Your future self is forged in the choices you make today.
Trulicity คืออะไร
Trulicity คือชื่อการค้าของยา Dulaglutide (ดูลากลูไทด์) ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม GLP-1 Receptor Agonists จัดอยู่ในรูปแบบปากกาสำหรับฉีดใต้ผิวหนัง โดยคนไทยอาจจะไม่ค่อยได้ยินชื่อมากนัก แต่สำหรับคนที่มาจากประเทศยุโรป อเมริกา อื่นๆอาจจะเคยได้ยินหรือเคยใช้มาแล้ว
- กลไกการทำงาน Trulicity ทำงานโดยเลียนแบบฮอร์โมน GLP-1 ที่ร่างกายสร้างขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งมีหน้าที่
- ควบคุมระดับน้ำตาล กระตุ้นการหลั่งอินซูลินเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง
- ทำให้รู้สึกอิ่ม ส่งสัญญาณไปที่สมองเพื่อลดความอยากอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและนานขึ้น
- ชะลอการย่อยอาหาร ทำให้อาหารอยู่ในกระเพาะนานขึ้น ช่วยให้ไม่รู้สึกหิวบ่อย
- รูปแบบอุปกรณ์ ตัวปากกาถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย เป็นแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง โดยมีเข็มซ่อนอยู่ภายใน ไม่ต้องเปลี่ยนหัวเข็มเอง และมีขั้นตอนการฉีดที่ไม่ยุ่งยาก
- ความถี่ในการใช้ ฉีดเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้น
- ข้อบ่งใช้ในประเทศไทย ในประเทศไทย Trulicity ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นหลัก ส่วนผลในการลดน้ำหนักถือเป็นผลพลอยได้จากกลไกของยา
Trulicity เหมาะกับใคร
จากข้อบ่งใช้และกลไกการทำงาน Trulicity จึงเหมาะสำหรับ
- ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่แพทย์จะสั่งใช้ยาตัวนี้เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย
- ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักภายใต้การดูแลของแพทย์ (ในบางกรณี) แม้จะช่วยลดน้ำหนักได้ แต่การนำ Trulicity มาใช้เพื่อลดน้ำหนักโดยตรงในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายเท่าโปรแกรมปากกาลดน้ำหนักตัวอื่น ๆ และเป็นการใช้งานนอกข้อบ่งใช้ (Off-Label Use) ซึ่งจำเป็นต้องอยู่ในการประเมินและดูแลโดยแพทย์อย่างเคร่งครัด
pie
title เหมาะกับการใช้ Trulicity
"ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (ข้อบ่งใช้หลัก)" : 85
"ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก" : 15
ดังนั้น หากคุณสนใจใช้ยาในกลุ่มนี้เพื่อการลดน้ำหนัก แพทย์อาจพิจารณาทางเลือกอื่นที่มีงานวิจัยรองรับด้านการลดน้ำหนักโดยตรงและหาได้ง่ายกว่าในประเทศไทย เช่น โปรแกรม Ozempic (Semaglutide) ซึ่งเป็นยาในกลุ่มเดียวกันและให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนสำหรับเป้าหมายด้านการควบคุมน้ำหนักโดยเฉพาะ การปรึกษาแพทย์ที่ D’ Lovevery Clinic จะช่วยให้คุณได้รับคำแนะนำและแผนการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดค่ะ
Trulicity กับ Ozempic เลือกโปรแกรมไหนดี
ในวงการแพทย์เพื่อการควบคุมน้ำหนัก ชื่อของ Trulicity และ Ozempic มักถูกพูดถึงอยู่เสมอ ทั้งสองเป็นยาในกลุ่ม GLP-1 Receptor Agonists ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและมีผลพลอยได้ที่น่าพึงพอใจคือการช่วยลดน้ำหนัก แต่หลายคนอาจยังมีคำถามว่าทั้งสองแตกต่างกันอย่างไร ตัวไหนดีกว่า และถ้าเคยใช้ตัวหนึ่งจากต่างประเทศจะเปลี่ยนมาใช้อีกตัวในไทยได้หรือไม่ D’ Lovevery Clinic จะไขทุกข้อสงสัย เพื่อให้คุณเข้าใจและเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับเป้าหมายและร่างกายของคุณมากที่สุดภายใต้การดูแลของแพทย์

ทำความรู้จักตัวยาสำคัญและกลไกการทำงาน
โปรแกรมปากกาลดน้ำหนักทั้ง Trulicity และ Ozempic ทำงานโดยอาศัยตัวยาที่เลียนแบบการทำงานของฮอร์โมนในลำไส้ที่ชื่อว่า GLP-1 ซึ่งร่างกายจะหลั่งออกมาเมื่อมีอาหารตกถึงกระเพาะ
- Trulicity มีตัวยาสำคัญคือ Dulaglutide (ดูลากลูไทด์) (ยังไม่ผ่านการอนุมัติในประเทศไทย)
- โปรแกรม Ozempic มีตัวยาสำคัญคือ Semaglutide (เซมากลูไทด์)
ดียังไง ตัวยาทั้งสองจะเข้าไปจับกับตัวรับ GLP-1 ในสมอง ทำให้คุณรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและอิ่มนานขึ้น ลดความอยากอาหารและความรู้สึกหิวโหย ทั้งยังช่วยชะลอการเคลื่อนตัวของอาหารในกระเพาะอาหาร ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลโดยตรงต่อการลดปริมาณแคลอรี่ที่รับประทานและนำไปสู่การลดลงของน้ำหนักตัวอย่างมีประสิทธิภาพ
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Trulicity และ Ozempic
