โบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้าคืออะไร? เผยเทคนิคหน้าเรียว กรอบหน้าคมชัด
โบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้า หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อโปรแกรม Botox Lifting เป็นหัตถการเสริมความงามที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน สำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวย ผิวดูกระชับ และมีกรอบหน้าที่คมชัดขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรม การฉีดโบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้าเป็นการใช้สาร Botulinum Toxin Type A ฉีดเข้าไปยังบริเวณผิวชั้นตื้นตามแนวกรอบหน้าและลำคอ เพื่อคลายการทำงานของกล้ามเนื้อที่ดึงผิวให้หย่อนคล้อยลง ส่งผลให้ผิวตึงกระชับและกรอบหน้าดูชัดเจนยิ่งขึ้น
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังฉีดโบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้า
| ผู้ที่ยังไม่เคยรับบริการ | ผู้ที่รับบริการแล้ว |
|---|---|
| กรอบหน้าไม่ชัดเจน ผิวมีความหย่อนคล้อย | กรอบหน้าดูคมชัด มีมิติมากยิ่งขึ้น |
| รูปหน้าโดยรวมอาจดูกลมหรือไม่สมส่วน | ใบหน้าแลดูเรียวสวยเข้ารูป V-Shape |
| ขาดความมั่นใจในสัดส่วนของใบหน้า | ผิวยกกระชับขึ้น ริ้วรอยเล็กๆ แลดูจางลง |
| กล้ามเนื้อคอ (Platysma) ดึงรั้งให้ผิวหน้าหย่อนลง | กรอบหน้ายกขึ้น ลำคอดูระหงและเหนียงลดลง |
ข้อดีและข้อควรพิจารณาก่อนรับบริการ
โบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้าเป็นการปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และเห็นผลลัพธ์ค่อนข้างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ควรเลือกรับบริการกับแพทย์ที่มีประสบการณ์และคลินิกที่ได้มาตรฐานเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่สวยงามเป็นธรรมชาติ สิ่งสำคัญคือการใช้ผลิตภัณฑ์โบท็อกซ์ของแท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย. ซึ่งสามารถตรวจสอบได้

เทคนิคการฉีดโบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้ายอดนิยม
การฉีดโบท็อกซ์เพื่อลิฟต์กรอบหน้ามี 2 เทคนิคหลักที่แพทย์นิยมใช้ ได้แก่
- Dermo Lift เทคนิคจากประเทศเกาหลีที่เน้นการฉีดโบท็อกซ์เข้าไปในชั้นผิวหนังตื้นๆ (Dermis) ตามแนวกรอบหน้าไล่ขึ้นไป ทำให้ผิวเกิดการหดตัวและยกกระชับขึ้นทันที อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็ว แต่ผลลัพธ์อาจอยู่ได้ไม่นานเท่าอีกเทคนิคหนึ่ง
- Nefertiti Lift เทคนิคนี้ได้แรงบันดาลใจจากพระนางเนเฟอร์ติติ ซึ่งมีพระศอและกรอบหน้าที่งดงาม โดยแพทย์จะฉีดโบท็อกซ์ไปยังกล้ามเนื้อ Platysma ที่อยู่บริเวณลำคอ ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ดึงผิวหน้าให้หย่อนลง เมื่อกล้ามเนื้อนี้คลายตัว จะทำให้กล้ามเนื้อส่วนที่ทำหน้าที่ยกผิวหน้า (Upper Face Muscles) มีแรงดึงมากขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมยกกระชับ กรอบหน้าคมชัด และลดเหนียงบริเวณลำคอได้อีกด้วย
โบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้าเหมาะกับใคร?
การฉีดโบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้าเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัดเจน หรือต้องการปรับรูปหน้าให้ดูเรียวและมีมิติมากยิ่งขึ้น สามารถทำได้ทั้งในผู้หญิงที่ต้องการใบหน้าเรียวสวยแบบ V-Shape และในผู้ชายที่ต้องการให้กรอบหน้า (Jawline) ดูคมชัดขึ้นเพื่อเสริมบุคลิกภาพ

อยากหน้าเรียว กระชับยิ่งขึ้น ทำคู่กับอะไรดี?
