Dlovevery PICO คืออะไร?
Dlovevery PICO คือนวัตกรรมเลเซอร์เพื่อผิวพรรณที่ล้ำสมัยที่สุด ด้วยเทคโนโลยี PICO Laser ที่ปล่อยพลังงานแสงในช่วงเวลาที่สั้นมาก ระดับ “Picosecond” (หนึ่งในล้านล้านส่วนของวินาที) ทำให้พลังงานมีความแม่นยำสูง สามารถทำลายเม็ดสีส่วนเกิน รอยสัก หรือกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังรอบข้าง

ข้อดีของ Dlovevery PICO
- แม่นยำ: พลังงานลงลึกเฉพาะจุด ไม่ทำลายผิวรอบข้าง
- เห็นผลเร็ว: จำนวนครั้งในการรักษาน้อยกว่า
- ปลอดภัย: ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง
- หลากหลาย: แก้ปัญหาผิวได้หลายรูปแบบ
Dlovevery PICO คือเทคโนโลยีเลเซอร์ Picosecond ล่าสุด ที่ใช้หลักการ Photoacoustic Effect โดยปล่อยพลังงานแสงความถี่สูงในช่วงเวลาที่สั้นมาก ระดับ Picosecond (10⁻¹² วินาที) ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่เม็ดสีโดยตรง (Photomechanical Effect) แตกต่างจากเลเซอร์รุ่นเก่าที่ใช้ความร้อน (Photothermal Effect) เป็นหลัก
จุดเด่นของ Dlovevery PICO
- 5 ความยาวคลื่น: ครอบคลุมการรักษาปัญหาผิวที่หลากหลาย
- 532 nm: เหมาะสำหรับเม็ดสีตื้นๆ เช่น กระ, รอยแดง
- 755 nm: เหมาะสำหรับเม็ดสีที่เข้มขึ้น เช่น ฝ้า, รอยสักสีดำ/น้ำเงิน
- 1064 nm: เหมาะสำหรับเม็ดสีที่อยู่ลึก เช่น รอยสัก, กระลึก
- 585 nm, 650 nm: เหมาะสำหรับรอยสักสี (เขียว, ฟ้า, เหลือง, แดง)
- Pulse Width 350 PS: ช่วงคลื่นสั้นมาก ทำให้พลังงานแม่นยำสูง ลดผลข้างเคียง

