ทำความรู้จัก โปรแกรม Vitaran คืออะไร?

โปรแกรม Vitaran คือ สารฉีดฟื้นฟูผิว (Skin Booster) ในกลุ่ม Polynucleotide (PN) ซึ่งเป็นสารสกัดบริสุทธิ์จาก DNA ของปลาแซลมอนหรือปลาเทราท์ที่ถูกเพาะเลี้ยงในระบบปิดที่ได้มาตรฐานระดับสูง (พัฒนาโดย LG Chem Life Sciences จากประเทศเกาหลีใต้)
ในทางการแพทย์ สาร Polynucleotide (PN) มีโครงสร้างที่ใกล้เคียงกับ DNA ของมนุษย์มากที่สุด จึงมีความปลอดภัยสูงและเข้ากันได้ดีกับร่างกาย เมื่อนำมาใช้กับผิวหนัง ตัวยาจะเข้าไปทำหน้าที่ในระดับเซลล์ เพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมตัวเองตามธรรมชาติ (Self-Regeneration) เพิ่มการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน พร้อมทั้งช่วยลดกระบวนการอักเสบของผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความแตกต่างของ โปรแกรม Vitaran กับนวัตกรรมฟื้นฟูผิวกลุ่ม PN อื่นๆ
หลายท่านอาจสงสัยว่า โปรแกรม Vitaran มีความแตกต่างจากนวัตกรรมฟื้นฟูผิวกลุ่มตัวอื่นๆ อย่างไร จุดเด่นสำคัญที่พบในทางคลินิกคือ ความใส่ใจในกระบวนการผลิตที่ออกแบบมาเพื่อความสบายผิวของคนไข้โดยเฉพาะค่ะ
- ลดอาการแสบขณะรับบริการ: โปรแกรม Vitaran มีการปรับค่าความเข้มข้น (Osmolarity) และค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ให้มีความใกล้เคียงกับสภาพผิวตามธรรมชาติของเรามากที่สุด ส่งผลให้ขณะเดินยา คนไข้จะรู้สึกสบายผิวและมีอาการแสบน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
- ประสิทธิภาพการฟื้นฟู: ด้วยโมเลกุลที่ถูกคัดกรองมาอย่างจำเพาะเจาะจง ตัวยาจึงสามารถตรงเข้าไปออกฤทธิ์ลดการอักเสบและฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
เช็กลิสต์ตำแหน่งที่เหมาะกับการฉีดโปรแกรม Vitaran และช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง
โปรแกรม Vitaran เหมาะกับการใช้ในบริเวณที่ต้องการ ฟื้นฟูคุณภาพผิว ลดการอักเสบ เสริมเกราะป้องกันผิว และกระตุ้นการซ่อมแซมผิวจากภายใน โดยปริมาณที่ใช้จะขึ้นอยู่กับ ขนาดพื้นที่ ปัญหาผิวเดิม และแผนการรักษาในแต่ละราย ไม่ได้มีตัวเลขตายตัวเหมือนกันทุกคน
โปรแกรม Vitaran จัดอยู่ในกลุ่มสารฟื้นฟูผิว ไม่ใช่สารเติมเต็มเพื่อเพิ่มปริมาตร ดังนั้นจุดประสงค์หลักคือการปรับ skin quality มากกว่าการ เติมให้เต็ม
ตำแหน่งที่นิยมฉีด PN
| ตำแหน่ง | เหมาะกับปัญหาแบบไหน | ช่วยอะไร | ปริมาณ |
|---|---|---|---|
| ทั่วใบหน้า | ผิวหมอง ผิวขาดน้ำ รูขุมขนกว้าง ผิวไม่เรียบ รอยแดงหลังสิว | ฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวม เพิ่มความชุ่มชื้น ลดการอักเสบ ผิวดูแน่นและเรียบขึ้น | ประมาณ 2 cc |
| หน้าแก้ม/แก้มด้านใน | รูขุมขนกว้าง ผิวขรุขระ รอยสิวตื้น ผิวอ่อนแอ | ช่วยเรื่อง texture ผิว ความละเอียดผิว และความแข็งแรงของชั้นผิว | ประมาณ 1-2 cc |
| รอบดวงตา | ริ้วรอยตื้น ผิวบาง แห้งง่าย ดูโทรม | ช่วยให้ผิวรอบตาดูเรียบขึ้น ชุ่มชื้นขึ้น และริ้วรอยเล็กๆ ดูลดลง | ประมาณ 0.5-1 cc |
| หน้าผาก | ผิวแห้ง ริ้วรอยเล็กๆ ผิวไม่เรียบ | ฟื้นฟูผิวให้เรียบและชุ่มชื้นขึ้น เหมาะกับงาน skin quality | ประมาณ 0.5-1 cc |
| รอบปาก / มุมปาก | ริ้วรอยเล็กๆ ผิวแห้ง เส้นริ้วบาง | ช่วยให้ผิวบริเวณนี้ดูเรียบและชุ่มชื้นขึ้น | ประมาณ 0.5-1 cc |