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การปรับรูปหน้าที่ชัดเจนและตรงจุดมากที่สุด การทำโบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้าสามารถทำควบคู่ไปกับหัตถการอื่นๆ ได้ โดยโปรแกรมที่นิยมทำร่วมกันมีดังนี้
- โบท็อกซ์ลิฟต์หน้า + โบท็อกซ์กราม ช่วยให้หน้าเรียวสวยและกรอบหน้าคมชัดไปพร้อมกัน
- โบท็อกซ์ลิฟต์หน้า + แฟตแก้มเหนียง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้กรอบหน้าชัดขึ้นและมีใบหน้าที่คมมีมิติ ลดไขมันส่วนเกิน
- โบท็อกซ์ลิฟต์หน้า + HIFU ช่วยยกกระชับผิวจากชั้นลึก ทำให้กรอบหน้าชัดและใบหน้าโดยรวมดูยกขึ้น
- ทำพร้อมกันทั้งหมด (ลิฟต์หน้า + กราม + แฟต + HIFU) เป็นเซ็ตยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์การปรับรูปหน้าที่ชัดเจนที่สุด ทั้งหน้าเรียว กรอบหน้าชัด ลดแก้ม ลดเหนียง และผิวยกกระชับ

โบท็อกซ์กราม กับ ลิฟกรอบหน้า แตกต่างกัน
| หัวข้อ | โบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้า (Botox Face Lift) | โบท็อกซ์ลดกราม (Jaw Reduction Botox) |
|---|---|---|
| เป้าหมาย | ยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย | ลดขนาดกล้ามเนื้อกราม |
| บริเวณที่ฉีด | ฉีดเข้าที่ผิวหนังชั้นตื้นๆ (Dermis) และกล้ามเนื้อ Platysma ตามแนวกรอบหน้าและลำคอ | ฉีดเข้าที่กล้ามเนื้อกราม (Masseter Muscle) โดยตรง |
| ผลลัพธ์ | กรอบหน้าคมชัดขึ้น ผิวดูยกกระชับ ลดความหย่อนคล้อย | ใบหน้าช่วงกรามดูเรียวเล็กลง ปรับรูปหน้าให้เป็น V-Shape มากขึ้น |
| เหมาะกับใคร | ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่คมชัด | ผู้ที่มีปัญหากรามใหญ่ หน้าเหลี่ยม ที่เกิดจากกล้ามเนื้อ |

ตารางเปรียบเทียบโบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้า VS ฟิลเลอร์สร้างกรอบหน้า
| คุณสมบัติ | โบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้า (Botox Jawline Lift) | ฟิลเลอร์สร้างกรอบหน้า (Filler Jawline Contouring) |
|---|---|---|
| หลักการทำงาน | ใช้ฤทธิ์ของโบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) คลายกล้ามเนื้อคอ (Platysma) ที่ดึงรั้งผิวบริเวณกรามให้ตกลง และฉีดเทคนิค Dermolift เพื่อกระตุ้นให้ผิวหดตัวและยกกระชับขึ้น | ใช้สารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid (HA) ฉีดเข้าไปเพื่อเสริมสร้างโครงสร้างบริเวณแนวกรามและคางโดยตรง |
| เป้าหมายหลัก | ยกกระชับ (Lifting): ช่วยให้กรอบหน้าที่หย่อนคล้อยตึงขึ้น เก็บเหนียง ทำให้กรอบหน้าดูชัดขึ้นจากความกระชับ | เพิ่มวอลลุ่มและสร้างโครงสร้าง (Volume & Sculpting): ปรับโครงสร้างแนวกรามให้เด่นชัดขึ้น เติมคางให้ยาวขึ้น หรือทำให้แนวกรามดูมีมิติมากขึ้น |
| เหมาะกับใคร | ผู้ที่มีปัญหากรอบหน้าไม่คมชัดจากความหย่อนคล้อยของผิว, มีเหนียง, หรือกล้ามเนื้อคอดึงรั้งใบหน้าลง | ผู้ที่ต้องการให้แนวกรามคมชัดแบบเห็นเป็นสันกราม, มีปัญหากรามสั้น คางสั้น คางตัด หรือแนวกรามไม่สมส่วน |
| วิธีการ | ฉีดเป็นจุดเล็กๆ ตื้นๆ บริเวณกรอบหน้าและลำคอ | ฉีดลงในชั้นลึกถึงชั้นกระดูก เพื่อสร้างโครงสร้างใหม่ |
| ผลลัพธ์ | เริ่มเห็นผลใน 1-2 สัปดาห์ เห็นผลเต็มที่ใน 1 เดือน อยู่ได้นานประมาณ 3-6 เดือน | เห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ และจะชัดเจนขึ้นเมื่อฟิลเลอร์เข้าที่ อยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี (ขึ้นอยู่กับรุ่นของฟิลเลอร์) |
| ความรู้สึก/พักฟื้น | เจ็บน้อยมาก ไม่ต้องพักฟื้น อาจมีรอยเข็มเล็กน้อยที่หายได้เอง | อาจรู้สึกเจ็บหรือตึงขณะฉีด และมีอาการบวมเล็กน้อยหลังทำได้ 3-7 วัน |
| สรุปง่ายๆ | เน้นยกผิวที่หย่อนให้ตึง ทำให้กรอบหน้าชัดขึ้น | เน้นปั้นโครงสร้างกระดูก ให้มีสันคมชัดและได้รูปทรงตามต้องการ |


Botox Lift ไม่ได้ทำได้แค่กรอบหน้า
BOTOX LIFT ฉีดตรงไหนได้บ้าง?
