Karisma RH Collagen โปรแกรมฟื้นฟูผิว คืนผิวแน่นกระชับ เติมเต็มหลุมสิว
หากคุณกำลังมองหาทางออกของปัญหาผิวเสื่อมโทรมตามวัย ริ้วรอย หรือหลุมสิว แต่กังวลเรื่องการฉีดสารเติมเต็มที่อาจดูไม่เป็นธรรมชาติ Karisma RH Collagen คือคำตอบค่ะ
นวัตกรรมงานผิวจากอิตาลี ที่เป็น “Soft Filler” และ “Biostimulator” ในหนึ่งเดียว โดดเด่นด้วยการใช้คอลลาเจนที่มีโครงสร้างเหมือนมนุษย์ถึง 99.9% ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวอย่างปลอดภัย เป็นธรรมชาติ และลดโอกาสการแพ้ได้ดี
Karisma คืออะไร? เจาะลึกนวัตกรรม RH Collagen เพื่อผิวสวย
Karisma (คาริสมา) คือ โปรแกรมฉีดฟื้นฟูผิวหน้าระดับพรีเมียม จัดอยู่ในกลุ่ม Hybrid Biostimulator ที่ผสานคุณสมบัติของการเติมเต็มริ้วรอยและการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่เข้าด้วยกันค่ะ
หัวใจสำคัญของ Karisma คือเทคโนโลยี Rh Collagen (Recombinant Human Collagen) ซึ่งเป็นการสกัดคอลลาเจนจากเส้นใยไหม (Silkworm) ด้วยเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม ทำให้ได้คอลลาเจนที่มีความบริสุทธิ์สูง และมีโครงสร้างโมเลกุลเหมือนกับคอลลาเจนของมนุษย์ (Type I) ถึง 99.9% ร่างกายจึงไม่มองว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดการต่อต้านน้อยมาก (Bio-compatible) และปลอดภัยกว่าคอลลาเจนสกัดจากสัตว์ทั่วไปในอดีตค่ะ

3 พลังผสาน เพื่อการฟื้นฟูผิวแบบ 3 in 1
ใน Karisma 1 หลอด ประกอบด้วยส่วนผสมหลักที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว
- Rh Collagen (Recombinant Human Collagen): คอลลาเจนสายพันธุ์มนุษย์ ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ และเร่งการสมานแผล ทำให้ผิวแน่นกระชับ
- High Molecular Weight HA (Hyaluronic Acid): ไฮยาลูโรนิค แอซิด โมเลกุลใหญ่ ช่วยเติมความชุ่มชื้นทันที ให้ผิวดูอิ่มน้ำ ฉ่ำวาว และลดเลือนริ้วรอยตื้นๆ
- CMC (Carboxymethyl Cellulose): สารช่วยยับยั้งการสลายตัวของ HA ทำให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น และช่วยพยุงผิวให้เกิดการยกกระชับ (Lifting Effect) ทันทีหลังทำ
Karisma ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?
