Turning back the hands of time is no longer a fantasy

ประโยคนี้อาจฟังดูเหมือนฝัน แต่ในวงการความงามปัจจุบัน การมีผิวที่ดูอ่อนเยาว์ เต่งตึง และเรียบเนียนโดยไม่ต้องพึ่งพามีดหมอหรือต้องเจ็บตัวบ่อยๆ นั้นเป็นจริงได้แล้วค่ะ สำหรับใครที่กำลังมองหาคำตอบของผิวสวยสุขภาพดีแบบยั่งยืน
Juvelook (จูวีลุค) คือ Skin Booster ที่ไม่ใช่แค่ฟิลเลอร์หรือสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Collagen Biostimulator) ทั่วไป แต่เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่าง PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) และ HA (Hyaluronic Acid) แบบไม่ผ่านการเชื่อมขวาง (Non-crosslinked) ค่ะ

ด้วยเทคโนโลยีที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ ทำให้ Juvelook สามารถมอบผลลัพธ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง โดยถูกออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึก กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ตามธรรมชาติ (Neocollagenesis) ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง มีความยืดหยุ่น เต่งตึง และดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ
รีวิวงานผิว Biostimulator


ส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ Juvelook แตกต่าง
- PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid): คือสารสังเคราะห์ที่เข้ากันได้ดีกับร่างกายและสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ อนุภาคของ PDLLA ใน Juvelook มีลักษณะเป็นทรงกลมขนาดเล็กและมีรูพรุน (Porous & Microsphere) ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดการอักเสบและป้องกันการเกิดก้อนใต้ผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อฉีดเข้าสู่ผิวหนังแล้ว PDLLA จะทำหน้าที่เป็นเหมือน “นั่งร้าน” ให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) เข้ามายึดเกาะและกระตุ้นให้เกิดการผลิตคอลลาเจน Type 1 และ Type 3 ซึ่งเป็นคอลลาเจนชนิดที่สำคัญที่สุดต่อความอ่อนเยาว์และความยืดหยุ่นของผิวค่ะ
- Non-crosslinked HA (Hyaluronic Acid): ไฮยาลูรอนิก แอซิด ชนิดที่ไม่ผ่านการเชื่อมขวาง ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวได้ทันทีหลังการฉีด ช่วยให้ผิวดูอิ่มฟู ฉ่ำวาว และลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ ได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่ PDLLA จะค่อยๆ ออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในระยะยาวต่อไปค่ะ

Juvelook ช่วยแก้ปัญหาผิวอะไรได้บ้าง?
ด้วยคุณสมบัติในการกระตุ้นคอลลาเจนและเติมความชุ่มชื้นไปพร้อมกัน Juvelook จึงเป็นคำตอบสำหรับหลากหลายปัญหาผิว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวแบบองค์รวมค่ะ
- เพิ่มความยืดหยุ่นและยกกระชับผิว (Skin Elasticity & Lifting): ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ Juvelook จะเข้าไปช่วยสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น ผิวจึงดูเต่งตึงและกระชับขึ้นค่ะ
- ลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย (Wrinkle Reduction): ริ้วรอยตื้นๆ บริเวณหน้าผาก รอบดวงตา หรือร่องแก้ม จะค่อยๆ จางลงและตื้นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
- ฟื้นฟูหลุมสิวและลดขนาดรูขุมขน (Acne Scar & Pore Minimizing): การสร้างคอลลาเจนใหม่จะช่วยเติมเต็มเนื้อเยื่อบริเวณหลุมสิวให้ตื้นขึ้น พร้อมทั้งช่วยให้รูขุมขนที่กว้างดูกระชับและเล็กลง ผิวจึงดูเรียบเนียนขึ้นค่ะ
- ปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวม (Overall Skin Quality): ผิวจะดูสุขภาพดีขึ้น มีความชุ่มชื้น ฉ่ำวาว อิ่มฟู และดูสดใสเปล่งปลั่งค่ะ
- ลดรอยแตกลาย (Stretch Marks): สามารถใช้ Juvelook เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบริเวณรอยแตกลาย ช่วยให้รอยดูจางลงได้ค่ะ