- หน้าผาก (Forehead)
การฉีดบริเวณนี้จะช่วยยกกระชับผิวบริเวณหน้าผากที่หย่อนคล้อยให้กลับมาตึงขึ้น ทำให้หน้าผากดูเรียบเนียนและได้สัดส่วนที่ดีขึ้น - หางตา (Crow’s Feet)
ช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ บริเวณหางตา ทำให้ผิวรอบดวงตาดูกระชับและเรียบเนียนขึ้น ส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมดูอ่อนเยาว์ลง - กรอบหน้า (Jawline)
เป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการลิฟต์กรอบหน้า เพื่อเก็บความหย่อนคล้อยบริเวณแนวกราม ช่วยให้กรอบหน้าดูคมชัดและปรับรูปหน้าให้ดูเรียวเป็น V-shape มากขึ้น - คอ (Neck)
ช่วยลดเลือนริ้วรอยบริเวณลำคอ (สร้อยคอ) และช่วยยกกระชับเหนียงใต้คาง ทำให้บริเวณลำคอดูเรียบเนียนและสวยงามขึ้น


หลักการของเทคนิค Y To V-Shape
เทคนิคนี้ได้ชื่อมาจากการวางตำแหน่งฉีดเป็นรูปตัว ‘Y’ บริเวณกรอบหน้าและลำคอ ซึ่งแต่ละแนวจะทำหน้าที่แตกต่างกันเพื่อผลลัพธ์การยกกระชับที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้
- แกนของตัว Y (ฉีดตามแนวกราม): เป็นการฉีดเพื่อสร้างกรอบหน้าให้คมชัด (Define Jawline) ช่วยเก็บผิวหนังส่วนเกินที่หย่อนคล้อยบริเวณแนวกรามโดยตรง ทำให้กรอบหน้าดูเด่นชัดขึ้น
- แขนของตัว Y ด้านบน (ฉีดขึ้นไปทางโหนกแก้ม): เป็นการฉีดเพื่อยกกระชับแก้มส่วนล่างที่ห้อยคล้อยให้ยกขึ้น ช่วยลดปัญหาแก้มตอบหรือร่องแก้ม ทำให้ใบหน้าโดยรวมดูอ่อนเยาว์ลง
- แขนของตัว Y ด้านล่าง (ฉีดลงมาตามแนวลำคอ): เป็นการฉีดเพื่อคลายกล้ามเนื้อลำคอ (Platysma) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ดึงรั้งให้ผิวบริเวณกรอบหน้าตกลง เมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้คลายตัว กรอบหน้าจะถูกยกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และยังช่วยให้ลำคอดูเรียวระหงขึ้นอีกด้วย
เทคนิค Y To V-Shape จึงเป็นการผสมผสานการฉีด 3 ทิศทางเพื่อสร้างผลลัพธ์การปรับรูปหน้าที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ใบหน้าของคุณดูเรียวสวย ยกกระชับ และคมชัดในทุกมิติ
โบท็อกซ์เก็บกรอบหน้า vs ร้อยไหมยกหน้าเรียว

| คุณสมบัติ | การเก็บกรอบหน้าด้วยโบท็อกซ์ (Botox Lift) | การร้อยไหม (Thread Lift) |
|---|---|---|
| วิธีการ | ใช้การฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) เข้าสู่ผิวหนังชั้นตื้นและกล้ามเนื้อตามแนวที่กำหนด | ใช้เข็มนำเส้นไหมละลายที่มีเงี่ยงหรือปมสอดเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง |
| หลักการทำงาน | คลายกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งใบหน้าให้ตกลง (Platysma) และกระตุ้นการหดตัวของผิว ทำให้กรอบหน้ายกขึ้น | ใช้เงี่ยงของเส้นไหมเกี่ยวและดึงยกเนื้อเยื่อผิวหนังขึ้นมาโดยตรง และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนรอบเส้นไหม |
| ผลลัพธ์ทันที | ยังไม่เห็นผลทันที จะเริ่มรู้สึกตึงขึ้นใน 3-7 วัน และเห็นผลเต็มที่ใน 2-4 สัปดาห์ | เห็นการเปลี่ยนแปลงว่าผิวยกขึ้นทันทีหลังทำ และจะดีขึ้นอีกเมื่ออาการบวมลดลง |
| ความรู้สึก | เจ็บน้อย คล้ายมดกัด อาจมีการประคบเย็นหรือแปะยาชาก่อนทำ | เจ็บมากกว่า ต้องมีการฉีดยาชาเฉพาะที่ก่อนทำ และอาจรู้สึกตึงๆ หลังทำ |
| การพักฟื้น | ไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ อาจมีรอยเข็มหรือตุ่มยาเล็กน้อยซึ่งจะหายไปเองใน 1-3 ชั่วโมง | มีโอกาสเกิดอาการบวม แดง หรือช้ำได้นาน 3-7 วัน ต้องหลีกเลี่ยงการอ้าปากกว้างหรือนวดหน้าแรงๆ |
