
มาทำความเข้าใจกันก่อน… “อวบ” กับ “อ้วน” ไม่ใช่แค่คำพูด
ในมุมมองทางการแพทย์และความงามแล้ว คำว่า “อวบ” กับ “อ้วน” ไม่ได้เป็นแค่คำพูดที่เราใช้เรียกรูปร่างทั่วไปนะคะ แต่มีความหมายและนัยยะที่แตกต่างกันออกไปค่ะ แม้ในบางครั้งเราอาจใช้สลับกันจนคุ้นชิน แต่ถ้าเราเข้าใจความหมายที่แท้จริง จะช่วยให้คนไข้ดูแลตัวเองได้อย่างถูกจุดและมีสุขภาพที่ดีขึ้นค่ะ
“อวบ” คืออะไร?
สำหรับคำว่า “อวบ” คนไข้ลองนึกภาพรูปร่างที่มีส่วนโค้งเว้าหรือมีเนื้อมีหนังเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยค่ะ อาจจะดูมีน้ำมีนวลขึ้น สวมเสื้อผ้าแล้วอาจจะรู้สึกกระชับขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วยังคงเคลื่อนไหวได้สบาย ไม่มีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวที่ชัดเจนนักค่ะ ในทางการแพทย์ เรามักจะจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ “น้ำหนักเกิน” (Overweight) ซึ่งหมายถึงค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) อยู่ในช่วง 23.0 – 24.9 kg/m² สำหรับคนเอเชียค่ะ คนไข้บางคนอาจจะรู้สึกว่าตัวเอง “อวบ” เพราะอยากจะใส่เสื้อผ้าให้สวยเป๊ะยิ่งขึ้น หรือรู้สึกว่ามีไขมันส่วนเกินสะสมตามจุดต่างๆ เล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติเลยค่ะ
ตัวอย่าง: คนไข้บางท่านอาจจะรู้สึกว่าตัวเอง “อวบ” เพราะใส่เสื้อผ้าไซส์เดิมแล้วรู้สึกแน่นขึ้นนิดหน่อย หรือมีแก้มที่ดูน่ารัก แต่ยังสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ปกติ ไม่มีอาการเจ็บป่วยหรือเหนื่อยง่ายผิดปกติค่ะ

แล้ว “อ้วน” ล่ะ? มีความหมายที่แตกต่างกันอย่างไร?
ทีนี้มาถึงคำว่า “อ้วน” นะคะ ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว คำนี้มีความหมายที่ค่อนข้างจริงจังกว่ามากค่ะ “อ้วน” ในทางการแพทย์หมายถึง “ภาวะที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไปจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ” หรือที่เราเรียกว่า “โรคอ้วน” (Obesity) นั่นเองค่ะ ซึ่งจะดูได้จากค่า BMI ที่ตั้งแต่ 25.0 kg/m² ขึ้นไปสำหรับคนเอเชีย หรือดูจากสัดส่วนไขมันในร่างกายที่สูงเกินเกณฑ์ปกติค่ะ
การเป็นโรคอ้วนนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของรูปร่างภายนอกนะคะ แต่ยังเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพร้ายแรงหลายอย่าง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ข้อเข่าเสื่อม ไปจนถึงเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด ได้ด้วยค่ะ
ตัวอย่าง: คุณหมอมีคนไข้หลายท่านที่มาปรึกษาเรื่องน้ำหนักตัว โดยที่ค่า BMI เกิน 25 และเริ่มมีอาการปวดเข่า หรือตรวจพบว่าน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งแบบนี้เราจะเรียกว่าเข้าข่าย “โรคอ้วน” แล้วค่ะ การลดน้ำหนักในกรณีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องของสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวของคนไข้เลยนะคะ

น้ำหนักเป็นตัวตัดสินทั้งหมดจริงหรือ?
คำตอบคือ น้ำหนักเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดค่ะ! คนไข้บางคนอาจมีน้ำหนักตัวเท่ากัน แต่รูปร่างและสุขภาพกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นเป็นเพราะเราต้องพิจารณาถึง “องค์ประกอบของร่างกาย” (Body Composition) ด้วยค่ะ
องค์ประกอบของร่างกายจะบอกเราว่า ในน้ำหนักตัวทั้งหมดนั้น ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เช่น มวลไขมัน (Fat Mass) มวลกล้ามเนื้อ (Muscle Mass) และมวลกระดูก (Bone Mass) ค่ะ หากคนไข้มีน้ำหนักมากเพราะมี กล้ามเนื้อเยอะ (เช่น คนที่ออกกำลังกายหนักๆ) รูปร่างก็จะดูกระชับ เฟิร์ม และมีสุขภาพดี แต่ถ้าหากน้ำหนักมากเพราะมี ไขมันสะสมในร่างกายเยอะ แม้น้ำหนักจะเท่ากัน ก็อาจจะดูตัวใหญ่กว่าและมีปัญหาสุขภาพตามมาได้มากกว่าค่ะ ดังนั้น การวัดสัดส่วนไขมันในร่างกายจึงเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดที่สำคัญไม่แพ้ BMI เลยนะคะ