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราได้ทำตารางเปรียบเทียบข้อมูลสำคัญของยาทั้งสองชนิด
| คุณสมบัติ | โปรแกรม Ozempic (Semaglutide) | Trulicity (Dulaglutide) |
|---|---|---|
| ข้อบ่งใช้หลักในไทย | ได้รับการอนุมัติสำหรับรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 และนิยมใช้เพื่อการลดน้ำหนัก (Off-Label Use) ภายใต้การดูแลของแพทย์ | ได้รับการอนุมัติสำหรับรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นหลัก |
| ประสิทธิภาพการลดน้ำหนัก | มีงานวิจัยรองรับจำนวนมากว่าให้ผลลัพธ์การลดน้ำหนักที่โดดเด่นและมีนัยสำคัญ | ช่วยลดน้ำหนักได้เช่นกัน แต่อาจไม่เด่นชัดเท่า Semaglutide ในปริมาณที่เทียบเท่ากัน |
| ความถี่ในการฉีด | สัปดาห์ละ 1 ครั้ง | สัปดาห์ละ 1 ครั้ง |
| ลักษณะอุปกรณ์ | เป็นปากกาที่ต้องเปลี่ยนหัวเข็มทุกครั้งที่ฉีด | เป็นปากกาชนิดใช้แล้วทิ้ง ตัวเข็มจะซ่อนอยู่ภายใน ไม่ต้องเปลี่ยนหัวเข็ม และกดฉีดได้เลย |
| การมีจำหน่ายในไทย | มีจำหน่ายและใช้กันอย่างแพร่หลายในคลินิกความงามและสถานพยาบาล | ไม่มีจำหน่ายทั่วไป สำหรับการลดน้ำหนักในคลินิก มักพบใช้ในโรงพยาบาลเพื่อรักษาเบาหวาน |
ปลดล็อกศักยภาพการลดน้ำหนัก ด้วยโปรแกรม D’ RESIZE
การลดน้ำหนักไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขบนตาชั่ง แต่คือการเดินทางเพื่อค้นพบเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวคุณเอง D’ Lovevery Clinic เข้าใจถึงความท้าทายและความต้องการที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล เราจึงนำเสนอ “โปรแกรมปากกาลดความอ้วน” D’ RESIZE ที่ช่วยควบคุมน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยภายใต้การดูแลจากทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์ โปรแกรมนี้เป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่จะช่วยปรับสมดุลการเผาผลาญและพฤติกรรมการทานอาหารของคุณ ทำให้การเดินทางสู่เป้าหมายเป็นเรื่องที่ง่ายและยั่งยืนยิ่งขึ้น
ไขข้อดีและประเด็นที่ควรพิจารณาของโปรแกรมปากกาลดความอ้วน
โปรแกรมปากกาลดความอ้วนทำงานโดยเลียนแบบฮอร์โมน GLP-1 ที่ร่างกายสร้างขึ้นตามธรรมชาติ ช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดความอยากอาหาร และช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวช้าลง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่นำไปสู่การควบคุมน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จ

- ข้อดีที่โดดเด่น
- ประสิทธิภาพสูงในการลดน้ำหนัก ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดน้ำหนักตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ปรับพฤติกรรมการทาน ช่วยลดความอยากอาหารจุบจิบและความโหยน้ำตาล
- สะดวกและง่าย ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบปากกาที่ฉีดเพียงสัปดาห์ละหนึ่งครั้งและสามารถทำได้ด้วยตัวเอง
- มีความปลอดภัยสูง เมื่ออยู่ภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
- ส่งผลดีต่อสุขภาพด้านอื่น อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน
- ข้อควรพิจารณา
- อาจมีผลข้างเคียงในช่วงแรก เช่น คลื่นไส้ ท้องอืด หรือท้องผูก ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัว
- จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมด้วย เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและยั่งยืน ควรควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่กันไป
- มีข้อจำกัดในผู้ป่วยบางกลุ่ม โปรแกรมนี้อาจไม่เหมาะกับทุกคน แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
เปรียบเทียบความแตกต่างของโปรแกรมปากกาลดความอ้วนยอดนิยม
การเลือกใช้ปากกายี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ตามเป้าหมายและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล D’ Lovevery Clinic เลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย เท่านั้น
| คุณสมบัติ | โปรแกรม Ozempic/Wegovy | โปรแกรม Saxenda | โปรแกรม Trulicity |
|---|---|---|---|
| ตัวยาสำคัญ | Semaglutide | Liraglutide | Dulaglutide |
| ความถี่ในการฉีด | สัปดาห์ละ 1 ครั้ง | วันละ 1 ครั้ง | สัปดาห์ละ 1 ครั้ง |
| จุดเด่น | ประสิทธิภาพสูงในการลดน้ำหนักและมีงานวิจัยรองรับจำนวนมาก | เป็นที่รู้จักมานานและใช้กันอย่างแพร่หลาย | ใช้งานง่าย ไม่ต้องเปลี่ยนหัวเข็ม |
| การเก็บรักษา | เก็บในตู้เย็นก่อนเปิดใช้งานครั้งแรก | เก็บในตู้เย็นก่อนเปิดใช้งานครั้งแรก | เก็บในตู้เย็น |
