ฉีดสิวอักเสบ (Acne Injection) ที่ D’ Lovevery Clinic
สิวเม็ดใหญ่ บวม แดง เจ็บ—ยิ่งปล่อยนานยิ่งเสี่ยงทิ้งรอยและอักเสบลากยาว “ฉีดสิว” เป็นหัตถการเฉพาะจุดที่ช่วยลดการอักเสบและความเจ็บได้เร็วขึ้นในหลายเคส

| สิวอักเสบ | ปล่อยทิ้งไว้ | ดูแล/มาพบแพทย์ (เช่น ฉีดสิว + แผนคุมสิว) |
|---|---|---|
| อาการปวด/บวม | มักอยู่นานขึ้น | มักลดเร็วขึ้น (หลายเคส 24–72 ชม. หลังดูแล) |
| การลุกลามของการอักเสบ | เสี่ยงบวมแดงเพิ่ม/เป็นเม็ดใหญ่ขึ้น | ลดโอกาสลุกลามเมื่อประเมินและดูแลเร็ว |
| โอกาสทิ้ง “รอยแดง/รอยดำ” | เสี่ยงสูงขึ้นโดยเฉพาะถ้าแกะ/กดเอง | ลดโอกาสรอยเข้มขึ้นเมื่อคุมอักเสบ + กันแดด/ยาที่เหมาะสม |
| โอกาสเกิดแผล/หนอง | เสี่ยงมากขึ้น หากปล่อยจนแตกหรือติดเชื้อ | แพทย์คัดกรองและดูแลแบบปลอดเชื้อ ลดความเสี่ยง |
| โอกาสเกิดหลุมสิว | เสี่ยงเพิ่ม หากอักเสบลึก/นาน | ลดความเสี่ยงเมื่อรักษาอักเสบให้ไวและถูกวิธี |
| ระยะเวลาที่ต้องกังวล/เสียความมั่นใจ | ยาวและคาดเดายาก | สั้นลงและมีแผนติดตามชัดเจน |
| ค่าใช้จ่ายรวมระยะยาว | อาจบานปลาย (รอย/หลุมต้องรักษาเพิ่ม) | คุมตั้งแต่ต้น ลดโอกาสต้องแก้ระยะยาว |
| ความปลอดภัย | เสี่ยงทำเองผิดวิธี/กดแกะจนแย่ลง | ทำโดยแพทย์ ประเมินข้อห้าม/ความเสี่ยงก่อนทุกเคส |
| ความสะดวก | “รอให้ยุบเอง” แต่ต้องลุ้น | เลือกวันทำได้ วางแผนก่อนงาน/นัดสำคัญ |

ฉีดสิวราคาเท่าไหร่ มีโปรโมชั่นไหม
- เม็ดแรก 100 บาท
- เม็ดต่อไป 50 บาท/เม็ด
- พิเศษ: เมื่อ ซื้อคอร์สสิว กับทางคลินิก ฉีดสิวฟรีตลอดคอร์ส
โปรแกรมรักษาสิวอื่นๆมีอะไรบ้าง
| รายการบริการ | อัตราค่าบริการ |
|---|---|
| กดสิว (ทั่วหน้า) | ครั้งละ 350 บาท |
| ดูดสิวเสี้ยน (บริเวณจมูก) | ครั้งละ 200 บาท |
| มาส์กลดสิว รอยแดงจากสิว | ครั้งละ 350 บาท |
| กดสิว (ทั่วหน้า+ลำคอ) | ครั้งละ 500 บาท |
| รักษาสิวครบขั้นตอน | เริ่มต้นครั้งละ 700 บาท |
| รักษาสิว (ทั่วแผ่นหลัง) | ครั้งละ 2,500 บาท |
| LED ลดการอักเสบสิว | ครั้งละ 1,200 บาท |
| IPL ลดรอยสิว | ครั้งละ 1,500 บาท |
| Pico Laser ทั่วใบหน้า | ครั้งละ 4,500 บาท |





ฉีดสิวเหมาะกับใคร?
