วัคซีนไข้หวัดใหญ่ คืออะไร?
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ใช้ในประเทศไทยผลิตจากเชื้อไวรัสที่ตายแล้ว เป็นวัคซีนชนิดฉีด ซึ่งออกแบบมาเพื่อป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ 3-4 สายพันธุ์ ตามคำแนะนำของหน่วยงานเฝ้าระวังการระบาดของไข้หวัดใหญ่ระดับโลกที่คาดการณ์ว่าจะมีการระบาดมากที่สุดในปีนั้นๆ
การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่อาจระบาดในฤดูกาลนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนลดลง

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่มีการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ไวรัสอยู่เสมอ ทำให้ในแต่ละปีอาจมีสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้น สำหรับปี 2566 นี้ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ตรวจพบมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ:
- ไวรัสชนิด A สายพันธุ์ Victoria (H1N1) (an A/Victoria/4897/2022 (H1N1) pdm09-like virus)
- ไวรัสชนิด A สายพันธุ์ Thailand (H3N2) (an A/Thailand/8/2022 (H3N2)-like virus)
- ไวรัสชนิด B สายพันธุ์ Austria (a B/Austria/1359417/2021 (B/Victoria lineage)-like virus)
- ไวรัสชนิด B สายพันธุ์ Phuket (a B/Phuket/3073/2013 (B/Yamagata lineage)-like virus)
การมีสายพันธุ์หลากหลายทำให้การผลิตวัคซีนต้องคำนึงถึงสายพันธุ์เหล่านี้เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ดีที่สุด และเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องมีการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่อย่างสม่ำเสมอทุกปี เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสายพันธุ์ไวรัสที่อาจเกิดขึ้น.
ฉีดวัคซีนตรงจุดไหน?
โดยทั่วไปจะฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน แต่สำหรับทารกและเด็กเล็กจะฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นขา
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ กี่ครั้ง กี่เข็ม
การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แต่ละปีอาจแตกต่างกันไปตามอายุและสถานการณ์สุขภาพของแต่ละบุคคล ตารางต่อไปนี้สรุปจำนวนเข็มที่แนะนำสำหรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามช่วงอายุ
| ช่วงอายุ | จำนวนเข็มที่แนะนำ |
|---|---|
| 6 เดือน – 8 ปี | ได้รับวัคซีนครั้งแรก ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน |
| 6 เดือน – 8 ปี | 1 เข็ม (หากเคยฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาก่อน) |
| 9 ปีขึ้นไป | 1 เข็ม |
สำหรับเด็กที่อายุระหว่าง 6 เดือนถึง 8 ปีที่ไม่เคยได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่มาก่อนหรือมีประวัติการฉีดวัคซีนที่ไม่ชัดเจน จะต้องได้รับวัคซีน 2 เข็ม โดยเข็มที่สองจะฉีดห่างจากเข็มแรกประมาณ 4 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการสร้างภูมิคุ้มกัน.
โรคไข้หวัดใหญ่ (Flu) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ตั้งแต่ระดับความรุนแรงปานกลางไปจนถึงขั้นอันตรายถึงชีวิต เชื้อไวรัสนี้แพร่กระจายผ่านทางระบบทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็นจมูก ลำคอ หรือปอด

โรคไข้หวัดใหญ่ไข้หวัดใหญ่ อันตรายอย่างไร
- ทำให้อาการของโรคหอบหืดกำเริบ
- เกิดการอักเสบของหลอดลมฝอย
- เกิดการติดเชื้อในช่องหูและโพรงจมูก
- ส่งผลให้การทำงานของหัวใจผิดปกติ
- นำไปสู่ภาวะปอดบวมได้
ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกันและรักษาโรคไข้หวัดใหญ่อย่างทันท่วงที เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
ข้อควรรู้ก่อนฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ต้องฉีดทุกปีไหม? สายพันธุ์ของวัคซีนอาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค จึงควรฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปีเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสได้ 100% แต่จะช่วยลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ได้
ใครไม่ควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
- เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ผู้ที่มีประวัติแพ้ไก่หรือไข่
- ผู้ที่เคยมีประวัติแพ้วัคซีนไข้หวัดใหญ่มาก่อน
- ผู้ที่เพิ่งหายจากอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันไม่เกิน 7 วัน
- ผู้ที่ยังควบคุมอาการของโรคประจำตัวไม่ได้หรือมีอาการกำเริบในช่วงที่จะฉีดวัคซีน

คำแนะนำ ก่อนฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับประวัติการแพ้ยาและอาหารก่อนรับบริการฉีดวัคซีน เนื่องจากอาจมีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น อาการบวม แดง ตุ่มนูนบริเวณที่ฉีด หรือมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นประมาณ 1-2 วันหลังจากฉีดวัคซีน และจะหายไปเอง หรือหากรับประทานยา โรคประจำตัวอื่นๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนรับการรักษาโดยละเอียด
ขั้นตอนเข้ารับบริการฉีดวัคซีน
ที่ดีเลิฟเวอรี่คลินิก มีให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีขั้นตอนการให้บริการดังนี้
- การประเมินสุขภาพก่อนการฉีดวัคซีน: ก่อนการฉีดวัคซีน บุคลากรทางการแพทย์จะทำการประเมินสุขภาพโดยทั่วไปและตรวจสอบประวัติการแพ้ยาหรือวัคซีนของผู้รับวัคซีน เพื่อความปลอดภัยในการฉีดวัคซีน
- เตรียมพื้นที่การฉีด: บริเวณที่จะฉีดวัคซีน ซึ่งมักจะเป็นด้านบนของแขน จะถูกทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- การฉีดวัคซีน: วัคซีนจะถูกฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อบริเวณที่เตรียมไว้ โดยใช้เทคนิคที่เหมาะสมเพื่อลดความเจ็บปวดและอาการบวมหรือระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้น
- การติดตามหลังการฉีด: หลังจากการฉีดวัคซีน ผู้รับวัคซีนอาจจำเป็นต้องรออยู่ในพื้นที่เฝ้าระวังเพื่อตรวจสอบอาการผิดปกติใดๆ เช่น การแพ้วัคซีน ซึ่งมักจะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที
- การให้คำแนะนำหลังการฉีด: บุคลากรทางการแพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำหลังการฉีดวัคซีน รวมถึงการจัดการกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความเจ็บปวดที่บริเวณฉีด หรืออาการไข้เล็กน้อย
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ มีอาการข้างเคียงอะไรได้บ้าง?
หลังจากฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ อาจมีอาการข้างเคียงเล็กน้อยได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ และมักจะหายไปได้เองภายใน 1-2 วัน โดยอาการข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่:
- ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด
- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- ปวดศีรษะเล็กน้อย
- ปวดกล้ามเนื้อ
- คลื่นไส้เล็กน้อย
- มีไข้ต่ำๆ (ต่ำกว่า 38 องศาเซลเซียส)
