โปรแกรมฉีดโบท็อกรักแร้ ลดเหงื่อ ลดกลิ่นกาย เพิ่มความมั่นใจ
การฉีดโบท็อกรักแร้เป็นหัตถการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงในการแก้ปัญหาเหงื่อออกมากและกลิ่นกาย สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยฉีดมาก่อน คุณสามารถสบายใจได้เพราะเป็นขั้นตอนที่เจ็บน้อยและดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ส่วนผู้ที่เคยประทับใจกับผลลัพธ์และต้องการกลับมาฉีดซ้ำ ก็สามารถทำได้อย่างมั่นใจในมาตรฐานการรักษาและความปลอดภัยของเรา เพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรักแร้เปียกอีกต่อไป

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังฉีดโบท็อกรักแร้
| สิ่งที่คุณอาจกำลังเผชิญ (ก่อนรับบริการ) | ผลลัพธ์หลังรับบริการ |
|---|---|
| กังวลเรื่องคราบเหงื่อบนเสื้อผ้า | มั่นใจมากขึ้นในการแต่งตัวและทำกิจกรรมต่างๆ |
| ไม่กล้าใส่เสื้อผ้าสีอ่อนหรือเสื้อพอดีตัว | เลือกใส่เสื้อผ้าได้ทุกสี ทุกสไตล์ โดยไม่ต้องกังวล |
| มีปัญหากลิ่นตัว ทำให้ขาดความมั่นใจ | กลิ่นกายลดลงอย่างชัดเจน รู้สึกสดชื่นตลอดวัน |
| ต้องคอยใช้ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและกลิ่นกายบ่อยๆ | ลดการพึ่งพาผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย |
ฉีดโบท็อกรักแร้ลดเหงื่อ คืออะไร
การฉีดโบท็อกรักแร้ คือการใช้สารโบทูลินั่ม ท็อกซิน เอ (Botulinum Toxin Type A) ซึ่งเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ที่สกัดได้จากแบคทีเรีย ฉีดเข้าไปบริเวณผิวหนังใต้รักแร้ เพื่อยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อ ทำให้การผลิตเหงื่อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเหงื่อลดลง แบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นตัวก็จะลดจำนวนลงตามไปด้วย ส่งผลให้กลิ่นกายลดลงหรือหายไปในที่สุด

โบท็อกรักแร้ลดเหงื่อและกลิ่นตัวได้อย่างไร
โดยปกติแล้ว ร่างกายจะหลั่งสารที่เรียกว่า อะซิทิลโคลีน (Acetylcholine) เพื่อกระตุ้นให้ต่อมเหงื่อทำงาน การฉีดโบท็อกจะเข้าไปขัดขวางการหลั่งสารนี้ ทำให้ต่อมเหงื่อไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ปริมาณเหงื่อจึงลดลง เมื่อบริเวณรักแร้แห้งขึ้น ความอับชื้นซึ่งเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียก็ลดลง ปัญหากลิ่นตัวที่เกิดจากแบคทีเรียทำปฏิกิริยากับเหงื่อจึงดีขึ้นอย่างชัดเจน
ใครเหมาะกับการฉีดโบท็อกรักแร้
pie title สัดส่วนฉีดโบท็อกลดเหงื่อ
"ต้องการความมั่นใจ ไม่ให้เสื้อเปียกเหงื่อ" : 45
"แพ้ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ/กลิ่นกาย" : 15
"มีโรคประจำตัวที่ทำให้เหงื่อออกมาก" : 30
อ้างอิงข้อมูลของดีเลิฟเวอรี่คลินิก ตั้งแต่ปี 2022-2025
- ผู้ที่มีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ (Hyperhidrosis) บริเวณรักแร้
- ผู้ที่รู้สึกไม่มั่นใจจากปัญหารักแร้เปียกเป็นวงกว้าง
- ผู้ที่มีปัญหากลิ่นตัวแรงและต้องการแก้ไข
- ผู้ที่ต้องการลดการใช้ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและกลิ่นกายที่มีสารเคมี
