True beauty radiates from confidence, allowing your natural grace to shine through with every expression

โปรแกรม Dysport Botox ที่ D’ Lovevery Clinic คือการลดเลือนริ้วรอยและปรับรูปหน้าจากประเทศอังกฤษ ที่ได้รับความไว้วางใจจากแพทย์หลากหลายประเทศจากทั่วโลก ด้วยคุณสมบัติเด่นในการกระจายตัวของยา ทำให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งตึง และยังช่วยให้ผิวรู้สึกเบาสบาย เราพร้อมมอบประสบการณ์การดูแลผิวพรรณที่ละเอียดอ่อนและพิถีพิถัน เพื่อให้คุณเผยความงามในแบบของคุณได้อย่างมั่นใจ
ทำความรู้จักโปรแกรม Dysport Botox โบท็อกซ์สัญชาติอังกฤษ
Dysport Botox หรือที่รู้จักกันในชื่อโบท็อกซ์อังกฤษ เป็นสาร Botulinum Toxin Type A ที่ผลิตโดยบริษัท Ipsen Biopharm Limited ในประเทศอังกฤษ ได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งจาก US FDA และ อย. ไทย จุดเด่นของ Dysport อยู่ที่ขนาดโมเลกุลที่เล็ก ทำให้มีการกระจายตัวของยาได้ดีและรวดเร็ว ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับการลดเลือนริ้วรอยและปรับรูปหน้าให้ดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ
โปรแกรม Dysport Botox จุดไหนได้บ้าง

- ทุกองศา “ใบหน้า” ด้วย ABO Active 3D จะองศาไหนก็เอาอยู่ เพราะ “ABO Active 3D” คือสารลดเลือนริ้วรอยประสิทธิภาพสูง ยืนยันด้วยเสียงจากผู้ใช้จริงกว่า 33% อีกทั้งยังมีงานวิจัยรองรับ รับรองว่าสวยเป๊ะดูเป็นธรรมชาติทั้งตัว พร้อมออกงานทันทีไม่มีโป๊ะแน่นอนค่ะ
- ปรับ “เรียวขา” เป๊ะ ไม่มีโป๊ะด้วย ABO Active 3D คลายขาใหญ่ ไม่กระชับ ให้เป็นขาเรียวสวย แม้แต่บริเวณขาที่มีกล้ามเนื้อเป็นก้อนๆ ก็จะเล็กลงตามไปด้วย
- เพิ่มความมั่นใจ ลดเหงื่อ “ใต้วงแขน” ด้วย ABO Active 3D เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อใกล้กับต่อมเหงื่อ ส่งผลให้เหงื่อออกน้อยลง
- ปรับ “ลำคอ” ให้เรียวสวยด้วย ABO Active 3D จะเข้าไปออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ เหนียงคอ ซึ่งกล้ามเนื้อลำคอจะมีทั้งมัดที่ดึงขึ้น และดึงลง เมื่อมัดที่ดึงลงถูกยับยั้งการทำงานจาก ABO Active 3D กล้ามเนื้อมัดที่ดึงขึ้นจึงทำงานได้อย่างอิสระ ส่งผลให้ลำคอตึงกระชับ เรียว สวย
- สยบปัญหาเหงื่อออก “ฝ่ามือ” มากเกินไปด้วย ABO Active 3D เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อใกล้กับต่อมเหงื่อ ทำให้กล้ามเนื้อบีบรัดน้อยลง ส่งผลให้เหงื่อออกน้อยลง
Dysport Botox ทำงานอย่างไร
Dysport Botox ทำงานโดยโมเลกุล Heavy chain จะเข้าจับกับเซลล์ประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อ เพื่อยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อนั้นๆ ส่วนโมเลกุล Light chain จะเข้าไปในเซลล์เพื่อลดการปล่อยสารสื่อประสาท Acetylcholine ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อทำงานน้อยลง ขนาดของกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดก็จะลดลง ส่งผลให้ริ้วรอยต่างๆ ดูจางลง และรูปหน้าดูเรียวขึ้น

Dysport Botox เหมาะกับใคร