| คอ | ผิวคอแห้ง ริ้วเส้นคอ ผิวดูบางและไม่เรียบ | ช่วยปรับคุณภาพผิวคอให้ดูเนียนขึ้น ชุ่มชื้นขึ้น | ประมาณ 1-2 cc |
| หน้า + คอ | ต้องการฟื้นฟูทั้งผิวหน้าและลำคอพร้อมกัน | ดูแลคุณภาพผิวแบบต่อเนื่องทั้งสองบริเวณ | ประมาณ 3-4 cc |
จำนวนครั้งที่มักใช้ร่วมกับแผนการรักษา
โดยทั่วไป งานฟื้นฟูผิวกลุ่ม PN มักวางแผนเป็นคอร์สเพื่อให้เกิดการซ่อมแซมต่อเนื่อง เช่น
- เริ่มต้น 3 ครั้ง
- เว้นห่าง ทุก 2-4 สัปดาห์
- หลังจากนั้นอาจพิจารณาทำซ้ำเป็น maintenance ตามสภาพผิว
สำหรับบริเวณ รอบดวงตา มีข้อมูลทางคลินิกของกลุ่ม PN ที่ใช้โปรโตคอล ฉีดทุก 2 สัปดาห์ จำนวน 3 ครั้ง และติดตามผลต่อเนื่อง โดยพบว่าช่วยเรื่องคุณภาพผิวและริ้วรอยตื้นได้ดี
เจาะลึกปัญหาผิว! โปรแกรม Vitaran ตอบโจทย์ปัญหาแบบไหนบ้าง?
ปัญหาผิวของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน การเลือกรับบริการจึงควรพิจารณาจากปัญหาที่แท้จริงเป็นหลัก โปรแกรม Vitaran สามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาผิวได้อย่างตรงจุดในประเด็นดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ปัญหาผิวแพ้ง่าย ผิวอักเสบเรื้อรัง และเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) อ่อนแอ
- ลักษณะปัญหา: ผิวมีอาการแดงง่าย ไวต่อสิ่งเร้า เป็นผื่น ระคายเคืองบ่อย หรือเป็นสิวอักเสบซ้ำซากในบริเวณเดิมๆ
- การฟื้นฟู: ตัวยา PN จะเข้าไปทำหน้าที่ยับยั้งสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (Inflammatory Cytokines) พร้อมกระตุ้นการสร้างเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ให้หนาตัวและแข็งแรงขึ้น เมื่อรากฐานผิวมีความทนทาน อาการแพ้หรือสิวอักเสบที่เกิดจากความอ่อนแอของผิวก็จะลดลงอย่างยั่งยืน
2. ปัญหารอยแดง รอยดำจากสิว และสีผิวไม่สม่ำเสมอ
- ลักษณะปัญหา: ผิวทิ้งรอยแดงและรอยดำหลังจากการเป็นสิว หรือมีภาวะผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอจากการถูกทำร้ายด้วยรังสียูวี
- การฟื้นฟู: คุณสมบัติเด่นของ PN คือการเร่งกระบวนการสมานแผล (Wound Healing) และซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ถูกทำลาย ตัวยาจะช่วยให้การผลัดเซลล์ผิวเป็นไปตามวงจรธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ ทำให้รอยแดงและรอยดำจางลง พร้อมปรับโทนสีผิวให้ดูกระจ่างใสขึ้น
3. ปัญหาผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ แต่งหน้าไม่ติด ทาครีมไม่ซึม
- ลักษณะปัญหา: ผิวสัมผัสหยาบ ดูโทรม เหนื่อยล้า ขาดความฉ่ำวาว หรือมีภาวะผิวขาดน้ำ (Dehydrated Skin) แม้จะผิวมันแต่ก็รู้สึกแห้งตึงด้านใน
- การฟื้นฟู: โปรแกรมนี้จะเข้าไปปรับสมดุลและฟื้นฟูระบบนิเวศของผิวชั้นลึก กระตุ้นให้ผิวสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้ด้วยตัวเอง (Hydration from within) ผลลัพธ์ที่ตามมาคือผิวที่ดูอิ่มฟู ฉ่ำน้ำ และมีประกายความโกลว์ใสแบบผิวสุขภาพดี
4. ปัญหารูขุมขนกว้าง และหลุมสิวตื้น
- ลักษณะปัญหา: ผิวหน้าไม่เรียบเนียน รูขุมขนดูกว้างบริเวณหน้าแก้ม หรือมีรอยหลุมสิวตื้นๆ (Rolling Scar / Boxcar Scar ระดับเริ่มต้น)
- การฟื้นฟู: การกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ให้ผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินเส้นใหม่ จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นและความยืดหยุ่นให้ชั้นโครงสร้างผิว เมื่อผิวมีความกระชับและฟูขึ้น รูขุมขนจึงดูเล็กลง และรอยหลุมสิวตื้นๆ จะถูกดันให้ดูเรียบเนียนขึ้นได้ค่ะ