แม้ในแง่ของเปอร์เซ็นต์การลดน้ำหนักโดยเฉลี่ย Trulicity อาจไม่สูงเท่ากับยาตัวอื่น ๆ แต่ Trulicity ก็มีจุดเด่นที่สำคัญซึ่งอาจถือว่าให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในด้านต่อไปนี้
ประสบการณ์การใช้งาน โปรแกรม Trulicity
1. ความสะดวกในการใช้งาน และเป็นมิตรกับผู้ที่กลัวเข็มที่สุด
นี่คือจุดเด่นที่ชัดเจนที่สุดของ Trulicity เมื่อเทียบกับปากกาลดน้ำหนักยี่ห้ออื่น ๆ
- อุปกรณ์ฉีดสำเร็จรูป ตัวปากกา Trulicity เป็นแบบ Auto-injector คือมีเข็มซ่อนอยู่ภายในและถูกออกแบบมาให้ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง
- ไม่ต้องเห็นเข็ม ไม่ต้องเปลี่ยนหัวเข็ม ผู้ใช้งานเพียงแค่เปิดฝาปากกา วางแนบกับผิวหนัง แล้วกดปุ่ม ตัวยาจะถูกฉีดเข้าไปโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องเผชิญกับความกลัวในการมองเห็นเข็มหรือขั้นตอนการประกอบหัวเข็มเหมือนปากกายี่ห้ออื่น ๆ เช่น Ozempic หรือ Saxenda
- ขั้นตอนง่ายและรวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและความกังวลในการใช้งานได้อย่างมาก
ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือ ประสบการณ์การใช้งานที่ง่าย สะดวก และลดความเครียดสำหรับผู้ที่กลัวเข็มหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการฉีดยาด้วยตัวเอง
2. การลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ผ่านการพิสูจน์
Trulicity ไม่ได้มีดีแค่การควบคุมระดับน้ำตาล แต่ยังมีงานวิจัยทางคลินิกขนาดใหญ่ (REWIND trial) ที่พิสูจน์แล้วว่า
- ลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทางหัวใจและหลอดเลือด (Major Adverse Cardiovascular Events – MACE) เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ, ภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
- มีประสิทธิภาพทั้งในผู้ที่มีและไม่มีประวัติโรคหัวใจมาก่อน ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญ
ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือ การมอบประโยชน์ด้านการป้องกันและดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด ควบคู่ไปกับการควบคุมเบาหวาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่แพทย์ใช้พิจารณาในการเลือกยาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง

โปรแกรมปากกาลดความอ้วนไม่เหมาะกับใคร
ความปลอดภัยของคนไข้คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด โปรแกรมนี้ไม่เหมาะสำหรับบุคคลในกลุ่มต่อไปนี้
- ผู้ที่มีประวัติส่วนตัวหรือคนในครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิดเมดัลลารี (Medullary Thyroid Carcinoma)
- ผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกของต่อมไร้ท่อประเภท 2 (Multiple Endocrine Neoplasia syndrome type 2 หรือ MEN 2)
- สตรีมีครรภ์, กำลังวางแผนตั้งครรภ์, หรือกำลังให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอในกลุ่มนี้
- ผู้ที่มีประวัติเคยแพ้ตัวยาสำคัญ เช่น Semaglutide, Liraglutide หรือส่วนประกอบอื่นในปากกาอย่างรุนแรง
- ผู้ที่มีประวัติเคยเป็นตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน (Acute Pancreatitis) เพราะยาอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดซ้ำได้
- ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ขั้นรุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะกระเพาะอาหารบีบตัวช้า (Gastroparesis) เนื่องจากยาจะยิ่งทำให้การบีบตัวของกระเพาะช้าลงไปอีก
- ผู้ที่มีปัญหาโรคไตขั้นรุนแรง หรือผู้ป่วยที่ต้องฟอกไต
- ผู้ที่มีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาอย่างรุนแรง (Diabetic Retinopathy) ในบางกรณี การปรับระดับน้ำตาลที่รวดเร็วเกินไปอาจส่งผลต่อจอประสาทตาได้ จึงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับบริการ
- เข้าพบแพทย์เพื่อปรึกษาและประเมินความเหมาะสม รับฟังข้อมูลอย่างละเอียด
- แจ้งประวัติสุขภาพ ประวัติการแพ้ยา และยาที่รับประทานเป็นประจำทั้งหมดให้แพทย์ทราบ
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนเริ่มโปรแกรม
- เตรียมคำถามที่สงสัยมาสอบถามแพทย์เพื่อความมั่นใจและเข้าใจที่ตรงกัน
ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และใช้โปรแกรมปากกาคุมหิว (กลุ่มยา GLP-1)
สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 การใช้ยาในกลุ่มนี้มีเป้าหมายสองอย่างที่สำคัญคือ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และ การลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นปัจจัยช่วยให้ควบคุมโรคได้ดีขึ้นในระยะยาว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งสองอย่างอย่างปลอดภัย นี่คือข้อควรทำและไม่ควรทำที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
✅ สิ่งที่ควรทำ (Do’s)
- ตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ
- ต้องตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว: โดยเฉพาะในช่วงแรกที่เริ่มยาหรือเมื่อมีการปรับขนาดยา เพื่อเฝ้าระวังภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้
- จดบันทึกค่าระดับน้ำตาล: เพื่อนำไปให้แพทย์ดูในการนัดติดตามผล จะช่วยให้แพทย์สามารถปรับแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมที่สุด
- เรียนรู้สัญญาณของภาวะน้ำตาลต่ำ: คือ อาการใจสั่น, เหงื่อออก, มือสั่น, หน้ามืด, หิวรุนแรง, สับสน เพื่อที่คุณจะได้รับมือได้ทันท่วงที
- ปรึกษาแพทย์เรื่องการปรับยาเบาหวานตัวอื่น ๆ
- แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยารักษาเบาหวานทุกชนิดที่ใช้: โดยเฉพาะยาในกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylureas) และอินซูลิน (Insulin)
- ห้ามหยุดหรือปรับยาเอง: แพทย์อาจจำเป็นต้องปรับลดขนาดยาเบาหวานตัวอื่น ๆ ที่คุณใช้อยู่ เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ต้องทำภายใต้คำสั่งแพทย์เท่านั้น
- ใส่ใจเรื่องอาหารการกินอย่างเข้มงวด
- เน้นอาหารที่สมดุล: ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยใส่ใจกับปริมาณคาร์โบไฮเดรตในแต่ละมื้อ เลือกทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (เช่น ข้าวกล้อง, ขนมปังโฮลวีต) แทนน้ำตาลหรือแป้งขัดขาว
- ทานโปรตีนและผักให้เพียงพอ: เพื่อช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ทำให้อิ่มนาน และป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ
- เตรียมพร้อมรับมือภาวะน้ำตาลต่ำ
- พกของหวานติดตัวเสมอ: ควรมีลูกอม, น้ำผลไม้, หรือเครื่องดื่มรสหวาน (ที่ไม่ใช่สูตรไม่มีน้ำตาล) ติดตัวไว้เสมอ ในกรณีที่เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเฉียบพลัน
❌ สิ่งที่ไม่ควรทำ (Don’ts)
- ห้ามละเลยการตรวจระดับน้ำตาล
- อย่าคิดว่าใช้ยาแล้วไม่ต้องตรวจ: การใช้ยาตัวนี้ไม่ได้หมายความว่าระดับน้ำตาลจะคงที่เสมอไป การตรวจติดตามยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
- อย่ามองข้ามอาการน้ำตาลต่ำ: หากเริ่มมีอาการใจสั่น มือสั่น อย่าฝืนทำกิจกรรมต่อไป ให้รีบตรวจระดับน้ำตาลและหาของหวานทานทันที
- ห้ามปรับยาเบาหวาน (โดยเฉพาะอินซูลิน) เองเด็ดขาด
- อันตรายถึงชีวิต: การปรับลดหรือเพิ่มยาอินซูลินด้วยตัวเองในระหว่างที่ใช้ปากกาลดความอ้วน อาจทำให้ระดับน้ำตาลแกว่งอย่างรุนแรงจนเป็นอันตรายได้ ต้องให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาเท่านั้น
- อย่าทานอาหารตามใจปาก
- อย่าคิดว่ายาสามารถทดแทนการคุมอาหารได้: ยาเป็นเพียงเครื่องมือช่วย แต่หัวใจหลักยังคงเป็นการควบคุมอาหารที่มีคุณภาพ การทานของหวานจัด, มันจัด, หรือแอลกอฮอล์ ยังคงส่งผลเสียต่อระดับน้ำตาลและสุขภาพของคุณ
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก: โดยเฉพาะตอนท้องว่าง เพราะแอลกอฮอล์สามารถรบกวนการทำงานของตับและเพิ่มความเสี่ยงของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอย่างรุนแรงได้
- ห้ามอดอาหารหรือข้ามมื้ออาหาร
- เสี่ยงน้ำตาลต่ำ: แม้ยาจะทำให้ไม่หิว แต่การข้ามมื้ออาหารอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณตกลงไปอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายได้ ควรทานมื้อเล็ก ๆ แต่บ่อยครั้งจะดีกว่า
การปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้อย่างเคร่งครัด จะช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถใช้ยาได้อย่างปลอดภัย ได้ประโยชน์สูงสุดทั้งในด้านการคุมระดับน้ำตาลและลดน้ำหนัก ซึ่งจะนำไปสู่สุขภาพที่ดีขึ้นในระยะยาวค่ะ
กราฟแสดงผลลัพธ์การลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย
ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่โดยทั่วไปแล้ว การลดน้ำหนักที่ปลอดภัยและสมเหตุผลด้วยโปรแกรมปากกาลดความอ้วนจะอยู่ที่ประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ หรือ 5-10% ของน้ำหนักตัวเริ่มต้นภายใน 3-6 เดือนแรก
gantt
title ตัวอย่างการลดน้ำหนักที่ปลอดภัย