โปรแกรม Dysport Botox เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ
- ลดเลือนริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งตึง
- ปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น หรือยกกระชับกรอบหน้าด้วยเทคนิค Dermolift
- ลดขนาดกล้ามเนื้อบริเวณกราม น่อง หรือต้นแขน
- ลดปัญหาเหงื่อออกมากเกินไปบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ หรือฝ่าเท้า



pie
title Facial Wrinkle Concerns (Thai People)
"Crow's Feet" : 70
"Forehead Lines" : 60
"Smile Lines / Nasolabial Folds" : 55
"Frown Lines" : 50
"Neck Lines" : 30pie
title Facial Wrinkle Concerns (Europeans)
"Forehead Lines" : 75
"Crow's Feet" : 65
"Frown Lines" : 60
"Smile Lines / Nasolabial Folds" : 50
"Lip Lines" : 40ทำความรู้จักริ้วรอยชั่วคราว กับริ้วรอยถาวร
| ริ้วรอยทั่วไป (Dynamic Wrinkles) | รายละเอียด |
|---|---|
| ลักษณะ | ริ้วรอยที่ปรากฏขึ้นเมื่อมีการแสดงสีหน้า เช่น รอยยิ้ม รอยขมวดคิ้ว รอยย่นหน้าผาก เกิดจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อซ้ำๆ |
| จุดเริ่มต้นของริ้วรอย | เริ่มปรากฏในวัย 20 ปลายๆ ถึง 30 ต้นๆ |
| การลดเลือนริ้วรอย | สามารถลดเลือนได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม, การดูแลผิว, การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ, การฉีดสารลดเลือนริ้วรอย |
| จุดตัดอายุ | ไม่มีจุดตัดอายุที่ชัดเจน แต่จะกลายเป็นริ้วรอยถาวรเมื่อเวลาผ่านไป |
| ริ้วรอยถาวร (Static Wrinkles) | รายละเอียด |
|---|---|
| ลักษณะ | ริ้วรอยที่ปรากฏอยู่ตลอดเวลา แม้ไม่ได้แสดงสีหน้า เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวหนัง, ความเสียหายจากแสงแดด, แรงโน้มถ่วง, การสูบบุหรี่ |
| จุดเริ่มต้นของริ้วรอย | มักจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นในวัย 40s และ 50s และเด่นชัดหลังอายุ 65 ปี |
| การลดเลือนริ้วรอย | ยากต่อการลดเลือนด้วยวิธีทั่วไป ต้องใช้การรักษาที่ซับซ้อนขึ้น เช่น เลเซอร์, ฟิลเลอร์, การผ่าตัด |
| จุดตัดอายุ | ประมาณ 40-50 ปีขึ้นไป ริ้วรอยจะลึกและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การแก้ไขยากขึ้น |

ในกรณีที่ริ้วรอยถาวรลึกจนสารคลายกล้ามเนื้อ (เช่น Botulinum Toxin) ไม่สามารถแก้ไขได้อีกต่อไป แพทย์จะพิจารณาการใช้ฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มริ้วรอยและฟื้นฟูสภาพผิว เพื่อให้ผลลัพธ์ที่เรียบเนียนและเป็นธรรมชาติมากขึ้น
ข้อดีและข้อควรพิจารณาของโปรแกรม Dysport Botox
ข้อดี
- ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ ตัวยากระจายตัวได้ดี ทำให้ริ้วรอยลดลงอย่างนุ่มนวล ใบหน้ายังคงแสดงอารมณ์ได้ตามปกติ
- ออกฤทธิ์รวดเร็ว สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ภายใน 2-7 วันหลังการฉีด
- เหมาะกับกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ด้วยคุณสมบัติการกระจายตัวที่ดี ทำให้เหมาะกับการฉีดในบริเวณที่มีกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น ลดน่อง ลดต้นแขน
