉีดสารกระตุ้นเพื่อฟื้นฟูคุณภาพผิวจากภายในให้กลับมาแน่นและอิ่มฟูขึ้น ยกกระชับผิวได้แต่จะไม่ใช่การดึงผิวขึ้น ณ เวลานั้นเลย เหมาะกับคนไข้ที่ผิวบางและขาดคอลลาเจน ผิวเสื่อมต้องการฟื้นฟูระยะยาวค่ะ การจะเลือกทำอะไรนั้นขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและความต้องการของคนไข้เป็นหลักค่ะ
หน้าทรุด ที่มาพร้อมกับอาการ ขมับตอบ, ถุงใต้ตา, หน้าแก้มแบน, และแก้มตอบ สามารถแก้ไขได้ด้วย ฟิลเลอร์ โดยการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป ทำให้ใบหน้าดูอิ่มเอิบ อ่อนเยาว์ และมีมิติมากขึ้น การฉีดฟิลเลอร์ต้องทำโดย แพทย์ผู้มีประสบการณ์จริงๆเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ เพราะหากแพทย์ไม่มีประสบการณ์ ประเมินผิดพลาด เน้นการเติมด้วยจำนวนที่เยอะเกินไป แทนที่จะได้ผิวหน้าที่ยกกระชับอ่อนกว่าวัย จะกลายเป็นหน้าอ้วน หน้า Overfield ได้
ดีเลิฟเวอรี่คลินิก จะมาสรุปคำแนะนำสำคัญเกี่ยวกับการดูแลตัวเองหลังทำหัตถการ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมฉีดหรือเลเซอร์จากคลินิกของเรานะคะ เพื่อให้คุณลูกค้าเข้าใจและดูแลผิวได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเห็นผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นไปอีกค่ะ โดยรวมแล้ว การดูแลหลังทำมีความแตกต่างกันไปในแต่ละหัตถการ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดนะคะ สำหรับหัตถการกลุ่มฉีด เช่น โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ เมโสแฟต หรือ Biostimulator ส่วนใหญ่แล้วจะแนะนำให้งดแต่งหน้าประมาณ 4-24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการกดทับ การติดเชื้อ หรือการกระจายตัวของยา ส่วนกลุ่มเลเซอร์บางชนิด เช่น เลเซอร์ CO2 ที่มีแผลตกสะเก็ด จะต้องงดแต่งหน้าไปเลยจนกว่าสะเก็ดจะหลุดและผิวสมานตัวดี ซึ่งอาจใช้เวลา 7-14 วันเลยค่ะ และไม่ว่าจะทำหัตถการใดๆ ก็ตาม สิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาดคือ การหลีกเลี่ยงแสงแดดจัดและทาครีมกันแดดเป็นประจำ รวมถึงการทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยนค่ะ หากคุณลูกค้ามีข้อสงสัยเพิ่มเติม หรือมีอาการผิดปกติหลังทำหัตถการ อย่าลังเลที่จะติดต่อสอบถามแอดมินหรือคุณหมอได้เลยนะคะ เรายินดีดูแลและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดค่ะ