dateFormat YYYY-MM-DD
axisFormat %m-%Y
section การลดน้ำหนัก (หมุดสิ้นเดือน)
เดือนที่ 1 : milestone, m1, 2025-01-31, 0d
เดือนที่ 2 : milestone, m2, 2025-02-28, 0d
เดือนที่ 3 : milestone, m3, 2025-03-31, 0d
section ช่วงน้ำหนักที่ลดลง (kg, สะสม)
ลด 2-4 kg (สิ้นเดือนที่ 1) : kg1, 2025-01-01, 2025-01-31
ลด 4-8 kg (สิ้นเดือนที่ 2) : kg2, 2025-01-01, 2025-02-28
ลด 6-12 kg (สิ้นเดือนที่ 3): kg3, 2025-01-01, 2025-03-31
ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจเข้ารับโปรแกรม
flowchart TD
A["(1) เริ่ม: คนไข้เข้ารับคำปรึกษา"] --> B{"(2) ตรวจสุขภาพ"};
B -->|"ไม่มีข้อห้าม"| C["(3) ประเมินความเหมาะสม"];
B -->|"มีข้อห้าม"| D["(4) แนะนำทางเลือกอื่น"];
C --> E{"(5) คนไข้มีเป้าหมายที่สอดคล้องกัน"};
E -->|"ใช่"| F["(6) เริ่มโปรแกรมและให้คำแนะนำ"];
E -->|"ไม่ใช่"| D;
F --> G["(7) ติดตามผลและปรับแผน"];
G --> H["END"];
D --> H;
| ข้อควรรู้ | คำอธิบาย |
|---|---|
| ฉีดเองได้ไหม เจ็บหรือเปล่า | สามารถฉีดเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน เข็มมีขนาดเล็กมาก ความรู้สึกเหมือนมดกัด แพทย์จะสอนวิธีฉีดอย่างละเอียดในครั้งแรก |
| ถ้าลืมฉีดต้องทำอย่างไร | หากลืมไม่เกิน 2-3 วัน สามารถฉีดได้ทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่หากใกล้ถึงรอบถัดไปแล้ว ให้ข้ามรอบที่ลืมไปเลยและฉีดรอบถัดไปตามปกติ ห้ามฉีดทบเป็นสองเท่า |
| ต้องอายุเท่าไหร่จึงจะทำได้ | โดยทั่วไปแนะนำสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีดัชนีมวลกาย (BMI) เข้าเกณฑ์ที่กำหนด |
| ทานอาหารเสริมหรือฮอร์โมนไปด้วยได้ไหม | ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงอาหารเสริมและยาฮอร์โมนทุกชนิดที่ใช้ เพื่อให้แพทย์ประเมินและให้คำแนะนำที่ถูกต้อง |
| มาให้คุณหมอฉีดให้ที่คลินิกได้ไหม | ได้แน่นอนค่ะ หากคุณไม่สะดวกใจที่จะฉีดเอง สามารถนัดหมายเข้ามาให้แพทย์หรือพยาบาลผู้เชี่ยวชาญของเราฉีดให้ได้ |
| การฉีดทุกวันกับอาทิตย์ละครั้งต่างกันไหม | ขึ้นอยู่กับชนิดของยา ปากกาบางยี่ห้อถูกออกแบบมาเพื่อฉีดทุกวัน ในขณะที่บางยี่ห้อฉีดเพียงสัปดาห์ละครั้ง ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับการใช้ยาให้ถูกชนิดและถูกความถี่ตามคำแนะนำของแพทย์ |
| ต้องเก็บรักษายาอย่างไร | ควรเก็บปากกาที่ยังไม่เปิดใช้ในตู้เย็น (ช่องธรรมดา ห้ามแช่แข็ง) สำหรับปากกาที่เปิดใช้แล้วจะเก็บที่อุณหภูมิห้องหรือในตู้เย็นก็ได้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ซึ่งแพทย์จะให้คำแนะนำโดยละเอียด |
โปรแกรม Trulicty มีกี่มิลลิกรัม ราคาเท่าไหร่

| ขนาด | ราคา |
|---|---|
| 0.75 mg | – |
| 1.5 mg | – |
คำนวณ BMI เพื่อนำข้อมูลปรึกษาแพทย์
เกณฑ์ค่า BMI สำหรับคนไทย (WHO – Asia Pacific)
| BMI (kg/m²) | เกณฑ์ | ความเสี่ยง |
|---|---|---|
| น้อยกว่า 18.50 | น้ำหนักน้อย / ผอม | มากกว่าคนปกติ |
| 18.50 – 22.90 | ปกติ (สุขภาพดี) | เท่าคนปกติ |
| 23.00 – 24.90 | ท้วม / โรคอ้วนระดับ 1 | อันตรายระดับ 1 |
| 25.00 – 29.90 | อ้วน / โรคอ้วนระดับ 2 | อันตรายระดับ 2 |
| มากกว่า 30.00 | อ้วนมาก / โรคอ้วนระดับ 3 | อันตรายระดับ 3 |

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ เราให้ความสำคัญกับเวลาของคุณ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวอย่างละเอียด ไม่เร่งรีบ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณที่สุด
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน เราไม่มีเซลส์คอยปิดการขายหรือบังคับซื้อคอร์ส คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระและสบายใจที่สุด
- จ่ายสบายเลือกได้ เรามีระบบมัดจำที่ยืดหยุ่น สามารถแบ่งจ่ายได้ พร้อมรองรับ Shopee PayLater และโปรแกรมผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม คุณจะได้ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง เพื่อความต่อเนื่องและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง ความภาคภูมิใจของเราคือเสียงตอบรับจากผู้ใช้บริการจริง ไม่มีการจ้างดาราหรือ Influencer เพื่อให้คุณมั่นใจในผลลัพธ์ที่แท้จริง
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้ ทีมแพทย์ของเรามีความเชี่ยวชาญด้านการปรับรูปหน้าและดูแลผิวพรรณโดยตรง สามารถตรวจสอบรายชื่อได้จากแพทยสภา
