Turning back the clock on your skin has never been more achievable.
ตัวช่วยฟื้นฟูผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ด้วยกลไกทางกายภาพ คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวหน้าและกาย

รีวิวงานผิว Biostimulator


NeoFilera คืออะไร? นวัตกรรมเพื่อการฟื้นฟูผิว
NeoFilera คือนวัตกรรมการฉีดสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Collagen Biostimulator) ที่ไม่ใช่แค่การเติมเต็มแบบชั่วคราว แต่เป็นการเข้าไปซ่อมแซมและฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน เพื่อคืนความอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติและยั่งยืน
หัวใจสำคัญของ NeoFilera คือส่วนประกอบที่ทรงพลัง 2 ชนิด ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดค่ะ
- PDLLA (Poly-D, L-lactic-acid): สารสกัดจากธรรมชาติที่มีความปลอดภัยสูงและสามารถเข้ากับร่างกายได้ดี PDLLA เป็นสารสำคัญที่ทำหน้าที่กระตุ้นให้เซลล์ Fibroblast ซึ่งเป็นเซลล์หลักในชั้นผิวหนังแท้ ให้ผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่อง เมื่อคอลลาเจนในผิวเพิ่มขึ้น ผิวของเราก็จะค่อยๆ แข็งแรง แน่นฟู และกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
- CMC (Carboxymethyl cellulose): สารเพิ่มความหนืดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการแพทย์ มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำและคงตัวสูง ทำหน้าที่เป็น “ตัวพา” (Carrier) ให้กับ PDLLA และยังช่วยเติมเต็มริ้วรอยร่องลึกให้ดูตื้นขึ้นได้ทันทีหลังการฉีด ทำให้เราเห็นผลลัพธ์เรื่องความอิ่มฟูได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำค่ะ

กลไกการทำงานและจุดเด่นของ NeoFilera
จากภาพที่คุณส่งมาจะเห็นได้ว่า อนุภาคของ PDLLA ใน NeoFilera ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะเป็น Compact Spherical Beads หรือทรงกลมที่มีขนาดเล็กเพียง 25-35 ไมครอน ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมที่สุดในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนค่ะ
ด้วยเทคโนโลยีนี้ทำให้อนุภาคของ PDLLA สามารถกระจายตัวใต้ผิวได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่เกาะกันเป็นก้อน จึงลดโอกาสการเกิดก้อนใต้ผิวหนัง (Nodule) ซึ่งเป็นข้อกังวลของการใช้สารกระตุ้นคอลลาเจนในอดีตค่ะ
เมื่อฉีด NeoFilera เข้าสู่ชั้นผิว
- ผลลัพธ์ทันที (Immediate Effect): โมเลกุลของ CMC จะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างใต้ผิว ช่วยให้ริ้วรอยดูตื้นขึ้นและผิวดูอิ่มฟูขึ้นทันที
- การฟื้นฟูระยะยาว (Long-term Rejuvenation): หลังจากนั้นประมาณ 2-4 สัปดาห์ CMC จะค่อยๆ สลายไปตามธรรมชาติ และเป็นช่วงเวลาที่ PDLLA เริ่มกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างเต็มที่ ผลลัพธ์ผิวที่แน่นกระชับและแข็งแรงจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และคงอยู่ได้ยาวนาน 1-2 ปี

ตำแหน่งที่แนะนำในการฉีด NeoFilera เพื่อแก้ปัญหาผิวอย่างตรงจุด
โปรแกรม NeoFilera เป็นโปรแกรมบูสต์ผิวที่สามารถฉีดได้หลายตำแหน่งทั่วใบหน้า ลำคอ และหลังมือ เพื่อแก้ปัญหาผิวในแต่ละจุดได้อย่างตรงจุด โดยจุดเด่นคือไม่ทิ้งรอย ไม่บวม และไม่ต้องพักฟื้นค่ะ
- ใต้ตา (ใต้ตาคล้ำ / ผิวแห้ง): ช่วยฟื้นฟูร่องลึกใต้ตา ลดความหมองคล้ำ เติมความชุ่มชื้นให้ใต้ตาดูสดใสขึ้นทันทีหลังฉีดค่ะ
- ร่องแก้ม / ร่องมุมปาก: ช่วยลดเลือนริ้วรอยตื้นบริเวณร่องแก้มและมุมปาก พร้อมเติมเต็มผิวที่ขาดความยืดหยุ่นให้ดูเรียบเนียนและอิ่มฟูขึ้นค่ะ
