จุดเด่นของ Sculptra
The first & original collagen biostimulator คอลลาเจนที่มีความสําคัญกับผิวหนังของเรามากที่สุด ก็คือคอลลาเจน ประเภทที่ 1 Sculptra ช่วยกระตุ้น Collagen Type I ให้เพิ่มกว่า 66.5% สภาพผิวแก่ช้าลง 10 ปี นอกจากนั้น Sculptra มีสภาพที่คงตัวและเร่งปฏิกริยาการเพิ่ม Collagen ได้เอง ต่อเนื่องนาน 2 ปี ซึ่งนานที่สุดเท่าที่เคยมีงานวิจัยมา

รีวิวโปรแกรม Sculptra






- ฟื้นฟูสภาพผิวที่หย่อนคล้อย
- เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิว
- พยุงโครงสร้างผิว ให้ผิวแน่นขึ้น
- ยกกระชับ ปรับรูปหน้า
- ลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย
- หลังรับบริการ รักษาตามจุดที่หย่อนคล้อยเห็นผลว่าหน้ายกกระชับขึ้นทันที
- หลังรักษาไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ เช่น บวม แดง เป็นก้อน
- มาตรฐาน USFDA approved และผ่าน อย. ประเทศไทย มั่นใจได้ในประสิทธิภาพและความปลอดภัย

Sculptra คืออะไร
Sculptra เป็นสารกำเนิดคอลลาเจนในรูปแบบฉีดที่ประกอบด้วยไหมน้ำชนิด PLLA (Poly-L-Lactic acid) ซึ่งเป็นหนึ่งในสารกระตุ้นคอลลาเจนในกลุ่มของ Biostimulator Sculptra ถือว่าเป็น Biostimulator ที่มีการศึกษาแล้วและมีผลกระตุนคอลลาเจนอย่างธรรมชาติได้ถึง 66.5% เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการวิจัยและอนุมัติจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) และได้ใช้ตั้งแต่ปี 1999 โดยมีการฉีดจริงมาแล้วจากอเมริกาและจึงมีความมั่นใจในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
Biostimulator เป็นการรักษาที่ใช้ในการแพทย์เพื่อชะลอวัยและการดูแลความงามโดยใช้หลักการกระตุ้น Natural Healing และ Regenerative process โดยการใช้สารบางอย่างในการกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการซ่อมแซมและฟื้นฟูด้วยตนเอง
สรุปง่ายๆ แบบไม่ต้องจำคำศัพธ์อะไรกันมากก็จะได้ประมาณว่า…
Sculptra เป็นสารกำเนิดคอลลาเจนในรูปแบบฉีดที่ใช้ในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 1 โดยใช้ Biostimulator และมีผลลัพธ์ที่ยาวนานและปลอดภัยตามมาตรฐานการรักษาและอนุมัติจาก อย. แล้ว
คอลลาเจนคืออะไร สำคัญกับผิวเราอย่างไร
คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่พบมากที่สุดในร่างกาย มักเปรียบเทียบกับโครงสร้างของร่างกาย คอลลาเจนมีหน้าที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง กระดูก ข้อต่อ และอวัยวะอื่นๆ เมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนน้อยลง ทำให้เกิดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และปัญหาสุขภาพอื่นๆ