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกของเราทั้งสองสาขาผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข ตั้งอยู่ในโครงการที่เดินทางสะดวกและมีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ เราให้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว คุณสามารถเช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่ใช้ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย และสามารถตรวจสอบได้ทุกชิ้น
ลืมภาพจำเดิม ๆ ที่คิดว่าคนมี Six-pack หรือบอดี้แฟตต่ำ แล้วแปลว่าหัวใจคุณพร้อมลุย Hyrox ไปได้เลยค่ะ
การตรวจสุขภาพก่อนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาไฮร็อกซ์มีความจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและการทดสอบสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกายเนื่องจากเป็นการแข่งขันที่ใช้พลังงานสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อสลายหรือภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันจากโรคแฝงที่ไม่แสดงอาการ
จากประสบการณ์ตรงที่หมอเจอคนไข้สายฟิตเนสในคลินิก หลายคนหุ่นระดับโมเดลแต่ผลตรวจ VO2 Max และผลสุขภาพเชิงลึกหลอดเลือดหัวใจกลับมีแคลเซียมเกาะ (CAC Score) หรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแฝง โดยไม่รู้ตัว เพราะ HYROX (ไฮร็อกซ์) ไม่ใช่ Fun Run แต่เป็นสนามทรมานเซลล์ที่เค้นหัวใจแช่อยู่ใน Red Line Zone นานนับชั่วโมง หากระบบหล่อเย็นภายในร่างกายไม่สมบูรณ์ กล้ามเนื้อที่อุตส่าห์ปั้นมาอาจเปลี่ยนเป็นสารพิษทำลายไตจาก ภาวะ Rhabdomyolysis ได้ในวันเดียว
ถ้าเป้าหมายของการเล่นกีฬาคือการมี Longevity (สุขภาพดีระยะยาว) ควบคู่กับความสวยงามของสรีระ การตรวจ Pre-participation Screening (เช่น EST, Echo และระดับอิเล็กโทรไลต์) ไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่เป็น Cheat Sheet ทางการแพทย์ ที่ช่วยให้คุณรู้ลิมิตของเครื่องยนต์ในร่างกาย ซ้อมได้ถูกจุด แข่งจบแบบไม่ต้องเรียกรถพยาบาล และตื่นมาในวันรุ่งขึ้นด้วยร่างที่ยังเฟิร์มกระชับ ไม่พังยับเยินระดับเซลล์ค่ะ
ความจริงคือปากกาลดน้ำหนัก ไม่ใช่ผู้ร้ายในเคสคนผิวเหลว คำตอบจึงไม่ใช่ห้ามใช้ แต่ใช้ยังไงให้เหมาะสมกับสุขภาพองค์รวมของคนไข้แต่ละคน “จริงบางส่วน” ในแง่ของกลไก คือ ถ้าลดน้ำหนักเร็วเกินไป และกินโปรตีนไม่พอหรือไม่ได้ออกแรงต้าน กล้ามเนื้อจะเสียได้ ซึ่งจะทำให้สัดส่วนดูแฟบและผิวดูย้วยมากขึ้นได้ แต่ถ้าหมอประเมินแล้วว่าส่วนที่ได้คือ น้ำหนักลดได้จริง ผลข้างเคียงอื่นๆอยู่ในเกณฑ์ที่คนไข้รับได้ มันก็เป็นตัวเลือกการรักษาที่ดี
และถ้าเรารู้ปัญหาคนไข้ดีก่อนใช้ยา การป้องกันระหว่างใช้ยา ก็เป็นเรื่องสำคัญ ทานโปรตีนให้มากขึ้น เพิ่มกิจกรรมแนวเวท หรือออกแรงต้านให้มากขึ้น ก็จะช่วยได้มาก และสำคัญสุดคือแผนการลดน้ำหนัก อยู่ในการควบคุมของแพทย์ คือไม่ต้องเน้นให้ลงเร็วเกินไป (ซึ่งส่วนนี้แหล่ะที่ขัดใจคนไข้) เพราะทุกคนอยากเห็นเร็ว อยากลงลิฟท์รวดเดียว 10 ชั้น 20 ชั้น แต่รับไม่ได้กับการที่มีปัญหาอื่นๆตามมา แพทย์จึงเป็นตัวแปรสำคัญว่าการใช้ยา ไม่ว่าจะยี่ห้อไหน จึงห้ามใช้เอง หยุดยาเอง
ก่อนอื่น หมอปรบมือให้คนที่ทำได้จริงนะคะ หมอรู้สึกดีใจแทนที่มาถึงจุดนี้มากๆเลยค่ะ! เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขบนตาชั่ง แต่มันคือ ชัยชนะของความสม่ำเสมอและความพยายาม ที่ร่างกายของเรากำลังตอบรับอย่างงดงามค่ะ
คืออย่างนี้นะคะ… มันเหมือนกับการปลูกต้นไม้ค่ะ ในช่วงแรกที่เราเพิ่งปลูก ต้นกล้ายังอ่อนแอ ต้องดูแลประคบประหงมเป็นพิเศษ รดน้ำ พรวนดิน สม่ำเสมอ นั่นคือช่วงปีแรกๆ หลังการลดน้ำหนักค่ะ ร่างกายยัง “ใจไม่ถึง” กับน้ำหนักใหม่ พร้อมจะดีดกลับไปน้ำหนักเดิมทุกเมื่อ แต่พอเราผ่านพ้นช่วง 2-3 ปีมาได้เนี่ย ต้นไม้ของเราก็เริ่มหยั่งรากลึก แข็งแรงขึ้น ไม่ว่าจะเจอพายุฝนหรือแดดร้อน ก็ยังยืนต้นได้มั่นคง นั่นแหละค่ะ คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ New Weight Set Point ของร่างกายเรา เมื่อเราคงน้ำหนักได้นานขนาดนี้ ร่างกายจะเริ่ม “เชื่อ” แล้วว่า นี่คือน้ำหนักปกติใหม่ และปรับสมดุลฮอร์โมน ระบบเผาผลาญ ให้เข้ากับจุดนี้ ทำให้ โอกาสที่เราจะกลับไปอ้วนง่ายๆ เหมือนเดิมเนี่ย ลดลงเยอะเลยค่ะ นี่ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่มันคือ “รางวัล” ของคนที่มีวินัย ซึ่งจากประสบการณ์การดูแลคนไข้ของหมอ คนที่ผ่านจุดนี้มาได้ มักจะมีความสุขกับการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพและการออกกำลังกายแบบยั่งยืนไปแล้วโดยไม่รู้ตัวค่ะ มันคือการสร้างนิสัยใหม่ที่แข็งแกร่งนั่นเอง!