- ผู้ที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจในการแต่งตัวและเข้าสังคม
| ข้อดี | ข้อควรพิจารณา |
|---|---|
| เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุด เห็นผลลัพธ์ชัดเจนและรวดเร็ว | ผลลัพธ์ไม่ถาวร จำเป็นต้องกลับมาฉีดซ้ำเพื่อรักษาผลลัพธ์ |
| ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล และไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น | ไม่เหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์ หรือกำลังอยู่ในช่วงให้นมบุตร |
| ขั้นตอนการทำใช้เวลาไม่นานและมีความเจ็บปวดน้อยมาก | ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ |
| ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพและความมั่นใจในระยะยาว | อาจมีรอยช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด แต่จะหายไปเองในไม่กี่วัน |

ลดเหงื่อรักแร้ ใช้กี่ยูนิต
ปริมาณยูนิตของโบท็อกที่ใช้ในการลดเหงื่อสำหรับแต่ละบริเวณจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และความรุนแรงของอาการในแต่ละบุคคลค่ะ แต่โดยมาตรฐานแล้ว ปริมาณที่ใช้มักจะเป็นดังนี้ค่ะ
- รักแร้ (Axillary Hyperhidrosis): โดยปกติจะใช้ข้างละ 50 ยูนิต รวมสองข้างเป็น 100 ยูนิต ค่ะ นี่เป็นปริมาณมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับและให้ผลลัพธ์ที่ดีในการลดเหงื่อใต้วงแขน
- ฝ่ามือ (Palmar Hyperhidrosis): บริเวณฝ่ามือมักต้องการปริมาณยาที่สูงกว่า และอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับขนาดของฝ่ามือและความรุนแรงของเหงื่อ โดยทั่วไปจะใช้ข้างละประมาณ 50 – 100 ยูนิต รวมสองข้างอาจอยู่ที่ 100 – 200 ยูนิต ค่ะ

| บริเวณที่ฉีด | ปริมาณ (ต่อข้าง) | (รวมสองข้าง) |
|---|---|---|
| รักแร้ | 50-70 ยูนิต | 100-140 ยูนิต |
| ฝ่ามือ | 50 – 100 ยูนิต | 100 – 200 ยูนิต |

อยากลดเหงื่อถาวรมีวิธีไหนบ้าง
การลดเหงื่อแบบถาวร ทำครั้งเดียวหายเลยยังไม่มีในทางการแพทย์ค่ะ แม้แต่การผ่าตัดเองก็ตาม การทำความเข้าใจข้อดีและข้อแตกต่างระหว่างการฉีดโบท็อกกับการทำเลเซอร์เพื่อลดเหงื่อ จะช่วยให้คุณสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้ดีที่สุดนะคะ ดิฉันจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนในแต่ละประเด็นค่ะ
ทั้งสองวิธีเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในการรักษาภาวะเหงื่อออกมาก (Hyperhidrosis) แต่มีหลักการทำงานและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ทานยาลดเหงื่อได้ผลแค่ไหน
xychart-beta
title "ประสิทธิภาพยาลดเหงื่อ vs โบท็อกซ์"
x-axis [Botox, Medicine]
y-axis "ระดับประสิทธิภาพ" 0 --> 10
bar [8, 3]
ตารางเปรียบเทียบ โบท็อก vs เลเซอร์ลดเหงื่อ
| เปรียบเทียบ | การฉีดโบท็อก (Botox) | การทำเลเซอร์ (เช่น miraDry) |
|---|---|---|
| หลักการทำงาน | ใช้โปรตีนบริสุทธิ์ฉีดเพื่อ “ระงับ” การทำงานของเส้นประสาทที่สั่งการต่อมเหงื่อชั่วคราว | ใช้พลังงานคลื่นไมโครเวฟเพื่อสร้างความร้อนและ “ทำลาย” ต่อมเหงื่อและต่อมกลิ่นอย่างถาวร |