การฉีด Karisma ไม่ใช่แค่การเติมผิวให้เต็ม แต่เป็นการ “ซ่อมสร้าง” ผิวจากภายในค่ะ
- ฟื้นฟูผิวโทรม ให้กลับมาสดใส: กู้ผิวหน้าที่อ่อนล้า ผิวขาดน้ำ ให้กลับมาชุ่มชื้น ดูโกลว์ใสสุขภาพดี (Glass Skin)
- เติมเต็มหลุมสิวและรอยแผลเป็น: ช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น ผิวเรียบเนียนละเอียด
- ลดเลือนริ้วรอย: จัดการริ้วรอยเล็กๆ (Fine Lines) บริเวณหน้าผาก รอบดวงตา รอบปาก และลำคอ
- ยกกระชับผิว: ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของชั้นผิว (Skin Density) ทำให้ผิวที่หย่อนคล้อยดูตึงกระชับขึ้น
- ผิวแข็งแรงขึ้น: เสริมเกราะป้องกันผิว ทำให้ผิวทนต่อมลภาวะ ไม่แพ้ง่าย

เปรียบเทียบ Karisma vs คอลลาเจนสดอื่นๆ และกลุ่มงานผิว
เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เราได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Karisma และผลิตภัณฑ์กลุ่มงานผิวอื่นๆ ในท้องตลาดค่ะ
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Karisma RH Collagen | คอลลาเจนสดทั่วไป (Fresh Collagen) | สารกระตุ้นคอลลาเจน (Biostimulator อื่นๆ) |
|---|---|---|---|
| ชนิดของส่วนประกอบ | Rh Collagen (เหมือนมนุษย์ 99.9%) + HA + CMC | Atelocollagen (มักสกัดจากหมู/วัว) | PLLA / PDLLA / CaHA (สารสังเคราะห์) |
| จุดเด่นหลัก | ฟื้นฟูผิว + เติมเต็มหลุมสิว + ยกกระชับ | เน้นความชุ่มชื้น ฉ่ำวาว ระยะสั้น | เน้นกระตุ้นคอลลาเจนระยะยาว ผิวแน่น |
| ความเข้ากันได้กับผิว | สูงมาก (Bio-compatible) โอกาสแพ้ต่ำ | ปานกลาง (อาจมีโปรตีนสัตว์ตกค้าง) | ต้องระวังการเกิดก้อน (Nodule) ในบางราย |
| ระยะเวลาเห็นผล | เห็นผลทันทีเรื่องความชุ่มชื้น เต็มที่ใน 1 เดือน | เห็นผลไว แต่อยู่ได้สั้นกว่า | ใช้เวลา 1-3 เดือน ในการสร้างคอลลาเจน |
| ความเจ็บขณะทำ | เจ็บน้อย แสบน้อย (ตัวยา pH เป็นกลาง) | อาจมีความรู้สึกแสบขณะดันตัวยา | อาจมีความรู้สึกแสบหรือปวดหน่วงๆ |
| ราคาโดยประมาณ | 1x,xxx – 2x,xxx บาท | 3,xxx – 9,xxx บาท | 2x,xxx – 3x,xxx บาท |

หมายเหตุ: ราคาอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับโปรโมชั่นและปริมาณที่ใช้ในแต่ละสถานพยาบาลค่ะ
| คุณสมบัติ | โปรแกรม Collaju | โปรแกรม Therafill | โปรแกรม Karisma |
|---|---|---|---|
| ส่วนประกอบหลัก | Atelocollagen Type-1 | 3% Porcine Collagen | Rh Collagen + HMW-HA + CMC |
| ขนาดโมเลกุล / ปริมาณ | ขนาด 0.88 ไมครอน ปริมาณ 30,000 ug | ความเข้มข้น 3% | Collagen peptide 0.01% alpha chain |
| โครงสร้างคอลลาเจน | Triple Helix ครบสมบูรณ์ (ไม่ผ่านการย่อยสลาย) | Triple helix 3 สายครบ | Rh Collagen: กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน |
| การทำงานหลัก | เติมเต็มผิวที่สูญเสียคอลลาเจน ฟื้นฟูโครงสร้างถึงระดับเซลล์ | เติมเต็มผิวที่ขาดคอลลาเจนทันที | HMW-HA: เติมเต็ม + ความชุ่มชื้น CMC: เพิ่มประสิทธิภาพ HA |
| จุดเด่น | เข้ากับร่างกายได้ดี ลดการตอบสนองจากภูมิคุ้มกัน | อนุมัติสำหรับปัญหาผิวหน้า | ผสมผสาน 3 ส่วนสำคัญ: โครงสร้าง + ชุ่มชื้น + ความเข้ากันได้กับร่างกาย |

ใครบ้างที่เหมาะกับโปรแกรม Karisma?
- ผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ แต่งหน้าไม่ติด
- ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยร่องตื้นๆ ผิวไม่เรียบเนียน
- ผู้ที่มีปัญหา “หลุมสิว” หรือแผลเป็น ต้องการเติมเต็มให้ผิวเรียบเนียน
- ผู้ที่ต้องการงานผิวธรรมชาติ ไม่ต้องการให้รูปหน้าเปลี่ยนจนเกินไป
- ผู้ที่ผิวแพ้ง่าย และกังวลเรื่องอาการแพ้สารเติมเต็ม

Karisma ฉีดตรงไหนได้บ้าง? แก้ปัญหาผิวได้ครอบคลุมทุกจุด
ความพิเศษของ Karisma คือความปลอดภัยและความเข้ากันได้ดีกับร่างกาย (Biocompatible) จึงสามารถฉีดได้หลายบริเวณที่มีความกังวล แม้ในจุดที่ผิวบอบบางค่ะ
- ทั่วใบหน้า (Full Face Rejuvenation): เพื่อฟื้นฟูสภาพผิวโดยรวม แก้ปัญหาผิวโทรม แห้งกร้าน รูขุมขนกว้าง ให้ผิวกลับมาแน่น อิ่มฟู และดูฉ่ำวาว (Glossy Skin) สุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
- บริเวณรอบดวงตาและหน้าผาก:
- ริ้วรอยรอบดวงตา: ช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ (Fine Lines) และรอยตีนกา ให้ผิวรอบดวงตาดูสดใสขึ้น
- หน้าผาก: เติมเต็มร่องริ้วรอยตื้นๆ ให้ผิวหน้าผากเรียบเนียนตึงกระชับ
- บริเวณแก้มและกรอบหน้า: ช่วยยกกระชับผิวที่เริ่มหย่อนคล้อย (Lifting) เพิ่มความหนาแน่นให้ชั้นผิว ทำให้แก้มดูเฟิร์มกระชับ และกรอบหน้าชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ
- ริ้วรอยรอบปากและร่องแก้ม: ช่วยเติมเต็มร่องลึกบริเวณมุมปากและร่องแก้ม (Smile Lines) ที่ทำให้ใบหน้าดูมีอายุ ให้กลับมาตื้นขึ้น ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ลง
- หลุมสิวและแผลเป็น (Acne Scars): จุดเด่นสำคัญของ Karisma คือการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ สามารถฉีดบริเวณหลุมสิวเพื่อกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ เติมเต็มหลุมสิวให้ตื้นขึ้น และปรับสภาพผิวบริเวณแผลเป็นให้เรียบเนียนสม่ำเสมอค่ะ
- ลำคอ (Neck): แก้ไขปัญหา “คอเป็นปล้อง” หรือผิวคอเหี่ยวย่น ช่วยคืนความตึงกระชับและลดเลือนริ้วรอยแห่งวัยบริเวณลำคอ
- เนินอก (Décolletage) และ หลังมือ (Hands): เป็นจุดที่บ่งบอกอายุได้ชัดเจนแต่ถูกละเลยบ่อย Karisma สามารถช่วยฟื้นฟูผิวบริเวณเนินอกและหลังมือที่แห้งเหี่ยว ให้กลับมาอิ่มน้ำ เต่งตึง และดูเด็กลงได้ค่ะ

อยู่ได้นานแค่ไหนเมื่อเทียบกับโปรแกรมอื่นๆ
xychart-beta
title "เปรียบเทียบระยะเวลา (เดือน)"
x-axis ["คอลลาเจนสด", "Karisma", "Biostimulator"]
y-axis "เดือน" 0 --> 25
bar [3, 12, 24]
ข้อควรรู้ก่อนรับบริการ
เพื่อความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุด ทางคลินิกได้รวบรวมข้อสงสัยไว้ที่นี่ค่ะ
ฉีด Karisma เจ็บไหมคะ?
ตัวยา Karisma มีค่า pH ที่เป็นกลาง ทำให้ขณะเดินยาคนไข้จะรู้สึกสบายผิว ไม่แสบเหมือนตัวยาอื่นๆ บางชนิดค่ะ ก่อนทำจะมีการแปะยาชาให้ เพื่อให้คุณลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายที่สุดขณะรับบริการค่ะ
ต้องฉีดกี่ครั้งถึงจะเห็นผล และอยู่ได้นานไหม?