5. ปัญหาริ้วรอยแรกเริ่ม (Fine Lines) และผิวเริ่มร่วงโรยตามวัย
- ลักษณะปัญหา: เริ่มสังเกตเห็นริ้วรอยเส้นบางๆ บริเวณหน้าผาก หางตา ร่องแก้ม หรือผิวดูขาดความยืดหยุ่น ไม่เด้งเหมือนเมื่อก่อน
- การฟื้นฟู: การเติมสารอาหารระดับ DNA เข้าไป จะช่วยยืดอายุเซลล์และฟื้นฟูเซลล์ที่เริ่มเสื่อมสภาพ คืนความยืดหยุ่นให้ผิวกลับมาตึงกระชับ ส่งผลให้ริ้วรอยเล็กๆ ที่เกิดจากผิวขาดน้ำและการเสื่อมสภาพตามวัยดูตื้นขึ้น
pie title ปัญหาผิว 4 กลุ่ม ที่เหมาะกับ Vitaran
"ผิวแดง (อักเสบ / แพ้ง่าย / เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ)" : 25
"ผิวหมอง (สีผิวไม่สม่ำเสมอ / มลภาวะทำร้าย)" : 25
"ผิวคล้ำ (รอยดำจากสิว / ผิวเสียจากรังสี UV)" : 25
"ผิวขรุขระ (รูขุมขนกว้าง / รอยสิวตื้น)" : 25
PN ที่ดีต้องเป็นยังไง?
การเลือกใช้นวัตกรรมฟื้นฟูผิวกลุ่ม Polynucleotide (PN) ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย ไม่ได้ดูเพียงแค่ว่าเป็นสารสกัดจากปลาแซลมอนเท่านั้น แต่ในทางการแพทย์ยังมีตัวชี้วัดคุณภาพที่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งโปรแกรม Vitaran ถูกพัฒนาขึ้นโดยอิงจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้ค่ะ:
1. โครงสร้างระดับไมโครแบบรังผึ้ง (Honeycomb Structure)
คุณภาพของสาร PN สามารถตรวจสอบได้ถึงระดับโครงสร้างชั้นลึก ภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สารสกัดในโปรแกรม Vitaran มีการจัดเรียงตัวของโครงสร้างลักษณะคล้าย “รังผึ้ง”
ในทางคลินิก โครงสร้างที่เป็นระเบียบเช่นนี้มีความสำคัญมาก เพราะจะทำหน้าที่เปรียบเสมือน “นั่งร้าน” หรือโครงสร้างพื้นฐาน (Scaffold) ให้กับผิว คอยพยุงเซลล์และสนับสนุนการทำงานของไฟโบรบลาสต์ ทำให้กระบวนการสร้างคอลลาเจนเส้นใหม่เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพสูงสุด
2. ขนาดโมเลกุลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการฟื้นฟู (Optimal Molecular Weight)
ประสิทธิภาพในการรักษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นเพียงอย่างเดียว แต่ “ขนาดของโมเลกุล” คือหัวใจสำคัญ มีงานวิจัยทางการแพทย์ระบุชัดเจนว่าช่วงขนาดโมเลกุลของ PN มีผลต่อคุณภาพการสมานแผลและการซ่อมแซมเนื้อเยื่ออย่างมีนัยสำคัญ
โปรแกรม Vitaran ถูกสกัดและควบคุมให้อยู่ในช่วงโมเลกุลที่ 390 – 1,300 kDa ซึ่งเป็นช่วงขนาดที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถออกฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดกระบวนการอักเสบของผิว และส่งเสริมการซ่อมแซมเนื้อเยื่อระดับเซลล์ได้อย่างดีเยี่ยมที่สุด
3. ค่า pH ที่สมดุลกับผิว เพื่อลดความเจ็บปวด (pH vs Pain Receptor Activation)
สาร PN ที่ดีต้องเป็นมิตรต่อเนื้อเยื่อผิว โปรแกรม Vitaran ได้รับการปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ให้อยู่ในช่วง 7.5 – 8.0 ซึ่งเป็นช่วงที่สมดุลกับผิวหนังของมนุษย์
เหตุผลที่ต้องควบคุมค่า pH ให้อยู่ในระดับนี้ เป็นไปเพื่อ ลดการกระตุ้นตัวรับความรู้สึกเจ็บปวด (Pain Receptors) บริเวณชั้นผิวหนัง โดยเฉพาะกลุ่ม ASIC และ TRPV1 เมื่อตัวรับความเจ็บปวดถูกกระตุ้นน้อยลง ผลลัพธ์ที่ได้คือ คนไข้จะรู้สึกแสบและระคายเคืองน้อยลงอย่างมากในขณะรับบริการ ทำให้กระบวนการดูแลผิวมีความสบายและเป็นมิตรต่อเนื้อเยื่อมากยิ่งขึ้น