| ผลลัพธ์ | ชั่วคราว โดยเหงื่อจะลดลงอย่างชัดเจน คงผลลัพธ์ได้นาน 6-8 เดือน แล้วต้องกลับมาฉีดซ้ำ | ถาวร ต่อมเหงื่อที่ถูกทำลายไปแล้วจะไม่กลับมาสร้างใหม่ สามารถลดเหงื่อได้มากกว่า 80% ตั้งแต่ครั้งแรก |
| ลักษณะการทำ | ฉีดยาเป็นจุดเล็กๆ หลายจุดทั่วบริเวณรักแร้ อาจมีการทายาชาหรือประคบเย็นก่อนทำ | แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่ก่อน จากนั้นจึงใช้หัวอุปกรณ์นาบไปบนผิวหนังเพื่อปล่อยพลังงาน |
| ระยะเวลาทำ | รวดเร็ว ประมาณ 15-20 นาที | ใช้เวลาประมาณ 60-90 นาที ต่อการทำ 1 ครั้ง |
| การพักฟื้น | ไม่ต้องพักฟื้น อาจมีรอยช้ำจากเข็มเล็กน้อย แต่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติทันที | ต้องพักฟื้น มีอาการบวม แดง เจ็บ หรือฟกช้ำได้นาน 1-3 สัปดาห์ และอาจมีก้อนแข็งใต้ผิวหนังซึ่งจะค่อยๆ หายไปเอง |
| ค่าใช้จ่าย | ต่ำกว่าต่อครั้ง แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องทำซ้ำทุกๆ 6-8 เดือน ทำให้ในระยะยาวอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า | สูงกว่าในครั้งแรก แต่เป็นการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ถาวร ในระยะยาวจึงอาจคุ้มค่ากว่าเพราะไม่ต้องทำซ้ำ |
| ประโยชน์เพิ่มเติม | ลดกลิ่นกายได้ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการที่เหงื่อลดลง ทำให้แบคทีเรียเติบโตได้น้อยลง | ลดได้ทั้งเหงื่อ กลิ่น และขน พลังงานความร้อนจะทำลายทั้งต่อมเหงื่อ ต่อมกลิ่น และรากขนไปพร้อมกัน |
ข้อดีของการฉีดโบท็อก
- ไม่เจ็บตัวมาก ไม่ต้องพักฟื้น เป็นหัตถการที่บอบช้ำน้อยมาก หลังทำสามารถกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตได้ตามปกติทันที เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาพักฟื้นค่ะ
- เห็นผลเร็ว จะเริ่มรู้สึกว่าเหงื่อลดลงในไม่กี่วัน และเห็นผลเต็มที่ใน 2 สัปดาห์
- ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองการรักษา หรือมีงบประมาณจำกัดในครั้งแรก

ข้อดีของการทำเลเซอร์ลดเหงื่อ (miraDry)
- ผลลัพธ์ถาวร เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุโดยตรง ทำลายต่อมเหงื่อให้หายไปอย่างถาวร จึงไม่ต้องกังวลกับปัญหานี้อีกในระยะยาว
- คุ้มค่าในระยะยาว แม้ค่าใช้จ่ายครั้งแรกจะสูง แต่เมื่อเทียบกับการต้องกลับไปฉีดโบท็อกซ้ำทุกปี การทำเลเซอร์เพียง 1-2 ครั้งอาจคุ้มค่ากว่ามาก
- แก้ปัญหาได้ครบวงจร สามารถลดได้ทั้งเหงื่อ (Hyperhidrosis), กลิ่นตัว (Bromhidrosis), และยังช่วยลดปริมาณขนรักแร้ได้ในคราวเดียว
- ไม่ต้องฉีดยาซ้ำบ่อยๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบการฉีดยา หรือไม่สะดวกมาคลินิกเป็นประจำทุกปี

ควรเลือกแบบไหนดีที่สุด?
- เลือกฉีดโบท็อก หากคุณต้องการวิธีที่ รวดเร็ว ไม่ต้องพักฟื้น มีงบประมาณเริ่มต้นไม่สูง หรือต้องการ ทดลองผลลัพธ์ดูก่อน และไม่กังวลที่จะต้องกลับมาทำซ้ำทุก 6-8 เดือน
- เลือกทำเลเซอร์ หากคุณต้องการ แก้ปัญหาให้จบในระยะยาว ไม่ต้องการกลับมาทำซ้ำบ่อยๆ ยอมรับค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่สูงกว่าและมีเวลาสำหรับการพักฟื้นได้ และต้องการ ผลพลอยได้เรื่องการลดกลิ่นและขนอย่างถาวร ค่ะ

แพทย์จะแนะนำการผ่าตัดต่อมเหงื่อก็ต่อเมื่อ?