| ระยะเวลาของผลลัพธ์ | ประมาณ 3-6 เดือน | ประมาณ 1-2 ปี (ขึ้นอยู่กับชนิดของไหม) |
| เหมาะกับใคร | ผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง, ต้องการปรับกรอบหน้าให้คมชัดขึ้นโดยไม่ต้องพักฟื้น | ผู้ที่มีปัญหาความหย่อนคล้อยปานกลางถึงมาก, ต้องการผลลัพธ์การยกกระชับที่ชัดเจนและอยู่ได้นาน |
การเตรียมตัวก่อนและหลังฉีดโบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้า
ก่อนฉีด
- ควรศึกษาข้อมูลและเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
- งดยาหรือวิตามินที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เช่น แอสไพริน, วิตามินอี, น้ำมันปลา
- งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนฉีด
- แจ้งประวัติการแพ้ยาและโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบโดยละเอียด
หลังฉีด
- งดนอนราบหรือก้มหน้าเป็นเวลา 4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการกระจายตัวของยาไปยังบริเวณที่ไม่ต้องการ
- หลีกเลี่ยงการนวด กด หรือถูบริเวณที่ฉีดอย่างรุนแรง
- งดกิจกรรมที่ทำให้เกิดความร้อนสูงบริเวณใบหน้า เช่น การทำซาวน่า, เลเซอร์ เป็นเวลา 2 สัปดาห์
- งดการดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ได้เต็มประสิทธิภาพ
- สามารถแต่งหน้าได้ตามปกติหลังฉีด 4-6 ชั่วโมง

เลือกฉีดโบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้าที่ไหนดี?
การเลือกคลินิกและแพทย์เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ควรเลือกคลินิกที่มีใบอนุญาตถูกต้อง มีรีวิวที่น่าเชื่อถือ แพทย์มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ สามารถให้คำปรึกษาและประเมินปัญหาได้อย่างตรงจุด รวมถึงมีการใช้โบท็อกซ์ของแท้ที่สามารถตรวจสอบได้ และมีการนัดติดตามผลหลังการรักษา

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการลิฟกรอบหน้า
| ข้อควรรู้ | คำอธิบาย |
|---|---|
| ปริมาณที่ใช้ | โดยทั่วไปจะใช้โบท็อกซ์ประมาณ 30-100 ยูนิต ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละบุคคลและการประเมินของแพทย์ |
| เจ็บไหม | ก่อนฉีดจะมีการทายาชาและประคบเย็นเพื่อลดความรู้สึกเจ็บ จึงเป็นหัตถการที่ไม่เจ็บมาก อาจรู้สึกเล็กน้อยตอนจิ้มเข็มและเดินยาเท่านั้น |
| ระยะเวลาเห็นผล | จะเริ่มรู้สึกตึงผิวใน 3-7 วัน และเห็นผลลัพธ์ชัดเจนเต็มที่ใน 2-4 สัปดาห์ ผลลัพธ์จะคงอยู่ได้นานประมาณ 3-5 เดือน |
| โบกรามกับลิฟต์กรอบหน้าต่างกันอย่างไร | โบท็อกซ์กรามเป็นการฉีดลดขนาดกล้ามเนื้อกรามโดยตรง ทำให้หน้าเรียวเล็กลง ส่วนการลิฟต์กรอบหน้าเป็นการฉีดผิวชั้นตื้นเพื่อยกกระชับผิวตามแนวกรอบหน้า สามารถทำควบคู่กันได้เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น |
| ลิฟต์กรอบหน้าหรือร้อยไหมดีกว่ากัน | การลิฟต์กรอบหน้าเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยไม่มาก ส่วนการร้อยไหมจะเหมาะกับผู้ที่ผิวหย่อนคล้อยมากและต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนทันที ควรให้แพทย์ประเมินเพื่อเลือกหัตถการที่เหมาะสม |
| โบลิฟต์กรอบหน้ากับ HIFU ต่างกันอย่างไร | การลิฟต์กรอบหน้าเป็นการใช้โบท็อกซ์ฉีดเพื่อกระชับผิวชั้นตื้น ส่วน HIFU เป็นเครื่องมือที่ใช้พลังงานคลื่นเสียงเพื่อยกกระชับผิวในชั้นที่ลึกกว่าและกระตุ้นคอลลาเจนทั่วทั้งใบหน้า |