คอลลาเจนบูสเตอร์ที่ผสมผสานระหว่างกรดไฮยาลูโรนิก(HA) กับกรดโพลิแลกติก(PDLLA) เพื่อกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนของผิว ทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไปเมื่ออายุมากขึ้น ช่วยให้ผิวกระชับอิ่มฟูยืดหยุ่น ฟื้นฟูผิวจากโครงสร้างผิวชั้นลึกทำให้ผิวแข็งแรงจากภายใน คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ ริ้วรอยดูจางลงอย่างมีประสิทธิภาพ
- ช่วยฟื้นฟูผิวที่แก่ก่อนวัย
- เพิ่มความยืดหยุ่นแก่ผิว
- ลดริ้วรอย ผิวเรียบเนียน
- รูขุมขนเล็กลง
- ลดรอยหลุมสิว
- ช่วยปรับสีผิวให้สว่างกระจ่างใส
| คุณสมบัติ | 🔵 Juvelook | 🔴 Lenisna |
|---|---|---|
| ส่วนประกอบหลัก | PDLLA 42.5 mg + Non-crosslinked HA 7.5 mg | PDLLA 170 mg + Non-crosslinked HA 30 mg |
| ชั้นผิวที่เหมาะ | ชั้นหนังแท้ (Dermis Layer) หรือชั้นตื้น | ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Layer) หรือชั้นลึก |
| เป้าหมายหลัก | ฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Rejuvenation) | เติมเต็มปริมาตร (Volume Restoration) |
| เหมาะสำหรับ | เติมเต็มร่องน้ำตาและริ้วรอยรอบดวงตาลดเลือนริ้วรอย บริเวณลำคอปรับผิวให้กระจ่างใส, กระชับรูขุมขนลดเลือน รอยแผลเป็นลดเลือนรอยแตกลาย | เติมเต็ม Volume ให้ใบหน้า (หน้าผาก, แก้ม, ขมับ)เติมเต็มร่องลึก (ร่องแก้ม, ร่องน้ำหมาก)ยกกระชับผิวกาย |
ตารางเปรียบเทียบ Juvelook vs Restylane Vital Skinbooster
| คุณสมบัติ | Juvelook | Restylane Vital Skinbooster |
|---|---|---|
| ส่วนประกอบหลัก | Poly D,L Lactic Acid (PDLLA) + Hyaluronic Acid (HA) | Hyaluronic Acid (HA) แบบไม่เชื่อมโยงกัน (Non-crosslinked HA) |
| กลไกการออกฤทธิ์ | 1. HA: ให้ความชุ่มชื้นและเติมเต็มทันที 2. PDLLA: กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ของร่างกายอย่างต่อเนื่องและยาวนาน (Biostimulator) | 1. HA: ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวอย่างล้ำลึกจากภายใน 2. HA: ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว เพิ่มความยืดหยุ่น และลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ |
| ลักษณะ | สารละลายที่มีอนุภาคเล็ก (Micro-particle solution) | เจลใส |
| เป้าหมายหลัก | – กระตุ้นคอลลาเจน ลดริ้วรอย – ปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวม – ลดเลือนรอยแผลเป็นหลุมสิว | – เพิ่มความชุ่มชื้นและฉ่ำวาวให้ผิว – ฟื้นฟูสภาพผิวที่แห้งกร้านหรือเสื่อมโทรม – ลดริ้วรอยตื้นๆ และปรับผิวให้เรียบเนียน |
| ผลลัพธ์ที่เห็น | – ผิวกระชับขึ้น – ริ้วรอยลดลง – คุณภาพผิวดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและต่อเนื่อง – รูขุมขนกระชับ | – ผิวดูอิ่มฟู ชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง มีออร่า – ผิวเรียบเนียนขึ้น – ริ้วรอยตื้นๆ ดูจางลง |
| ระยะเวลาเห็นผล | เริ่มเห็นผลการกระตุ้นคอลลาเจนใน 4-6 สัปดาห์ และดีขึ้นเรื่อยๆ | เห็นผลลัพธ์ความชุ่มชื้นทันทีหลังฉีด และชัดเจนขึ้นหลังทำครบตามคอร์ส |
| ระยะเวลาคงอยู่ | ประมาณ 12-18 เดือน (ผลจากการกระตุ้นคอลลาเจน) | ประมาณ 6-9 เดือน (แนะนำทำต่อเนื่อง 3 ครั้งห่างกัน 2-4 สัปดาห์) |
| บริเวณที่นิยมฉีด | ใต้ตา, รูขุมขน, ริ้วรอยทั่วใบหน้า, คอ, แผลเป็นหลุมสิว | ทั่วใบหน้า, ลำคอ, เนินอก, หลังมือ |
| ข้อดี | – กระตุ้นคอลลาเจนอย่างเป็นธรรมชาติ – ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติและค่อยเป็นค่อยไป – ช่วยเรื่องหลุมสิวและรูขุมขนได้ดี | – ให้ความชุ่มชื้นและอิ่มฟูได้ดีมาก – ลดริ้วรอยตื้นๆ และปรับผิวให้ดูสุขภาพดี – มีความปลอดภัยสูง ได้รับการยอมรับทั่วโลก |
| ข้อควรพิจารณา | – อาจต้องใช้เวลาเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน – มีโอกาสเกิดก้อนเล็กๆ ใต้ผิวหนังได้ หากฉีดไม่ถูกต้องหรือดูแลหลังฉีดไม่ดี | – ไม่ได้กระตุ้นคอลลาเจนมากเท่า Juvelook – ต้องทำเป็นคอร์สเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด |

ขั้นตอนการทำงานและผลลัพธ์ที่คาดหวังได้
Juvelook จะถูกผสมกับน้ำกลั่นสำหรับฉีดยา (Sterile Water) ก่อนใช้ และอาจมีการผสมยาชาเพื่อลดความเจ็บขณะทำหัตถการ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการฉีด Juvelook เข้าไปในชั้นหนังแท้ (Dermis Layer) อย่างแม่นยำ
- ผลลัพธ์ทันที: หลังฉีด HA จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและดูเต็มขึ้นทันทีค่ะ
- ผลลัพธ์ระยะยาว: หลังจากนั้นประมาณ 4-6 สัปดาห์ PDLLA จะเริ่มกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนอย่างเต็มที่ และจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดในช่วง 2-3 เดือนหลังฉีดค่ะ
- ผลลัพธ์คงอยู่ยาวนาน: ผลลัพธ์จากการรักษาด้วย Juvelook สามารถคงอยู่ได้นานถึง 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคลค่ะ
คำแนะนำในการรักษา
เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แนะนำให้ทำการรักษาต่อเนื่อง 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 4-6 สัปดาห์ จากนั้นสามารถกลับมาทำซ้ำทุกๆ 12-18 เดือนเพื่อคงสภาพผิวที่ดีไว้ค่ะ

Juvelook เหมาะกับใครและใครที่ควรหลีกเลี่ยง?
เหมาะสำหรับ
- ผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ที่ต้องการป้องกันและชะลอการเกิดริ้วรอย
- ผู้ที่กังวลเรื่องปัญหาผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ ขาดความยืดหยุ่น
- ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยตื้นๆ บนใบหน้า ลำคอ หรือหลังมือ
- ผู้ที่มีปัญหาหลุมสิว รูขุมขนกว้าง
- ผู้ที่ต้องการให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน อิ่มฟู และกระจ่างใสขึ้น
ข้อควรระวังและผู้ที่ไม่เหมาะกับการทำ
- สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของ Juvelook (PDLLA, HA)
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Autoimmune disease)
- ผู้ที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อบริเวณผิวหนังที่จะทำการรักษา
- ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำ
การเตรียมตัวก่อนและหลังทำ Juvelook
ก่อนทำ
- งดยาหรือวิตามินที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน, NSAIDs, วิตามินอี, น้ำมันปลา อย่างน้อย 1 สัปดาห์
- งดดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมงก่อนทำ
- หากมีโรคประจำตัวหรือยาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อนทุกครั้ง
หลังทำ
- อาจมีอาการบวมแดงหรือรอยช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะหายไปเองใน 2-3 วัน สามารถประคบเย็นเพื่อช่วยลดอาการบวมได้ค่ะ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส นวด หรือถูบริเวณที่ทำหัตถการแรงๆ ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
- งดแต่งหน้าอย่างน้อย 12-24 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ การสัมผัสความร้อนจัด เช่น ซาวน่า หรือการตากแดดจัดๆ ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
- ดื่มน้ำให้เพียงพอและทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว

| คุณสมบัติ | โปรแกรม SCULPTRA | โปรแกรม JUVELOOK |
|---|---|---|
| ส่วนประกอบหลัก | PDLLA + Hyaluronic Acid | PLLA |
| กลไกการทำงาน | กระตุ้นคอลลาเจนและอิลาสติน เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟูผิว | กระตุ้นคอลลาเจนลึก เติมเต็มปริมาตรใบหน้า ลดริ้วรอยลึก |
| ผลลัพธ์เด่น | ผิวเรียบเนียน ชุ่มชื้น กระจ่างใส | ใบหน้าดูเต็มอิ่ม ยกกระชับ ลดริ้วรอยลึก |
| ปัญหาผิวเหมาะกับ | ผิวแห้ง ขาดน้ำ, ริ้วรอยตื้น, รอยแตกลายเล็กๆ, ผิวไม่กระชับเล็กน้อย, ผิวหมองคล้ำ, ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น | ผิวหย่อนคล้อยชัดเจน, ริ้วรอยลึก, แก้มตอบ, ใบหน้าขาดปริมาตร, โหนกแก้มไม่ชัด, ใต้ตาลึก, ถุงใต้ตา, คอและเหนียงเริ่มหย่อน |
| ระยะเวลาผลลัพธ์ | 6-12 เดือน | 1.5-2 ปี |
| จำนวนครั้งที่แนะนำ | 3 ครั้ง | 3 ครั้ง |
| ความเจ็บ/ ฟื้นตัว | เจ็บเล็กน้อย คล้ายฉีดโบท็อกซ์ ไม่มีเวลาพักฟื้น | อาจเจ็บมากกว่าเล็กน้อย มีส่วนผสมยาชาช่วย ทนได้ง่าย |
| เหมาะกับใคร | ต้องการฟื้นฟูผิว เติมน้ำ ลดริ้วรอยเล็กๆ ผิวกระจ่างใส | ต้องการยกกระชับ เติมเต็มปริมาตร ลดริ้วรอยลึก ผิวหย่อนคล้อยชัด |
ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้กลับมาดูอ่อนเยาว์ แข็งแรง และสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก ด้วยผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและคงอยู่ยาวนาน จึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัวค่ะ อย่างไรก็ตาม ควรเลือกทำกับคลินิกที่ได้มาตรฐานและแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุดนะคะ
Juvelook ราคา โปรโมชั่น

| ปริมาณ | ราคา |
|---|---|
| 1 cc | 3,999 บาท |
| 1 ขวด/6 cc | 15,900 บาท |
| 3 ขวด/18 cc | 44,900 บาท |
ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

📍 สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง
โทร 064-424-6526
📍 สาขา Crystal Design Center (CDC)
โทร 095-236-4546