ข้อบ่งชี้ที่แพทย์จะพิจารณาแนะนำ “การผ่าตัดลดต่อมเหงื่อ”
- [✔ ] รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล คนไข้ได้ลองใช้วิธีการรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Conservative Treatment) มาก่อนแล้ว แต่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ซึ่งรวมถึง:
- การใช้ยาทาเฉพาะที่ (Clinical-strength antiperspirants)
- การฉีดโบท็อกซ์ (Botox injections)
- การรักษาด้วยคลื่นไมโครเวฟ (miraDry)
- การรับประทานยาเพื่อลดเหงื่อ
- [✔] มีภาวะเหงื่อออกมากในระดับรุนแรงมาก (Severe Hyperhidrosis) ปัญหาเหงื่อออกส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน การเข้าสังคม และสุขภาพจิตใจ เช่น:
- เหงื่อออกมากจนหยดเป็นน้ำ ทำให้จับสิ่งของหรือเขียนหนังสือลำบาก
- ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหลายครั้งต่อวัน
- เกิดความอับอายและสูญเสียความมั่นใจอย่างหนัก
- หลีกเลี่ยงการเข้าสังคมหรือการทำกิจกรรมต่างๆ
- [✔ ] คนไข้เข้าใจและยอมรับความเสี่ยงของการผ่าตัด แพทย์ได้อธิบายถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียด โดยเฉพาะ ภาวะเหงื่อออกทดแทน (Compensatory Sweating) ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุด โดยร่างกายจะไปหลั่งเหงื่อออกในส่วนอื่นแทน เช่น หลัง, หน้าท้อง, หรือต้นขา ซึ่งอาจมีความรุนแรงเท่ากับหรือมากกว่าเหงื่อที่เคยออกที่รักแร้หรือฝ่ามือ
- [✔ ] คนไข้มีสุขภาพโดยรวมที่แข็งแรง สามารถเข้ารับการผ่าตัดที่ต้องใช้การดมยาสลบได้อย่างปลอดภัย
- [✔ ] ไม่ได้เกิดจากสาเหตุทุติยภูมิ แพทย์ได้วินิจฉัยแล้วว่าภาวะเหงื่อออกมากไม่ได้เป็นผลมาจากโรคประจำตัวอื่นๆ (Secondary Hyperhidrosis) เช่น ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ, โรคเบาหวาน, หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ซึ่งหากเป็นกรณีนี้ ต้องรักษาที่ต้นเหตุของโรคดังกล่าวแทนค่ะ
ข้อดีและข้อพิจารณาก่อนรับบริการโบท็อกซ์ลดเหงื่อ
ข้อดี
- เห็นผลลัพธ์ชัดเจนและรวดเร็ว
- เป็นหัตถการที่ปลอดภัย ผลข้างเคียงน้อย
- ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น
- ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในระยะยาว
ข้อพิจารณา
- ผลลัพธ์ไม่ถาวร ต้องกลับมาฉีดซ้ำทุก 6-8 เดือน
- อาจมีรอยช้ำเล็กน้อยจากเข็มได้ แต่จะหายไปเอง
- ไม่เหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อควรปรึกษาแพทย์ก่อน
ข้อควรรู้เกี่ยวกับการฉีดโบท็อกรักแร้
| ข้อควรรู้ | คำอธิบาย |
|---|---|
| เห็นผลเมื่อไหร่ | จะเริ่มรู้สึกว่าเหงื่อลดลงใน 3-7 วัน และเห็นผลเต็มที่ใน 1-2 สัปดาห์ |
| อยู่ได้นานแค่ไหน | ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานประมาณ 6-8 เดือน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล |
| เจ็บไหม | ก่อนฉีดจะมีการประคบเย็นหรือทายาชาเพื่อลดความเจ็บ ทำให้รู้สึกเจ็บน้อยมาก |
| อันตรายหรือไม่ | เป็นหัตถการที่ปลอดภัยสูงหากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ที่ผ่าน อย. |
| การเตรียมตัวก่อนฉีด | ควรงดการกำจัดขนด้วยการโกนหรือแว็กซ์ประมาณ 2-3 วันก่อนทำหัตถการ |
| การดูแลหลังฉีด | งดการซาวน่า เลเซอร์ หรือทำทรีทเมนท์ที่ใช้ความร้อนบริเวณรักแร้ 2 สัปดาห์ และงดใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่มีแอลกอฮอล์ 1-2 วัน |

