ฝ้าเป็นภาวะผิวหนังที่เกิดจากการกระจายตัวของเม็ดสีที่มากเกินไป ทำให้เกิดเป็นจุดด่างดำบนใบหน้า ฝ้ามีหลายประเภท และการรักษาให้ได้ผลดีนั้นต้องพิจารณาตามประเภทของฝ้า
ฝ้าเป็นภาวะผิวหนังที่เกิดจากการกระจายตัวของเม็ดสีที่มากเกินไป ทำให้เกิดเป็นจุดด่างดำบนใบหน้า การรักษาฝ้าให้ได้ผลดีนั้นต้องใช้เวลาและความอดทน เนื่องจากเม็ดสีที่สะสมอยู่จะค่อยๆ จางลงทีละเล็กละน้อย
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาใดที่สามารถกำจัดฝ้าได้แบบครั้งเดียวหายถาวร การรักษาปัจจุบันสามารถช่วยให้ฝ้าจางลงได้ และต้องทำควบคู่กับการป้องกันไม่ให้ฝ้ากลับมาได้อีก
ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปทุกวัน เพื่อป้องกันผิวจากรังสี UV หมั่นสังเกตใบหน้าตัวเอง ใช้ทรีทเมนท์หน้า บำรุงหน้า เพื่อไม่ให้เม็ดสีก่อตัวเป็นกลุ่ม หรือปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อหาทางป้องกัน
สาเหตุหลักที่คนไข้ติดสินใจมารักษาฝ้า
pie title ความในใจลึกๆ ของคนที่มารักษาฝ้า "ยิ้มได้ แต่ลึกๆ ไม่มั่นใจเวลาเห็นหน้าในกระจก" : 30 "กลัวคนทัก/กลัวถูกมองว่าโทรม เลยพยายามปกปิดตลอด" : 25 "เวลาอยู่ใกล้คนสำคัญ รู้สึกต้องคุมมุมหน้าและแสงตลอด" : 25 "อยากกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง โดยไม่ต้องพึ่งรองพื้นทุกวัน" : 20
อ้างอิงคนไข้ดีเลิฟเวอรี่คลินิกตั้งแต่ปี 2023



ฝ้าจางลงทีละนิด จะให้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวได้มากกว่า ฝ้าไม่กลับมาเร็ว
ตำแหน่งที่พบเม็ดสีผิวปกติได้มากที่สุด
ตำแหน่งที่พบฝ้ามากที่สุดจากการตรวจคนไข้มานานกว่า 10 ปี
- ใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้ม สันจมูก หน้าผาก และคาง เรียงจากมากไปน้อย
- คอ พบได้มากในคนที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป


เม็ดสีเข้มที่เราเห็นบริเวณอื่น เรียกว่า Age Spot พบได้มากเมื่ออายุมากขึ้น
- แขน พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
- มือ พบน้อยได้บ่อยเช่นกัน


เมโสเพื่อลดฝ้ากระเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ช่วยให้ผิวหน้าผ่อนคลายแข็งแรง ปรับสีผิวหมองคล้ำ ลดเลือนฝ้ากระและจุดด่างดำอย่างปลอดภัยและดูสุขภาพดี เมโสเป็นการแก้ปัญาผิวหน้าเฉพาะจุด โดยซึมเข้าสู่ผิวชั้นกลางเพื่อเสริมสร้างคอลลาเจน ลดการเกิดเม็ดสี ลดเลือนฝ้ากระ ปรับสภาพผิวหน้าให้ขาวใส ช่วยให้ฝ้าจางลงได้