| ผู้ชายทำได้ไหม | สามารถทำได้และเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ชาย เพราะช่วยให้สันกรามหรือ Jawline ดูคมชัดขึ้น เสริมบุคลิกให้ดูดีขึ้น |
| ช่วยลดเหนียงได้ไหม | การลิฟต์กรอบหน้าช่วยให้ผิวตึงขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยลดไขมันใต้คางโดยตรง หากต้องการลดเหนียงที่เกิดจากไขมัน แนะนำให้ทำร่วมกับการฉีดสลายไขมัน (แฟต) |
| หลังเสริมคางทำลิฟหน้าทำได้ไหม | ควรรอให้แผลผ่าตัดหายสนิทและอาการบวมยุบลงทั้งหมดก่อน เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการติดเชื้อ และต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งก่อนทำหัตถการ |
| มีข้อเสียหรือไม่ | ผลลัพธ์ของการลิฟต์หน้าไม่ถาวร โดยจะอยู่ได้ประมาณ 3-6 เดือน และต้องกลับมาฉีดซ้ำเพื่อคงผลลัพธ์ไว้ |
| ลิฟต์กรอบหน้าอย่างเดียวเพียงพอไหม | หากไม่มีปัญหาอื่นก็สามารถทำได้ แต่หากต้องการให้ใบหน้าสมส่วนและเข้ารูปมากขึ้น แนะนำให้ทำควบคู่ไปกับการฉีดโบท็อกซ์ลดกราม |
รีวิว Botulinum Toxin
โบท็อกซ์ลิฟกรอบหน้า ราคาเท่าไหร่


| โปรแกรม | ราคา |
|---|---|
| NEURONOX 50 UNIT | 4,999.- |
| NEURONOX 100 UNIT | 7,999.- |
| AESTOX 50 UNIT | 4,999.- |
| AESTOX 100 UNIT | 7,999.- |
| HUGEL 50 UNIT | 5,999.- |
| HUGEL 100 UNIT | 9,999.- |
| XEOMIN 50 UNIT | 9,000.- |
| XEOMIN 100 UNIT | 17,000.- |
| DYSPORT 120 UNIT | 12,000.- |
| DYSPORT 300 UNIT | 19,000.- |
| BOTOX 50 UNIT | 12,900.- |
| BOTOX 100 UNIT | 19,999.- |
ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ พบแพทย์ที่ให้เวลาปรึกษาอย่างละเอียดแบบตัวต่อตัวในบรรยากาศที่ไม่แออัด ไม่ต้องรอนานและไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน เราไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย หรือสร้างแรงกดดันให้ต้องซื้อคอร์สเพิ่มเติม
- จ่ายสบายเลือกได้ คุณสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่ายๆ ด้วยระบบมัดจำ แบ่งจ่าย หรือเลือกผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตและ Shopee PayLater
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม สามารถติดตามผลกับแพทย์เจ้าของเคสได้โดยตรงเพื่อความต่อเนื่องของการรักษา
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง ทุกรีวิวมาจากผู้ใช้บริการจริงของเรา ไม่มีการจ้างดาราหรือ Influencer เพื่อให้คุณเห็นผลลัพธ์ที่เป็นจริง
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้ ทีมแพทย์ของเรามีประสบการณ์สูงและมีใบประกอบวิชาชีพที่สามารถตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรองตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข เดินทางสะดวกและมีที่จอดรถฟรีสำหรับลูกค้าทุกท่าน
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ คุณสามารถเช็คข้อมูลและคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่ใช้ในคลินิกเป็นของแท้ ผ่าน อย. ไทย และให้กล่องกลับบ้านเพื่อตรวจสอบ


- สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546


หมอรู้นะคิดอะไรอยู่ อยากดื่มนั่นแหล่ะยอมรับมาตรงๆ แต่ความจริงคือความจริง คือ ไม่ต่างกันค่ะ
