ฆสพ.สบส. ๒๙๘๓/๒๕๖๗

คนที่เป็นมะเร็งปากมดลูก จะมีกลิ่นเหม็นรอบตัวจริงไหม

จริงแท้แน่นอนค่ะ ทุกคนที่เป็นหมอ สามารถยืนยันเรื่องนี้ได้ แต่แล้วแต่ว่าเคยเจอบ่อยแค่ไหน เพื่อนหมอบางคนใช้คำว่าเป็นกลิ่นที่ลืมไม่ลงกันเลย หลายคนตัดสินใจศึกษาต่อสูตินรีแพทย์หลายคนเกลียดสาขานี้ไปเลยก็มี

อาการกลิ่นเหม็นรอบตัวในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ทว่ากลิ่นนี้ไม่ได้เกิดจากเหงื่อไคลตามผิวหนัง แต่มีสาเหตุมาจาก ก้อนมะเร็งบริเวณปากมดลูกที่โตเร็วเกินไปจนขาดเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้เนื้อเยื่อเน่าเปื่อยและติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน จนกลายเป็น ตกขาวผิดปกติที่มีกลิ่นคาวและเหม็นเน่ารุนแรงคล้ายน้ำล้างเนื้อ โชยออกมาภายนอกเวลาขยับร่างกาย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นใจและการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก ดังนั้น หากมีตกขาวกลิ่นผิดปกติหรือมีเลือดออกทางช่องคลอด จึงเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่คนไข้ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็วที่สุดค่ะ


หมายเหตุ: คำตอบนี้เป็นเพียงการให้ข้อมูลเบื้องต้น กรุณาทำนัดเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจและรับข้อมูลโดยละเอียด

คนไข้ที่มีกลิ่น แสดงว่าเลยระยะแรกมาแล้วใช่ไหม

การที่เริ่มได้กลิ่นเหม็นรุนแรงโชยออกมาอย่างชัดเจนนั้น มักจะเป็นอาการบ่งชี้ว่ามะเร็งปากมดลูกได้เข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว ไม่ใช่ระยะเริ่มต้นค่ะ เนื่องจากในระยะแรกเริ่ม (Stage 1) ก้อนมะเร็งจะมีขนาดเล็กมากอยู่เฉพาะที่บริเวณปากมดลูก จึงยังไม่มีการตายของเซลล์หรือเนื้อเยื่อเน่าเปื่อยเกิดขึ้น และมักจะไม่มีอาการแสดงใดๆ เลยจนเราแทบไม่รู้ตัว แต่เมื่อโรคพัฒนาเข้าสู่ระยะลุกลาม ก้อนมะเร็งจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วจนขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดการเน่าเปื่อยผุพังของเนื้อเยื่อร่วมกับการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนภายในช่องคลอด จึงกลายเป็นที่มาของตกขาวปนเลือดที่มีกลิ่นเหม็นคาวรุนแรงคล้ายเนื้อเน่าโชยออกมาภายนอก ดังนั้น หมอจึงเน้นย้ำเสมอว่าผู้หญิงเราไม่ควรรอให้มีกลิ่นหรือมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นก่อน แต่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear) และตรวจหาเชื้อ HPV เป็นประจำทุกปี เพื่อให้สามารถตรวจเจอและรักษาได้ทันท่วงทีตั้งแต่ยังไม่มีอาการค่ะ