ฝ้าในผู้หญิง ผู้ชายแตกต่างกันยังไง
| หัวข้อ | ผู้หญิง | ผู้ชาย |
|---|---|---|
| สาเหตุ/ตัวกระตุ้นที่พบบ่อย | ฮอร์โมน (ตั้งครรภ์/ยาคุม), แสงแดด, พันธุกรรม, ความร้อน/แสง, การระคายเคืองจากสกินแคร์ | แสงแดดจัด/ทำงานกลางแจ้ง, ความร้อน, การเสียดสี/โกนหนวด, พันธุกรรม; ฮอร์โมนมักเกี่ยวข้องน้อยกว่า |
| ลักษณะผิวที่เจอร่วม | ผิวไว/ระคายง่ายจากการลองหลายผลิตภัณฑ์, ผิวแห้งหรือผสม | ผิวหนาและมันกว่าโดยเฉลี่ย แต่ระคายจากการโกนหนวด/อาฟเตอร์เชฟได้ |
| พฤติกรรมที่ทำให้รักษายาก | แต่งหน้า/ล้างหน้าแรง/สครับ, ใช้ไวท์เทนนิ่งหลายตัวพร้อมกันจนผิวอักเสบ | ไม่ทากันแดดสม่ำเสมอ, ทากันแดดไม่พอ/ไม่เติม, ไม่ชอบขั้นตอนหลายอย่าง |
| กันแดด (จุดที่ต้องเน้น) | เลือกสูตรอ่อนโยน ไม่แสบตา เติมระหว่างวัน (ทับเมคอัพได้) | เน้น “ทาจริง-ทาพอ” สูตรบางเบาไม่เหนอะ เติมง่าย ไม่วอก |
| สกินแคร์ที่มักตอบโจทย์ | เน้นลดการอักเสบ+ยับยั้งเม็ดสีแบบค่อยเป็นค่อยไป (ผิวไม่บาง/ไม่พัง) | เน้นสเต็ปน้อยๆ แต่ได้ผล: กันแดด + ยาทาฝ้าหลัก 1–2 ตัว + มอยส์เจอร์ |
| จุดเสี่ยงของการระคาย/แพ้ | สูงกว่า (ใช้หลายชิ้น/ลองบ่อย) และบางรายไวต่อกรด/เรตินอยด์ | ระคายจากการโกนหนวด, น้ำหอม/แอลกอฮอล์ในผลิตภัณฑ์, การเสียดสี |
| หัตถการ/เลเซอร์ (แนวทาง) | มักเน้นพลังงานนุ่มๆ ลดโอกาส PIH* และดูแลผิวบอบบางร่วม | ทำได้เหมือนกัน แต่ต้องคุมแดดและลดการระคายหลังทำ โดยเฉพาะคนทำงานกลางแจ้ง |
| ความคาดหวัง/แรงจูงใจที่พบบ่อย | อยากหน้าใสสม่ำเสมอ แต่งหน้าง่ายขึ้น | อยากดูสดใส ไม่โทรม ลดรอยคล้ำ/สีผิวไม่สม่ำเสมอแบบดูเป็นธรรมชาติ |
| อุปสรรคในการมาต่อเนื่อง | เวลานัด/งบ/กลัวหน้าบาง | เวลา/ความสม่ำเสมอในการทาและเติมกันแดด |
| ตัวชี้วัดความสำเร็จที่ควรใช้ | รูปเทียบแสงเดียวกัน + คะแนนความเข้มฝ้า + ความทนต่อผลิตภัณฑ์ | รูปเทียบแสงเดียวกัน + ความเข้มฝ้า + ความสม่ำเสมอของกันแดด/กิจกรรมกลางแจ้ง |


เมโสฝ้ากระช่วยลดเลือนจุดด่างดำ โดยการให้ตัวยาเข้าสู่ผิวโดยตรงซึมเข้าสู่ผิวทันที และควบคุมการทำงานของเซลล์เม็ดสีเพื่อลดการเกิดเม็ดสีที่เป็นจุดด่างดำ และรอยฝ้ากระจางลงได้