ดริปวิตามินลดน้ำหนักคล้ายการชาร์จแบตมือถือค่ะ ถ้าแบตอ่อนจากพักผ่อนน้อยหรือกินไม่ครบ ก็อาจช่วยให้รู้สึกมีพลังขึ้นชั่วคราว แต่ ไม่ได้ลบไฟล์ส่วนเกินในเครื่อง เช่นเดียวกับที่ดริปไม่ได้สลายไขมันสะสมให้หายไปเอง คนไข้ที่เห็นน้ำหนักลดเร็วหลังดริปจึงควรถามก่อนว่าเป็นไขมันที่ลดจริง หรือเป็นเพียงน้ำหนักน้ำในร่างกาย ยังไม่มีงานวิจัยใดรองรับเรื่องนี้ และตัวหมอเองก็ให้ข้อมูลคนไข้ชัดเจนว่าถ้าต้องการลดน้ำหนัก ควรใช้โปรแกรมที่ตรงจุด และได้รับการยอมรับทางการแพทย์
หมออยากให้คนไข้ทุกคนเลือกดูแลรูปร่างแบบไม่หลงกับคำว่าเร็ว ด่วน รีบ ถูก จำนวนจำกัด เห็นผลทันที 7 วันผอม หรืออะไรที่เร่งรัด เพราะไขมันลดได้จากพลังงานที่ใช้มากกว่าที่รับเข้าอย่างต่อเนื่องค่ะ ดริปวิตามินอาจเป็นส่วนเสริมเฉพาะรายเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ แต่หัวใจของผลลัพธ์ระยะยาวยังคือ เลือกทานอาหาร ออกกำลังกาย เสริมกล้ามเนื้อ นอนพอ และมีแผนที่เหมาะกับสุขภาพของตนเอง
“ยาปากกา Mounjaro แบบที่ไม่ต้องนับคลิก” จะมีในบางประเทศ (เป็นรุ่นที่ระบบการใช้งาน/การกดใช้งานถูกออกแบบให้ความสะดวกมากขึ้น) ที่มีคนไข้มาถามบ่อยก็จะเป็นจากเกาหลีกับญี่ปุ่น แต่สำหรับในประเทศไทย รุ่นที่ไม่มีการนับคลิก ยังไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรอง/ขึ้นทะเบียนในบ้านเรา ดังนั้นถ้าคุณกำลังคิดจะใช้แบบที่หาซื้อจากต่างประเทศ ขอให้ระวังเรื่องความถูกต้องของผลิตภัณฑ์และความปลอดภัยก่อนเสมอ และที่สำคัญถึงมันจะ “สะดวกกว่า” ก็ไม่ได้แปลว่าหลักการจะเปลี่ยนไปจากเดิมค่ะ
การใช้ยากลุ่มนี้ “เอฟเฟคโดยหลักการใกล้เคียงกัน” คือช่วยเรื่องความอยากอาหาร คุมระดับน้ำตาล และช่วยลดน้ำหนักในกลุ่มคนไข้ที่มีความเสี่ยงได้ แต่ ถ้าจะเริ่มหรือจะหยุด—ต้องพบแพทย์ก่อน นะคะ เพราะการหยุดเองโดยไม่คุยแผนรักษากับหมอ อาจทำให้เกิดโหมด “โยโย่” หรือน้ำหนักดีดกลับได้เช่นกัน บางคนอาจรู้สึกเหมือนใช้แล้วง่ายกว่าเลยคิดว่าจะหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ แต่จริงๆกลไกการคุมพฤติกรรมการกินและการเผาผลาญยังต้องมีแผนต่อเนื่อง เลยแนะนำให้ใช้และประเมินผลภายใต้การดูแลของแพทย์ค่ะ
คนไข้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า “ก็ฉีดมาตั้งหลายสัปดาห์แล้ว ไม่เห็นมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ หรือใจสั่นเลย น่าจะเป็นยาแท้นะ” หมอขอเตือนตรงนี้เลยค่ะว่า “ห้ามนิ่งนอนใจเด็ดขาด!”
จากกรณีเคสคนไข้ที่เข้าไปใช้บริการคลินิกย่านรามอินทราตามที่เป็นข่าว โดยตั้งใจจะใช้ยา Mounjaro (ซึ่งเป็นยาแท้ที่ผ่าน อย.) แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่หลอกล่อให้เปลี่ยนไปใช้ยา “NOVOTRIMPLUS/VitaPeptix” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ผ่านการขึ้นทะเบียนตำรับยาจาก อย. ไทย เมื่อร่างกายได้รับสารแปลกปลอมที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการคัดกรองทางการแพทย์ ร่างกายจะเกิดกลไกต่อต้านอย่างรุนแรงทันทีค่ะ ในเคสนี้ส่งผลให้คนไข้เกิดภาวะทางเดินอาหารแปรปรวนอย่างรุนแรงและเกิดการอาเจียนไม่หยุด (Severe Vomiting) จนร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในระดับวิกฤต
หรือแม้แต่ตัวยาอื่นๆ ยาปลอมบางชนิดไม่ได้ผสมสารอันตรายเฉียบพลัน แต่เป็นเพียงน้ำเกลือปนเปื้อน หรือสารเคมีไร้ประโยชน์ ซึ่งแม้จะไม่ทำให้คนไข้ช็อกในทันที แต่มันจะไม่มีผลในการคุมหิวหรือลดน้ำหนักเลย แถมเข็มและสารแปลกปลอมที่ฉีดเข้าไปซ้ำๆ อาจก่อให้เกิดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย เกิดฝีหนองใต้ผิวหนัง และเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด รวมถึงอาจส่งผลเสียต่อตับและไตในระยะยาวโดยที่ร่างกายไม่ได้แสดงอาการเตือนใดๆ ออกมาในตอนแรกค่ะ
หมอขอเรียงลำดับขั้นตอนและแนะนำคนไข้เป็นข้อๆ สั้นๆ เข้าใจง่าย ถ้ามั่นใจว่าฉีดยาปลอมมาแน่ เพื่อให้คนไข้ปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยที่สุดดังนี้ค่ะ
- ขั้นที่ 1: สังเกตอาการวิกฤต (ต้องรีบไปห้องฉุกเฉินทันที)
- มีอาการอาเจียนรุนแรงไม่หยุด ทานอะไรไม่ได้เลย (เสี่ยงช็อกจากการขาดน้ำ)