ระยะของโรค การตรวจคัดกรอง และแนวทางการฉีดวัคซีนป้องกัน

หัวข้อรายละเอียดเชิงลึกทางการแพทย์ประโยชน์ต่อคนไข้
ระยะของโรคมะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer Stages)• ระยะเริ่มต้น (Stage 1): เซลล์มะเร็งยังอยู่เฉพาะที่บริเวณปากมดลูก (มักไม่มีอาการแสดงและไม่มีกลิ่นเลยค่ะ)
• ระยะลุกลาม (Stage 2-4): มะเร็งลุกลามไปยังช่องคลอด เนื้อเยื่อข้างเคียง หรือแพร่กระจายไปอวัยวะอื่น (เริ่มมีอาการเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ และมีตกขาวปนเลือดกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงโชยออกมา)
การตรวจพบใน ระยะเริ่มต้น (Stage 1) มีโอกาสรักษาหายขาดได้สูงถึง 85-90% หมอจึงไม่อยากให้รอจนมีกลิ่นแล้วค่อยมาตรวจค่ะ
คัดกรองบอกระยะได้ไหม?บอกไม่ได้โดยตรงค่ะ การตรวจคัดกรอง (เช่น Pap Smear หรือ HPV DNA Test) มีหน้าที่ ค้นหาเซลล์ที่ผิดปกติหรือตรวจหาเชื้อไวรัสตั้งแต่ยังไม่เป็นมะเร็ง แต่หากตรวจพบเซลล์มะเร็งแล้ว แพทย์จำเป็นต้องทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ (Biopsy) และการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อระบุระยะของโรคที่ถูกต้องการตรวจคัดกรองเปรียบเสมือน “เรดาร์เตือนภัยล่วงหน้า” ป้องกันไม่ให้โรคพัฒนาไปจนถึงขั้นลุกลามค่ะ
ต้องตรวจภายในเท่านั้นไหม?ไม่ใช่ในทุกขั้นตอนค่ะ ปัจจุบันมีนวัตกรรม “การตรวจแบบแหย่เอง (HPV Self-Sampling)” ซึ่งคนไข้สามารถขอชุดตรวจไป Swab ตรวจในห้องน้ำส่วนตัวได้โดยไม่ต้องขึ้นขาหยั่ง แต่หากผลตรวจพบว่า ติดเชื้อ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูง คนไข้จำเป็นต้องเข้ารับการ ตรวจภายในโดยสูตินรีแพทย์ เพื่อส่องกล้องคอลโปสโคป (Colposcopy) และเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้ออย่างละเอียดค่ะช่วยลดความอายและเพิ่มความสะดวกสบายให้คนไข้ได้มาก แต่หากผลเป็นบวก การตรวจภายในกับแพทย์ก็ยังเป็นวิธีมาตรฐานที่แม่นยำที่สุดค่ะ
ควรเริ่มตรวจตั้งแต่อายุเท่าไหร่?• อายุ 25-30 ปีขึ้นไป สำหรับผู้หญิงทั่วไป
• เริ่มตรวจหลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกไปแล้วประมาณ 3 ปี (ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม)
• ตรวจซ้ำทุกๆ 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับวิธีที่เลือกใช้ (หากตรวจด้วยวิธี HPV DNA Test ซึ่งมีความแม่นยำสูง สามารถเว้นระยะการตรวจได้ถึง 5 ปีค่ะ)
แม้ไม่มีเพศสัมพันธ์หรือไม่มีอาการใดๆ เมื่อถึงเกณฑ์อายุที่กำหนดก็ควรเข้ารับการตรวจเพื่อความปลอดภัยนะคะ
การฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์วัคซีนชนิด 9 สายพันธุ์ (9-valent HPV Vaccine) สามารถครอบคลุมการป้องกันมะเร็งปากมดลูกและหูดหงอนไก่ได้สูงถึง 90% โดยครอบคลุมสายพันธุ์เสี่ยงสูง 16, 18, 31, 33, 45, 52, 58 และสายพันธุ์ที่ก่อโรคหูด 6, 11 เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 – 45 ปีดีที่สุดคือฉีดก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก (ในช่วงอายุ 9-15 ปี จะกระตุ้นภูมิได้ดีที่สุดและฉีดเพียง 2 เข็ม ส่วนอายุ 15 ปีขึ้นไปต้องฉีด 3 เข็มค่ะ)

คำถามอื่นๆที่พบบ่อย