ตารางเปรียบเทียบ โปรแกรม Vitaran กับ โปรแกรม Rejuran
| โปรแกรม Vitaran | โปรแกรม Rejuran | |
|---|---|---|
| กลุ่มสารสำคัญ | Polynucleotide (PN) | Polynucleotide / PDRN ในกลุ่มฟื้นฟูผิว |
| แนวคิดการทำงาน | เน้นซ่อมแซมผิว ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว ลดการอักเสบ และกระตุ้นคอลลาเจน | เน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิว กระตุ้นการซ่อมแซมผิว และช่วยเรื่องริ้วรอยตื้น |
| จุดเด่นที่มักถูกพูดถึง | มีการสื่อสารเรื่องการปรับค่า pH และ osmolarity ให้สมดุลกับผิวมากขึ้น จึงมักถูกมองว่าแสบน้อยลง | เป็นโปรแกรมที่มีชื่อในกลุ่ม PN มานาน และมีข้อมูลทางคลินิกในกลุ่มริ้วรอยรอบดวงตาค่อนข้างชัด |
| ปัญหาผิวที่เหมาะ | ผิวอ่อนแอ ผิวแดงง่าย รอยแดง รอยดำจากสิว ผิวขาดน้ำ รูขุมขนกว้าง หลุมสิวตื้น | ผิวโทรม ริ้วรอยตื้น ผิวขาดความยืดหยุ่น ผิวต้องการฟื้นฟูคุณภาพโดยรวม |
| ความรู้สึกขณะฉีด | มักสื่อสารว่าเจ็บ/แสบน้อยลงจากการปรับสูตรให้สมดุลกับผิว | โดยทั่วไปอาจมีความแสบได้มากกว่าในบางคน ขึ้นกับรุ่น เทคนิคฉีด และการใช้ยาชา |
| ภาพลักษณ์ของผลลัพธ์ | ผิวแข็งแรงขึ้น ฉ่ำขึ้น ฟื้นตัวดีขึ้น และตอบโจทย์ผิวที่มีปัญหาอักเสบง่าย | ผิวแน่นขึ้น เรียบขึ้น คุณภาพผิวดีขึ้น และริ้วรอยตื้นดูดีขึ้น |
| เหมาะกับใคร | คนไข้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวแบบเน้น barrier + inflammation + skin quality ไปพร้อมกัน | คนไข้ที่โฟกัสเรื่อง skin rejuvenation และ fine lines โดยเฉพาะ |

ตารางเปรียบเทียบ โปรแกรม Vitaran กับ โปรแกรม Rejuran HB
| โปรแกรม Vitaran | โปรแกรม Rejuran HB | |
|---|---|---|
| กลุ่มสารสำคัญ | Polynucleotide (PN) | PN + Hyaluronic Acid (HA) + Lidocaine |
| แนวคิดการทำงาน | ฟื้นฟูผิวระดับเซลล์ ลดการอักเสบ เสริม skin barrier และกระตุ้นคอลลาเจน | ผสานการฟื้นฟูจาก PN กับความชุ่มชื้นแบบทันทีจาก HA |
| จุดเด่นหลัก | เด่นเรื่องฟื้นฟูผิวอ่อนแอ ผิวอักเสบง่าย ผิวเสียสะสม | เด่นเรื่องผิวขาดน้ำ ผิวดูไม่สดใส และต้องการ skin booster ที่ให้ความชุ่มชื้นชัด |
| ความชุ่มชื้นหลังทำ | ให้ผิวดูอิ่มฟูขึ้นจากการฟื้นฟูโครงสร้างผิว | มักให้ภาพของผิวชุ่มชื้นไวกว่า เพราะมี HA อยู่ในสูตร |
| ความสบายขณะทำ | มักถูกสื่อสารว่าแสบน้อยจากการปรับสมดุลสูตร | มี lidocaine ในสูตร จึงถูกออกแบบมาให้สบายขึ้นขณะฉีด |
| ปัญหาผิวที่เหมาะ | รอยแดง รอยดำ ผิวแพ้ง่าย รูขุมขน หลุมสิวตื้น ผิวขาดน้ำ | ผิวแห้ง ขาดน้ำ ริ้วรอยเล็กๆ ผิวดู tired และต้องการ glow/hydration |
| ภาพรวมผลลัพธ์ | เน้น “ผิวแข็งแรงขึ้นจากฐานผิว” | เน้น “ผิวชุ่มชื้น ฟู และดูสดใส” ควบคู่กับการฟื้นฟู |
| เหมาะกับใคร | คนไข้ที่มีปัญหาผิวหลายมิติ โดยเฉพาะผิวอ่อนแอและผิวอักเสบง่าย | คนไข้ที่อยากได้ทั้ง regeneration + hydration ในโปรแกรมเดียว |
ตารางเปรียบเทียบ โปรแกรม Vitaran กับ โปรแกรม Nucleofill
| โปรแกรม Vitaran | โปรแกรม Nucleofill | |
|---|---|---|
| กลุ่มสารสำคัญ | Polynucleotide (PN) | Polynucleotide-based biostimulating gel |