- มีอาการน้ำตาลตกเฉียบพลัน เช่น ตัวเย็น เหงื่อท่วม หน้ามืด ใจสั่น มือสั่นอย่างรุนแรง
- มีอาการแพ้ยารุนแรง หายใจติดขัด แน่นหน้าอก ตาบวม ปากบวม หรือผื่นขึ้นเห่อทั่วตัว
- บริเวณที่ฉีดมีอาการบวม แดง ร้อน ปวดระบม หรือมีหนองซึม (เสี่ยงผิวหนังติดเชื้อรุนแรง)
- ขั้นที่ 2: สังเกตอาการไม่รุนแรง (แต่ห้ามนิ่งนอนใจ)
- หากไม่มีอาการเฉียบพลัน หรือมีแค่ท้องอืด ท้องผูก พะอืดพะอมเล็กน้อย ก็ห้ามชะล่าใจ เพราะสารเคมีปลอมอาจกำลังแอบสะสมและทำลายระบบอวัยวะภายในเงียบๆ ให้รีบจดบันทึกวันเวลาที่ฉีดล่าสุดเพื่อเตรียมตัวไปพบแพทย์ค่ะ
- ขั้นที่ 3: ยังไม่พบอาการใดๆ ไปพบแพทย์และแจ้งข้อมูลแพทย์
- ให้ตรงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ที่มีแผนกอายุรกรรมโรคต่อมไร้ท่อหรือทางเดินอาหาร
- เปิดเผยความจริงกับคุณหมอทันทีว่า “สงสัยว่าได้รับยาควบคุมน้ำหนักปลอมที่คลินิกแอบผสมใส่ไซริ้งค์มาฉีดให้” พร้อมบอกจำนวนครั้งและวันเวลาที่ฉีดล่าสุดค่ะ
- ขั้นที่ 4: ขอตรวจเลือดรายการสำคัญเพิ่มเติม
- ตรวจตับอ่อน: ขอตรวจค่า CA 19-9 (เพื่อเฝ้าระวังความเสื่อมของตับอ่อน หากค่าพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ต้องหยุดยาทันที) และตรวจระดับเอนไซม์ Amylase / Lipase (เพื่อเช็กภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน)
- ตรวจตับและไต: ตรวจค่า AST, ALT, ALP (ดูการอักเสบและสารพิษตกค้างในตับ) และค่า Creatinine, eGFR (เช็กระบบกรองของเสียของไต)
- ตรวจระดับน้ำตาลเฉียบพลัน: ตรวจค่า Fasting Blood Sugar (เช็กระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อป้องกันภาวะช็อก)
การที่ เหนียงไม่ยอมลด แม้จะใช้ปากกาลดน้ำหนักจนน้ำหนักตัวโดยรวมลดลงไปมากแล้วนั้น ต้องทำความเข้าใจก่อนนะคะว่า ปากกาลดน้ำหนักมีจุดประสงค์หลักคือการลดไขมันสะสมโดยรวมทั่วร่างกาย ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสลายไขมันเฉพาะจุด หรือยกกระชับผิวบริเวณเหนียงโดยตรงค่ะ ดังนั้นการที่เหนียงยังคงอยู่จึงเป็นผลจากปัจจัยอื่น ๆ ร่วมกัน ทั้ง ไขมันสะสมเฉพาะจุด ที่ลดได้ยากกว่าบริเวณอื่น พันธุกรรม ที่กำหนดลักษณะการสะสมไขมันและโครงสร้างใบหน้า และที่สำคัญคือ ความหย่อนคล้อยของผิวหนัง ที่เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสติน หรือการที่ผิวไม่สามารถหดตัวกลับไปกระชับได้ทันหลังจากการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วค่ะ
หากคุณคนไข้ต้องการแก้ปัญหาเหนียงอย่างตรงจุดจริงๆ หมอแนะนำว่าต้องพิจารณา การรักษาที่มุ่งเน้นบริเวณเหนียงโดยเฉพาะ ค่ะ ซึ่งมีหลายวิธีที่สามารถช่วยได้ เช่น
- การใช้เครื่องยกกระชับผิว อย่างเช่น เครื่องกลุ่ม Ultherapy, Thermage หรือ RF ต่างๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวบริเวณลำคอและใต้คาง กลับมาเฟิร์มและกระชับ ขึ้นค่ะ
- การสลายไขมันเฉพาะจุด สำหรับคนไข้ที่มีไขมันสะสมบริเวณเหนียงเป็นหลัก อาจพิจารณาการฉีดสารสลายไขมัน หรือใช้เทคโนโลยีสลายไขมัน หรือในบางกรณีอาจเป็นการดูดไขมัน (Liposuction) เพื่อ กำจัดไขมันที่ดื้อออกไปโดยตรง ค่ะ
หมอแนะนำให้คุณคนไข้เข้ามารับคำปรึกษาจากแพทย์ เพื่อให้แพทย์ได้ประเมินสภาพผิว ปริมาณไขมัน และโครงสร้างใบหน้าของคุณคนไข้ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดค่ะ
คำตอบที่ดีที่สุด คือเพิ่มตอนหมอแนะนำค่ะ เพราะคนไข้ไม่ควรใช้ความรู้สึกว่าอยากเพิ่ม หรือลดตัวยาเอง เพราะอันตราย และมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ทันที หรือในระยะยาว
- อาทิตย์นี้ไม่ค่อยหิวเลย เว้นไปก่อน
- อาทิตย์นี้กินเยอะไปหน่อย ปรับคลิ๊กเพิ่มดีกว่า
- วันนี้เผลอกินหนมหวานไปเกินขนาด พรุ่งนี้ปรับโดสเพิ่มดีกว่า
แบบนี้คือเสี่ยงสูงมาก นอกจากจะไม่เห็นผล วัดผลไม่ได้แล้ว จะเกิดผลข้างเคียงตามมาได้หลายอย่าง และพอหมอถามก็จะนึกกันไม่ออก เพราะหลายคนคิดว่าทำได้เป็นเรื่องปกติ
การปรับขนาดยา จาก 1mg ไป 2.5 หรืออื่นๆ ทุกการตัดสินใจ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด และอย่าลืมว่าปากกาลดน้ำหนักเป็นเพียงตัวช่วย การปรับพฤติกรรมการกินและออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืนค่ะ