โปรแกรมที่ควรดูแลร่วมกันกับผิวใต้วงแขน
การกำจัดขนรักแร้ “ลดกลิ่นตัว” (ได้ผลดีมาก)
การกำจัดขน มีประสิทธิภาพสูงมากในการช่วยลดกลิ่นตัว นี่คือเหตุผลหลักว่าทำไมการกำจัดขนจึงเป็นที่นิยม โดยกลไกเป็นดังนี้ค่ะ:
- กลิ่นตัวไม่ได้เกิดจากเหงื่อโดยตรง เหงื่อที่ผลิตจากต่อมเหงื่อ (โดยเฉพาะต่อม Apocrine บริเวณรักแร้) จริงๆ แล้วไม่มีกลิ่น แต่กลิ่นเกิดจาก “แบคทีเรีย” ที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของเรา ทำการย่อยสลายโปรตีนและไขมันที่ปนอยู่ในเหงื่อ ทำให้เกิดเป็นสารที่มีกลิ่นขึ้นมา
- เส้นขนคือแหล่งสะสมชั้นดี เส้นขนทำหน้าที่เหมือน “ตาข่าย” ที่ดักจับเหงื่อและความชื้นไว้ ทำให้บริเวณนั้นอับชื้นตลอดเวลา ซึ่งเป็นสภาวะที่แบคทีเรียชื่นชอบและเจริญเติบโตได้ดีมาก ยิ่งมีขนมาก ก็ยิ่งมีพื้นที่ให้แบคทีเรียยึดเกาะและมีแหล่งอาหาร (เหงื่อ) ให้ย่อยสลายมากขึ้น
- กำจัดขน = ทำลายบ้านของแบคทีเรีย เมื่อเรากำจัดขนออกไป ผิวหนังจะเรียบเนียนขึ้น เหงื่อจะระเหยไปได้เร็วขึ้น ไม่มีการดักจับความชื้น แบคทีเรียไม่มีที่ยึดเกาะและไม่มีแหล่งอาหารสะสม จึงลดจำนวนลงอย่างมาก เมื่อแบคทีเรียน้อยลง การย่อยสลายเหงื่อก็น้อยลง กลิ่นตัวจึงลดลงอย่างเห็นได้ชัด
วิธีกำจัดขนรักแร้ที่แนะนำ
| วิธีการ | ผลต่อการลดกลิ่น | ผลต่อการลดเหงื่อ (ความรู้สึก) | ข้อควรพิจารณา |
|---|---|---|---|
| การโกน (Shaving) | ⭐⭐⭐ | ⭐⭐ | ต้องทำบ่อย (1-3 วัน), อาจเกิดขนคุดหรือระคายเคืองได้ง่าย |
| การแว็กซ์/ถอน | ⭐⭐⭐⭐ | ⭐⭐⭐ | อยู่ได้นานขึ้น (2-4 สัปดาห์), เจ็บ, อาจเกิดการอักเสบของรูขุมขนได้ |
| เลเซอร์ / IPL | ⭐⭐⭐⭐⭐ | ⭐⭐⭐ | ให้ผลระยะยาว/ถาวร, กำจัดขนลึกถึงราก, ราคาสูง, ต้องทำหลายครั้ง |
ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้ แพทย์ทุกท่านมีใบอนุญาตและประสบการณ์ด้านโบท็อกรักแร้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้
- แสดงขั้นตอนการผสมยา ให้เห็นการผสมโบท็อกกับน้ำเกลือ โปร่งใสทุกขั้นตอน

โบท็อกลดเหงื่อ ราคาเท่าไหร่
โปรโมชั่นเอาใจคนกังวลเรื่องเหงื่อ กลิ่น และความขาวใสของวงแขน ดีเลิฟเวอรี่คลินิกมอบโปรโมชั่น ทรีทเมนท์รักแร้ขาวใสด้วยวิตามินที่ดีต่อสุขภาพผิวของรักแร้โดยเฉพาะ 3 ครั้งฟรี เมื่อรับบริการ Botox รักแร้ 100 ยูนิตขึ้นไป



| โปรแกรม | ราคา |
|---|---|
| NEURONOX 50 UNIT | 4,999.- |
| NEURONOX 100 UNIT | 7,999.- |
| AESTOX 50 UNIT | 4,999.- |
| AESTOX 100 UNIT | 7,999.- |
| HUGEL 50 UNIT | 5,999.- |
| HUGEL 100 UNIT | 9,999.- |
| XEOMIN 50 UNIT | 9,000.- |
| XEOMIN 100 UNIT | 17,000.- |
| DYSPORT 120 UNIT | 12,000.- |
| DYSPORT 300 UNIT | 19,000.- |
| BOTOX 50 UNIT | 12,900.- |
| BOTOX 100 UNIT | 19,999.- |
รีวิว Botulinum Toxin บริเวณอื่นๆ
- สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546


หมอรู้นะคิดอะไรอยู่ อยากดื่มนั่นแหล่ะยอมรับมาตรงๆ แต่ความจริงคือความจริง คือ ไม่ต่างกันค่ะ