ให้เข้าใจง่ายๆ การดื่มไวน์หลังฉีดหน้าไม่ได้ทำให้บวมน้อยกว่าเหล้าหรือเบียร์แต่อย่างใดค่ะ เพราะแอลกอฮอล์ทุกชนิดทำให้หลอดเลือดขยายตัวและสูบฉีดเลือดแรงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการบวมช้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ไวน์แดงยังมีสารฮิสตามีนที่ไปกระตุ้นอาการบวมอักเสบให้แย่ลงไปอีก ดังนั้น เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เข้าที่ไว หมอแนะนำให้งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างเด็ดขาดในช่วงแรกหลังทำหัตถการค่ะ อดใจรอให้หน้าเข้าที่ก่อน แล้วค่อยไปจิบไวน์ฉลองความสวยกันนะคะ! อ้อ ก่อนทำก็ไม่ควรดื่มมานะ ขอก่อนทำสัก 3 วันก็ยังดีค่ะ
อยากยุงแค่ไหน ก็แนะนำไม่เกิน 100 ยูนิตต่อครั้งค่ะ
หมอเข้าใจดีเลยนะคะว่าคนไข้หลายท่านอยากมีรูปหน้าสไตล์ “หน้ายุง” ที่ดู เรียวเล็ก เดฟ ขั้นสุด จนบางครั้งอาจรู้สึกว่ายิ่งอัดโบท็อกซ์กรามเยอะๆ ไปเลย จะได้เห็นผลไวๆ แต่นั่นแหละค่ะ ไม่ว่าจะเรียกทรงหน้านี้ว่าอะไร หรืออยากหน้าเรียวแค่ไหน ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ การใช้โบท็อกซ์ลดกรามที่มากเกินกว่า 50-100 ยูนิตในครั้งเดียว (เฉลี่ยข้างละ 25-50 ยูนิต) ไม่ได้ช่วยให้หน้าเล็กลงไปกว่าขีดจำกัดของกล้ามเนื้อเรานะคะ แต่กลับจะไปเพิ่มความเสี่ยงให้ กล้ามเนื้อเคี้ยวอาหารอ่อนแรง ยิ้มมุมปากตก หรือเสี่ยงต่อการดื้อโบท็อกซ์ ในระยะยาวได้ หมอเข้าใจและพร้อมจะเนรมิตความสวยตามความต้องการของคนไข้นะคะ แต่คนไข้ก็ต้องเข้าใจหมอด้วยว่า หมออยากให้ทุกคนสวยแบบปลอดภัยและไร้ผลข้างเคียง ค่อยๆ ปรับโครงหน้าให้เรียวเล็กอย่างพอดีกับสัดส่วนของเรา ดีกว่าฝืนฉีดอัดยูนิตเกินลิมิตแล้วต้องมาตามแก้ทีหลังค่ะ สวยแบบหน้ายุงได้ แต่ต้องเป็นยุงที่สวยและปลอดภัยที่สุดนะคะ
อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่หมอต้องขออนุญาตเบรกความเข้าใจผิดนิดนึงนะคะ หลายคนมักคิดว่า “โบท็อกซ์คือตัวจบ” ของการทำหน้าเรียวหน้ายุง ฉีดปุ๊บหน้าต้องเล็กปั๊บแบบทรงหน้ายุงแน่นอน แต่หมอต้องอธิบายตามหลักการแพทย์แบบนี้ค่ะว่า โบท็อกซ์จะออกฤทธิ์ลดขนาดได้เฉพาะส่วนที่เป็น “กล้ามเนื้อ” (กราม) เท่านั้น
ถ้าคนไข้มีใบหน้าที่กว้างหรือเหลี่ยมจาก “แนวโครงสร้างกระดูก” โบท็อกซ์ก็ช่วยไม่ได้นะจ๊ะ หรือถ้าหน้ากลมเพราะมี “ชั้นไขมันสะสมที่แก้มหรือเหนียงเยอะ” โบท็อกซ์ก็ไม่สามารถสลายไขมันได้เช่นกันค่ะ ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจอัดโบท็อกซ์ หมอแนะนำให้เข้ามาให้หมอช่วยจับและประเมินรูปหน้าดูก่อนนะคะ เราจะได้วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง หากปัญหาเกิดจากไขมันเราจะได้เปลี่ยนไปใช้แฟตสลายไขมัน หรือถ้าเป็นเรื่องความหย่อนคล้อยก็อาจจะใช้เครื่องมือยกกระชับแทน เพื่อให้คนไข้ได้ผลลัพธ์หน้าเรียวเล็กที่ตรงจุด ทำแล้วเห็นผลจริงแบบไม่เสียเงินฟรีค่ะ
ช่วยได้ค่ะ แต่ไม่ดีเท่ากับการลดริ้วรอยด้วยการฉีด Botulinum Toxin โดยตรงค่ะ เพราะมันเป็นเพียงผลพลอยได้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยตรง สาเหตุเพราะรอยตีนกาลึกๆ เกิดจากการขยับตัวของกล้ามเนื้อเวลาที่คนไข้ยิ้มหรือแสดงสีหน้า ซึ่งต้องใช้โบท็อกซ์เข้าไปคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้น ในขณะที่ Ulthera ถูกออกแบบมาเพื่อดึงยกกระชับชั้นผิวที่หย่อนคล้อย (SMAS) ให้ตึงและเด้งขึ้น การทำ Ulthera จึงตอบโจทย์เรื่องการยกคิ้วและหางตาตกได้ดีเยี่ยม และมีผลพลอยได้คือรอยยับตื้นๆ บนผิวดูจางลงเพราะผิวถูกดึงให้ตึงขึ้นนั่นเองค่ะ ดังนั้นหากคนไข้ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน บางเคสต้อง ควบคู่กับการฉีดโบท็อกซ์เพื่อสยบตีนกาทุกการขยับ จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุดค่ะ