กระบวนการทำงานของ Sculptra
Sculptra ประกอบด้วยกรดโพลี-แอล-แลคติก (PLLA) ซึ่งเป็นสารชีวภาพที่ย่อยสลายได้ เมื่อฉีด Sculptra เข้าไปในผิวหนัง PLLA จะกระตุ้นให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนใหม่ ซึ่งจะค่อยๆ เติมเต็มและเพิ่มปริมาณของบริเวณที่ฉีด ผลลัพธ์จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นในช่วงหลายเดือนและอาจอยู่ได้นานถึง 2 ปี
Sculptra กับวิธีอื่นๆ ต่างกันอย่างไร
Sculptra แตกต่างจากวิธีการเสริมความงามอื่นๆ เช่น
- สารเติมเต็มแบบชั่วคราว: สารเติมเต็มแบบชั่วคราว เช่น Restylane และ Juvederm ให้ผลลัพธ์ทันที แต่จะสลายตัวภายใน 6-12 เดือน
- การผ่าตัด: การผ่าตัด เช่น การเสริมคางและการยกกระชับใบหน้า ให้ผลลัพธ์ที่ถาวร แต่มีค่าใช้จ่ายสูงและมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
- การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุ: การรักษาด้วยเลเซอร์และคลื่นความถี่วิทยุสามารถกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนได้ แต่ผลลัพธ์มักจะไม่คงอยู่ถาวรเท่ากับ Sculptra

Sculptra กับ ฟิลเลอร์ ต่างกันอย่างไร
Sculptra และฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มทั้งคู่ แต่มีข้อแตกต่างที่สำคัญบางประการ
- องค์ประกอบ: Sculptra ประกอบด้วย PLLA ซึ่งเป็นสารชีวภาพที่ย่อยสลายได้ ส่วนฟิลเลอร์ทั่วไปมักประกอบด้วยไฮยาลูโรนิกแอซิด ซึ่งเป็นสารที่พบตามธรรมชาติในร่างกาย
- กลไกการทำงาน: Sculptra กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนใหม่ ส่วนฟิลเลอร์จะเติมเต็มบริเวณที่ฉีดโดยตรง
- ระยะเวลาผลลัพธ์: ผลลัพธ์ของ Sculptra อาจอยู่ได้นานถึง 2 ปี ส่วนฟิลเลอร์ทั่วไปจะสลายตัวภายใน 6-12 เดือน
Sculptra กับ เมโสหน้าใส ต่างกันอย่างไร
Sculptra และเมโสหน้าใสเป็นการรักษาที่แตกต่างกัน
- จุดประสงค์: Sculptra ใช้เพื่อเพิ่มปริมาณและปรับรูปร่างของใบหน้าและร่างกาย ส่วนเมโสหน้าใสใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวม
- สารที่ใช้: Sculptra ประกอบด้วย PLLA ส่วนเมโสหน้าใสประกอบด้วยวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และสารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อผิว
- ผลลัพธ์: Sculptra ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและยาวนาน ส่วนเมโสหน้าใสให้ผลลัพธ์ที่ชั่วคราวและมักใช้ร่วมกับการรักษาอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
โปรแกรม Sculptra กับ Juvelook ต่างกันอย่างไร
| คุณสมบัติ | โปรแกรม SCULPTRA | โปรแกรม JUVELOOK |
|---|---|---|
| ส่วนประกอบหลัก | PDLLA + Hyaluronic Acid | PLLA |