- การเห็นผล: รู้สึกถึงผิวที่ชุ่มชื้นขึ้นได้ตั้งแต่ครั้งแรกค่ะ สำหรับผลลัพธ์เรื่องริ้วรอยและหลุมสิวที่ชัดเจน แนะนำให้ทำต่อเนื่อง 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน
- ความคงทน: ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นาน 6-12 เดือน (ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและสภาพผิวของแต่ละบุคคล) แนะนำให้มาเติม (Touch-up) ทุกๆ 6 เดือน เพื่อคงสภาพผิวสวยให้อยู่ตลอดไปค่ะ
หลังฉีดจะมีอาการบวมช้ำไหม ต้องพักฟื้นกี่วัน?
อาจมีรอยแดงจากเข็มหรือตุ่มยาเล็กๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติค่ะ โดยรอยเหล่านี้จะยุบหายไปเองภายใน 24-48 ชั่วโมง (บางรายยุบใน 2-3 ชม.) สามารถใช้ชีวิตประจำวันและแต่งหน้าได้ตามปกติในวันรุ่งขึ้น ไม่ต้องลางานพักฟื้นค่ะ
Karisma อันตรายไหม มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?
Karisma มีความปลอดภัย ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย (Thai FDA) และมาตรฐานยุโรป (CE Mark) เนื่องจากเป็นคอลลาเจนที่โครงสร้างเหมือนมนุษย์ จึงลดความเสี่ยงเรื่องการแพ้ (Allergy) หรือการเกิดก้อน (Granuloma) ได้

การเตรียมตัวก่อนฉีด Karisma เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
เพื่อให้การทำหัตถการเป็นไปอย่างราบรื่นและลดโอกาสเกิดรอยช้ำ ทางคลินิกขอแนะนำการเตรียมตัวดังนี้ค่ะ
- งดยาและอาหารเสริมบางชนิด: ควรงดรับประทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น แอสไพริน, ไอบูโพรเฟน), วิตามินอี, น้ำมันปลา, สารสกัดจากแปะก๊วย หรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนทำ (หากมีโรคประจำตัวที่ต้องทานยา ควรปรึกษาแพทย์ก่อนนะคะ)
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ควรงดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนเข้ารับบริการ เพื่อลดการสูบฉีดเลือด ซึ่งอาจทำให้เลือดออกง่ายหรือช้ำง่ายขึ้นค่ะ
- งดกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด: เช่น การออกกำลังกายหนักๆ หรือการซาวน่า ก่อนมารับบริการ
- ดูแลผิวหน้า: หากมีการผลัดเซลล์ผิว สครับหน้า หรือทำเลเซอร์บริเวณที่จะฉีด ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2-3 วัน และหากมีแผลติดเชื้อ หรือสิวอักเสบรุนแรงบริเวณที่จะฉีด แนะนำให้รักษาสิวให้หายดีก่อนนะคะ
- พักผ่อนให้เพียงพอ: เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมรับการฟื้นฟูค่ะ
ข้อปฏิบัติและการดูแลตัวเองหลัง รับบริการ Karisma
หลังทำทันที ผิวอาจมีรอยแดงหรือตุ่มยาเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการปกติและจะหายไปเองค่ะ เพื่อให้ตัวยาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและอยู่ได้นานขึ้น ควรปฏิบัติตัวดังนี้ค่ะ
24 ชั่วโมงแรก
- หลีกเลี่ยงการจับ ลูบ หรือนวด: บริเวณที่ฉีด รวมถึงงดการกดสิว หรือทำทรีตเมนต์หน้า เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการเคลื่อนตัวของตัวยา