| แนวคิดการทำงาน | ซ่อมแซมผิว ลดการอักเสบ กระตุ้นคอลลาเจน และเสริมความแข็งแรงของผิว | เน้น biostimulation, hydration, antioxidant effect และ tissue support |
| องค์ประกอบสูตร | เน้น PN เพื่อการฟื้นฟูผิว | โดยข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่พบ มักสื่อสารว่าเป็น HA-free และใช้สาย polynucleotide โมเลกุลสูง |
| ลักษณะการวางตำแหน่งของโปรแกรม | เด่นเรื่องผิวแดง ผิวอ่อนแอ รอยสิว ผิวหมอง และผิว texture ไม่เรียบ | เด่นเรื่อง anti-aging, elasticity, hydration และมีรุ่นแยกตาม area เช่น ตา/หน้า/ผม |
| ปัญหาผิวที่เหมาะ | รอยแดง รอยดำ ผิวไว ผิวขาดน้ำ รูขุมขนกว้าง หลุมสิวตื้น | ผิวขาดความยืดหยุ่น ผิวแห้ง ผิวเริ่มหย่อน ริ้วรอย และบางรุ่นเหมาะเฉพาะจุด เช่น รอบตา |
| ความยืดหยุ่น/ผิวแน่น | ช่วยผ่านการฟื้นฟูโครงสร้างผิวและการสร้างคอลลาเจน | มักถูกสื่อสารเด่นเรื่อง lifting support และ bio-restructuring |
| ความหลากหลายของรุ่น | ใช้สื่อสารค่อนข้างตรงไปที่งานฟื้นฟูผิวหน้า | มีหลายรุ่น เช่น Soft Plus, Medium Plus, Strong จึงต้องเลือกตามปัญหาและตำแหน่ง |
| เหมาะกับใคร | คนไข้ที่ต้องการโปรแกรมฟื้นฟูผิวหน้าแบบครอบคลุม โดยเฉพาะผิวอ่อนแอและมีรอยสิว | คนไข้ที่ต้องการเลือกโปรแกรมแบบจำเพาะปัญหา เช่น รอบตา งานผิวแน่น หรือบางกรณีใช้กับหนังศีรษะ |
สรุปข้อมูลสำคัญก่อนตัดสินใจ
สำหรับคนไข้ที่กำลังพิจารณาเข้ารับบริการ ข้อมูลในตารางด้านล่างนี้คือสิ่งที่ควรทราบเพื่อการเตรียมตัวและทำความเข้าใจอย่างถูกต้องค่ะ
| ข้อควรรู้ | คำอธิบาย |
|---|---|
| ความรู้สึกขณะรับบริการ | ด้วยการพัฒนาค่า pH และ Osmolarity ให้ใกล้เคียงผิว อาการแสบขณะเดินยาจึงลดลงมาก ประกอบกับการใช้ยาชาเฉพาะที่ก่อนรับบริการ คนไข้ส่วนใหญ่จึงรู้สึกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น |
| ระยะเวลาในการเห็นผล | การเปลี่ยนแปลงด้านความชุ่มชื้นและความลื่นของผิว สามารถเริ่มสังเกตได้ในช่วง 5-7 วันแรก แต่การฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึกอย่างเต็มที่ จะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ |
| ความถี่ในการรับบริการ | เพื่อผลลัพธ์ในการปรับโครงสร้างผิวที่ชัดเจนและอยู่ได้นาน ในช่วงแรกแนะนำให้รับบริการต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 3-4 สัปดาห์ตามการประเมินสภาพผิว |
| ระยะเวลาของผลลัพธ์ | เมื่อรับบริการครบคอร์ส ผลลัพธ์ของการมีโครงสร้างผิวที่แข็งแรงและสุขภาพดี จะสามารถคงอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน (ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาผิวของแต่ละบุคคลร่วมด้วย) |
| อาการหลังรับบริการ | อาจพบรอยแดงจากเข็ม รอยจ้ำ หรือตุ่มนูนเล็กๆ บริเวณที่ฉีดยา ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของผิว อาการเหล่านี้จะค่อยๆ ยุบตัวและหายไปเองภายใน 24-48 ชั่วโมง โดยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ |
| ข้อควรระวัง / ข้อห้าม | ห้ามทำใน: – ผู้ที่มีประวัติแพ้ปลาแซลมอน ปลาเทราท์ หรืออาหารทะเลอย่างรุนแรง – สตรีมีครรภ์ หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร – ผู้ที่มีการติดเชื้อที่ผิวหนัง มีหนอง หรือแผลเปิด (ควรรักษาให้หายก่อน) |