| กลไกการทำงาน | กระตุ้นคอลลาเจนและอิลาสติน เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟูผิว | กระตุ้นคอลลาเจนลึก เติมเต็มปริมาตรใบหน้า ลดริ้วรอยลึก |
| ผลลัพธ์เด่น | ผิวเรียบเนียน ชุ่มชื้น กระจ่างใส | ใบหน้าดูเต็มอิ่ม ยกกระชับ ลดริ้วรอยลึก |
| ปัญหาผิวเหมาะกับ | ผิวแห้ง ขาดน้ำ, ริ้วรอยตื้น, รอยแตกลายเล็กๆ, ผิวไม่กระชับเล็กน้อย, ผิวหมองคล้ำ, ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น | ผิวหย่อนคล้อยชัดเจน, ริ้วรอยลึก, แก้มตอบ, ใบหน้าขาดปริมาตร, โหนกแก้มไม่ชัด, ใต้ตาลึก, ถุงใต้ตา, คอและเหนียงเริ่มหย่อน |
| ระยะเวลาผลลัพธ์ | 6-12 เดือน | 1.5-2 ปี |
| จำนวนครั้งที่แนะนำ | 3 ครั้ง | 3 ครั้ง |
| ความเจ็บ/ ฟื้นตัว | เจ็บเล็กน้อย คล้ายฉีดโบท็อกซ์ ไม่มีเวลาพักฟื้น | อาจเจ็บมากกว่าเล็กน้อย มีส่วนผสมยาชาช่วย ทนได้ง่าย |
| เหมาะกับใคร | ต้องการฟื้นฟูผิว เติมน้ำ ลดริ้วรอยเล็กๆ ผิวกระจ่างใส | ต้องการยกกระชับ เติมเต็มปริมาตร ลดริ้วรอยลึก ผิวหย่อนคล้อยชัด |
Sculptra กับ Rejuran ต่างกันอย่างไร
Sculptra และ Rejuran เป็นการรักษาที่แตกต่างกัน
- สารที่ใช้: Sculptra ประกอบด้วย PLLA ส่วน Rejuran ประกอบด้วยโพลีนิวคลีโอไทด์ (PN) ซึ่งเป็นสารที่พบในเซลล์ของร่างกาย
- กลไกการทำงาน: Sculptra กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนใหม่ ส่วน Rejuran กระตุ้นการซ่อมแซมและการฟื้นฟูเซลล์
- ผลลัพธ์: Sculptra ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและยาวนาน ส่วน Rejuran ให้ผลลัพธ์ที่ชั่วคราวและมักใช้ร่วมกับการรักษาอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
Sculptra กับ Gouri ต่างกันอย่างไร
Sculptra และ Gouri เป็นการรักษาที่แตกต่างกัน
- สารที่ใช้: Sculptra ประกอบด้วย PLLA ส่วน Gouri ประกอบด้วยไฮดรอกซีอะพาไทต์ ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่พบในกระดูกและฟัน
- กลไกการทำงาน: Sculptra กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนใหม่ ส่วน Gouri เติมเต็มบริเวณที่ฉีดโดยตรง
- ผลลัพธ์: Sculptra ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและยาวนาน ส่วน Gouri ให้ผลลัพธ์ที่ทันทีและถาวร
Sculptra กับ Exosome ต่างกันอย่างไร
Sculptra และ Exosome เป็นการรักษาที่แตกต่างกัน
- สารที่ใช้: Sculptra ประกอบด้วย PLLA ส่วน Exosome เป็นถุงขนาดเล็กที่ปล่อยออกมาจากเซลล์และมีโปรตีนและโมเลกุลอื่นๆ
- กลไกการทำงาน: Sculptra กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนใหม่ ส่วน Exosome กระตุ้นการซ่อมแซมและการฟื้นฟูเซลล์
- ผลลัพธ์: Sculptra ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและยาวนาน ส่วน Exosome ให้ผลลัพธ์ที่ชั่วคราวและมักใช้ร่วมกับการรักษาอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