โดยสรุปแล้ว การทำหัตถการฉีดหน้าต่างๆ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือกลุ่มฟื้นฟูผิว Biostimulator คอลลาเจนสดต่างๆนั้น ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อการฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณโดยตรง การดูแลหลังทำที่สำคัญคือ การงดแต่งหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวได้พักและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ แม้บางจุดคนไข้หลายคนอาจจะถามว่า มีรอยเข็มแค่จุดเดียวเองนะคะ แต่งเลยไม่ได้หรอ เช่น ฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกบางบริเวณ ฟิลเลอร์แก้มตอบ หรือโบท็อกลดกราม อาจจะแต่งหน้าได้เลย แต่ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษและหลีกเลี่ยงการกดนวดบริเวณที่ฉีดค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุด ที่คุณหมอย้ำเสมอคือ การปรึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำหัตถการอย่างเคร่งครัด เพราะผิวและปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การดูแลเฉพาะบุคคลจะช่วยให้คนไข้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดค่ะ หมอสรุปตารางให้เข้าใจง่ายด้านล่างนะคะ
- ริ้วรอยตอนอายุน้อย: เหมือนกระดาษใหม่ที่เพิ่งพับ พอเรากางออก (ด้วยโบท็อกซ์) รอยพับก็หายไปได้ง่าย
- ริ้วรอยตอนอายุเยอะ + ผิวบาง: เหมือน กระดาษที่ถูกพับซ้ำๆ มานานหลายสิบปีจนเกิดเป็นรอยหักลึก แม้หมอจะใช้โบท็อกซ์ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว (กางกระดาษออก) แต่ “รอยหักบนเนื้อกระดาษ” ก็ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็นอยู่ดีค่ะ
โบท็อกซ์ยังคงเห็นผลในการคลายกล้ามเนื้อเสมอ แม้คนไข้จะอายุเยอะหรือผิวบางค่ะ แต่สาเหตุที่ดูเหมือนเห็นผลน้อยลง เป็นเพราะผิวที่บางขาดความยืดหยุ่นมักจะมี ริ้วรอยร่องลึกแบบถาวร (Static Lines) ที่ฝังลงไปในเนื้อผิวแล้ว ซึ่งโบท็อกซ์จัดการไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คนไข้ควรฉีดโบท็อกซ์ควบคู่ไปกับ การเติมเต็มสารอาหารผิวหรือใช้เทคโนโลยีที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน เพื่อสร้างความหนาแน่นให้ผิวแข็งแรงและเรียบเนียนขึ้นนั่นเองค่ะ น่าจะพอเห็นภาพและเข้าใจผิวมากขึ้นนะคะ สงสัยตรงไหนเพิ่มเติม อยากดูแลผิวส่วนไหนเป็นพิเศษ ลองทำนัดเข้ามาปรึกษาหมอก่อนได้ค่ะ
การใช้ไหมน้ำกลุ่ม PDLLA ต้องใช้เทคนิคการกระจายยาแบบหลายจุด (Multiple Injections) ทำให้มีการสัมผัสเข็มบ่อยกว่าฟิลเลอร์ ดังนั้นไหมน้ำอาจจะโดนจิ้มหน้าบ่อยกว่า
สรุปสั้นๆ คือ ฟิลเลอร์ใต้ตาจะเน้นความสบายขณะฉีด เพราะมียาชาผสมมาในตัวยาและใช้เข็มปลายทื่อลดการระคายเคือง ในขณะที่ ไหมน้ำใต้ตาอาจมีความรู้สึกแสบผิวหรือยิบๆ มากกว่า เนื่องจากเป็นสารกระตุ้นคอลลาเจนที่ฉีดในชั้นผิวตื้นและมักไม่มีผสมยาชา อย่างไรก็ตาม การแปะยาชาก่อนทำ และเทคนิคการประคบเย็นของหมอจะช่วยให้ทั้งสองหัตถการเป็นเรื่องที่ เจ็บน้อยมากและไม่ต้องพักฟื้น นานค่ะ
แต่โดยรวมหมอจะบอกว่าไม่เจ็บเลยก็คงไม่ใช่ เจ็บ ทนได้ หมอขอยืมคำพูดติดปากของคนไข้มาพูดต่อนะคะ ก็จะประมาณว่า เพื่อความสวยค่ะหมอ ต้องทนได้ ต่อเลยค่ะ!