เหมาะสำหรับผู้ที่มี
- สิวอักเสบเม็ดใหญ่/สิวหัวช้าง บวมแดงและเจ็บ
- สิวที่ต้องการให้ ยุบไวขึ้น เพราะมีนัด งาน หรืออยากลดการอักเสบแบบเร่งด่วน
- เคสที่แพทย์ประเมินแล้วว่าเหมาะกับการฉีดเฉพาะจุด
อาจไม่เหมาะ/ควรเลี่ยงในบางกรณี (ให้แพทย์คัดกรอง)
- มีประวัติแพ้ยา/แพ้ส่วนประกอบที่ใช้
- ตั้งครรภ์/ให้นม (ต้องแจ้งแพทย์ก่อน)
- มีการติดเชื้อผิวหนังบางชนิด หรือมีแผล/เริมบริเวณใกล้เคียง
- มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาบางกลุ่มที่ต้องระวัง (แจ้งให้ครบก่อนทำ)
เห็นผลเมื่อไหร่? ต้องฉีดกี่ครั้ง?
- โดยทั่วไปหลายเคสจะเริ่มรู้สึกว่า บวม/ปวดลดลงภายใน 24–72 ชั่วโมง
- บางเม็ดอาจต้องติดตาม/ทำร่วมกับแผนรักษาสิวอื่น ๆ ตามดุลยพินิจแพทย์
ขั้นตอนการทำ (Process)
- ซักประวัติ + ประเมินชนิดสิว/ข้อห้าม
- ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณที่จะฉีด
- ฉีดเฉพาะจุดโดยแพทย์
- แนะนำการดูแลหลังทำ/ยาทา หรือแผนคุมสิว (ถ้าจำเป็น)
- นัดติดตามหากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีสิวอักเสบซ้ำบ่อย
ข้อควรรู้ก่อนฉีดสิว
| ข้อควรรู้ | คำอธิบาย |
|---|---|
| ฉีดสิวช่วยอะไร? | ช่วยลดการอักเสบ บวมแดง และความเจ็บของสิวอักเสบเฉพาะจุดได้เร็วขึ้นในหลายเคส (ผลลัพธ์ขึ้นกับแต่ละบุคคล) |
| ฉีดสิวต่างจากกดสิวยังไง? | “ฉีดสิว” เน้นลดการอักเสบจากด้านใน ส่วน “กดสิว” เน้นเอาสิ่งอุดตันออก—แพทย์จะเลือกให้เหมาะกับชนิดสิว |
| ใช้เวลากี่นาที? | เป็นหัตถการสั้น ๆ ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่นาน ขึ้นกับจำนวนเม็ดและการประเมินหน้างาน |
| เจ็บไหม? | อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยขณะฉีดและตึง ๆ หลังทำ โดยทั่วไปทนได้ |
| หลังฉีดจะยุบเลยไหม? | หลายเคสจะค่อย ๆ ยุบลงภายใน 1–3 วัน ไม่จำเป็นต้องยุบทันทีทุกคน |
| ฉีดแล้วแต่งหน้าได้ไหม? | โดยทั่วไปควรเลี่ยงการถู/กดแรงบริเวณที่ฉีดในวันแรก และทำตามคำแนะนำของแพทย์เรื่องการแต่งหน้า/สกินแคร์ |
| ต้องหยุดครีมหรือยาสิวไหม? | บางตัวอาจต้องเว้นชั่วคราวหากระคายเคืองง่าย ให้แจ้งสิ่งที่ใช้อยู่ทั้งหมดเพื่อให้แพทย์แนะนำแบบเฉพาะคุณ |
| มีผลข้างเคียงอะไรได้บ้าง? | อาจมีรอยแดง บวมเล็กน้อย หรือระบมชั่วคราว โดยมากดีขึ้นเอง หากปวดมาก บวมมาก หรืออาการแย่ลงให้ติดต่อคลินิกทันที |
| ฉีดสิวทำให้เป็นหลุมสิวไหม? | โดยทั่วไปการอักเสบที่รุนแรง/นานและการแกะกดเองเป็นปัจจัยสำคัญต่อรอยและหลุม—การรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงทีมักช่วยลดความเสี่ยงได้ |
| ฉีดสิวได้บ่อยแค่ไหน? | ขึ้นกับชนิดสิวและแผนการคุมสิวของแพทย์ ไม่ควรฉีดเองหรือฉีดถี่เกินจำเป็น |
| ถ้ามีหลายเม็ด คิดราคายังไง? | เม็ดแรก 100 บาท เม็ดต่อไป 50 บาท/เม็ด และ ฟรีตลอดคอร์ส เมื่อซื้อคอร์สสิวกับคลินิก (ตามการประเมินแพทย์) |