Sculptra เหมาะกับใคร
Sculptra เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ
- เพิ่มปริมาณและปรับรูปร่างของใบหน้าและร่างกาย
- แก้ไขริ้วรอยและความหย่อนคล้อย
- กระตุ้นการผลิตคอลลาเจน
- ปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวม

Sculptra ช่วยอะไรได้บ้าง
Sculptra สามารถใช้เพื่อช่วย
- เติมเต็มบริเวณที่ยุบตัว เช่น ร่องแก้มและขมับ
- ปรับรูปร่างของใบหน้า เช่น คางและจมูก
- แก้ไขริ้วรอยและความหย่อนคล้อย
- กระตุ้นการผลิตคอลลาเจน
- ปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวม
ขั้นตอนการฉีด Sculptra
ขั้นตอนการฉีด Sculptra มีดังนี้
- ปรึกษาแพทย์เพื่อหารือเกี่ยวกับเป้าหมายและความคาดหวังของคุณ
- ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณที่ฉีด
- ฉีด Sculptra เข้าไปในบริเวณที่ต้องการโดยใช้เข็มขนาดเล็ก
- นวดบริเวณที่ฉีดเพื่อกระจาย Sculptra อย่างสม่ำเสมอ
- ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมและรอยแดง
หลังฉีด Sculptra ดูแลตัวอย่างไร
หลังฉีด Sculptra ควรดูแลตัวเองดังนี้
- ประคบเย็นบริเวณที่ฉีดเพื่อลดอาการบวมและรอยแดง
- หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่รุนแรง
- หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนหรือซาวน่า
Sculptra ต้องนวดหลังทำ?
การดูแลตัวเองที่บ้าน (สำคัญมาก!) คนไข้จะต้องทำการนวดบริเวณที่ฉีดตามหลัก “Triple 5” คือ นวดครั้งละ 5 นาที, ทำวันละ 5 ครั้ง, ติดต่อกัน 5 วัน การนวดจะช่วยให้อนุภาคของ Sculptra กระจายตัวได้อย่างสม่ำเสมอและกลมกลืนไปกับชั้นผิว ป้องกันการจับตัวเป็นก้อน และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้มีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ

4 ขั้นตอนการนวดหน้าด้วยเทคนิค Triple 5 หลังฉีด Sculptra
ขั้นตอนที่ 1: นวดบริเวณขมับและหน้าผาก
กำมือหลวมๆ แล้วยกนิ้วโป้งขึ้นมาค่ะ จากนั้นใช้ “ข้อนิ้วโป้ง” ค่อยๆ นวดคลึงเป็นวงกลมบริเวณ “ขมับ” แล้วค่อยๆ ไล่ขึ้นไปจนสุดแนวไรผม ทำสลับซ้าย-ขวา ช้าๆ ค่ะ
ขั้นตอนที่ 2: นวดบริเวณแก้ม (ส่วนหน้า)
ใช้ “ข้อนิ้วโป้ง” เช่นเดิม นวดคลึงบริเวณ “หน้าแก้ม” (บริเวณข้างจมูก) โดยนวดในทิศทางยกขึ้น วนขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณ “ข้างแก้ม” ค่ะ
ขั้นตอนที่ 3: นวดบริเวณโหนกแก้ม
ใช้ “อุ้งมือหรือสันกำปั้น” วางทาบลงบนใบหน้า แล้วค่อยๆ นวดในทิศทางยกขึ้น จากบริเวณ “แก้มส่วนล่าง” ไล่ขึ้นไปจนถึง “โหนกแก้ม” เพื่อช่วยยกกระชับ ทำซ้ำไปมาหลายๆ ครั้งค่ะ
ขั้นตอนที่ 4: นวดบริเวณแนวกรามและกรอบหน้า
ใช้ “อุ้งมือหรือสันกำปั้น” เริ่มนวดจาก “ปลายคาง” แล้วค่อยๆ นวดไล่ขึ้นไปตาม “แนวกราม” จนถึงบริเวณข้างหู เพื่อให้กรอบหน้าคมชัดขึ้น ทำซ้ำหลายๆ รอบได้เลยค่ะ
Sculptra ราคาเท่าไหร่

ฉีด Sculptra อันตรายไหม
Sculptra เป็นสารที่ปลอดภัยและได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) อย่างไรก็ตาม อาจมีผลข้างเคียงบางอย่าง เช่น
- อาการบวมและรอยแดง
- อาการปวดและช้ำ
- การติดเชื้อ
- การก่อตัวของก้อนแข็ง
ข้อควรระวังการฉีด Sculptra
ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อฉีด Sculptra ในบริเวณต่อไปนี้
- บริเวณที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อ
- บริเวณที่มีประวัติเป็นแผลเป็นนูน
- บริเวณที่มีเส้นประสาทหรือเส้นเลือดสำคัญ
หลังฉีด Sculptra มีผลข้างเคียงไหม
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีด Sculptra ได้แก่
- อาการบวมและรอยแดง
- อาการปวดและช้ำ
- การติดเชื้อ
- การก่อตัวของก้อนแข็ง
- การแพ้