ข้อเสียของการที่ใบหน้ามีฝ้า

ส่องกระจกเห็นฝ้า → รู้สึกหน้าดูมีอายุ/ดูเหนื่อยกว่าปกติ → ความมั่นใจลดลง → เลี่ยงกล้อง/เลี่ยงแสงจ้า → พยายามปกปิด (แต่งหน้าหนักขึ้น/โฟกัสตำหนิมากขึ้น) → ผิวล้า/ไวขึ้น (ระคายเคือง เครียด นอนน้อย) → ฝ้าดูเข้มและชัดขึ้น → เสียเวลา+เสียเงินกับการเลือกครีม/คลินิก/วิธีรักษาหลายอย่าง → กลับมาส่องกระจกเห็นฝ้าอีกครั้ง → วนซ้ำ
ดีเมลาสม่า ลดฝ้าทำงานอย่างไร
เมโสลดฝ้า (D’ Melasma) เป็นโปรแกรมของทางคลินิก รักษาฝ้าโดยการให้ตัวยาเข้าไปในชั้นหนังแท้ใต้ผิวหนัง โดยสารออกฤทธิ์ที่มีส่วนผสม ได้แก่
อัลฟาอาร์บูติน 2% (Alpha Arbutin)
อาบูตินบริสุทธิ์ เข้มข้นลดเลือนฝ้ารอยแดง และรอยดำ

กลูต้าไธโอน (GSH)
เผยผิวกระจ่างใส เป็นสารต้านอนมูลอิสระ ประสิทธิภาพสูง

วิตามินบี 3 (Niacinamide)
เพิ่มความเห็งแรงให้กับผิว ปรับผิวให้กระจ่างใส รูขุมขนกระชับ

- วิตามินซี: ช่วยยับยั้งการผลิตเมลานิน ซึ่งเป็นเม็ดสีที่ทำให้เกิดฝ้า
- กลูตาไธโอน: มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการสร้างเมลานินและทำให้ผิวกระจ่างใส
- สารสกัดจากพืช: เช่น สารสกัดจากมะนาวหรือว่านหางจระเข้ ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเมลานินและลดการอักเสบ
- กรดไกลโคลิก: ช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก ทำให้เม็ดสีฝ้าค่อยๆ จางลง
กลไกการลดฝ้า
- ยับยั้งการผลิตเมลานิน
- กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว
- ลดการอักเสบ
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งช่วยให้ผิวแข็งแรงและกระจ่างใส
กลไกช่วยหน้ากระจ่างใส
ตัวยาที่มีส่วนผสมนี้นอกจากจะช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี ยังมีส่วนช่วยให้ผิวหน้าดูกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
- ADENOSINE: ลดเลือนริ้วรอยและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
- SODIUM DNA: ปกป้องเซลล์ผิวจากความเสียหายของอนุมูลอิสระ
- HYDROLYZED COLLAGEN: เติมเต็มริ้วรอยและเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว
- HYALURONIC ACID: กักเก็บความชุ่มชื้นและทำให้ผิวอิ่มน้ำ
- MULTI-PEPTIDES: กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน


รักษาฝ้า กี่ครั้งเห็นผล
เมื่อรับบริการต่อเนื่อง 3-5 ครั้ง ต่อเนื่อง ฝ้าจะค่อยๆจางลง เม็ดสีที่เข้มๆจะสีอ่อนลง การกระจายตัวของฝ้าจะคงที่หรือลดน้อยลง ควรดูแลและเข้ามารับบริการตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดค่ะ
รีวิวรักษาฝ้า



ผลลัพธ์หลังรับบริการต่อเนื่องจะอยู่ได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UV พักผ่อนให้พอเพื่อให้ผิวได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่ และควรเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลง เข้าพบแพทย์เป็นระยะๆ
ทำไมจึงต้องรักษาฝ้าให้ค่อยๆจางลง
- การรักษาที่รุนแรงเกินไปอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวระคายเคือง ผิวแห้ง และการเปลี่ยนสีผิว
- การรักษาที่รวดเร็วเกินไปอาจทำให้ฝ้ากลับมาอีก เนื่องจากเม็ดสีที่สะสมอยู่ยังไม่ถูกกำจัดออกไปอย่างสมบูรณ์
- การรักษาที่ค่อยเป็นค่อยไปช่วยให้ผิวมีเวลาปรับตัว และลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง
D’ Melasma ราคาเท่าไหร่

| จำนวนครั้ง | ราคา |
|---|---|
| 1 ครั้ง | 4,500 บาท |
| 5 ครั้ง | 18,000 บาท |
| 10 ครั้ง | 29,000 บาท |
แนะนำให้รับบริการ ลดฝ้าอย่างน้อย 3-5 ครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวและแนะนำแผนการรักษาที่เหมาะสม
คุณเป็นฝ้าชนิดไหน ดูอย่างไร