ผิวหนังถือเป็นอวัยวะที่มีพื้นที่มากที่สุดและทำหน้าที่ปกป้องร่างกายของเรา การดูแลผิวให้แข็งแรงจากรากฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญ หวังว่าข้อมูลของโปรแกรม Vitaran ในบทความนี้ จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่คนไข้ทุกท่านนะคะ ทั้งนี้ ก่อนตัดสินใจทำหัตถการใดๆ ควรเข้ามาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินปัญหาผิวหน้าอย่างละเอียด เพื่อให้ได้รับการวางแผนการดูแลผิวที่ตรงจุดและปลอดภัยที่สุดค่ะ
ขั้นตอนการรับบริการ การเตรียมตัวก่อน-หลังทำ

1. การเตรียมตัวก่อนรับบริการ (Pre-Treatment Preparation)
การเตรียมสภาพร่างกายและผิวให้พร้อม จะช่วยลดโอกาสเกิดรอยช้ำและทำให้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด
- งดยาและวิตามินบางชนิด: ควรงดยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน) แอสไพริน รวมถึงวิตามินอี น้ำมันปลา และสารสกัดจากกิงโกะ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนทำ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดรอยช้ำหลังจากการใช้เข็ม
- แจ้งประวัติการแพ้อย่างละเอียด (สำคัญมาก): เนื่องจากโปรแกรม Vitaran เป็นสารสกัดที่ได้จาก DNA ของปลา คนไข้ที่มีประวัติแพ้ปลาเทราท์ ปลาแซลมอน หรือแพ้อาหารทะเลอย่างรุนแรง จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบก่อนประเมินการรักษาเสมอ
- ตรวจเช็กสภาพผิวเบื้องต้น: บริเวณที่จะทำการรักษาต้องไม่มีสิวอักเสบรุนแรง (ชนิดมีหัวหนอง) ไม่มีการติดเชื้อ หรือมีแผลเปิด หากมีภาวะเหล่านี้ ควรพักรักษาผิวบริเวณดังกล่าวให้หายดีก่อนเข้ารับบริการ
2. ขั้นตอนการรับบริการ (Treatment Procedure)
การดูแลในคลินิกจะเน้นมาตรฐานความสะอาดและความสบายผิวของคนไข้เป็นหลัก โดยใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1 ชั่วโมง
- ทำความสะอาดผิว (Cleansing): เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกบนผิวหน้าอย่างหมดจด เพื่อเตรียมผิวให้พร้อมและป้องกันการติดเชื้อ
- การบรรเทาความเจ็บ (Topical Anesthesia): เพื่อลดความกังวลและให้คนไข้รู้สึกสบายที่สุด จะมีการทายาชาเฉพาะที่ทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที
- ขั้นตอนการเดินยา (Injection Process): จะใช้เทคนิคการกระจายตัวยาลงสู่ชั้นผิวหนังแท้ (Intradermal) ทั่วบริเวณใบหน้า หรือเน้นย้ำในจุดที่มีปัญหา (เช่น รอยสิว หรือริ้วรอยรอบดวงตา) โดยขั้นตอนนี้จะใช้เวลาเพียง 15-20 นาที (ด้วยคุณสมบัติของยาที่ปรับค่า pH มาให้สมดุลกับผิว คนไข้จะรู้สึกแสบน้อยมาก)
- ปลอบประโลมผิว (Soothing): หลังเดินยาเสร็จสิ้น จะมีการทำความสะอาดผิวอีกครั้งและทาครีมบำรุงเพื่อลดอาการระคายเคืองเบื้องต้น
3. การดูแลตัวเองหลังทำ (Post-Treatment Aftercare)
หลังจากการรับบริการ คนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยมีข้อควรระวังเพื่อรักษาคุณภาพของตัวยาและส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนดังนี้
- ลักษณะผิวหลังทำทันที: อาจพบรอยแดงจากรอยเข็ม รอยจ้ำ หรือมีตุ่มนูนเล็กๆ คล้ายรอยยุงกัดบริเวณที่เดินยา ซึ่งเป็นอาการปกติของการส่งยาเข้าสู่ชั้นผิว อาการเหล่านี้จะค่อยๆ ยุบตัวและเรียบเนียนไปกับผิวภายใน 24-48 ชั่วโมง