ฉีด Sculptra กี่วันเห็นผล
ผลลัพธ์ของ Sculptra จะค่อยๆ ปรากฏขึ้นในช่วงหลายเดือน ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์อาจใช้เวลาถึง 6 เดือน
ฉีด sculptra ต้องฉีดกี่ครั้ง
จำนวนครั้งในการฉีด Sculptra ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและความคาดหวังของคุณ โดยทั่วไปแล้วอาจจำเป็นต้องฉีด 2-3 ครั้งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ฉีด Sculptra อยู่ได้นานไหม
ผลลัพธ์ของ Sculptra อาจอยู่ได้นานถึง 2 ปี
Sculptra ของแท้ดูยังไง

Sculptra ของแท้จะมีคุณสมบัติต่อไปนี้
- มีการปิดผนึกที่ปลอดภัย
- มีฉลากที่ชัดเจนระบุชื่อผลิตภัณฑ์ ปริมาณ และวันหมดอายุ
- มีการติดตามและตรวจสอบได้
ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

📍 สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง
โทร 064-424-6526
📍 สาขา Crystal Design Center (CDC)
โทร 095-236-4546


หมอเจอเคสคนไข้วัยเรียน วัยทำงานเยอะนะคะ ที่จากคนที่หน้าดูอิ่มปกติดี แต่พอจัดฟันซึ่งบางเคสลากยาวเป็นปี ทำให้ใบหน้าตอบลง ไม่ว่าจะด้วยทานได้น้อยลง หรืออาจจะเป็นเพราะแนวกระดูกกรามยุบตัว ใบหน้าดูแคบลงใดๆ ก็ตามแต่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจอย่างมาก เพราะทำให้ ใบหน้าดูโทรม ดูเหนื่อย และดูมีอายุขึ้น โดยที่คนไข้เองก็ไม่ได้ตั้งใจค่ะ
สาเหตุหลักๆ ที่หมอมักจะเจอคือ เมื่อเราใส่เครื่องมือจัดฟัน เรามักจะ เลี่ยงการเคี้ยวของแข็ง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกราม (Masseter Muscle) ไม่ค่อยได้ใช้งานจนเกิดการฝ่อตัวลง (Atrophy) ประกอบกับโครงสร้างฟันที่เคลื่อนที่เข้าหาตำแหน่งใหม่ ทำให้เนื้อแก้มที่เคยมีที่เกาะดูยุบตัวลงไปนั่นเองค่ะ
แนวทางสำหรับคนไข้ที่มีปัญหา คือการเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะกับความต้องการและสภาพผิวของคนไข้เป็นหลักค่ะ โดยแนวทางแรกคือ Biostimulator ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ตามธรรมชาติ ทำให้ผิวค่อยๆ ฟูและแน่นกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลดโอกาสที่ใบหน้าจะดูล้นเกินไป แต่ผลจะค่อยเป็นค่อยไป (เห็นชัดช้ากว่า) ค่ะ ส่วนแนวทางที่สองคือ Filler ซึ่งทำหน้าที่เติมเต็มปริมาตรที่ขาดหายไปโดยตรง ส่งผลให้เห็นผลลัพธ์ทันที และสามารถปรับรูปหน้าให้ชัดเจนขึ้นได้ หลักๆของคนไข้หมอเองคือสื่อสารเป้าหมายอย่างละเอียดชัดเจนว่าประเมินแล้วตัวไหนเหมาะสมสุด และคนไข้ก็ตัดสินใจจากข้อดีข้อด้อยแต่ละโปรแกรมได้เลย การมาพบหมอเพื่อดูโครงหน้าโดยรวมจะดีที่สุด