- หน้าผาก / ขมับ: สามารถเติมเต็มขมับที่ตอบหรือลึกให้ใบหน้าได้สัดส่วนที่สวยงามมากยิ่งขึ้น พร้อมปรับผิวบริเวณหน้าผากให้เรียบเนียน ดูอ่อนเยาว์ขึ้นค่ะ
- กรอบหน้า: ช่วยให้ผิวบริเวณกรอบหน้าดูกระชับขึ้น ลดความหย่อนคล้อย ทำให้กรอบหน้าคมชัดและผิวดูเต่งตึงอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
- คอ (ลำคอและเนินอก): สามารถลดเลือนริ้วรอยบริเวณลำคอและเนินอกที่มักเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอายุ ช่วยเติมความชุ่มชื้นและความเรียบเนียนให้ผิวบริเวณนี้กลับมาสวยงามอีกครั้งค่ะ
- หลังมือ: เติมความอิ่มฟูให้ผิวบริเวณหลังมือที่ดูเหี่ยวย่นหรือเห็นเส้นเลือดชัดเจน ให้กลับมาดูเต่งตึง อิ่มเอิบ และผิวแน่นกระชับขึ้นค่ะ
ความแตกต่างของโปรแกรม Neofilera, Lenisna, Juvelook, Aesthefill
| ผลิตภัณฑ์ | ส่วนประกอบ | จุดเด่น | ผลลัพธ์ | แนะนำการฉีด |
|---|---|---|---|---|
| Neofilera | PDLLA 150 mg. + CMC 50 mg. | อนุภาครูปทรงกลม กระจายตัวสม่ำเสมอ กระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน ลดริ้วรอย ปรับสีผิว เพิ่มความชุ่มชื้น | 12 – 24 เดือน | 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน |
| Lenisna | PDLLA 170 mg. + HA 30 mg. (non-crosslinked) | เพิ่มความยืดหยุ่น พยุงโครงสร้างผิว คืนวอลลุ่มให้ผิวแน่นกระชับ | 12 – 24 เดือน | 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน |
| Juvelook | PDLLA 42.5 mg. + HA 7.5 mg. (non-crosslinked) | ผิวชุ่มชื้น อิ่มฟู สว่างกระจ่างใส ลดรอยแผลเป็น รักษาสิวอย่างมีประสิทธิภาพ | 12 – 18 เดือน | 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน |
| Aesthefill | PDLLA | กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยยกกระชับผิว เพิ่มความกระจ่างใส | 12 – 24 เดือน | 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน หรือ 1 เดือนครั้ง* |
PDLLA + CMC กับ PN
| โปรแกรม | NeoFilera | Plinest |
|---|---|---|
| ตัวยา | PDLLA + CMC | PN (Polynucleotide) จาก DNA ปลา Trout |
| กลไกการทำงาน | กระตุ้น Fibroblast สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน | กระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน, ลดการอักเสบ, ซ่อมแซม DNA ผิว, เพิ่มความชุ่มชื้น |
| ผลลัพธ์หลัก | เพิ่มคอลลาเจนใต้ชั้นผิว, ผิวกระชับ | ฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมโทรม, ลดเลือนริ้วรอยตื้นๆและหลุมสิว, กระชับรูขุมขน, ผิวชุ่มชื้น |
| วิธีการใช้ | ฉีดเข็มทู่เข้าใต้ผิวหนัง (Subdermal) | ฉีดเข็มแหลมขึ้นตุ่มบนผิวหนัง (Intradermal) |
| เวลาเห็นผล | ค่อยๆ เห็นผลประมาณ 12 สัปดาห์ | ค่อยๆ เห็นผลประมาณ 4 สัปดาห์ |
| เวลาผลลัพธ์ | ประมาณ 12 เดือน | ประมาณ 12 เดือน |
| เน้นการรักษา | กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว และเพิ่มความกระชับผิว | กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนผิวชั้นบน, ลดการอักเสบ, ซ่อมแซมผิว |
| เหมาะสำหรับ | ผู้ที่มีปัญหาผิวขาดกระตุ้นคอลลาเจน ผิวหย่อนคล้อย | ผิวหมองคล้ำเสื่อมโทรม, มีริ้วรอย, ขาดความชุ่มชื้น, หลุมสิว, รูขุมขนกว้าง |
เลือกตามปัญหาผิว
| สภาพผิว | ตัวเลือกที่เหมาะสม |
|---|---|
| ผิวขาดน้ำ ดูไม่ชุ่มชื้น | ✔️ Profhilo |
| เริ่มหย่อนคล้อยเล็กน้อย | Profhilo หรือ Neofilera (หรือใช้ร่วมกัน) |
| ใต้ตาลึก / ผิวบาง / กรอบหน้าหาย | ✔️ Neofilera หรือ HA Filler |
| เคย Laser แล้วไม่ดีขึ้น | ✔️ Neofilera หรือ Plinest |
| อยากหน้าอ่อนกว่าวัยแบบไม่ฉีดฟิลเลอร์ | ทั้ง 2 ตัว เหมาะต่างบริบท |
NeoFilera เหมาะกับใครและช่วยแก้ปัญหาผิวอะไรได้บ้าง?