ต้องรู้ประเภทฝ้า การรักษาจะตรงจุด
ฝ้าเป็นภาวะผิวหนังที่เกิดจากการกระจายตัวของเม็ดสีที่มากเกินไป ทำให้เกิดเป็นจุดด่างดำบนใบหน้า ฝ้ามีหลายประเภท และการรักษาให้ได้ผลดีนั้นต้องพิจารณาตามประเภทของฝ้า
ประเภทของฝ้า
- ฝ้าตื้น (Epidermal melasma) เกิดจากการสะสมของเม็ดสีที่ชั้นหนังกำพร้า ซึ่งเป็นชั้นผิวหนังชั้นนอกสุด ฝ้าประเภทนี้มักมีสีน้ำตาลอ่อนและตอบสนองต่อการรักษาได้ดี
- ฝ้าลึก (Dermal melasma) เกิดจากการสะสมของเม็ดสีที่ชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นชั้นผิวหนังชั้นล่าง ฝ้าประเภทนี้มักมีสีน้ำตาลเข้มหรือเทา และตอบสนองต่อการรักษาได้ยากกว่าฝ้าตื้น
- ฝ้าเส้นเลือด (Telangiectasia) เกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนัง โดยเส้นเลือดฝอยเหล่านี้จะไปกระจุกตัวกันในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ทำให้เกิดปื้นแดงๆ หรือสีม่วงแดงปรากฏบนผิวหนัง
- ฝ้าฮอร์โมน (Hormone Melasma) พบได้บ่อยในผู้หญิง โดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะสูงขึ้นอย่างมากในช่วงนี้ นอกจากนี้ ฝ้าฮอร์โมนยังอาจเกิดได้ในผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนทดแทน
- ฝ้าผสม (Mixed melasma) เป็นฝ้าที่เกิดจากการสะสมของเม็ดสีทั้งที่ชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ ฝ้าประเภทนี้มีลักษณะสีน้ำตาลปานกลางและตอบสนองต่อการรักษาได้ปานกลาง
การรักษาฝ้าขึ้นอยู่กับประเภทของฝ้าและความรุนแรงของอาการ แพทย์จะพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เพื่อกำหนดแผนการรักษาที่เหมาะสม



การป้องกันคือหนทางที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับฝ้า ครีมกันแดดเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV อันเป็นสาเหตุหลักของฝ้า เพื่อผิวที่กระจ่างใสของคุณ
การป้องกันแสงแดดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันฝ้าและการกลับมาของฝ้าหลังการรักษา ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปทุกวัน และสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวเมื่อออกแดด แดดประเทศไทยต้องบอกว่าอันตรายทุกช่วงเวลา ที่ควรเลี่ยงมากที่สุดคือช่วง 11.00 – 14.00 น.