โดยสรุปแล้ว การทำหัตถการฉีดหน้าต่างๆ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือกลุ่มฟื้นฟูผิว Biostimulator คอลลาเจนสดต่างๆนั้น ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อการฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณโดยตรง การดูแลหลังทำที่สำคัญคือ การงดแต่งหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวได้พักและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ แม้บางจุดคนไข้หลายคนอาจจะถามว่า มีรอยเข็มแค่จุดเดียวเองนะคะ แต่งเลยไม่ได้หรอ เช่น ฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกบางบริเวณ ฟิลเลอร์แก้มตอบ หรือโบท็อกลดกราม อาจจะแต่งหน้าได้เลย แต่ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษและหลีกเลี่ยงการกดนวดบริเวณที่ฉีดค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุด ที่คุณหมอย้ำเสมอคือ การปรึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำหัตถการอย่างเคร่งครัด เพราะผิวและปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การดูแลเฉพาะบุคคลจะช่วยให้คนไข้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดค่ะ หมอสรุปตารางให้เข้าใจง่ายด้านล่างนะคะ
- ริ้วรอยตอนอายุน้อย: เหมือนกระดาษใหม่ที่เพิ่งพับ พอเรากางออก (ด้วยโบท็อกซ์) รอยพับก็หายไปได้ง่าย
- ริ้วรอยตอนอายุเยอะ + ผิวบาง: เหมือน กระดาษที่ถูกพับซ้ำๆ มานานหลายสิบปีจนเกิดเป็นรอยหักลึก แม้หมอจะใช้โบท็อกซ์ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว (กางกระดาษออก) แต่ “รอยหักบนเนื้อกระดาษ” ก็ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็นอยู่ดีค่ะ
โบท็อกซ์ยังคงเห็นผลในการคลายกล้ามเนื้อเสมอ แม้คนไข้จะอายุเยอะหรือผิวบางค่ะ แต่สาเหตุที่ดูเหมือนเห็นผลน้อยลง เป็นเพราะผิวที่บางขาดความยืดหยุ่นมักจะมี ริ้วรอยร่องลึกแบบถาวร (Static Lines) ที่ฝังลงไปในเนื้อผิวแล้ว ซึ่งโบท็อกซ์จัดการไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คนไข้ควรฉีดโบท็อกซ์ควบคู่ไปกับ การเติมเต็มสารอาหารผิวหรือใช้เทคโนโลยีที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน เพื่อสร้างความหนาแน่นให้ผิวแข็งแรงและเรียบเนียนขึ้นนั่นเองค่ะ น่าจะพอเห็นภาพและเข้าใจผิวมากขึ้นนะคะ สงสัยตรงไหนเพิ่มเติม อยากดูแลผิวส่วนไหนเป็นพิเศษ ลองทำนัดเข้ามาปรึกษาหมอก่อนได้ค่ะ
การใช้ไหมน้ำกลุ่ม PDLLA ต้องใช้เทคนิคการกระจายยาแบบหลายจุด (Multiple Injections) ทำให้มีการสัมผัสเข็มบ่อยกว่าฟิลเลอร์ ดังนั้นไหมน้ำอาจจะโดนจิ้มหน้าบ่อยกว่า
สรุปสั้นๆ คือ ฟิลเลอร์ใต้ตาจะเน้นความสบายขณะฉีด เพราะมียาชาผสมมาในตัวยาและใช้เข็มปลายทื่อลดการระคายเคือง ในขณะที่ ไหมน้ำใต้ตาอาจมีความรู้สึกแสบผิวหรือยิบๆ มากกว่า เนื่องจากเป็นสารกระตุ้นคอลลาเจนที่ฉีดในชั้นผิวตื้นและมักไม่มีผสมยาชา อย่างไรก็ตาม การแปะยาชาก่อนทำ และเทคนิคการประคบเย็นของหมอจะช่วยให้ทั้งสองหัตถการเป็นเรื่องที่ เจ็บน้อยมากและไม่ต้องพักฟื้น นานค่ะ