ไม่มีหัตถการหรือโปรแกรมใดๆ ที่สามารถทดแทน Ulthera ได้แบบ 100% หรือให้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันทุกประการได้ค่ะ เนื่องจากแต่ละเทคโนโลยีต่างก็มีจุดเด่น กลไกการทำงาน และระดับความลึกของการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม แม้ Ulthera จะโดดเด่นในการยกกระชับผิวอย่างล้ำลึกถึงชั้น SMAS แต่ก็ไม่ได้เหมาะสมกับทุกเคส และก็ยังมีทางเลือกอื่น ๆ ที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อยและกระตุ้นคอลลาเจนได้ เช่น Thermage FLX ที่เน้นผิวแน่นกระชับ, HIFU ยี่ห้ออื่นๆ ที่มีหลักการคล้ายกัน, ฟิลเลอร์ สำหรับเติมเต็มและปรับรูปหน้า, ร้อยไหม เพื่อการยกกระชับที่เห็นผลทันที, Botox สำหรับลดริ้วรอยและปรับกรอบหน้า หรือแม้แต่เลเซอร์บางชนิดที่ช่วยเรื่องคุณภาพผิวและกระตุ้นคอลลาเจนค่ะ แต่ละวิธีมีจุดเด่นและการทำงานที่แตกต่างกัน การเลือกหลายวิธีร่วมกันอาจช่วยให้ได้ผลลัพธ์การฟื้นฟูผิวโดยรวมที่ใกล้เคียงกับความคาดหวังของคนไข้ และตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะบุคคลได้ดีที่สุดค่ะ
หากคนไข้อยากมีหน้าผากที่ดูเงาวาว สามารถเลือกทำได้ทั้งสองแบบขึ้นอยู่กับปัญหาตั้งต้นค่ะ หากคนไข้มีโครงหน้าผากสวยอยู่แล้ว การฉีด โบท็อกซ์ จะตอบโจทย์มากค่ะ โดยเหตุผลที่หน้าผากดูสะท้อนแสงและเงาวาวได้นั้น เป็นเพราะโบท็อกซ์ไปช่วยให้ผิวหน้าผากของเราตึงกระชับขึ้น และไม่มีริ้วรอยมากวนใจ เมื่อผิวเรียบเนียนเสมอกันก็นำมาซึ่งการตกกระทบและสะท้อนแสงได้ดีเยี่ยมเหมือนกระจกนั่นเองค่ะ แต่หากคนไข้มีปัญหาหน้าผากแบน แฟบ หรือเป็นแอ่ง การฉีด ฟิลเลอร์ จะช่วยเติมมิติให้หน้าผากดูโหนกนูน โค้งมนรับแสง และเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มฟูฉ่ำน้ำ สรุปง่ายๆ คือ โบท็อกซ์เน้นสร้างผิวตึงไร้ริ้วรอยเพื่อสะท้อนแสง ส่วน ฟิลเลอร์เน้นปรับโครงสร้างให้โค้งนูนรับแสง ซึ่งคนไข้สามารถเข้ามาให้หมอประเมินโครงหน้าก่อนได้ เพื่อเลือกวิธีที่ปังและตรงจุดที่สุดค่ะ
หมอก็เคยเป็นค่ะ แต่ตอนนี้เข้าที่แล้ว ปัญหาใบหน้าไม่เท่ากันเวลายิ้มเป็นเรื่องที่ทำให้กังวลใจ แต่หมออยากให้คุณคนไข้สบายใจได้เลยนะคะ เพราะปัญหานี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยแต่แก้ไขได้ และโดยธรรมชาติแล้วใบหน้าของคนเราก็มักจะไม่ได้สมมาตรกัน 100% ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งบางคนเป็นตอนยิ้ม บางคนเห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ยิ้ม
กลไกหลัก ของปัญหานี้มักเกิดจาก การทำงานที่ไม่สมดุลกันของกล้ามเนื้อใบหน้า ค่ะ คือกล้ามเนื้อที่ใช้ในการแสดงสีหน้า โดยเฉพาะเวลายิ้ม อาจมีการดึงรั้งที่แตกต่างกันในแต่ละข้าง เช่น กล้ามเนื้อด้านหนึ่งอาจแข็งแรงกว่า หรือถูกใช้งานมากกว่าอีกด้าน ทำให้เวลายิ้ม ใบหน้าข้างนั้นมีการยกตัวหรือดึงรั้งที่มากกว่าค่ะ นอกจากนี้ โครงสร้างใบหน้าเดิม หรือความหย่อนคล้อยของผิวที่แตกต่างกัน ก็เป็นปัจจัยร่วมได้เช่นกัน