ให้เข้าใจง่ายๆ การดื่มไวน์หลังฉีดหน้าไม่ได้ทำให้บวมน้อยกว่าเหล้าหรือเบียร์แต่อย่างใดค่ะ เพราะแอลกอฮอล์ทุกชนิดทำให้หลอดเลือดขยายตัวและสูบฉีดเลือดแรงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการบวมช้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ไวน์แดงยังมีสารฮิสตามีนที่ไปกระตุ้นอาการบวมอักเสบให้แย่ลงไปอีก ดังนั้น เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เข้าที่ไว หมอแนะนำให้งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างเด็ดขาดในช่วงแรกหลังทำหัตถการค่ะ อดใจรอให้หน้าเข้าที่ก่อน แล้วค่อยไปจิบไวน์ฉลองความสวยกันนะคะ! อ้อ ก่อนทำก็ไม่ควรดื่มมานะ ขอก่อนทำสัก 3 วันก็ยังดีค่ะ
อยากยุงแค่ไหน ก็แนะนำไม่เกิน 100 ยูนิตต่อครั้งค่ะ
หมอเข้าใจดีเลยนะคะว่าคนไข้หลายท่านอยากมีรูปหน้าสไตล์ “หน้ายุง” ที่ดู เรียวเล็ก เดฟ ขั้นสุด จนบางครั้งอาจรู้สึกว่ายิ่งอัดโบท็อกซ์กรามเยอะๆ ไปเลย จะได้เห็นผลไวๆ แต่นั่นแหละค่ะ ไม่ว่าจะเรียกทรงหน้านี้ว่าอะไร หรืออยากหน้าเรียวแค่ไหน ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ การใช้โบท็อกซ์ลดกรามที่มากเกินกว่า 50-100 ยูนิตในครั้งเดียว (เฉลี่ยข้างละ 25-50 ยูนิต) ไม่ได้ช่วยให้หน้าเล็กลงไปกว่าขีดจำกัดของกล้ามเนื้อเรานะคะ แต่กลับจะไปเพิ่มความเสี่ยงให้ กล้ามเนื้อเคี้ยวอาหารอ่อนแรง ยิ้มมุมปากตก หรือเสี่ยงต่อการดื้อโบท็อกซ์ ในระยะยาวได้ หมอเข้าใจและพร้อมจะเนรมิตความสวยตามความต้องการของคนไข้นะคะ แต่คนไข้ก็ต้องเข้าใจหมอด้วยว่า หมออยากให้ทุกคนสวยแบบปลอดภัยและไร้ผลข้างเคียง ค่อยๆ ปรับโครงหน้าให้เรียวเล็กอย่างพอดีกับสัดส่วนของเรา ดีกว่าฝืนฉีดอัดยูนิตเกินลิมิตแล้วต้องมาตามแก้ทีหลังค่ะ สวยแบบหน้ายุงได้ แต่ต้องเป็นยุงที่สวยและปลอดภัยที่สุดนะคะ
อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่หมอต้องขออนุญาตเบรกความเข้าใจผิดนิดนึงนะคะ หลายคนมักคิดว่า “โบท็อกซ์คือตัวจบ” ของการทำหน้าเรียวหน้ายุง ฉีดปุ๊บหน้าต้องเล็กปั๊บแบบทรงหน้ายุงแน่นอน แต่หมอต้องอธิบายตามหลักการแพทย์แบบนี้ค่ะว่า โบท็อกซ์จะออกฤทธิ์ลดขนาดได้เฉพาะส่วนที่เป็น “กล้ามเนื้อ” (กราม) เท่านั้น
ถ้าคนไข้มีใบหน้าที่กว้างหรือเหลี่ยมจาก “แนวโครงสร้างกระดูก” โบท็อกซ์ก็ช่วยไม่ได้นะจ๊ะ หรือถ้าหน้ากลมเพราะมี “ชั้นไขมันสะสมที่แก้มหรือเหนียงเยอะ” โบท็อกซ์ก็ไม่สามารถสลายไขมันได้เช่นกันค่ะ ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจอัดโบท็อกซ์ หมอแนะนำให้เข้ามาให้หมอช่วยจับและประเมินรูปหน้าดูก่อนนะคะ เราจะได้วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง หากปัญหาเกิดจากไขมันเราจะได้เปลี่ยนไปใช้แฟตสลายไขมัน หรือถ้าเป็นเรื่องความหย่อนคล้อยก็อาจจะใช้เครื่องมือยกกระชับแทน เพื่อให้คนไข้ได้ผลลัพธ์หน้าเรียวเล็กที่ตรงจุด ทำแล้วเห็นผลจริงแบบไม่เสียเงินฟรีค่ะ
ช่วยได้ค่ะ แต่ไม่ดีเท่ากับการลดริ้วรอยด้วยการฉีด Botulinum Toxin โดยตรงค่ะ เพราะมันเป็นเพียงผลพลอยได้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยตรง สาเหตุเพราะรอยตีนกาลึกๆ เกิดจากการขยับตัวของกล้ามเนื้อเวลาที่คนไข้ยิ้มหรือแสดงสีหน้า ซึ่งต้องใช้โบท็อกซ์เข้าไปคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้น ในขณะที่ Ulthera ถูกออกแบบมาเพื่อดึงยกกระชับชั้นผิวที่หย่อนคล้อย (SMAS) ให้ตึงและเด้งขึ้น การทำ Ulthera จึงตอบโจทย์เรื่องการยกคิ้วและหางตาตกได้ดีเยี่ยม และมีผลพลอยได้คือรอยยับตื้นๆ บนผิวดูจางลงเพราะผิวถูกดึงให้ตึงขึ้นนั่นเองค่ะ ดังนั้นหากคนไข้ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจน บางเคสต้อง ควบคู่กับการฉีดโบท็อกซ์เพื่อสยบตีนกาทุกการขยับ จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุดค่ะ