แต่โดยรวมหมอจะบอกว่าไม่เจ็บเลยก็คงไม่ใช่ เจ็บ ทนได้ หมอขอยืมคำพูดติดปากของคนไข้มาพูดต่อนะคะ ก็จะประมาณว่า เพื่อความสวยค่ะหมอ ต้องทนได้ ต่อเลยค่ะ!
ฟังเผินๆเหมือนจะเป็นเรื่องคล้ายกัน แต่ความจริงนั้นต่างกันมากค่ะ “ผิวตึง” เป็นเพียง ความรู้สึกชั่วคราว ที่อาจเกิดจากผิวขาดน้ำหรือผลิตภัณฑ์ที่เคลือบผิว แต่ “ผิวกระชับ” คือ คุณภาพโครงสร้างผิวที่แท้จริง ซึ่งเกิดจาก คอลลาเจนและอีลาสตินที่แข็งแรง ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น เด้งกลับ และดูอ่อนเยาว์ การแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยจึงต้องเน้นการกระตุ้นโครงสร้างภายในผิว ไม่ใช่แค่ความรู้สึกตึงบนผิว เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสุขภาพผิวที่ดีค่ะ
หมอจะบอกว่าจริง ๆ แล้ว Sculptra ไม่ใช่ฟิลเลอร์ นะคะ ถ้าคนไข้บอกว่าเคยฉีดฟิลเลอร์เท่านั้นเท่านี้ CC มาเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้จะมาเปลี่ยนเป็นฉีดกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจนแทน ในจำนวน cc ที่เท่ากันนั้นอาจจะเป็นความเข้าใจที่ผิดอยู่ค่ะ
Sculptra เป็นสารกลุ่ม PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ทำหน้าที่เข้าไป กระตุ้น เซลล์ Fibroblast ให้ร่างกายสร้างและซ่อมแซมผิวด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการสร้าง คอลลาเจน Type I
ผลลัพธ์ที่ได้คือการ ฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ทำให้ผิวแน่น กระชับ แข็งแรง และดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การเติมวอลุ่มแบบทันทีเหมือนฟิลเลอร์ค่ะ
TheraFill จัดเป็นนวัตกรรม Atelocollagen ที่มีคุณสมบัติแบบ 2-in-1 คือทำหน้าที่เป็นทั้ง Filler เพื่อเติมเต็มร่องลึกและหลุมสิวให้ตื้นขึ้นทันที และเป็น Biostimulator ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ให้ผิวแน่นกระชับในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) โดยเฉพาะ สามารถฉีดร่วมกับ Botox เพื่อเก็บรายละเอียดริ้วรอย หรือฉีดร่วมกับ HA Filler เพื่อปรับรูปหน้าได้ แต่ควร หลีกเลี่ยงความร้อนสูง เช่น เลเซอร์ หรือ HIFU ในช่วงแรกหลังฉีดเพื่อรักษาอายุของคอลลาเจนให้อยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ
หากคนไข้ต้องเลือก หมอแนะนำให้ดูที่เป้าหมายหลักค่ะ ถ้าต้องการ “ผิวฉ่ำวาว เล่นแสงทันที” แบบ Glass Skin ให้เลือก Neauvia Hydro Deluxe เพราะมี HA และ CaHA ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและความแน่นเฟิร์มได้ดีเยี่ยม แต่ถ้าคนไข้มองหาความ “ยั่งยืน และการซ่อมแซมผิวระยะยาว” อยากให้ผิวเนียนละเอียด รูขุมขนกระชับ และผลลัพธ์ อยู่นานกว่า (6-12 เดือน) หมอแนะนำ Karisma ซึ่งเป็น Rh Collagen ที่เน้นการคืนสภาพผิวให้กลับมาเด็กอีกครั้งค่ะ