- โอกาสการดื้อยาน้อย มีความบริสุทธิ์สูง ช่วยลดความเสี่ยงของการดื้อยาเมื่อฉีดอย่างต่อเนื่อง
- ช่วยยกกระชับกรอบหน้า เหมาะสำหรับเทคนิค Dermolift ที่ช่วยยกกระชับผิวและกรอบหน้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ข้อควรพิจารณา
- ผลลัพธ์ไม่ถาวร เช่นเดียวกับโบท็อกซ์ประเภทอื่นๆ ผลลัพธ์จะคงอยู่ประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล
- ต้องฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากตัวยามีการกระจายตัวกว้าง การฉีดในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้องอาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้
- อาจมีอาการตึง บวมเล็กน้อย บริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นอาการปกติและจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน

การเตรียมตัวก่อนรับบริการโปรแกรม Dysport Botox
- ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรม Dysport Botox และเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน แพทย์มีประสบการณ์
- แจ้งแพทย์เกี่ยวกับประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว หรือยาที่กำลังรับประทานอยู่ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- งดการสครับผิว เลเซอร์ หรือนวดหน้าบริเวณที่จะฉีดล่วงหน้า 2-3 วัน เพื่อลดอาการเขียวช้ำ
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารเสริมบางชนิด เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา ก่อนเข้ารับบริการอย่างน้อย 1 สัปดาห์

การดูแลตัวเองหลังรับบริการโปรแกรม Dysport Botox
- งดกด นวด หรือถูบริเวณที่ฉีด รวมถึงหลีกเลี่ยงการนอนราบเป็นเวลา 4 ชั่วโมงหลังฉีด
- ขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเบาๆ เป็นเวลา 30 นาที เพื่อช่วยให้ยาซึมเข้ากล้ามเนื้อได้ดีขึ้น
- หลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิด เช่น ซาวน่า เลเซอร์ แสงแดดจัด และกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดง เป็นเวลา 2 สัปดาห์
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารรสจัด อาหารหมักดอง ประมาณ 2-3 วัน
- หากมีอาการผิดปกติ เช่น บวม แดง หรือเจ็บปวดผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
ข้อควรรู้ก่อนรับบริการโปรแกรม Dysport Botox
| ข้อควรรู้ | คำอธิบาย |
|---|---|
| บวมไหม? | อาจมีอาการบวมแดงเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นอาการปกติและจะหายไปเองภายใน 2-3 วัน 🟡 |
| บวมกี่วัน? | โดยทั่วไปอาการบวมจะดีขึ้นภายใน 1-3 วัน |
| เห็นผลกี่วัน? | เริ่มเห็นผลภายใน 2-7 วัน และจะเห็นผลเต็มที่ภายใน 2 สัปดาห์ |
| อยู่ได้นานแค่ไหน? | ผลลัพธ์คงอยู่ประมาณ 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและแต่ละบุคคล |