ไม่มีหัตถการหรือโปรแกรมใดๆ ที่สามารถทดแทน Ulthera ได้แบบ 100% หรือให้ผลลัพธ์ที่เหมือนกันทุกประการได้ค่ะ เนื่องจากแต่ละเทคโนโลยีต่างก็มีจุดเด่น กลไกการทำงาน และระดับความลึกของการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม แม้ Ulthera จะโดดเด่นในการยกกระชับผิวอย่างล้ำลึกถึงชั้น SMAS แต่ก็ไม่ได้เหมาะสมกับทุกเคส และก็ยังมีทางเลือกอื่น ๆ ที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาผิวหย่อนคล้อยและกระตุ้นคอลลาเจนได้ เช่น Thermage FLX ที่เน้นผิวแน่นกระชับ, HIFU ยี่ห้ออื่นๆ ที่มีหลักการคล้ายกัน, ฟิลเลอร์ สำหรับเติมเต็มและปรับรูปหน้า, ร้อยไหม เพื่อการยกกระชับที่เห็นผลทันที, Botox สำหรับลดริ้วรอยและปรับกรอบหน้า หรือแม้แต่เลเซอร์บางชนิดที่ช่วยเรื่องคุณภาพผิวและกระตุ้นคอลลาเจนค่ะ แต่ละวิธีมีจุดเด่นและการทำงานที่แตกต่างกัน การเลือกหลายวิธีร่วมกันอาจช่วยให้ได้ผลลัพธ์การฟื้นฟูผิวโดยรวมที่ใกล้เคียงกับความคาดหวังของคนไข้ และตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะบุคคลได้ดีที่สุดค่ะ
หากคนไข้อยากมีหน้าผากที่ดูเงาวาว สามารถเลือกทำได้ทั้งสองแบบขึ้นอยู่กับปัญหาตั้งต้นค่ะ หากคนไข้มีโครงหน้าผากสวยอยู่แล้ว การฉีด โบท็อกซ์ จะตอบโจทย์มากค่ะ โดยเหตุผลที่หน้าผากดูสะท้อนแสงและเงาวาวได้นั้น เป็นเพราะโบท็อกซ์ไปช่วยให้ผิวหน้าผากของเราตึงกระชับขึ้น และไม่มีริ้วรอยมากวนใจ เมื่อผิวเรียบเนียนเสมอกันก็นำมาซึ่งการตกกระทบและสะท้อนแสงได้ดีเยี่ยมเหมือนกระจกนั่นเองค่ะ แต่หากคนไข้มีปัญหาหน้าผากแบน แฟบ หรือเป็นแอ่ง การฉีด ฟิลเลอร์ จะช่วยเติมมิติให้หน้าผากดูโหนกนูน โค้งมนรับแสง และเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มฟูฉ่ำน้ำ สรุปง่ายๆ คือ โบท็อกซ์เน้นสร้างผิวตึงไร้ริ้วรอยเพื่อสะท้อนแสง ส่วน ฟิลเลอร์เน้นปรับโครงสร้างให้โค้งนูนรับแสง ซึ่งคนไข้สามารถเข้ามาให้หมอประเมินโครงหน้าก่อนได้ เพื่อเลือกวิธีที่ปังและตรงจุดที่สุดค่ะ
หมอก็เคยเป็นค่ะ แต่ตอนนี้เข้าที่แล้ว ปัญหาใบหน้าไม่เท่ากันเวลายิ้มเป็นเรื่องที่ทำให้กังวลใจ แต่หมออยากให้คุณคนไข้สบายใจได้เลยนะคะ เพราะปัญหานี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยแต่แก้ไขได้ และโดยธรรมชาติแล้วใบหน้าของคนเราก็มักจะไม่ได้สมมาตรกัน 100% ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งบางคนเป็นตอนยิ้ม บางคนเห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ยิ้ม
กลไกหลัก ของปัญหานี้มักเกิดจาก การทำงานที่ไม่สมดุลกันของกล้ามเนื้อใบหน้า ค่ะ คือกล้ามเนื้อที่ใช้ในการแสดงสีหน้า โดยเฉพาะเวลายิ้ม อาจมีการดึงรั้งที่แตกต่างกันในแต่ละข้าง เช่น กล้ามเนื้อด้านหนึ่งอาจแข็งแรงกว่า หรือถูกใช้งานมากกว่าอีกด้าน ทำให้เวลายิ้ม ใบหน้าข้างนั้นมีการยกตัวหรือดึงรั้งที่มากกว่าค่ะ นอกจากนี้ โครงสร้างใบหน้าเดิม หรือความหย่อนคล้อยของผิวที่แตกต่างกัน ก็เป็นปัจจัยร่วมได้เช่นกัน
ข่าวดีก็คือ การแก้ไขปัญหานี้ ส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องถึงขั้นผ่าตัดศัลยกรรม เลยค่ะ แพทย์ส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีการปรับสมดุลด้วยหัตถการทางการแพทย์ เช่น การฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน (Botox) เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งมากเกินไป ให้กล้ามเนื้อทั้งสองข้างทำงานได้สมดุลกันมากขึ้น หรือ การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อเติมเต็มวอลลุ่ม ในส่วนที่ขาดหายไป ให้ใบหน้าดูเต็มและสมมาตรขึ้นไม่ว่าจะตอนนิ่งหรือเวลายิ้มค่ะ เครื่องยกกระชับก็มีส่วนช่วย แต่ข้อเสียคือมันจะไม่เห็นผลในทันที แต่ก็เป็นตัวเลือกให้คนไข้ได้ค่ะ