ฟังเผินๆเหมือนจะเป็นเรื่องคล้ายกัน แต่ความจริงนั้นต่างกันมากค่ะ “ผิวตึง” เป็นเพียง ความรู้สึกชั่วคราว ที่อาจเกิดจากผิวขาดน้ำหรือผลิตภัณฑ์ที่เคลือบผิว แต่ “ผิวกระชับ” คือ คุณภาพโครงสร้างผิวที่แท้จริง ซึ่งเกิดจาก คอลลาเจนและอีลาสตินที่แข็งแรง ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น เด้งกลับ และดูอ่อนเยาว์ การแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยจึงต้องเน้นการกระตุ้นโครงสร้างภายในผิว ไม่ใช่แค่ความรู้สึกตึงบนผิว เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสุขภาพผิวที่ดีค่ะ
อย่างแรกที่หมอจะบอกก็คือ มันต้องเป็นโปรแกรมฉีด ซึ่งตัวไหนจะเหมาะกับเรานั้นจะต้องประเมินผิวกันแบบเคสต่อเคส ผิวแห้ง มีหลายแบบ สาเหตุการแห้งอาจจะต่างกัน เลือกใช้ตามสภาพผิว แต่หลักๆแล้ว ก็จะเป็นกลุ่มฟิลเลอร์งานผิว ที่มุ่งเป้าที่การเติมน้ำเข้าสู่ผิว เห็นความแตกต่างได้เร็ว
ส่วนการอยากให้ผิว อิ่ม ฟู เด้ง เล่นแสง อันนี้แล้วแต่ความชอบ แต่สิ่งที่ได้ในโปรแกรมฟิลเลอร์งานผิวคือเรื่องความชุ่มชื้นมากขึ้น แต่ข้อเสียของฟิลเลอร์กลุ่มนี้คือ มักอยู่ได้ไม่นาน ต้องเติมบ่อยกว่าฟิลเลอร์ที่เป็นกลุ่มปรับรูปหน้า เพราะทำงานคนละแบบกัน ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ที่ต่างกันค่ะ
“การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวเฉพาะบุคคล” จะช่วยให้คุณหมอสามารถออกแบบโปรแกรมที่ดีที่สุดเพื่อผิวสวยในฝันของคุณได้อย่างตรงจุดที่สุดค่ะ
หมอจะบอกว่าจริง ๆ แล้ว Sculptra ไม่ใช่ฟิลเลอร์ นะคะ ถ้าคนไข้บอกว่าเคยฉีดฟิลเลอร์เท่านั้นเท่านี้ CC มาเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้จะมาเปลี่ยนเป็นฉีดกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจนแทน ในจำนวน cc ที่เท่ากันนั้นอาจจะเป็นความเข้าใจที่ผิดอยู่ค่ะ
Sculptra เป็นสารกลุ่ม PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ทำหน้าที่เข้าไป กระตุ้น เซลล์ Fibroblast ให้ร่างกายสร้างและซ่อมแซมผิวด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการสร้าง คอลลาเจน Type I
ผลลัพธ์ที่ได้คือการ ฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ทำให้ผิวแน่น กระชับ แข็งแรง และดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การเติมวอลุ่มแบบทันทีเหมือนฟิลเลอร์ค่ะ
TheraFill จัดเป็นนวัตกรรม Atelocollagen ที่มีคุณสมบัติแบบ 2-in-1 คือทำหน้าที่เป็นทั้ง Filler เพื่อเติมเต็มร่องลึกและหลุมสิวให้ตื้นขึ้นทันที และเป็น Biostimulator ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ให้ผิวแน่นกระชับในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) โดยเฉพาะ สามารถฉีดร่วมกับ Botox เพื่อเก็บรายละเอียดริ้วรอย หรือฉีดร่วมกับ HA Filler เพื่อปรับรูปหน้าได้ แต่ควร หลีกเลี่ยงความร้อนสูง เช่น เลเซอร์ หรือ HIFU ในช่วงแรกหลังฉีดเพื่อรักษาอายุของคอลลาเจนให้อยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ
หากคนไข้ต้องเลือก หมอแนะนำให้ดูที่เป้าหมายหลักค่ะ ถ้าต้องการ “ผิวฉ่ำวาว เล่นแสงทันที” แบบ Glass Skin ให้เลือก Neauvia Hydro Deluxe เพราะมี HA และ CaHA ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและความแน่นเฟิร์มได้ดีเยี่ยม แต่ถ้าคนไข้มองหาความ “ยั่งยืน และการซ่อมแซมผิวระยะยาว” อยากให้ผิวเนียนละเอียด รูขุมขนกระชับ และผลลัพธ์ อยู่นานกว่า (6-12 เดือน) หมอแนะนำ Karisma ซึ่งเป็น Rh Collagen ที่เน้นการคืนสภาพผิวให้กลับมาเด็กอีกครั้งค่ะ