NeoFilera เป็นหัตถการที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวและความกังวลดังต่อไปนี้ค่ะ
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย: ขาดความกระชับ แก้มตก กรอบหน้าไม่คมชัด
- ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยร่องลึก: เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก หรือริ้วรอยบริเวณหน้าผากและรอบดวงตา
- ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวเสื่อมโทรม: ผิวขาดความยืดหยุ่น แห้งกร้าน ดูไม่สดใส
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ: ต้องการให้ผิวค่อยๆ ดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจนเกินไป
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ยาวนาน: ไม่อยากฉีดสารเติมเต็มบ่อยๆ เนื่องจาก NeoFilera ให้ผลลัพธ์ที่คงอยู่ได้นานถึง 1-2 ปี (ขึ้นอยู่กับการดูแลและสภาพผิวของแต่ละบุคคล)
- ผู้ที่กังวลเรื่องผลข้างเคียง: ด้วยอนุภาคทรงกลมของ PDLLA ทำให้มีความปลอดภัยสูง ลดความเสี่ยงการเกิดก้อน

ขั้นตอนการเตรียมตัวและการดูแลหลังฉีด NeoFilera
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง ควรมีการเตรียมตัวและดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดนะคะ
ก่อนการรักษา:
- งดรับประทานยาหรือวิตามินที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน, วิตามินอี, น้ำมันปลา อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์
- งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24-48 ชั่วโมงก่อนทำ
- แจ้งประวัติการแพ้ยาและโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบโดยละเอียด
หลังการรักษา:
- อาจมีรอยแดง บวม หรือรอยเข็มเล็กน้อยในบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะค่อยๆ หายไปเองภายใน 2-3 วัน สามารถประคบเย็นเพื่อช่วยลดอาการบวมได้ค่ะ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส นวด หรือกดบริเวณที่ฉีดแรงๆ ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
- งดการแต่งหน้าอย่างน้อย 12 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ การเข้าซาวน่า และการสัมผัสความร้อนสูงประมาณ 1 สัปดาห์
- ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
- ทาครีมกันแดดเป็นประจำเพื่อปกป้องผิวและรักษาผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานขึ้น
โดยสรุปแล้ว NeoFilera ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูและยกกระชับผิวอย่างล้ำลึก ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและยาวนาน โดยไม่ต้องพักฟื้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาวิธีคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิว การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาการรักษาด้วย NeoFilera ก็อาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังมองหาอยู่ค่ะ
NeoFilera ราคาเท่าไหร่
| จำนวน (1 ขวด มี 10 cc) | ราคารวม |
|---|---|
| 1 | 17,900.- |
| 2 | 33,900.- |
| 3 | 43,900.- |