| ควรมาฉีดเมื่อไหร่? | เมื่อมีสิวอักเสบเม็ดใหญ่ บวมแดงเจ็บ หรือกำลังลุกลาม—การประเมินเร็วช่วยลดโอกาสอักเสบยืดเยื้อ |
ดูแลหลังฉีดสิว (Aftercare)
- หลีกเลี่ยงการ จับ แกะ กด ถูแรง บริเวณที่ฉีด
- เลี่ยงสกินแคร์ที่ระคายเคือง (กรด/สครับ/เรตินอยด์) ชั่วคราวหากมีอาการแสบแดง และทำตามคำแนะนำแพทย์
- ทากันแดดเป็นประจำ ลดรอยดำหลังสิว
- หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดมากขึ้น บวมมาก หนองลาม ไข้ ให้ติดต่อคลินิกทันที
ทำไมต้องฉีดสิวที่ D’ Lovevery Clinic?
- ประเมินโดยแพทย์ก่อนทำทุกเคส เลือกวิธีให้เหมาะกับชนิดสิวและความเสี่ยง
- ทำหัตถการอย่างถูกหลักและปลอดเชื้อ ลดโอกาสอักเสบจากการทำเอง
- วางแผนคุมสิวต่อเนื่องได้ (สำหรับคนเป็นสิวซ้ำบ่อย) และมีสิทธิ์ ฉีดสิวฟรีตลอดคอร์ส เมื่อซื้อคอร์สสิว
- เดินทางสะดวก 2 สาขา ครอบคลุมโซนรามคำแหง และเลียบด่วน-รามอินทรา
สาขา D’ Lovevery Clinic
1) สาขาพาซิโอทาวน์ รามคำแหง (The Paseo Town รามคำแหง)
ใกล้: สัมมากร, ถนนรามคำแหง, โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า, สุขาภิบาล 3, ARL รามคำแหง, MRT สายสีส้ม สถานีสัมมากร
ลิงก์แผนที่: (ใส่ Google Maps URL)
2) สาขา CDC — Crystal Design Center (CDC)
ทำเล: เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา
ใกล้: เซ็นทรัล อีสต์วิลล์, โลตัส รามอินทรา, โฮมโปร รามอินทรา, โรงเรียนเลิศหล้า
ลิงก์แผนที่: (ใส่ Google Maps URL)
บรรยากาศการรับบริการ

ทำไมต้องรักษาสิว ที่ D’ Lovevery Clinic
- ดูแลโดยแพทย์อย่างเป็นระบบ เริ่มจากการซักประวัติและประเมินสภาพผิว เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะกับ “ชนิดสิว–ระดับความรุนแรง–เป้าหมายของผู้รับบริการ”
- มุ่งเน้นค้นหาสาเหตุของการเกิดสิว แพทย์ให้ความสำคัญกับการหาปัจจัยกระตุ้นและต้นเหตุ (เช่น การอุดตัน การอักเสบ พฤติกรรมการดูแลผิว) เพื่อช่วยให้การรักษา “ตรงจุด” และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
- ทีมเข้าใจผู้มีปัญหาสิวอย่างแท้จริง แพทย์และพนักงานจำนวนมากมีประสบการณ์เคยเป็นสิวมาก่อน จึงเข้าใจข้อกังวล ความไม่มั่นใจ และความต้องการของผู้รับบริการเป็นอย่างดี
- รองรับสิวทุกประเภท ทุกระดับ ครอบคลุมตั้งแต่สิวเริ่มต้น สิวอุดตัน ไปจนถึงสิวอักเสบเป็นๆ หายๆ โดยปรับแนวทางให้เหมาะกับแต่ละเคส
- ดูแลสิวแบบครบขั้นตอน เน้นกระบวนการดูแลที่เป็นลำดับขั้น ตั้งแต่เตรียมผิว ลดการอุดตัน กดสิวอย่างเหมาะสม ลดการอักเสบ และปลอบประโลมผิวหลังทำ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของผิวและลดความเสี่ยงการทิ้งรอย