สลายฝ้า กับเลเซอร์ เลือกแบบไหนดี
| ลักษณะ | เมโสลดฝ้า | Pico Laser |
|---|---|---|
| กลไกการออกฤทธิ์ | ทาหรือเติมสารเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน | ใช้คลื่นแสงเลเซอร์ยิงทำลายเม็ดสีเมลานิน |
| ระยะเวลาในการเห็นผล | อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน | อาจต้องใช้เวลาหลายครั้งในการรักษา |
| ความถี่ในการรักษา | ทุก 1-3 สัปดาห์ | ทุก 2-4 สัปดาห์ |
| ระยะเวลาในการรักษาแต่ละครั้ง | ประมาณ 10 นาที | ประมาณ 20 นาที |
| ความรู้สึกตอนทำ | ||
| ผลข้างเคียง | อาจเกิดรอยแดงหรือบวมชั่วคราว | อาจเกิดรอยแดงหรือบวมชั่วคราว |
| ระยะเวลาพักฟื้น | ไม่ต้องพักฟื้น | อาจมีพักหน้าตามโหมดที่เลือกรักษา |
| เหมาะกับฝ้าประเภท | ฝ้าตื้น ฝ้าที่เกิดจากฮอร์โมน | ฝ้าตื้น ฝ้าที่เกิดจากแสงแดด |
| ราคา | 1,500-4,500 /ครั้ง | 5,500-9,000/ครั้ง |
| ความเสี่ยง | ตัวยาไม่ได้คุณภาพ | Pico ปลอม แอบอ้าง |
| ผลลัพธ์ | รักษาอย่างต่อเนื่อง | รักษาอย่างต่อเนื่อง |
| ข้อจำกัด | ไม่เหมาะกับผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร | ไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวคล้ำหรือผิวบอบบาง |
ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ เราให้ความสำคัญกับเวลาของคุณ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวอย่างละเอียด ไม่เร่งรีบ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณที่สุด
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน เราไม่มีเซลส์คอยปิดการขายหรือบังคับซื้อคอร์ส คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระและสบายใจที่สุด
- จ่ายสบายเลือกได้ เรามีระบบมัดจำที่ยืดหยุ่น สามารถแบ่งจ่ายได้ พร้อมรองรับ Shopee PayLater และโปรแกรมผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม คุณจะได้ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง เพื่อความต่อเนื่องและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง ความภาคภูมิใจของเราคือเสียงตอบรับจากผู้ใช้บริการจริง ไม่มีการจ้างดาราหรือ Influencer เพื่อให้คุณมั่นใจในผลลัพธ์ที่แท้จริง
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้ ทีมแพทย์ของเรามีความเชี่ยวชาญด้านการปรับรูปหน้าและดูแลผิวพรรณโดยตรง สามารถตรวจสอบรายชื่อได้จากแพทยสภา
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกของเราทั้งสองสาขาผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข ตั้งอยู่ในโครงการที่เดินทางสะดวกและมีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ เราให้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว คุณสามารถเช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่ใช้ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย และสามารถตรวจสอบได้ทุกชิ้น