Dlovevery PICO เหมาะกับใครบ้าง
- ผู้มีปัญหารอยดำจากสิว รอยแดง ฝ้า กระ
- ผู้ต้องการลดเลือนรอยแผลเป็นทั่วร่างกาย
- ผู้มีปัญหารูขุมขนกว้าง หลุมสิว
- ผู้ต้องการปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ
- ผู้ต้องการลดเลือนริ้วรอย
PICO “หลุมสิว” ที่เรียบเนียน
- หลักการทำงาน: พลังงาน PICO Laser จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ในชั้นผิว ทำให้หลุมสิวตื้นขึ้น ผิวเรียบเนียนขึ้น
- จำนวนครั้ง: โดยเฉลี่ยประมาณ 4-6 ครั้ง
- ระยะห่าง: แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 4-6 สัปดาห์
- ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: หลุมสิวตื้นขึ้น ผิวเรียบเนียนขึ้น รูขุมขนกระชับขึ้น
PICO ลบเลือน “รอยแผลเป็น”
- หลักการทำงาน: PICO Laser สามารถรักษาได้ทั้งรอยแผลเป็นนูน (Keloid) และรอยแผลเป็นหลุม โดยพลังงานจะไปสลายพังผืด และกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่
- จำนวนครั้ง: ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของแผลเป็น อาจต้องทำหลายครั้ง
- ระยะห่าง: ประมาณ 4-8 สัปดาห์ต่อครั้ง
- ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: รอยแผลเป็นจางลง ผิวเรียบเนียนขึ้น สีผิวสม่ำเสมอขึ้น
PICO รักษา “ฝ้าถาวร” ให้จางลง
- หลักการทำงาน: PICO Laser จะทำลายเม็ดสีเมลานินส่วนเกินที่เป็นสาเหตุของฝ้า โดยไม่ทำลายผิวรอบข้าง
- จำนวนครั้ง: ประมาณ 4-6 ครั้ง (อาจต้องใช้การรักษาอื่นร่วมด้วย เช่น การทายา)
- ระยะห่าง: ประมาณ 2-4 สัปดาห์ต่อครั้ง
- ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: ฝ้าจางลง ผิวกระจ่างใสขึ้น
- ข้อควรระวัง: ฝ้าเป็นปัญหาที่ซับซ้อน อาจต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน และต้องป้องกันแสงแดดอย่างเคร่งครัด
PICO กำจัด “รอยดำจากสิว” คืนผิวใส
- หลักการทำงาน: PICO Laser จะทำลายเม็ดสีเมลานินที่สะสมในรอยดำจากสิว ทำให้รอยดำจางลง
- จำนวนครั้ง: ประมาณ 3-5 ครั้ง
- ระยะห่าง: ประมาณ 2-4 สัปดาห์ต่อครั้ง
- ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: รอยดำจางลง ผิวสว่างใสขึ้น
PICO ลบรอยสัก
- หลักการทำงาน: พลังงานเลเซอร์PICO จะถูกดูดซึมโดยหมึกสีของรอยสัก ทำให้เม็ดสีแตกตัวเป็นอนุภาคเล็กๆ ซึ่งร่างกายสามารถกำจัดออกไปได้ตามธรรมชาติ
- จำนวนครั้ง: ประมาณ 6-10 ครั้ง (ขึ้นอยู่กับสีและขนาดของรอยสัก)
- ระยะห่าง ประมาณ 4-8 สัปดาห์
- ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: รอยสักจางลงหรือหายไป
PICO เจ็บไหม?
ความรู้สึกขณะทำ PICO Laser จะคล้ายกับการถูกหนังยางดีดเบาๆ บนผิว แต่ก่อนทำจะมีการทายาชาเพื่อลดความเจ็บ ทำให้คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกสบายขณะรับการรักษา Dlovevery PICO ยังมีระบบ Cooling ช่วยลดความร้อนบนผิว ทำให้เจ็บน้อยลง
PICO Laser ข้อเสีย ผลข้างเคียง?
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังทำ Dlovevery PICO ได้แก่
- รอยแดง: มักหายไปภายใน 2-3 ชั่วโมง
- บวมเล็กน้อย: อาจเกิดขึ้นได้ในบางราย และหายไปเองภายใน 1-2 วัน
- สะเก็ดเล็กๆ: อาจเกิดขึ้นในบริเวณที่รักษารอยโรค และจะหลุดไปเองภายใน 1 สัปดาห์

PICO Laser ก่อนทำ เตรียมตัวอย่างไร?
- งดออกแดดจัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์
- งดการแว็กซ์ขน หรือสครับผิว บริเวณที่จะทำเลเซอร์
- งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA, BHA, Retinoids
- แจ้งแพทย์ หากมีโรคประจำตัว หรือกำลังรับประทานยา
- งดดื่มแอลกอฮอลล์และสูบบุหรี่

PICO Laser หลังทำ ดูแลอย่างไร?
- ประคบเย็นบริเวณที่ทำ เพื่อลดอาการบวมแดง
- ทาครีมบำรุงผิวที่แพทย์แนะนำ
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และทาครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไป
- งดการแต่งหน้า หรือใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ 1-2 วัน
- งดการแกะ เกา บริเวณที่ทำเลเซอ
ราคาโปรโมชั่น