- มีทางเลือกโปรแกรมหลายขนาด (Size) ตามปัญหาและพื้นที่ สามารถเลือกให้เหมาะกับการดูแลเฉพาะบริเวณ เช่น ใบหน้า หรือกรณีสิวลามลงลำคอ รวมถึงกรณีต้องการดูแลรอยสิวร่วมด้วย (ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล)
- ทางเลือกเลเซอร์หลากหลาย ครอบคลุมความต้องการ คลินิกมีตัวเลือกเลเซอร์/เทคโนโลยีที่หลากหลาย เพื่อสนับสนุนการรักษาสิวและการดูแลผิวในแผนที่เหมาะสมกับแต่ละเคส
- ดูแลทั้ง “สิว” และ “รอย” อย่างสมดุล สำหรับผู้ที่มีรอยแดง/รอยดำหลังสิว แพทย์สามารถพิจารณาแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับการรักษาสิว เพื่อให้ผิวดูสม่ำเสมอขึ้นอย่างเหมาะสม
- มีรีวิวความประทับใจจากเคสจริงจำนวนมาก สะท้อนประสบการณ์ของผู้รับบริการในด้านการดูแล การติดตาม และความใส่ใจของทีม
- ให้คำแนะนำหลังทำที่ชัดเจนและทำได้จริง เพื่อสนับสนุนผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง ลดการระคายเคือง และช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดี
- ช่องทางปรึกษาและความสะดวกในการรับบริการ สามารถขอคำแนะนำ/ประเมินเบื้องต้นได้ และรองรับการชำระเงินที่หลากหลาย (เช่น แบ่งจ่าย สแกนจ่าย บัตรเครดิต SpayLater) เพื่อความสะดวกของผู้รับบริการ

รีวิวรักษาสิว ก่อน-หลัง














รีวิวรักษาสิว รอยสิว
สำหรับคนไข้ที่ต้องการรักษาหลุมสิวทั่วใบหน้าด้วย Juvelook เคสที่เป็นทั่วหน้า ถือว่าหนักกว่าแค่บางบริเวณ ส่วนมากหมอแนะนำให้ใช้ปริมาณ 1 ขวดต่อครั้ง (ผสมแล้วได้ปริมาตร 5-8 cc) ซึ่งเพียงพอสำหรับกระจายตัวยาทั่วหน้า โดยควรทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง ห่างกันทุก 1 เดือน และเพื่อให้การรักษาออกมาดีที่สุด หมอจะต้องทำควบคู่กับ การเซาะพังผืดหลุมสิว (Subcision) ด้วยนะคะ เพราะเมื่อเราตัดพังผืดที่ดึงรั้งก้นหลุมสิวออกก่อน ตัวยา Juvelook จะเข้าไปทำงานและเติมเต็มคอลลาเจนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้เห็นผลลัพธ์ผิวเรียบเนียนและหลุมสิวตื้นขึ้นชัดเจนมากกว่า อีกทั้งยังเป็นการรักษาที่ให้ผลลัพธ์ยาวนานกว่าการฉีดตัวยาเพียงอย่างเดียวค่ะ
ปัญหาสิวผดหลังสงกรานต์เกิดจากผิวโดนทำร้ายด้วยน้ำสกปรก ดินสอพอง แป้ง และความร้อนจนอุดตัน แต่หมออยากเน้นย้ำว่าอาการที่แสดงออกมา “บางทีมันอาจไม่ใช่แค่เรื่องสิวอย่างเดียว” เสมอไปนะคะ เพราะการที่ผิวปะทุหนักหลังเจอสิ่งเร้า อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าเกราะป้องกันผิวของเรากำลังอ่อนแอ หรือมีความไม่สมดุลซ่อนอยู่ หมอจึงแนะนำให้เข้ามาดูแลฟื้นฟูแบบครบวงจรด้วยโปรแกรม D’ Facial ค่ะ เพราะโปรแกรมนี้ไม่ได้ตอบโจทย์แค่การเคลียร์สิวผดหรือทำความสะอาดผิวหน้าเพียงผิวเผินเท่านั้น แต่ยังเน้นการ ปรับสมดุลและฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรงจากภายใน ช่วยปลอบประโลมผิวที่พังให้กลับมาสุขภาพดี เรียบเนียน และตัดวงจรการเกิดสิวซ้ำซากในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนค่ะ