หมออยากให้คนไข้มองฝ้าเหมือน “รอยหมึกที่ซึมในกระดาษ” ค่ะ ไม่ใช่แค่เช็ดผิวหน้าแล้วจะหายทันที แต่ต้องหยุดสิ่งที่ทำให้หมึกซึมเพิ่มไปพร้อมกัน คนทำงานกลางคืนมักตั้งใจเลี่ยงแดดแล้ว หมอเห็นหลายคนทำอาชีพพ่อค้าแม่ค้า ไลฟ์ขายของออนไลน์ ไลฟ์โค้ชหรืออาชีพที่ต้องสร้างคอนเทนท์ตลอด เจอไฟสตูดิโอ แรงพอๆกับแสงแดดจัดๆ รวมถึงการนอนที่ขาดคุณภาพและผิวที่เครียดสะสม ยังไม่รวมกลุ่มคนไข้ที่ได้รับผลจากพันธุกรรมนะคะ อันนี้เลี่ยงยากมากๆ
จากประสบการณ์ในการดูแลคนไข้ หมอพบว่าเมื่อปรับเพียงสามเรื่อง คือ ทากันแดดเสมอ นอนในห้องมืดสนิทและเป็นเวลา และทำทรีทเมน์ลดเม็ดสี รอยฝ้ามักควบคุมได้ง่ายขึ้นกว่าการเปลี่ยนสกินแคร์ไปเรื่อย ๆ ค่ะ การรักษาฝ้าที่ดีจึงไม่ใช่การหาอะไรที่แรงที่สุด แต่คือการดูแลให้เหมาะกับจังหวะชีวิตของคนไข้มากที่สุด
เงาเข้มๆ ที่ยังเหลืออยู่หลังลอกกระแดด เกิดจากการที่ผิวของคนไข้ตอบสนองต่อการอักเสบด้วยการสร้างเม็ดสีมากเกินไป (PIH) ซึ่งหมอบอกเลยว่า ไม่ได้หายยากอย่างที่คิดค่ะ เพียงแต่ต้องทำควบคู่กันไป 3 อย่าง คือ 1) ทากันแดดเข้มข้น SPF 50+ PA+++ ทุกวันอย่างเคร่งครัด — ข้อนี้สำคัญที่สุด ถ้าพลาดทุกอย่างจะเสียเปล่า 2) ใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมช่วยลดเม็ดสี เช่น อะซีลาอิก แอซิด, ไนอาซินาไมด์, วิตามินซี, หรือทรานซามิก แอซิด ตามคำแนะนำของแพทย์ และ 3) ถ้าจำเป็นก็ทำหัตถการเพิ่ม เช่น พิโค่เลเซอร์ PICO เว้นระยะห่างที่เหมาะสม ส่วนมาก เดือนละครั้ง 2-3 ครั้ง ติดตามอาการเรื่อยๆ ดูแลตัวเองตามที่แนะนำรอยจะจางอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
อย่าเชื่อข้อมูลจาก TT มากกว่าเชื่อองค์การระดับโลกเลยนะคะ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า รังสี UVA มีสัดส่วนสูงถึง 95% ของรังสีอัลตราไวโอเลตทั้งหมดที่ส่องมาถึงพื้นโลก และมีความเข้มข้นค่อนข้างสม่ำเสมอตลอดช่วงเวลากลางวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น นอกจากนี้ UVA ยังสามารถทะลุผ่านกระจกใสได้สูงถึง 75% ซึ่งหมายความว่าการรับแดดเช้าแม้จะอยู่ริมหน้าต่าง ก็สามารถกระตุ้นเม็ดสีเมลานินและทำลายคอลลาเจนในผิวชั้นลึกได้ (Photoaging) จึงแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า PA+++ ขึ้นไป เพื่อการปกป้องผิวที่ครอบคลุม
แม้จะเป็นแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้า ผิวของเราก็ สามารถดำคล้ำและเกิดริ้วรอยได้ค่ะ เพราะในแสงแดดมี รังสี UVA ที่มีปริมาณคงที่ตลอดทั้งวันและทะลุเข้าสู่ผิวชั้นลึกได้ รังสีนี้จะไป กระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดฝ้า กระ โดยที่เราไม่รู้สึกแสบร้อนผิวเลย