อย่างไรก็ตาม หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก ใจสั่น ผื่นลามทั่วตัว บวมที่ใบหน้าหรือปาก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นอาการแพ้รุนแรงต่อวัคซีนได้ แต่พบได้น้อยมาก
โดยทั่วไป ประโยชน์ของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีมากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และอาการข้างเคียงเล็กน้อยเหล่านี้ ไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด หากกังวลหรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อคำแนะนำที่เหมาะสม

ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ราคาเท่าไหร่
| ชนิดวัคซีน | ราคา (บาท) |
|---|---|
| วัคซีนไข้หวัดใหญ่ | 950 บาท/คน |
| มาเป็นครอบครัว 3 คนขึ้นไป | 750 บาท/คน |
หมอจะประเมินจากอาการของคนไข้แต่ละคนเป็นหลัก ถ้า ป่วยหนัก ทานอาหารได้น้อยโปรตีนไม่ถึง หมอจะสั่งให้หยุดใช้ยาปากกาก่อน หายแล้วค่อยเริ่มใหม่ แต่ถ้า อาการป่วยไม่พบอาการรุนแรง แต่รู้ว่าติดเชื้อ ทานอาหารได้ปกติ นอนหลับปกติ แบบนี้สามารถใช้ยาต่อเนื่องได้ค่ะ
คนไข้ร้อยละ 80 เวลาป่วยโควิดแล้วมีไข้สูง 38-39 องศา สิ่งแรกที่กังวลกลับไม่ใช่ไวรัสลงปอดไหม แต่คือ “หมอคะ หนูหยุดฉีดปากกา 5 วัน น้ำหนักจะขึ้นไหมคะ?” หมออยากบอกตรงนี้เลยค่ะว่า อย่าเพิ่งส่งสัญญาณไปหลอกสมองว่าไม่หิว ในวันที่เม็ดเลือดขาวกำลังทำสงครามต้องการโปรตีนและพลังงานไปซ่อมแซมเซลล์ การหยุดยาชั่วคราวเพียง 1-2 สัปดาห์ไม่ได้ทำให้ระบบเผาผลาญพัง แต่มันคือ กลยุทธ์รักษาความปลอดภัยให้ร่างกาย (Metabolic Preservation) เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้เต็มที่ 100% หากป่วยเป็นโรคอื่นๆติดเชื้อไวรัสอื่นๆ ก็ควรปรึกษาหมอก่อนหยุดยาเองเช่นกันค่ะ
ไมเกรนไม่ใช่ และไม่เท่ากับสโตรก แต่เป็นป้ายเตือนว่าระบบหลอดเลือดของคุณไวต่อสิ่งเร้าเป็นพิเศษ อย่าเพิ่งตื่นตระหนกจนกลัวการใช้ชีวิต แต่ให้เปลี่ยนความกังวลเป็นการเช็กลิสต์ตัวเองค่ะ ถ้าคุณมีอาการเห็นออร่า ถ้าคุณเป็นคนสูบให้หยุดสูบบุหรี่ (บุหรี่ไฟฟ้าด้วย) ทบทวนการใช้ยาคุมร่วมกับแพทย์ ตรวจเช็กความดันสม่ำเสมอ และหากต้องการทำหัตถการใดๆ แจ้งประวัติไมเกรนแบบละเอียดกับแพทย์ผู้ดูแลทุกครั้ง การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนร่างกายและตัดปัจจัยเสี่ยงออกไป คือกุญแจสำคัญที่ทำให้คนไข้สุขภาพดี และปลอดภัยจากโรคหลอดเลือดสมองได้
จากรายงานการศึกษาเชิงระบาดวิทยาของ American Stroke Association (ASA) ปี 2023 ระบุว่า ผู้ป่วยไมเกรนชนิดมีอาการเตือน (Migraine with aura) มีอัตราความเสี่ยงสัมพัทธ์ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ (Ischemic Stroke) สูงกว่าคนทั่วไป 2.4 เท่า และหากผู้ป่วยในกลุ่มนี้สูบบุหรี่ร่วมกับการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 7 ถึง 9 เท่า เมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป
อาจจะมีอาการบางอย่างคล้ายกัน แต่ไม่ใช่โรคเดียวกันนะคะ หลายคนยังเข้าใจผิดอยู่
เริมและงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสต่างชนิดกันโดยเริมเกิดจากไวรัสเฮอร์พีส์ซิมเพล็กซ์มักพบเป็นตุ่มน้ำใสกระจุกเล็กๆที่ริมฝีปากหรืออวัยวะเพศมีอาการคันหรือแสบร้อนตื้นๆและกลับมาเป็นซ้ำที่เดิมได้บ่อย ส่วนงูสวัดเกิดจากไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ซึ่งเป็นเชื้อตัวเดียวกับอีสุกอีใส ที่แฝงตัวในปมประสาทไขสันหลังจะแสดงอาการเป็นตุ่มน้ำใสเรียงแนวยาวตามแนวเส้นประสาทซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายพร้อมอาการปวดแปลบแสบร้อนลึกๆอย่างรุนแรง ทั้งนี้การรักษางูสวัดจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสภายใน 72 ชั่วโมงเพื่อลดความเสี่ยงภาวะปวดเส้นประสาทเรื้อรัง