มีโอกาสค่ะ หมอเข้าใจดีเลยค่ะว่าบางครั้งแม้คนไข้จะพยายามดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว มีวินัยสุดๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ตามคำแนะนำแล้ว แต่เจ้าสิวตัวร้ายก็ยังวนเวียนกลับมาทักทายอยู่เสมอ หมออยากให้คนไข้สบายใจนะคะว่า คนไข้ไม่ได้ผิดเลยค่ะ เพราะบางครั้งต้นตอของปัญหาสิวมันลึกซึ้งกว่าที่เราคิด และไม่ได้มาจากการดูแลผิวภายนอกอย่างเดียวเสมอไปค่ะ
หมอขอเน้นย้ำอีกครั้งในส่วนของ ฮอร์โมน ค่ะ เพราะนี่คือ “ตัวแปรสำคัญ” ที่หลายครั้งเราควบคุมได้ยากด้วยพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ วัยหมดประจำเดือน หรือแม้กระทั่ง ความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศชาย (Androgens) เช่น Testosterone ที่มีปริมาณมากเกินไป หรือความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศหญิงอย่าง Estrogen และ Progesterone ก็ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานหนัก ผลิตน้ำมันออกมามากเกินปกติ จนเกิดการอุดตันและกลายเป็นสิวได้ง่ายมากๆ เลยค่ะ
ดังนั้น หากคนไข้ดูแลตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว แต่สิวที่หลังยังคงกลับมาเป็นซ้ำๆ อย่างเรื้อรัง หมออยากแนะนำว่า อย่าเพิ่งท้อใจนะคะ บางทีอาจถึงเวลาที่เราต้องมองหาต้นตอจากภายในร่างกายให้ลึกซึ้งขึ้น หมอแนะนำให้ ลองปรึกษาเพิ่มเติม เพื่อพิจารณา การตรวจระดับฮอร์โมนในร่างกาย ค่ะ การตรวจเลือดเพื่อดูความสมดุลของฮอร์โมนเหล่านี้ จะช่วยให้เราเข้าใจว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง และนำไปสู่แนวทางการรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ เช่น การรับประทานยาปรับสมดุลฮอร์โมน หรือการรักษาอื่นๆ ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้คนไข้มีผิวหลังที่ใสและมั่นใจได้อย่างยั่งยืนจริงๆ ค่ะ
เบื้องต้นต้องเข้าใจเรื่องนี้ก่อนค่ะ ไม่ตากแดด ไม่ได้หมายความว่า ผิวไม่โดนรังสีจากแดด
รังสี UVA มีความยาวคลื่นอยู่ที่ 320-400 นาโนเมตร ซึ่งสามารถทะลุผ่านกระจกหน้าต่างอาคารได้ถึง 90% การใช้ค่า PA จึงจำเป็นแม้คนไข้จะไม่ได้อยู่กลางแจ้ง
สรุปคือ PA++ หมายถึงค่าการป้องกันรังสี UVA ในระดับปานกลาง ค่ะ โดยรังสี UVA เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ ผิวแก่ก่อนวัย เกิดริ้วรอย และฝ้ากระ (Photoaging) ซึ่งต่างจาก SPF ที่เน้นกันผิวไหม้แดด การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า PA++ เหมาะสำหรับคนที่ใช้ชีวิตในร่มหรือพนักงานออฟฟิศ เป็นหลัก แต่หากต้องออกแดดจัด หมอแนะนำให้เลือกค่าที่สูงกว่านี้เพื่อให้ผิวแข็งแรงและดูอ่อนเยาว์ไปนานๆ ค่ะ