ดังนั้นถ้าคนไข้ตั้งใจออกไปรับแดดเช้าเพื่อสังเคราะห์วิตามินดี หมอก็ต้องบอกตามตรงว่า คนไข้จะได้ทั้งประโยชน์จากวิตามินดี และได้ความหมองคล้ำของผิวเป็นของแถมกลับมาด้วยอย่างแน่นอนค่ะ เพียงแต่มันไม่เยอะพอ และไม่ต้องนานพอจนเป็นอันตรายต่อผิวมากเกินไป แต่ถ้าวันต้องออกจากบ้าน หรือต้องโดนแดดแบบไม่ต้องการวิตามินใดๆแล้วละก็ เพื่อปกป้องความอ่อนเยาว์และกระจ่างใส หมอจึงขอเน้นย้ำให้คนไข้ ต้องทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน แม้จะตั้งใจออกไปโดนแดดแค่ช่วงเช้าสั้นๆ ก็ตามนะคะ
การรักษากระแดด ที่อยู่บนผิวชั้นบนสุดเรา เราไม่ได้ใช้ความรุนแรงแบบนั้นเลยค่ะ น่าจะเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
การกำจัดกระแดดไม่ใช่การถลกผิวหนัง หรือทำให้ผิวฉีกขาดเลยค่ะ แต่คลินิกเราใช้หลักการ “Multi-Layer Freckle Therapy” เข้าไปทำให้เซลล์เม็ดสีที่ผิดปกติบนผิวชั้นนอกสลายตัวไปอย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องให้เครื่องมือสัมผัสผิว หลังทำจะเกิดเป็นสะเก็ดแผลเล็กๆ เพื่อปกป้องผิว ซึ่งจะ หลุดลอกออกไปเองตามธรรมชาติใน 7-14 วัน เผยผิวใหม่ที่กระจ่างใสขึ้น กระบวนการนี้ปลอดภัย ไม่ทำร้ายโครงสร้างผิวชั้นลึก จะทำปฏิกิริยาจำกัดอยู่แค่ “ผิวชั้นหนังกำพร้า (Epidermis)” หรือผิวชั้นนอกสุดเท่านั้นค่ะ (ลึกประมาณ 0.1 – 0.2 มิลลิเมตร) ซึ่งเป็นชั้นที่กระแดดเกาะตัวอยู่พอดี และไม่ทำให้ผิวบางลงถาวร หลังทำมีขั้นตอนที่ต้องดูแลต่อเนื่อง คนไข้ต้องหมั่นทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอหลังทำ เพื่อปกป้องผิวใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาค่ะ
เบื้องต้นต้องเข้าใจเรื่องนี้ก่อนค่ะ ไม่ตากแดด ไม่ได้หมายความว่า ผิวไม่โดนรังสีจากแดด
รังสี UVA มีความยาวคลื่นอยู่ที่ 320-400 นาโนเมตร ซึ่งสามารถทะลุผ่านกระจกหน้าต่างอาคารได้ถึง 90% การใช้ค่า PA จึงจำเป็นแม้คนไข้จะไม่ได้อยู่กลางแจ้ง
สรุปคือ PA++ หมายถึงค่าการป้องกันรังสี UVA ในระดับปานกลาง ค่ะ โดยรังสี UVA เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ ผิวแก่ก่อนวัย เกิดริ้วรอย และฝ้ากระ (Photoaging) ซึ่งต่างจาก SPF ที่เน้นกันผิวไหม้แดด การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า PA++ เหมาะสำหรับคนที่ใช้ชีวิตในร่มหรือพนักงานออฟฟิศ เป็นหลัก แต่หากต้องออกแดดจัด หมอแนะนำให้เลือกค่าที่สูงกว่านี้เพื่อให้ผิวแข็งแรงและดูอ่อนเยาว์ไปนานๆ ค่ะ
อ้างอิงจาก สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย การรักษาฝ้าดื้อยาต้องระวังกลุ่มยาสเตียรอยด์และไฮโดรควิโนนที่ลักลอบใส่ในครีมหน้าขาวที่ไม่มีเลขจดแจ้ง ซึ่งมักเป็นสาเหตุหลักของอาการ Rebound ในคนไทย
คนไข้รวมถึงตัวหมอเอง จะรู้ว่าฝ้าดื้อยาได้จากการสังเกตว่า รักษาด้วยยาเดิมมานานเกิน 3 เดือนแล้วไม่เห็นผล หรือมีอาการ หยุดยาแล้วฝ้ากลับมาเข้มขึ้นอย่างรวดเร็ว (Rebound) ร่วมกับผิวที่บางและแพ้ง่ายขึ้นค่ะ สาเหตุมักเกิดจากการใช้ยาที่มีสารรุนแรงติดต่อกันนานเกินไปจนเซลล์เม็ดสีทำงานผิดปกติ ทางออกที่ดีที่สุดคือ หยุดใช้ยาที่สงสัยและปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพื่อทำการ “Reset” ผิวและวางแผนการรักษาใหม่ที่ปลอดภัยและยั่งยืนค่ะ