หลายคนอยากเป็น Influencer ท่องเที่ยว หมอบอกเลยความเสี่ยงอันดับต้นๆ นอกจากความปลอดภัยในการเดินทางแล้ว คือ โรคประจำถิ่น
การฉีดวัคซีนก่อนเดินทางไปต่างประเทศควรเข้าพบแพทย์ล่วงหน้าสี่ถึงหกสัปดาห์เนื่องจากร่างกายต้องใช้เวลา 10-14 วัน ในการสร้างภูมิคุ้มกันและวัคซีนบางชนิดต้องฉีดมากกว่า 1 เข็ม โดยวัคซีนแบ่งเป็นสามกลุ่มหลักคือกลุ่มวัคซีนบังคับตามกฎหมายระหว่างประเทศเช่นวัคซีนไข้เหลืองสำหรับผู้เดินทางไปแถบแอฟริกาและอเมริกาใต้ กลุ่มวัคซีนแนะนำตามความเสี่ยงของพื้นที่และกิจกรรมเช่นวัคซีนตับอักเสบเอ ไทฟอยด์ และพิษสุนัขบ้า และกลุ่มวัคซีนพื้นฐานที่ควรฉีดกระตุ้นเช่นไข้หวัดใหญ่และบาดทะยักเพื่อให้การเดินทางมีความปลอดภัยสูงสุด
สามารถฉีดได้ค่ะ
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่
- วัคซีนนิวโมคอคคัส
- วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน
- วัคซีนโควิด-19
หลายคนมักติดภาพจำเดิมๆ ว่าวัคซีนต้องเว้นระยะห่างเป็นเดือนๆ เพราะกลัวภูมิคุ้มกันตีกัน หรือกลัวร่างกายรับไม่ไหว แต่ในความเป็นจริง ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์เราเจอกับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมนับล้านตัวในอากาศและอาหารทุกวันอยู่แล้ว การรับวัคซีนชนิดตัวตายพร้อมกัน 2 ชนิด ถือเป็นงานที่เล็กน้อยมากสำหรับระบบภูมิคุ้มกันค่ะ สิ่งที่หมอมักจะแนะนำคนไข้เสมอไม่ใช่เรื่องอันตราย แต่คือเรื่อง Lifestyle และ Life quality หลังฉีด ต่างหาก
เนื่องจากวัคซีนงูสวัดรุ่นปัจจุบันอย่าง Shingrix เป็นวัคซีนแบบ Subunit ที่ใส่ตัวกระตุ้นภูมิ (Adjuvant) มาค่อนข้างเข้มข้น เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงถึงกว่า 90% ผลข้างเคียงเรื่อง ความปวดระบมแขนและอาการเพลียจึงพบได้ชัดเจนกว่าวัคซีนตัวอื่น หมอมักจะบอกคนไข้แบบตรงไปตรงมาว่า ถ้าวันรุ่งขึ้นมีงานสำคัญ มีบิน หรือต้องใช้แขนยกของหนัก การฉีดพร้อมกัน 2 เข็มอาจทำให้วันนั้นรบกวนชีวิตประจำวันได้ แต่ถ้ามีเวลาพักผ่อนเต็มที่ การฉีดจบในวันเดียวคือ การลงทุนด้านเวลาที่คุ้มค่าที่สุด เพราะการป้องกันโรคงูสวัดได้เร็วขึ้น หมายถึงการปกป้องตัวเองจากภาวะปวดเส้นประสาทเรื้อรัง (PHN) ที่ทรมานในอนาคตได้เร็วขึ้นเช่นกันค่ะ
จริงค่ะ ทั้งอาการของโรคงูสวัดโดยตรง รวมถึงโรคอื่นๆก็มีความเสี่ยงมากกว่าอยู่แล้ว แต่สำหรับงูสวัดนั้นชัดเจนทั้งความเป็นจริงและทฤษฎีค่ะ
แต่หลายคนอาจจะแปลกใจ คนที่เสียชีวิต มักเสียจากโรคแทรกซ้อนระหว่างรักษา โดยเฉพาะคนไข้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคไต โรคปอด โรคหัวใจ มะเร็ง หรือใช้ยากดภูมิค่ะ
ใครเคยเป็นจะรู้ว่างูสวัดนั้นจะเข้าใจอาการดี เหมือนมีไฟที่ลามตามตัว ลามตามจุดของเส้นประสาทค่ะ ยิ่งภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนลง ไฟเส้นนี้ก็ยิ่งควบคุมยาก ความเสี่ยงจึงไม่ใช่เพียงความปวดที่ทรมาน แต่รวมถึงรุนแรงที่อาจกระทบสมอง ปอด และดวงตาได้ด้วย
ข่าวดีคือ ความเสี่ยงลดลงได้มากเมื่อมาพบแพทย์เร็ว ไม่ซื้อยากินเอง และวางแผนป้องกันด้วยวัคซีนตามความเหมาะสม ถ้าคนไข้หรือคนในบ้านอายุมากแล้วเริ่มมีผื่นเจ็บแสบเป็นแนว อย่าคิดว่าเดี๋ยวคงหายเองนะคะ เพราะการรักษาในช่วงต้นคือเวลาที่มีค่าที่สุดค่ะ ทุกวันนี้วัคซีนถือว่าถูกลงมาก ทั่วไปประมาณ 7,000-8,000/เข็ม แล้วแต่สถานพยาบาลค่ะ