คุณพ่อคุณแม่ พาลูกหลาน มาพบหมอเยอะเหมือนกันนะคะ เพราะคิดว่าเป็นสิวทั่วไป แต่ส่วนใหญ่แล้วมักไม่ใช่แค่สิว
ตุ่มอักเสบหลังตัดผมส่วนใหญ่มักเกิดจาก การติดเชื้อในรูขุมขน (Folliculitis) จากอุปกรณ์ที่สะอาดไม่เพียงพอ หรือเกิดจาก การระคายเคืองของเศษผมและสารเคมี ในร้านตัดผมค่ะ วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือ ควรทำความสะอาดหนังศีรษะทันทีหลังตัดผม และหากมีตุ่มหนองขึ้นมากผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือทานตามความรุนแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามจนกลายเป็นแผลเป็นถาวรค่ะ
อย่าพยายามกดให้มันแตกนะคะ จะยิ่งไปกันใหญ่ อักเสบ ติดเชื้อเรื้อรัง ลามไปมากกว่าเดิม รีบพบแพทย์ดีที่สุดค่ะ มันต่างจากสิวตรงที่ว่ามันจะเกิดหลายเม็ดหลายจุด พร้อมๆกัน ซึ่งสิวมักจะไม่เยอะและเจ็บขนาดนี้ ดังนั้นอย่าปล่อยไว้นานนะคะ
เรื่องนี้ยืนยันได้ชัดเจน งานวิจัยทางผิวหนังระบุว่า ผู้ที่มีปัญหาการนอนไม่หลับเรื้อรัง (Chronic Insomnia) มีแนวโน้มจะพบ ความรุนแรงของสิว (Acne Severity score) สูงกว่า ผู้ที่นอนหลับปกติถึง 2 เท่า โดยเฉพาะในกลุ่มสิวอักเสบค่ะ
คือแบบนี้ค่ะ การนอนไม่หลับส่งผลกระทบโดยตรงต่อวงจรการเกิดสิวผ่าน 3 กลไกหลักๆ คือ การพุ่งสูงขึ้นของฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ที่ไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันส่วนเกิน, การลดลงของประสิทธิภาพเกราะป้องกันผิว ทำให้แบคทีเรียเข้าจู่โจมได้ง่าย, และ การเกิดภาวะดื้ออินซูลินชั่วคราว ที่เร่งกระบวนการอักเสบให้รุนแรงขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้เมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอ ผิวจึงตอบสนองด้วยการเป็น สิวอักเสบเม็ดใหญ่ ที่รักษายากกว่าปกติค่ะ และที่สำคัญไม่จำเป็นต้องนอนไม่หลับติดต่อกันหลายวันด้วย คืนเดียวก็เกิดสิวอักเสบเม็ดเป้งได้ค่ะ
แนวทางการรักษาหมอสรุปให้ด้านล่างนะคะ
สำหรับคำถามที่คนไข้ถามมา Pico Laser เหมาแขน 2 ข้าง ราคาอยู่ที่ 3,999 บาท ค่ะ โปรแกรมนี้ออกแบบมาเพื่อคนไข้ที่ต้องการ อวดผิวแขนอย่างมั่นใจ โดยเฉพาะคนที่กังวลเรื่องสีผิวไม่สม่ำเสมอ รอยดำจากแมลงสัตว์กัดต่อย หรือปัญหาผิวสากจากขนคุด การเหมาทำทั้งสองข้างจะช่วยเคลียร์เม็ดสีได้ทั่วถึง ทำให้ผิวแขนกลับมาเนียนใส ใส่เสื้อแขนกุดหรือสายเดี่ยวได้แบบไม่ต้องกังวลค่ะ
ส่วนใครที่อยากดูแลช่วงล่างด้วย โปรแกรม เหมาขา 2 ข้าง ในราคา 4,999 บาท ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากสำหรับคนที่มีปัญหา “ขาลายน้ำเหลืองไม่ดี” หรือมีรอยแผลเป็นสะสมมานาน ราคาที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยแลกกับพื้นที่การรักษาที่กว้างขึ้น (ครอบคลุมทั้งหน้าแข้งและน่อง) ถือว่าคุ้มค่าที่สุดในการกู้คืนความมั่นใจในการใส่ขาสั้นหรือชุดว่ายน้ำค่ะ