- งดแต่งหน้า: แนะนำให้งดแต่งหน้าอย่างน้อย 12-24 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงในการระคายเคือง (หากจำเป็นจริงๆ สามารถแต่งหน้าบางๆ ได้หลังจาก 4-6 ชั่วโมงค่ะ)
- ทำความสะอาดอย่างเบามือ: สามารถล้างหน้าได้ตามปกติด้วยน้ำเปล่าหรือโฟมสูตรอ่อนโยน ซับหน้าเบาๆ ไม่ถูแรงนะคะ
ช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
- หลีกเลี่ยงความร้อนสูง: งดการทำเลเซอร์ร้อนทุกชนิด (RF, Thermage, Ulthera), การอบซาวน่า, แช่ออนเซ็น หรือตากแดดจัดๆ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพราะความร้อนอาจทำให้โครงสร้างคอลลาเจนเสียรูปและสลายไวขึ้นค่ะ
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่: อย่างน้อย 3-7 วัน เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบหรือบวมได้
- ดื่มน้ำมากๆ: เนื่องจาก Karisma มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid (HA) การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ (ประมาณ 1.5 – 2 ลิตรต่อวัน) จะช่วยอุ้มน้ำ ให้ผิวฟูเด้ง และเห็นผลลัพธ์ชัดเจนยิ่งขึ้นค่ะ
- สังเกตอาการ: หากมีอาการปวด บวมแดงผิดปกติ หรือสีผิวเปลี่ยนไป ควรรีบติดต่อคลินิกทันทีค่ะ
ราคาและโปรโมชั่น Karisma

| จำนวน | ราคา | เหมาะสำหรับใคร? |
|---|---|---|
| 1 กล่อง (2 ml) | 24,900.- | เน้นทดลองหรือเก็บรายละเอียด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองครั้งแรก, เน้นเติมความชุ่มชื้นให้ผิว (Skin Booster) หรือเน้นแก้ปัญหาเฉพาะจุด เช่น รอบดวงตา หรือร่องแก้มตื้นๆ |
| 2 กล่อง (4 ml) | 45,900.- | ฟื้นฟูทั่วใบหน้า (ยอดนิยม) เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งกร้าน รูขุมขนกว้าง หรือเริ่มมีริ้วรอยทั่วหน้า ปริมาณ 4 ml จะช่วยให้ผิวดูอิ่มฟู ฉ่ฉ่ำวาว และเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น |
| 3 กล่อง (6 ml) | 59,900.- | จัดเต็มเพื่อการซ่อมแซม (คุ้มที่สุด) เหมาะสำหรับผู้ที่มี “หลุมสิวลึก” ผิวหย่อนคล้อย หรือต้องการฟื้นฟูทั้งใบหน้าและลำคอ (Neckline) ให้ผลลัพธ์ที่อยู่ได้นานที่สุดและราคาเฉลี่ยต่อกล่องถูกที่สุด |
รีวิวงานผิว Biostimulator
ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

TheraFill จัดเป็นนวัตกรรม Atelocollagen ที่มีคุณสมบัติแบบ 2-in-1 คือทำหน้าที่เป็นทั้ง Filler เพื่อเติมเต็มร่องลึกและหลุมสิวให้ตื้นขึ้นทันที และเป็น Biostimulator ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ให้ผิวแน่นกระชับในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) โดยเฉพาะ สามารถฉีดร่วมกับ Botox เพื่อเก็บรายละเอียดริ้วรอย หรือฉีดร่วมกับ HA Filler เพื่อปรับรูปหน้าได้ แต่ควร หลีกเลี่ยงความร้อนสูง เช่น เลเซอร์ หรือ HIFU ในช่วงแรกหลังฉีดเพื่อรักษาอายุของคอลลาเจนให้อยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ
หากคนไข้ต้องเลือก หมอแนะนำให้ดูที่เป้าหมายหลักค่ะ ถ้าต้องการ “ผิวฉ่ำวาว เล่นแสงทันที” แบบ Glass Skin ให้เลือก Neauvia Hydro Deluxe เพราะมี HA และ CaHA ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและความแน่นเฟิร์มได้ดีเยี่ยม แต่ถ้าคนไข้มองหาความ “ยั่งยืน และการซ่อมแซมผิวระยะยาว” อยากให้ผิวเนียนละเอียด รูขุมขนกระชับ และผลลัพธ์ อยู่นานกว่า (6-12 เดือน) หมอแนะนำ Karisma ซึ่งเป็น Rh Collagen ที่เน้นการคืนสภาพผิวให้กลับมาเด็กอีกครั้งค่ะ
Atelocollagen และ Rh Collagen คือเทคโนโลยีฟื้นฟูผิวขั้นสูงที่แตกต่างกันที่ “แหล่งกำเนิด” ค่ะ โดย Atelocollagen (คอลลาเจนสด) สกัดจากธรรมชาติและตัดส่วนที่ก่อภูมิแพ้ออก เด่นเรื่อง โครงสร้าง Triple Helix ที่สมบูรณ์ ช่วย กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และรักษาหลุมสิว ได้ดีเยี่ยม ส่วน Rh Collagen เป็นคอลลาเจนจาก เทคโนโลยีชีวภาพ ที่มีโครงสร้าง เหมือนของมนุษย์ 100% จึงให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัยสูงสุด (Safety) ไร้ความเสี่ยงจากสัตว์ และมีความเสถียรของตัวยา ซึ่งทั้งคู่ถือเป็นทางเลือกหลักใน การฟื้นฟูโครงสร้างผิวระดับลึก ของวงการแพทย์ความงามยุคใหม่ค่ะ
Rh Collagen ประเภท Type III ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับที่พบมากในผิวเด็กทารก
หมอตอบแบบเชิงการรักษาให้เข้าใจง่ายๆคือ มันทำงานคนละชั้นผิว แก้ปัญหาคนละจุดกัน แต่มันส่งเสริมกันค่ะ
การทำ Oligio ควบคู่กับหัตถการอื่น (เช่น Ultraformer หรือ Ulthera) เป็นเทคนิคที่แพทย์แนะนำเพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบ Synergy Effect หรือการเสริมฤทธิ์กันค่ะ โดย Oligio จะเน้นการ กระชับผิวชั้นตื้นและปรับคุณภาพผิว (Skin Quality) ให้แน่นเฟิร์ม ในขณะที่เครื่องมืออื่นจะช่วย ยกพยุงโครงหน้าชั้นลึก (SMAS) เปรียบเสมือนการซ่อมบ้านทั้งโครงสร้างและทาสีใหม่ไปพร้อมกัน นอกจากจะช่วยให้ หน้ายกกระชับครอบคลุมทุกชั้นผิว แล้ว ยังช่วยยืดอายุผลลัพธ์ให้อยู่ได้นานขึ้น และได้งานผิวที่ฉ่ำวาวเป็นของแถม ซึ่งดีกว่าการเลือกทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งค่ะ แต่ก็แน่นอนหล่ะคนไข้ก็ต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นค่ะ
ตามทฤษฎี ไหมน้ำ ที่เติมใต้ตาได้นั้น อยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์จริงค่ะ แต่คนไข้ต้องเข้าใจธรรมชาติของเขาด้วย คือหลังทำจะเห็นผลทันทีก็จริง แต่ ผ่านไป 1 สัปดาห์จะยุบตัวลงก่อน แล้วจึงค่อย ๆ อิ่มฟูขึ้นมาใหม่จากการสร้างคอลลาเจน ซึ่งจุดนี้อาจทำให้คนไข้แปลกใจได้ ต่างจากฟิลเลอร์ที่ ฉีดเท่าไหร่ได้เท่านั้น (Immediate Result) แล้วค่อย ๆ ยุบตัวลง ตามกาลเวลาค่ะ เวลาหมอแนะนำจึงต้องดูความสบายใจของคนไข้เป็นหลัก ถ้าใครกังวลเรื่องก้อนหรือไม่สบายใจกับฟิลเลอร์ ไหมน้ำก็ถือว่าตอบโจทย์ใต้ตาได้ดี แต่ถ้าใครต้องการ ความเรียบเนียนทันที และรับได้กับการมาเติมปีละครั้ง ฟิลเลอร์ก็ยังเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม มากกว่าค่ะ