- การทำความสะอาดและแต่งหน้า: ควรงดล้างหน้าและงดแต่งหน้าอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงหลังทำ (หรือหากเป็นไปได้ แนะนำให้เว้นไว้ 24 ชั่วโมง) เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกเข้าสู่รอยเข็ม
- หลีกเลี่ยงความร้อนและกิจกรรมหนัก: ในช่วง 3-5 วันแรก ควรงดการอยู่ในที่ที่มีอากาศร้อนจัด หลีกเลี่ยงการอบซาวน่า การออกกำลังกายอย่างหนักที่ทำให้เหงื่อออกมาก รวมถึงงดการทำเลเซอร์หรือทรีตเมนต์ผลัดเซลล์ผิวบริเวณใบหน้า
- การบำรุงเพิ่มเติม (Hydration is Key): แนะนำให้ทาครีมบำรุงผิวที่เน้นเพิ่มความชุ่มชื้น (Moisturizer) อย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญที่สุดคือ ควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ (วันละ 2-3 ลิตร) เพราะน้ำจะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ส่งเสริมให้สาร PN ทำงานฟื้นฟูโครงสร้างผิวและสร้างคอลลาเจนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
โปรแกรม Vitaran ราคาเท่าไหร่

| รูปแบบบริการ | ช่วงราคาที่ถือว่าสมเหตุผล หากระบุว่าเป็นยาแท้ | ข้อสังเกต |
|---|---|---|
| 1 cc (1 หลอด) | ประมาณ 4,500 – 6,000 บาท | มักใช้กับการทำเฉพาะจุด บริเวณเล็กๆ |
| 2 cc (2 หลอด) | ประมาณ 8,000 – 10,000 บาท | เป็นช่วงราคาที่พบได้บ่อยสำหรับการทำทั่วหน้า |
ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

ตั้งแต่ขึ้นปี 2026 มา คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตที่หมอเจอประจำที่คลินิกเลยค่ะว่า “ฉีด PN ตัวไหนดีที่สุด?” ยี่ห้อนั้น ยี่ห้อนี้ดีไหมหมอ ทั้งเพื่อน ทักคนไข้ก็หาข้อมูลกันสุดฤทธิ์
หมอขอตอบในฐานะแพทย์ความงามเลยนะคะว่า จริงๆ แล้ว “ไม่มีตัวไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่มีตัวที่เหมาะสมกับปัญหาผิวของคนไข้แต่ละคนมากที่สุดค่ะ” เพราะโครงสร้างผิว วัย และปัญหาที่เรากังวลนั้นแตกต่างกันค่ะ PN เหมือนกัน รุ่นเดียวกัน ฉีดให้คนไข้ต่างเคสก็ได้ผลคนละแบบ
กลุ่มสารสกัด PN (Polynucleotide) หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า Skin Booster งานผิว เป็นการฟื้นฟูผิวลึกระดับ DNA ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็จะมีจุดเด่นและแหล่งที่มาของ DNA ที่ต่างกันเล็กน้อย เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและตัดสินใจได้ง่ายขึ้น หมอทำตารางสรุป 3 ตัว Rejuran, Vitaran และ NucleoFill มาเทียบให้ดูชัดๆ
Vitaran และกลุ่ม PN ทุกตัว ช่วยเรื่องฝ้าได้จริงในแง่ของการลดการอักเสบและซ่อมแซมโครงสร้างผิวให้แข็งแรงขึ้น ค่ะ
PN ที่ดี ต้องมีโมเลกุลที่เหมาะสมซึ่งโมเลกุลที่เหมาะสมคือ 390 -1300 KDA เพราะสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดีและช่วยลดการอักเสบได้ดี
แม้หน้าที่หลักจะเป็นการสร้างงานผิวฉ่ำวาว แต่เมื่อผิวสุขภาพดีขึ้นจากภายใน ปัญหาเม็ดสีและการกระจายตัวของฝ้าจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในคนไข้ที่ผิวบางหรือเป็นฝ้าเรื้อรัง การฉีด PN จะเข้าไปช่วยให้ผิวทนต่อมลภาวะและผลลัพธ์จากการรักษาฝ้าด้วยวิธีอื่นมีประสิทธิภาพยืนยาวขึ้นค่ะ
คือถ้าคนไข้หลายคนเคยใช้ครีมมาแล้วยังรู้สึกว่าเห็นผลยังไม่ชัดพอ หรือผิวปฏิเสธครีม การขยับมาใช้บริการกลุ่มฉีด ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม หรือจะเลเซอร์ร่วมด้วย ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัญหาฝ้า ประเภทฝ้าของแต่ละบุคคลค่ะ