ฟังเผินๆเหมือนจะเป็นเรื่องคล้ายกัน แต่ความจริงนั้นต่างกันมากค่ะ “ผิวตึง” เป็นเพียง ความรู้สึกชั่วคราว ที่อาจเกิดจากผิวขาดน้ำหรือผลิตภัณฑ์ที่เคลือบผิว แต่ “ผิวกระชับ” คือ คุณภาพโครงสร้างผิวที่แท้จริง ซึ่งเกิดจาก คอลลาเจนและอีลาสตินที่แข็งแรง ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น เด้งกลับ และดูอ่อนเยาว์ การแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยจึงต้องเน้นการกระตุ้นโครงสร้างภายในผิว ไม่ใช่แค่ความรู้สึกตึงบนผิว เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสุขภาพผิวที่ดีค่ะ
อย่างแรกที่หมอจะบอกก็คือ มันต้องเป็นโปรแกรมฉีด ซึ่งตัวไหนจะเหมาะกับเรานั้นจะต้องประเมินผิวกันแบบเคสต่อเคส ผิวแห้ง มีหลายแบบ สาเหตุการแห้งอาจจะต่างกัน เลือกใช้ตามสภาพผิว แต่หลักๆแล้ว ก็จะเป็นกลุ่มฟิลเลอร์งานผิว ที่มุ่งเป้าที่การเติมน้ำเข้าสู่ผิว เห็นความแตกต่างได้เร็ว
ส่วนการอยากให้ผิว อิ่ม ฟู เด้ง เล่นแสง อันนี้แล้วแต่ความชอบ แต่สิ่งที่ได้ในโปรแกรมฟิลเลอร์งานผิวคือเรื่องความชุ่มชื้นมากขึ้น แต่ข้อเสียของฟิลเลอร์กลุ่มนี้คือ มักอยู่ได้ไม่นาน ต้องเติมบ่อยกว่าฟิลเลอร์ที่เป็นกลุ่มปรับรูปหน้า เพราะทำงานคนละแบบกัน ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ที่ต่างกันค่ะ
“การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวเฉพาะบุคคล” จะช่วยให้คุณหมอสามารถออกแบบโปรแกรมที่ดีที่สุดเพื่อผิวสวยในฝันของคุณได้อย่างตรงจุดที่สุดค่ะ
หมอจะบอกว่าจริง ๆ แล้ว Sculptra ไม่ใช่ฟิลเลอร์ นะคะ ถ้าคนไข้บอกว่าเคยฉีดฟิลเลอร์เท่านั้นเท่านี้ CC มาเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้จะมาเปลี่ยนเป็นฉีดกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจนแทน ในจำนวน cc ที่เท่ากันนั้นอาจจะเป็นความเข้าใจที่ผิดอยู่ค่ะ
Sculptra เป็นสารกลุ่ม PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ทำหน้าที่เข้าไป กระตุ้น เซลล์ Fibroblast ให้ร่างกายสร้างและซ่อมแซมผิวด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการสร้าง คอลลาเจน Type I
ผลลัพธ์ที่ได้คือการ ฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ทำให้ผิวแน่น กระชับ แข็งแรง และดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การเติมวอลุ่มแบบทันทีเหมือนฟิลเลอร์ค่ะ
TheraFill จัดเป็นนวัตกรรม Atelocollagen ที่มีคุณสมบัติแบบ 2-in-1 คือทำหน้าที่เป็นทั้ง Filler เพื่อเติมเต็มร่องลึกและหลุมสิวให้ตื้นขึ้นทันที และเป็น Biostimulator ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ให้ผิวแน่นกระชับในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) โดยเฉพาะ สามารถฉีดร่วมกับ Botox เพื่อเก็บรายละเอียดริ้วรอย หรือฉีดร่วมกับ HA Filler เพื่อปรับรูปหน้าได้ แต่ควร หลีกเลี่ยงความร้อนสูง เช่น เลเซอร์ หรือ HIFU ในช่วงแรกหลังฉีดเพื่อรักษาอายุของคอลลาเจนให้อยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ
หากคนไข้ต้องเลือก หมอแนะนำให้ดูที่เป้าหมายหลักค่ะ ถ้าต้องการ “ผิวฉ่ำวาว เล่นแสงทันที” แบบ Glass Skin ให้เลือก Neauvia Hydro Deluxe เพราะมี HA และ CaHA ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและความแน่นเฟิร์มได้ดีเยี่ยม แต่ถ้าคนไข้มองหาความ “ยั่งยืน และการซ่อมแซมผิวระยะยาว” อยากให้ผิวเนียนละเอียด รูขุมขนกระชับ และผลลัพธ์ อยู่นานกว่า (6-12 เดือน) หมอแนะนำ Karisma ซึ่งเป็น Rh Collagen ที่เน้นการคืนสภาพผิวให้กลับมาเด็กอีกครั้งค่ะ