ใช้คำว่ามีความเสี่ยงสูงค่ะ นอกจากปัญหาผิวชั่วคราว ยังมีโรคร้ายที่อาจจะถามหาได้ในอนาคตถ้ายังไม่ปรับพฤติกรรม
หมอเห็นคนไข้จำนวนมากลงทุนกับครีม เซรั่ม หรือหัตถการเพื่อหวังผิวที่ดูสดใส แต่กลับให้ร่างกายพักเพียง 4–5 ชั่วโมงค่ะ มันเหมือนซื้อวัสดุตกแต่งบ้านชั้นดี แต่ไม่ยอมซ่อมโครงสร้างที่ร้าวอยู่ข้างใน การนอนต่ำกว่า 5 ชั่วโมงเป็นประจำอาจทำให้ผิวหมอง บวมง่าย สิวเห่อ และฟื้นตัวช้าลง
5 อันดับโรคของคนนอนน้อย มีดังนี้
- เบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะดื้ออินซูลิน
หลักฐานค่อนข้างชัดว่าการนอนต่ำกว่า 6 ชั่วโมงสัมพันธ์กับความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เพิ่มขึ้น โดยมีรายงานประมาณ 30% เมื่อเทียบกับการนอน 7 ชั่วโมง ค่ะ - โรคอ้วน โดยเฉพาะอ้วนลงพุง
การนอนสั้นสัมพันธ์กับความหิวที่เพิ่มขึ้นและการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรคเมตาบอลิกหลายชนิดค่ะ - ความดันโลหิตสูง
การนอนน้อยทำให้ร่างกายลดความตื่นตัวของระบบประสาทได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้ความดันช่วงพักไม่ลดลงตามปกติ และงานเมตาอะนาลิซิสพบความสัมพันธ์กับความเสี่ยงความดันสูงที่เพิ่มขึ้นค่ะ - โรคหัวใจและหลอดเลือด
เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง โดยความเสี่ยงมักเกิดผ่านการสะสมของความดันสูง น้ำตาลสูง น้ำหนักเกิน และการอักเสบ ไม่ได้เกิดจากการนอนน้อยเพียงปัจจัยเดียวค่ะ - ภาวะซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิต
งานเมตาอะนาลิซิสพบว่าการนอนสั้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าในผู้ใหญ่ และอาจเกิดเป็นวงจรที่อารมณ์แย่ทำให้นอนยิ่งยากขึ้นค่ะ
ถ้าจะเริ่มดูแลผิวให้เห็นผลแบบยั่งยืน หมออยากให้คนไข้เพิ่มเวลานอนก่อนเพิ่มจำนวนสกินแคร์ค่ะ เพราะ ผิวที่ดีไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟกต์ แต่ควรเป็นผิวที่ฟื้นตัวได้ดีในชีวิตจริง เป้าหมายแรกที่คุ้มค่าที่สุดคือค่อย ๆ พาตัวเองไปสู่การนอนอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อคืนค่ะ
ถ้าถามหมอว่า “ฮอร์โมนตัวไหนทำให้อารมณ์เปลี่ยนมากที่สุด” หมอจะบอกว่าไม่ได้มีตัวเดียวค่ะ แต่ตัวที่เจอบ่อยมากในผู้หญิงคือ เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน เพราะสองตัวนี้เหมือนรีโมตควบคุมอารมณ์ช่วงก่อนมีประจำเดือน หลังคลอด และวัยใกล้หมดประจำเดือน บางคนไม่ได้อ่อนแอ ไม่ได้คิดมากเกินไป แต่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณว่าฮอร์โมนแกว่งอยู่ค่ะ
อีกตัวที่หมออยากให้ระวังคือ คอร์ติซอล ฮอร์โมนความเครียด เพราะยุคนี้หลายคนไม่ได้ป่วยแบบชัดเจน แต่เหนื่อย นอนไม่ลึก หงุดหงิดง่าย หน้าโทรม สิวขึ้น และหมดไฟพร้อมกัน เหมือนร่างกายเปิดโหมดเอาตัวรอดตลอดเวลา ถ้าอารมณ์เปลี่ยนร่วมกับร่างกายเปลี่ยน หมอแนะนำให้มองทั้งระบบค่ะ ไม่ใช่ดูแค่ใจ แต่ต้องดู ฮอร์โมน การนอน ความเครียด และไทรอยด์ ไปพร้อมกัน
สรุปคือยุคนี้แวดล้อมรอบข้างคนไข้ล้วนแล้วแต่ส่งผลแบบรู้ตัว และไม่รู้ตัว การดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ หรือการไปนัดพบหมอจิตเวชนั้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือน่าอายอีกต่อไป แต่นั่นเป็นเรื่องดี ที่คุณรู้ตัวว่าผิดปกติ ไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน แต่ถ้ามันกวนใจจนวิตกกังวล คิดซ้ำไปซ้ำมา การไปปรึกษาแพทย์เป็นทางออกที่ดีมากๆค่ะ