ข่าวดีก็คือ การแก้ไขปัญหานี้ ส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องถึงขั้นผ่าตัดศัลยกรรม เลยค่ะ แพทย์ส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีการปรับสมดุลด้วยหัตถการทางการแพทย์ เช่น การฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน (Botox) เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งมากเกินไป ให้กล้ามเนื้อทั้งสองข้างทำงานได้สมดุลกันมากขึ้น หรือ การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อเติมเต็มวอลลุ่ม ในส่วนที่ขาดหายไป ให้ใบหน้าดูเต็มและสมมาตรขึ้นไม่ว่าจะตอนนิ่งหรือเวลายิ้มค่ะ เครื่องยกกระชับก็มีส่วนช่วย แต่ข้อเสียคือมันจะไม่เห็นผลในทันที แต่ก็เป็นตัวเลือกให้คนไข้ได้ค่ะ
บางคนอาจจะสงสัยเพิ่มว่า หากไม่ได้ทำหัตถการแล้ว จะมีโอกาสกลับมาเป็นปกติไหม ได้ แต่ไม่ทุกกรณี! ในบางกรณีที่สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น การเคี้ยวอาหารข้างเดียว การฝึกบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าอย่างถูกวิธี อาจช่วยให้ดีขึ้นได้บ้างค่ะ แต่ถ้าเป็นจากความแตกต่างของโครงสร้าง หรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ชัดเจน การทำหัตถการจะเป็นวิธีที่ช่วยปรับสมดุลได้ตรงจุดและเห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่ามากค่ะ อย่างไรก็ตาม การปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณคนไข้แต่ละท่าน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอค่ะ
โดยสรุปแล้ว การทำหัตถการฉีดหน้าต่างๆ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือกลุ่มฟื้นฟูผิว Biostimulator คอลลาเจนสดต่างๆนั้น ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อการฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณโดยตรง การดูแลหลังทำที่สำคัญคือ การงดแต่งหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวได้พักและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ แม้บางจุดคนไข้หลายคนอาจจะถามว่า มีรอยเข็มแค่จุดเดียวเองนะคะ แต่งเลยไม่ได้หรอ เช่น ฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกบางบริเวณ ฟิลเลอร์แก้มตอบ หรือโบท็อกลดกราม อาจจะแต่งหน้าได้เลย แต่ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษและหลีกเลี่ยงการกดนวดบริเวณที่ฉีดค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุด ที่คุณหมอย้ำเสมอคือ การปรึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำหัตถการอย่างเคร่งครัด เพราะผิวและปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การดูแลเฉพาะบุคคลจะช่วยให้คนไข้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดค่ะ หมอสรุปตารางให้เข้าใจง่ายด้านล่างนะคะ
เราสามารถร้อยไหม ฉีดโบท็อกซ์ และฟิลเลอร์พร้อมกันในวันเดียวได้อย่างปลอดภัย 100% ค่ะ การทำหัตถการร่วมกัน (Combination Treatment) ถือเป็นเทคนิคที่หมอแนะนำอย่างยิ่ง เพราะช่วยแก้ปัญหาใบหน้าได้ครบทุกมิติ โดยร้อยไหมจะช่วย ดึงผิวที่หย่อนคล้อย ฟิลเลอร์ช่วย เติมเต็มจุดที่ตอบลึก และโบท็อกซ์ช่วย ลดริ้วรอยพร้อมคลายกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งเส้นไหม การทำร่วมกันไม่เพียงแต่ให้ ผลลัพธ์ที่สวยละมุนและดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ยังช่วยให้คนไข้ เจ็บตัวและพักฟื้นเพียงแค่ครั้งเดียว ก็ได้กรอบหน้าเป๊ะและดูเด็กลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ
ส่วนจะทำโปรแกรมไหนก่อน-หลัง หมอต้องประเมินจากปัญหาผิวของแต่ละบุคคลนะคะ หมอจะแจกแจงขั้นตอนการรักษาอย่างละเอียด ก่อนเริ่มทำการรักษาทุกเคส พร้อมบอกข้อดี ข้อเสีย ขอปฏิบัติที่ต้องรู้หลังทำชัดเจนค่ะ