| ต่างจากโบท็อกซ์ยี่ห้ออื่นอย่างไร? | Dysport มีคุณสมบัติการกระจายตัวที่กว้างกว่า ทำให้เหมาะกับการฉีดกล้ามเนื้อมัดใหญ่และให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ แต่ปริมาณยูนิตต่อขวดจะต่างจากโบท็อกซ์อเมริกา (Dysport 300 SU เทียบเท่าประมาณ 100-120 ยูนิตของโบท็อกซ์ยี่ห้ออื่น) เทคนิคการฉีดควรใช้โดยแพทย์ที่มีประสบการณ์เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด 🟢🟢🟢 เทียบกับโบท็อกซ์อเมริกาที่ออกฤทธิ์เฉพาะจุดมากกว่า |

ตารางเปรียบเทียบ Dysport, Allergan และ Xeomin
| คุณสมบัติ | Dysport (โบท็อกซ์อังกฤษ) | Allergan (โบท็อกซ์อเมริกา) | Xeomin (โบท็อกซ์เยอรมัน) |
|---|---|---|---|
| จุดเด่น | กระจายตัวกว้าง เป็นธรรมชาติ ออกฤทธิ์เร็ว | แม่นยำสูง เป็นที่นิยมและยอมรับ | บริสุทธิ์สูง ไม่มีโปรตีนเชิงซ้อน ลดโอกาสดื้อยา |
| เหมาะสำหรับ | กล้ามเนื้อมัดใหญ่ (กราม, น่อง) ลิฟต์กรอบหน้า | ริ้วรอยเฉพาะจุดที่ต้องการความแม่นยำสูง (หว่างคิ้ว, หางตา) | ผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงการดื้อยา หรือเคยมีประวัติดื้อยา |
| ข้อควรรู้ | การนับยูนิตแตกต่างจากยี่ห้ออื่น โดย 2.5-3 ยูนิตของ Dysport จะเทียบเท่าประมาณ 1 ยูนิตของ Allergan/Xeomin | เป็นแบรนด์แรกที่ได้รับการรับรองและมีงานวิจัยรองรับยาวนานที่สุด ทำให้ราคาสูงกว่ายี่ห้ออื่น | ด้วยความบริสุทธิ์สูง ทำให้บางรายอาจรู้สึกตึงน้อยกว่ายี่ห้ออื่นในตอนแรก |
รีวิวโบ Botulinum Toxin
ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

Dysport ราคาเท่าไหร่
โปรแกรม ABO DYSPORT
- 120su 12,000.-
- 300su 19,000.-

ติดต่อ D’ Lovevery Clinic
หากคุณพร้อมที่จะคืนความอ่อนเยาว์และเผยความงามที่เป็นธรรมชาติในแบบของคุณ D’ Lovevery Clinic ยินดีต้อนรับและพร้อมให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด
- สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546


หมอรู้นะคิดอะไรอยู่ อยากดื่มนั่นแหล่ะยอมรับมาตรงๆ แต่ความจริงคือความจริง คือ ไม่ต่างกันค่ะ
ให้เข้าใจง่ายๆ การดื่มไวน์หลังฉีดหน้าไม่ได้ทำให้บวมน้อยกว่าเหล้าหรือเบียร์แต่อย่างใดค่ะ เพราะแอลกอฮอล์ทุกชนิดทำให้หลอดเลือดขยายตัวและสูบฉีดเลือดแรงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการบวมช้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ไวน์แดงยังมีสารฮิสตามีนที่ไปกระตุ้นอาการบวมอักเสบให้แย่ลงไปอีก ดังนั้น เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เข้าที่ไว หมอแนะนำให้งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างเด็ดขาดในช่วงแรกหลังทำหัตถการค่ะ อดใจรอให้หน้าเข้าที่ก่อน แล้วค่อยไปจิบไวน์ฉลองความสวยกันนะคะ! อ้อ ก่อนทำก็ไม่ควรดื่มมานะ ขอก่อนทำสัก 3 วันก็ยังดีค่ะ
อยากยุงแค่ไหน ก็แนะนำไม่เกิน 100 ยูนิตต่อครั้งค่ะ