Atelocollagen และ Rh Collagen คือเทคโนโลยีฟื้นฟูผิวขั้นสูงที่แตกต่างกันที่ “แหล่งกำเนิด” ค่ะ โดย Atelocollagen (คอลลาเจนสด) สกัดจากธรรมชาติและตัดส่วนที่ก่อภูมิแพ้ออก เด่นเรื่อง โครงสร้าง Triple Helix ที่สมบูรณ์ ช่วย กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และรักษาหลุมสิว ได้ดีเยี่ยม ส่วน Rh Collagen เป็นคอลลาเจนจาก เทคโนโลยีชีวภาพ ที่มีโครงสร้าง เหมือนของมนุษย์ 100% จึงให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยสูงสุด (Safety) ไร้ความเสี่ยงจากสัตว์ และมีความเสถียรของตัวยา ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นทางเลือกหลักใน การฟื้นฟูโครงสร้างผิวระดับลึก ของวงการแพทย์ความงามยุคใหม่ค่ะ
Rh Collagen ประเภท Type III ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับที่พบมากในผิวเด็กทารก
ตามทฤษฎี ไหมน้ำ ที่เติมใต้ตาได้นั้น อยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์จริงค่ะ แต่คนไข้ต้องเข้าใจธรรมชาติของเขาด้วย คือหลังทำจะเห็นผลทันทีก็จริง แต่ ผ่านไป 1 สัปดาห์จะยุบตัวลงก่อน แล้วจึงค่อย ๆ อิ่มฟูขึ้นมาใหม่จากการสร้างคอลลาเจน ซึ่งจุดนี้อาจทำให้คนไข้แปลกใจได้ ต่างจากฟิลเลอร์ที่ ฉีดเท่าไหร่ได้เท่านั้น (Immediate Result) แล้วค่อย ๆ ยุบตัวลง ตามกาลเวลาค่ะ เวลาหมอแนะนำจึงต้องดูความสบายใจของคนไข้เป็นหลัก ถ้าใครกังวลเรื่องก้อนหรือไม่สบายใจกับฟิลเลอร์ ไหมน้ำก็ถือว่าตอบโจทย์ใต้ตาได้ดี แต่ถ้าใครต้องการ ความเรียบเนียนทันที และรับได้กับการมาเติมปีละครั้ง ฟิลเลอร์ก็ยังเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม มากกว่าค่ะ
โดยเฉลี่ยของเคสคนไข้หมออยู่ได้นานถึง 1-2 ปี ในขณะที่ฟิลเลอร์อยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน สาเหตุเพราะไหมน้ำทำหน้าที่เป็น Biostimulator กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใหม่ ของคนไข้เอง ซึ่งมีความคงทนกว่าสารเติมเต็ม และเหมาะกับคนไข้ที่ต้องการปรับสภาพผิวใต้ตาให้แน่นกระชับ มากกว่าคนที่ต้องการเติมถมร่องลึกมาก ๆ ซึ่งฟิลเลอร์ยังคงเป็นมาตรฐานหลัก (Gold Standard) ในการแก้ปัญหาเบ้าตาลึกค่ะ
ถ้าให้หมอสรุปย่อๆให้ฟังคือ “ร้อยไหม” กับ “ไหมน้ำ” เป็นหัตถการที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ การร้อยไหมจะเน้นการใช้เส้นไหมจริงๆ เพื่อยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้เห็นผลทันที เหมาะกับคนไข้ที่ต้องการแก้ปัญหาแก้มห้อยหรือกรอบหน้าไม่ชัดเจน ในขณะที่ “ไหมน้ำ” เป็นการฉีดสารกระตุ้นเพื่อฟื้นฟูคุณภาพผิวจากภายในให้กลับมาแน่นและอิ่มฟูขึ้น ยกกระชับผิวได้แต่จะไม่ใช่การดึงผิวขึ้น ณ เวลานั้นเลย เหมาะกับคนไข้ที่ผิวบางและขาดคอลลาเจน ผิวเสื่อมต้องการฟื้นฟูระยะยาวค่ะ การจะเลือกทำอะไรนั้นขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและความต้องการของคนไข้เป็นหลักค่ะ