โดยเฉลี่ยของเคสคนไข้หมออยู่ได้นานถึง 1-2 ปี ในขณะที่ฟิลเลอร์อยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน สาเหตุเพราะไหมน้ำทำหน้าที่เป็น Biostimulator กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเนื้อเยื่อใหม่ ของคนไข้เอง ซึ่งมีความคงทนกว่าสารเติมเต็ม และเหมาะกับคนไข้ที่ต้องการปรับสภาพผิวใต้ตาให้แน่นกระชับ มากกว่าคนที่ต้องการเติมถมร่องลึกมาก ๆ ซึ่งฟิลเลอร์ยังคงเป็นมาตรฐานหลัก (Gold Standard) ในการแก้ปัญหาเบ้าตาลึกค่ะ
ถ้าให้หมอสรุปย่อๆให้ฟังคือ “ร้อยไหม” กับ “ไหมน้ำ” เป็นหัตถการที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ การร้อยไหมจะเน้นการใช้เส้นไหมจริงๆ เพื่อยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้เห็นผลทันที เหมาะกับคนไข้ที่ต้องการแก้ปัญหาแก้มห้อยหรือกรอบหน้าไม่ชัดเจน ในขณะที่ “ไหมน้ำ” เป็นการฉีดสารกระตุ้นเพื่อฟื้นฟูคุณภาพผิวจากภายในให้กลับมาแน่นและอิ่มฟูขึ้น ยกกระชับผิวได้แต่จะไม่ใช่การดึงผิวขึ้น ณ เวลานั้นเลย เหมาะกับคนไข้ที่ผิวบางและขาดคอลลาเจน ผิวเสื่อมต้องการฟื้นฟูระยะยาวค่ะ การจะเลือกทำอะไรนั้นขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและความต้องการของคนไข้เป็นหลักค่ะ
Oligio และ OligioX พบว่า OligioX มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความสามารถในการยกกระชับผิวและแก้ไขปัญหาผิวที่เกี่ยวข้องกับริ้วรอยและความหย่อนคล้อยที่เห็นผลได้ชัดเจนกว่า นอกจากนี้ OligioX ยังให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่า และเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวที่หลากหลายกว่า ทั้งผู้ที่มีไขมันแก้มและเหนียงค่อนข้างมาก ผู้ที่ต้องการพลังงานลงลึกซึ้งเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และผู้ที่ต้องการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด
- ลดริ้วรอย สำหรับคนที่ดื้อโบคือเหมาะมากๆ
- ลงพลังงานได้ลึกและแรงกว่าเดิม
- ปล่อยความเย็นมากขึ้น สบายผิวมากกว่าเดิม
- เทคโนโลยี GXG Dual Mode ลงพลังงานได้ทั้งแบบตื้นและลึก
โดยรวมแล้ว OligioX เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์กว่าสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยาวนานในการยกกระชับและฟื้นฟูผิวพรรณ เนื่องจากมีความสามารถในการปรับสภาพผิวที่หลากหลายและครอบคลุมปัญหาผิวที่ซับซ้อนได้ดีกว่า ในขณะที่ Oligio ยังคงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีปัญหาน้อยและต้องการการดูแลผิวในเบื้องต้น
หน้าทรุด ที่มาพร้อมกับอาการ ขมับตอบ, ถุงใต้ตา, หน้าแก้มแบน, และแก้มตอบ สามารถแก้ไขได้ด้วย ฟิลเลอร์ โดยการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป ทำให้ใบหน้าดูอิ่มเอิบ อ่อนเยาว์ และมีมิติมากขึ้น การฉีดฟิลเลอร์ต้องทำโดย แพทย์ผู้มีประสบการณ์จริงๆเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ เพราะหากแพทย์ไม่มีประสบการณ์ ประเมินผิดพลาด เน้นการเติมด้วยจำนวนที่เยอะเกินไป แทนที่จะได้ผิวหน้าที่ยกกระชับอ่อนกว่าวัย จะกลายเป็นหน้าอ้วน หน้า Overfield ได้