บางคนอาจจะสงสัยเพิ่มว่า หากไม่ได้ทำหัตถการแล้ว จะมีโอกาสกลับมาเป็นปกติไหม ได้ แต่ไม่ทุกกรณี! ในบางกรณีที่สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น การเคี้ยวอาหารข้างเดียว การฝึกบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าอย่างถูกวิธี อาจช่วยให้ดีขึ้นได้บ้างค่ะ แต่ถ้าเป็นจากความแตกต่างของโครงสร้าง หรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ชัดเจน การทำหัตถการจะเป็นวิธีที่ช่วยปรับสมดุลได้ตรงจุดและเห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่ามากค่ะ อย่างไรก็ตาม การปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณคนไข้แต่ละท่าน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอค่ะ
โดยสรุปแล้ว การทำหัตถการฉีดหน้าต่างๆ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือกลุ่มฟื้นฟูผิว Biostimulator คอลลาเจนสดต่างๆนั้น ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อการฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณโดยตรง การดูแลหลังทำที่สำคัญคือ การงดแต่งหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวได้พักและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ แม้บางจุดคนไข้หลายคนอาจจะถามว่า มีรอยเข็มแค่จุดเดียวเองนะคะ แต่งเลยไม่ได้หรอ เช่น ฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกบางบริเวณ ฟิลเลอร์แก้มตอบ หรือโบท็อกลดกราม อาจจะแต่งหน้าได้เลย แต่ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษและหลีกเลี่ยงการกดนวดบริเวณที่ฉีดค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุด ที่คุณหมอย้ำเสมอคือ การปรึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำหัตถการอย่างเคร่งครัด เพราะผิวและปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การดูแลเฉพาะบุคคลจะช่วยให้คนไข้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดค่ะ หมอสรุปตารางให้เข้าใจง่ายด้านล่างนะคะ
เราสามารถร้อยไหม ฉีดโบท็อกซ์ และฟิลเลอร์พร้อมกันในวันเดียวได้อย่างปลอดภัย 100% ค่ะ การทำหัตถการร่วมกัน (Combination Treatment) ถือเป็นเทคนิคที่หมอแนะนำอย่างยิ่ง เพราะช่วยแก้ปัญหาใบหน้าได้ครบทุกมิติ โดยร้อยไหมจะช่วย ดึงผิวที่หย่อนคล้อย ฟิลเลอร์ช่วย เติมเต็มจุดที่ตอบลึก และโบท็อกซ์ช่วย ลดริ้วรอยพร้อมคลายกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งเส้นไหม การทำร่วมกันไม่เพียงแต่ให้ ผลลัพธ์ที่สวยละมุนและดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ยังช่วยให้คนไข้ เจ็บตัวและพักฟื้นเพียงแค่ครั้งเดียว ก็ได้กรอบหน้าเป๊ะและดูเด็กลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ
ส่วนจะทำโปรแกรมไหนก่อน-หลัง หมอต้องประเมินจากปัญหาผิวของแต่ละบุคคลนะคะ หมอจะแจกแจงขั้นตอนการรักษาอย่างละเอียด ก่อนเริ่มทำการรักษาทุกเคส พร้อมบอกข้อดี ข้อเสีย ขอปฏิบัติที่ต้องรู้หลังทำชัดเจนค่ะ