หากจะสรุปให้เข้าใจง่ายที่สุดโปรแกรม Skinvive คือการลงทุนกับ “คุณภาพผิวระยะยาว” ด้วยความที่เขาเป็น Hyaluronic Acid ที่ช่วยให้ ผิวเรียบเนียน ฉ่ำวาว และชุ่มชื้นโดยผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6-9 เดือน ในขณะที่ Rejuran จะทำหน้าที่เป็น “หน่วยซ่อมแซม” ที่เน้นแก้ปัญหา รอยแผลเป็น รูขุมขน และผิวไม่แข็งแรง ดังนั้น หากคนไข้ต้องการความสวยฉ่ำแบบ Glass Skin Skinvive อาจจะเหมาะกว่า แต่ถ้าต้องการรักษาผิวเสีย ต้องการฟื้นฟูเร่งด่วน เห็นผลเร็ว อาจจะแนะนำ Rejuran หรือสามารถทำคู่กันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้ค่ะ
ศัพท์วัยรุ่นยุคใหม่เลยนะคะ ผิวบ้วนรองพื้น 🙂 ปัญหาแต่งหน้าไม่ติดมักเกิดจากภาวะ ผิวขาดน้ำ (Dehydrated Skin) ทำให้ผิวผลิตน้ำมันส่วนเกินออกมาดันเครื่องสำอางจนเป็นคราบ หมอแนะนำให้แก้ที่ต้นเหตุด้วยการปรับสมดุลผิวค่ะ โดยโปรแกรมที่ตรงจุดที่สุดคือการฉีด Skin Booster (มีหลายตัวเลยตอนนี้) เพื่อเติมน้ำและสร้างฟิล์มเคลือบผิวให้เรียบเนียน หรือหากผิวอ่อนแอมาก ควรใช้ PN (ตัวเลือกเริ่มเยอะขึ้น) เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างผิวให้แข็งแรงและปรับสมดุลน้ำมัน การเตรียมผิวให้ดีเปรียบเสมือนการลง Primer จากภายใน ช่วยให้ เครื่องสำอางเกาะติดทนยาวนาน และเผยผิวสวยใสได้อย่างมั่นใจค่ะ
หากคนไข้ต้องเลือก หมอแนะนำให้ดูที่เป้าหมายหลักค่ะ ถ้าต้องการ “ผิวฉ่ำวาว เล่นแสงทันที” แบบ Glass Skin ให้เลือก Neauvia Hydro Deluxe เพราะมี HA และ CaHA ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและความแน่นเฟิร์มได้ดีเยี่ยม แต่ถ้าคนไข้มองหาความ “ยั่งยืน และการซ่อมแซมผิวระยะยาว” อยากให้ผิวเนียนละเอียด รูขุมขนกระชับ และผลลัพธ์ อยู่นานกว่า (6-12 เดือน) หมอแนะนำ Karisma ซึ่งเป็น Rh Collagen ที่เน้นการคืนสภาพผิวให้กลับมาเด็กอีกครั้งค่ะ
ฟังหูไว้หูเลยค่ะ แต่สิ่งที่หมอบอกได้คือ มันไม่ใช่สาร หรือยาอะไรที่หายาก ส่วนมากตั้งชื่อสร้างสตอรี่เพื่อการตลาด แต่ความเป็นจริงก็โปรแกรมพื้นฐาน ที่ต้องเลือกให้ตรงกับผิวจริงๆ ซึ่งคนที่จะบอกได้ แนะนำได้ ต้องเข้าใจผิวจริงๆ
เพื่อให้ได้ “เซ็ตผิวดารา” ที่สมบูรณ์แบบ หมอสรุปว่าต้องเน้นการรักษาแบบองค์รวมค่ะ เริ่มจากการ ฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) ด้วยกลุ่ม PN หรือ Skin Booster ให้ผิวฉ่ำน้ำและแข็งแรง ควบคู่ไปกับการ ปรับโครงสร้างรูปหน้า ด้วย Botox หรือเครื่องยกกระชับ เพื่อให้กรอบหน้าชัด นึกภาพตามหมอ สังเกตดีๆว่าคนที่หน้าตาดีเวลาเรามอง เราเห็นอะไร คือเราเห็นแค่เส้นสายของโครงหน้าที่ชัด และผิวที่เนียนๆ แวววาว แค่ใครมีสองส่วนนี้ก็คือผิวดาราแล้ว และเติมเต็มความ กระจ่างใส (Brightness) ด้วยการดริปวิตามินหรือเมโสหน้าใส โดยหัวใจสำคัญคือ ความสม่ำเสมอ และการเลือกหัตถการที่ตรงกับสภาพผิวของคนไข้ในแต่ละช่วงวัยค่ะ
ตอนฉีด Plinest อาจจะรู้สึกหน่วงๆ หรือแสบผิวนิดหน่อยตอนยาเดินได้บ้างค่ะ เป็นอาการปกติของตัวยาประเภทนี้ Polynucleotide (PN) แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ ก่อนทำเราจะมีการแปะยาชาให้ประมาณ 30-45 นาที และใช้เข็มขนาดเล็กมากเพื่อช่วยลดความรู้สึกเจ็บให้น้อยที่สุดค่ะ ส่วนใหญ่จะทนได้สบายๆ เลยค่ะ หลังทำอาการแสบก็จะหายไปเองค่ะ