หมอเข้าใจดีเลยนะคะว่าคนไข้หลายท่านอยากมีรูปหน้าสไตล์ “หน้ายุง” ที่ดู เรียวเล็ก เดฟ ขั้นสุด จนบางครั้งอาจรู้สึกว่ายิ่งอัดโบท็อกซ์กรามเยอะๆ ไปเลย จะได้เห็นผลไวๆ แต่นั่นแหละค่ะ ไม่ว่าจะเรียกทรงหน้านี้ว่าอะไร หรืออยากหน้าเรียวแค่ไหน ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ การใช้โบท็อกซ์ลดกรามที่มากเกินกว่า 50-100 ยูนิตในครั้งเดียว (เฉลี่ยข้างละ 25-50 ยูนิต) ไม่ได้ช่วยให้หน้าเล็กลงไปกว่าขีดจำกัดของกล้ามเนื้อเรานะคะ แต่กลับจะไปเพิ่มความเสี่ยงให้ กล้ามเนื้อเคี้ยวอาหารอ่อนแรง ยิ้มมุมปากตก หรือเสี่ยงต่อการดื้อโบท็อกซ์ ในระยะยาวได้ หมอเข้าใจและพร้อมจะเนรมิตความสวยตามความต้องการของคนไข้นะคะ แต่คนไข้ก็ต้องเข้าใจหมอด้วยว่า หมออยากให้ทุกคนสวยแบบปลอดภัยและไร้ผลข้างเคียง ค่อยๆ ปรับโครงหน้าให้เรียวเล็กอย่างพอดีกับสัดส่วนของเรา ดีกว่าฝืนฉีดอัดยูนิตเกินลิมิตแล้วต้องมาตามแก้ทีหลังค่ะ สวยแบบหน้ายุงได้ แต่ต้องเป็นยุงที่สวยและปลอดภัยที่สุดนะคะ
อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่หมอต้องขออนุญาตเบรกความเข้าใจผิดนิดนึงนะคะ หลายคนมักคิดว่า “โบท็อกซ์คือตัวจบ” ของการทำหน้าเรียวหน้ายุง ฉีดปุ๊บหน้าต้องเล็กปั๊บแบบทรงหน้ายุงแน่นอน แต่หมอต้องอธิบายตามหลักการแพทย์แบบนี้ค่ะว่า โบท็อกซ์จะออกฤทธิ์ลดขนาดได้เฉพาะส่วนที่เป็น “กล้ามเนื้อ” (กราม) เท่านั้น
ถ้าคนไข้มีใบหน้าที่กว้างหรือเหลี่ยมจาก “แนวโครงสร้างกระดูก” โบท็อกซ์ก็ช่วยไม่ได้นะจ๊ะ หรือถ้าหน้ากลมเพราะมี “ชั้นไขมันสะสมที่แก้มหรือเหนียงเยอะ” โบท็อกซ์ก็ไม่สามารถสลายไขมันได้เช่นกันค่ะ ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจอัดโบท็อกซ์ หมอแนะนำให้เข้ามาให้หมอช่วยจับและประเมินรูปหน้าดูก่อนนะคะ เราจะได้วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง หากปัญหาเกิดจากไขมันเราจะได้เปลี่ยนไปใช้แฟตสลายไขมัน หรือถ้าเป็นเรื่องความหย่อนคล้อยก็อาจจะใช้เครื่องมือยกกระชับแทน เพื่อให้คนไข้ได้ผลลัพธ์หน้าเรียวเล็กที่ตรงจุด ทำแล้วเห็นผลจริงแบบไม่เสียเงินฟรีค่ะ
ช่วยได้ค่ะ แต่ไม่ดีเท่ากับการลดริ้วรอยด้วยการฉีด Botulinum Toxin โดยตรงค่ะ เพราะมันเป็นเพียงผลพลอยได้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยตรง สาเหตุเพราะรอยตีนกาลึกๆ เกิดจากการขยับตัวของกล้ามเนื้อเวลาที่คนไข้ยิ้มหรือแสดงสีหน้า ซึ่งต้องใช้โบท็อกซ์เข้าไปคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้น ในขณะที่ Ulthera ถูกออกแบบมาเพื่อดึงยกกระชับชั้นผิวที่หย่อนคล้อย (SMAS) ให้ตึงและเด้งขึ้น การทำ Ulthera จึงตอบโจทย์เรื่องการยกคิ้วและหางตาตกได้ดีเยี่ยม และมีผลพลอยได้คือรอยยับตื้นๆ บนผิวดูจางลงเพราะผิวถูกดึงให้ตึงขึ้นนั่นเองค่ะ ดังนั้นหากคนไข้ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน บางเคสต้อง ควบคู่กับการฉีดโบท็อกซ์เพื่อสยบตีนกาทุกการขยับ จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุดค่ะ
ไม่มีหัตถการหรือโปรแกรมใดๆ ที่สามารถทดแทน Ulthera ได้แบบ 100% หรือให้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันทุกประการได้ค่ะ เนื่องจากแต่ละเทคโนโลยีต่างก็มีจุดเด่น กลไกการทำงาน และระดับความลึกของการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม แม้ Ulthera จะโดดเด่นในการยกกระชับผิวอย่างล้ำลึกถึงชั้น SMAS แต่ก็ไม่ได้เหมาะสมกับทุกเคส และก็ยังมีทางเลือกอื่น ๆ ที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อยและกระตุ้นคอลลาเจนได้ เช่น Thermage FLX ที่เน้นผิวแน่นกระชับ, HIFU ยี่ห้ออื่นๆ ที่มีหลักการคล้ายกัน, ฟิลเลอร์ สำหรับเติมเต็มและปรับรูปหน้า, ร้อยไหม เพื่อการยกกระชับที่เห็นผลทันที, Botox สำหรับลดริ้วรอยและปรับกรอบหน้า หรือแม้แต่เลเซอร์บางชนิดที่ช่วยเรื่องคุณภาพผิวและกระตุ้นคอลลาเจนค่ะ แต่ละวิธีมีจุดเด่นและการทำงานที่แตกต่างกัน การเลือกหลายวิธีร่วมกันอาจช่วยให้ได้ผลลัพธ์การฟื้นฟูผิวโดยรวมที่ใกล้เคียงกับความคาดหวังของคนไข้ และตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะบุคคลได้ดีที่สุดค่ะ
หากคนไข้อยากมีหน้าผากที่ดูเงาวาว สามารถเลือกทำได้ทั้งสองแบบขึ้นอยู่กับปัญหาตั้งต้นค่ะ หากคนไข้มีโครงหน้าผากสวยอยู่แล้ว การฉีด โบท็อกซ์ จะตอบโจทย์มากค่ะ โดยเหตุผลที่หน้าผากดูสะท้อนแสงและเงาวาวได้นั้น เป็นเพราะโบท็อกซ์ไปช่วยให้ผิวหน้าผากของเราตึงกระชับขึ้น และไม่มีริ้วรอยมากวนใจ เมื่อผิวเรียบเนียนเสมอกันก็นำมาซึ่งการตกกระทบและสะท้อนแสงได้ดีเยี่ยมเหมือนกระจกนั่นเองค่ะ แต่หากคนไข้มีปัญหาหน้าผากแบน แฟบ หรือเป็นแอ่ง การฉีด ฟิลเลอร์ จะช่วยเติมมิติให้หน้าผากดูโหนกนูน โค้งมนรับแสง และเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มฟูฉ่ำน้ำ สรุปง่ายๆ คือ โบท็อกซ์เน้นสร้างผิวตึงไร้ริ้วรอยเพื่อสะท้อนแสง ส่วน ฟิลเลอร์เน้นปรับโครงสร้างให้โค้งนูนรับแสง ซึ่งคนไข้สามารถเข้ามาให้หมอประเมินโครงหน้าก่อนได้ เพื่อเลือกวิธีที่ปังและตรงจุดที่สุดค่ะ
หมอก็เคยเป็นค่ะ แต่ตอนนี้เข้าที่แล้ว ปัญหาใบหน้าไม่เท่ากันเวลายิ้มเป็นเรื่องที่ทำให้กังวลใจ แต่หมออยากให้คุณคนไข้สบายใจได้เลยนะคะ เพราะปัญหานี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยแต่แก้ไขได้ และโดยธรรมชาติแล้วใบหน้าของคนเราก็มักจะไม่ได้สมมาตรกัน 100% ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งบางคนเป็นตอนยิ้ม บางคนเห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ยิ้ม
กลไกหลัก ของปัญหานี้มักเกิดจาก การทำงานที่ไม่สมดุลกันของกล้ามเนื้อใบหน้า ค่ะ คือกล้ามเนื้อที่ใช้ในการแสดงสีหน้า โดยเฉพาะเวลายิ้ม อาจมีการดึงรั้งที่แตกต่างกันในแต่ละข้าง เช่น กล้ามเนื้อด้านหนึ่งอาจแข็งแรงกว่า หรือถูกใช้งานมากกว่าอีกด้าน ทำให้เวลายิ้ม ใบหน้าข้างนั้นมีการยกตัวหรือดึงรั้งที่มากกว่าค่ะ นอกจากนี้ โครงสร้างใบหน้าเดิม หรือความหย่อนคล้อยของผิวที่แตกต่างกัน ก็เป็นปัจจัยร่วมได้เช่นกัน
ข่าวดีก็คือ การแก้ไขปัญหานี้ ส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องถึงขั้นผ่าตัดศัลยกรรม เลยค่ะ แพทย์ส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีการปรับสมดุลด้วยหัตถการทางการแพทย์ เช่น การฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน (Botox) เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งมากเกินไป ให้กล้ามเนื้อทั้งสองข้างทำงานได้สมดุลกันมากขึ้น หรือ การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อเติมเต็มวอลลุ่ม ในส่วนที่ขาดหายไป ให้ใบหน้าดูเต็มและสมมาตรขึ้นไม่ว่าจะตอนนิ่งหรือเวลายิ้มค่ะ เครื่องยกกระชับก็มีส่วนช่วย แต่ข้อเสียคือมันจะไม่เห็นผลในทันที แต่ก็เป็นตัวเลือกให้คนไข้ได้ค่ะ