จึงเป็นสาเหตุว่า ฝ้า ต่างจากปัญหาผิวอื่นๆมาก ยาทาครีมทาทั่วไปที่มีขายตามร้านสะดวกซื้อนั้น มักไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ลำบากเสียแล้ว ประเภทฝ้า อายุฝ้า ความไวของผิวต่อการรักษาคนไข้แต่ละเคสต่างกัน ไม่มีวิธีตายตัว วิธีที่ใช้กับ คนไข้ A อาจจะไม่ได้ผลกับ คนไข้ B ปัญหานี้เลยคู่กับคนไทย และคนเอเชียมาเป็นร้อยปีแล้วค่ะ
ดังนั้นเวลาคนไข้มาปรึกษาหมอเรื่องรักษาฝ้า นั้นต้องคุยกันเยอะหน่อย ว่าทำอะไรมาบ้าง เคยใช้ยาหรือไม่อย่างไร เพื่อประเมินผิว ความเสี่ยงต่างๆ เพื่อเลือกแนวทางที่จะเหมาะสมที่สุดให้แต่ละเคสค่ะ
Vitaran และกลุ่ม PN ทุกตัว ช่วยเรื่องฝ้าได้จริงในแง่ของการลดการอักเสบและซ่อมแซมโครงสร้างผิวให้แข็งแรงขึ้น ค่ะ
PN ที่ดี ต้องมีโมเลกุลที่เหมาะสมซึ่งโมเลกุลที่เหมาะสมคือ 390 -1300 KDA เพราะสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดีและช่วยลดการอักเสบได้ดี
แม้หน้าที่หลักจะเป็นการสร้างงานผิวฉ่ำวาว แต่เมื่อผิวสุขภาพดีขึ้นจากภายใน ปัญหาเม็ดสีและการกระจายตัวของฝ้าจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในคนไข้ที่ผิวบางหรือเป็นฝ้าเรื้อรัง การฉีด PN จะเข้าไปช่วยให้ผิวทนต่อมลภาวะและผลลัพธ์จากการรักษาฝ้าด้วยวิธีอื่นมีประสิทธิภาพยืนยาวขึ้นค่ะ
คือถ้าคนไข้หลายคนเคยใช้ครีมมาแล้วยังรู้สึกว่าเห็นผลยังไม่ชัดพอ หรือผิวปฏิเสธครีม การขยับมาใช้บริการกลุ่มฉีด ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม หรือจะเลเซอร์ร่วมด้วย ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัญหาฝ้า ประเภทฝ้าของแต่ละบุคคลค่ะ
หมอจะบอกว่า อุณหภูมิผิวที่เพิ่มขึ้นเพียง 1-2 องศาเซลเซียส จากการทำกิจกรรมหน้าเตาหรือออกแดด สามารถกระตุ้นให้ เส้นเลือดฝอยขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 20% ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ฝ้าดูเข้มขึ้นทันตาเห็นภายใน 10-15 นาที
ดังนั้นการที่ฝ้าเข้มขึ้นบางวันเกิดจาก “ปัจจัยกระตุ้นชั่วคราว” ไม่ใช่การเพิ่มขึ้นของเม็ดสีถาวรเสมอไป โดยมีสาเหตุหลักจาก การขยายตัวของเส้นเลือดใต้ผิวเมื่อเจอความร้อน (Vascular Melasma) ทำให้สีฝ้าดูคล้ำขึ้น ร่วมกับ สภาวะผิวขาดน้ำ ที่ทำให้ผิวไม่สะท้อนแสงจนเห็นรอยดำชัดกว่าปกติ รวมถึง การแปรปรวนของฮอร์โมนและความเครียด ที่ไปสั่งการให้เซลล์เม็ดสีทำงานไวขึ้น ดังนั้นวันไหนที่คนไข้ ดูแลผิวให้อิ่มน้ำ หลบเลี่ยงความร้อน และพักผ่อนเพียงพอ ฝ้าก็จะดูจางลงราวกับหายไปเองได้ค่ะ อันนี้แหล่ะที่เขาเรียกว่าธรรมชาติของฝ้าของแท้เลย การรักษาจึงยากมากๆ แต่ก็ยังมีทางทำให้จาง หรือสงบลงได้ การใช้วิธีที่รุนแรง อยากหายไวๆ จึงไม่ใช่ทางออกของฝ้าค่ะ