บางคนอาจจะสงสัยเพิ่มว่า หากไม่ได้ทำหัตถการแล้ว จะมีโอกาสกลับมาเป็นปกติไหม ได้ แต่ไม่ทุกกรณี! ในบางกรณีที่สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น การเคี้ยวอาหารข้างเดียว การฝึกบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าอย่างถูกวิธี อาจช่วยให้ดีขึ้นได้บ้างค่ะ แต่ถ้าเป็นจากความแตกต่างของโครงสร้าง หรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ชัดเจน การทำหัตถการจะเป็นวิธีที่ช่วยปรับสมดุลได้ตรงจุดและเห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่ามากค่ะ อย่างไรก็ตาม การปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณคนไข้แต่ละท่าน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอค่ะ
โดยสรุปแล้ว การทำหัตถการฉีดหน้าต่างๆ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือกลุ่มฟื้นฟูผิว Biostimulator คอลลาเจนสดต่างๆนั้น ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อการฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณโดยตรง การดูแลหลังทำที่สำคัญคือ การงดแต่งหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวได้พักและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ แม้บางจุดคนไข้หลายคนอาจจะถามว่า มีรอยเข็มแค่จุดเดียวเองนะคะ แต่งเลยไม่ได้หรอ เช่น ฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกบางบริเวณ ฟิลเลอร์แก้มตอบ หรือโบท็อกลดกราม อาจจะแต่งหน้าได้เลย แต่ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษและหลีกเลี่ยงการกดนวดบริเวณที่ฉีดค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุด ที่คุณหมอย้ำเสมอคือ การปรึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำหัตถการอย่างเคร่งครัด เพราะผิวและปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การดูแลเฉพาะบุคคลจะช่วยให้คนไข้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดค่ะ หมอสรุปตารางให้เข้าใจง่ายด้านล่างนะคะ
เราสามารถร้อยไหม ฉีดโบท็อกซ์ และฟิลเลอร์พร้อมกันในวันเดียวได้อย่างปลอดภัย 100% ค่ะ การทำหัตถการร่วมกัน (Combination Treatment) ถือเป็นเทคนิคที่หมอแนะนำอย่างยิ่ง เพราะช่วยแก้ปัญหาใบหน้าได้ครบทุกมิติ โดยร้อยไหมจะช่วย ดึงผิวที่หย่อนคล้อย ฟิลเลอร์ช่วย เติมเต็มจุดที่ตอบลึก และโบท็อกซ์ช่วย ลดริ้วรอยพร้อมคลายกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งเส้นไหม การทำร่วมกันไม่เพียงแต่ให้ ผลลัพธ์ที่สวยละมุนและดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ยังช่วยให้คนไข้ เจ็บตัวและพักฟื้นเพียงแค่ครั้งเดียว ก็ได้กรอบหน้าเป๊ะและดูเด็กลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ
ส่วนจะทำโปรแกรมไหนก่อน-หลัง หมอต้องประเมินจากปัญหาผิวของแต่ละบุคคลนะคะ หมอจะแจกแจงขั้นตอนการรักษาอย่างละเอียด ก่อนเริ่มทำการรักษาทุกเคส พร้อมบอกข้อดี ข้อเสีย ขอปฏิบัติที่ต้องรู้หลังทำชัดเจนค่ะ