รีวิวการทำ Pico Laser






คนไข้ที่มีทั้งฝ้า กระ และรอยดำสิว สามารถรักษาพร้อมกันได้ในครั้งเดียว ค่ะ โดยหมอจะออกแบบการรักษาตามสภาพผิวจริง หากเคสไหนที่ผิวบอบบางหรือ ฝ้าไวต่อความร้อน หมอจะเลี่ยงการยิงเลเซอร์ทับฝ้าโดยตรง แต่จะใช้ Pico Laser เคลียร์เฉพาะกระและรอยสิว แล้วใช้วิธี ฉีดโปรแกรม D’ Melasma (ราคา 4,500.- ต่อครั้ง หรือเหมาคอร์สสุดคุ้ม 18,000.- / 5 ครั้ง) เพื่อส่งตัวยาลงไปลดเม็ดสีฝ้าและจุดด่างดำที่ต้นตอแทน วิธีผสมผสานนี้จะช่วยให้ ฝ้าจางลงได้ปลอดภัยกว่า ไม่เสี่ยงหน้าบาง และแก้ปัญหาผิวได้ครบทุกจุดในคราวเดียวค่ะ
การทำเลเซอร์แล้วฝ้าเข้มขึ้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง แต่สามารถป้องกันได้ค่ะ โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเลเซอร์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์จาก 3 ส่วนประกอบกัน คือ การเลือกใช้เครื่องมือแพทย์ที่ได้มาตรฐานและชนิดเลเซอร์ที่ถูกต้อง, เทคนิคและความเชี่ยวชาญของแพทย์ ในการตั้งค่าพลังงานที่เหมาะสมกับผิว ไม่ให้เกิดความร้อนสะสมมากเกินไป และส่วนที่สำคัญที่สุดคือ การดูแลผิวของคนไข้อย่างเคร่งครัดหลังทำ ทั้งการทากันแดด การฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง และการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่างๆ เพราะทั้งหมดนี้คือทีมเวิร์คระหว่างหมอกับคนไข้เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดค่ะ
โดยมีข้อมูลจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cosmetics ปี 2024 ยืนยันว่า การใช้เลเซอร์ Pico 532 nm ที่พลังงานสูง มีโอกาสทำให้เกิดรอยดำหลังการอักเสบ (PIH) ได้ถึง 17.6% ในขณะที่การใช้เลเซอร์ 1064 nm แบบ Low-Fluence มีความเสี่ยงเป็น 0% แต่ต้องทำบ่อยกว่าค่ะ
กำจัดฝ้า ไม่มีโปรแกรมไหนดีที่สุด หรือแย่ที่สุดค่ะ หมอกล้าพูดแบบนี้ได้เลย การกำจัดฝ้าให้ได้ผลดีที่สุด ไม่ได้มาจากการเลือกวิธีรักษาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “การรักษาแบบผสมผสาน” ที่จัดการปัญหาในทุกมิติ โดยมี Pico Laser เป็นหัวใจหลัก ในการสลายเม็ดสีฝ้าที่ฝังลึก ร่วมกับการทำ Meso Melasma เพื่อตัดวงจรการเกิดฝ้าใหม่ จากภายใน และเสริมทัพด้วยทรีทเมนต์หน้าใสอย่าง D’Aura Plus ควบคู่ไปกับการใช้ ยาทาที่บ้านซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องผิวและคงผลการรักษาไว้ให้ยาวนานที่สุด การทำทั้งหมดนี้ร่วมกันจะช่วยให้ฝ้าจางลงอย่างเห็นได้ชัดและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้ดีที่สุดค่ะ
The shadow of melasma on the skin is a burden, but the weight of regret from a treatment chosen with haste instead of wisdom, is far heavier to carry.
การรักษารอยแดงตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดโอกาสที่รอยแดงจะกลายเป็นรอยดำได้ค่ะ เพราะรอยแดงคือสัญญาณเริ่มต้นของการอักเสบที่อาจนำไปสู่การสร้างเม็ดสีที่มากเกินไป (PIH) ซึ่งเป็นสาเหตุของรอยดำ ดังนั้น การจัดการกับรอยแดงตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดรอยดำที่ฝังลึกและรักษายากกว่า
เปรียบเทียบง่ายๆ
- รอยแดง: เหมือนไฟไหม้เล็กๆ ที่ยังสามารถดับได้ง่าย
- รอยดำ: เหมือนตอไม้ที่ถูกไฟไหม้เกรียมแล้ว ดับยากกว่า และอาจต้องใช้เวลานานกว่าในการกำจัด
ดังนั้น หากคนไข้มีรอยแดงเกิดขึ้น ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำในการดูแลและรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้รอยแดงกลายเป็นรอยดำนะคะ
Pico Laser ที่ใช้ในการรักษาฝ้า จะมีหลายช่วงความยาวคลื่นค่ะ แต่ที่สำคัญและนิยมใช้กันคือช่วง 755 นาโนเมตร (nm) และ 1064 นาโนเมตร (nm) ค่ะ ซึ่งแต่ละช่วงคลื่นก็จะมีคุณสมบัติในการจัดการกับเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ที่เป็นสาเหตุของฝ้าแตกต่างกันไปค่ะ
- Pico 755 nm: ช่วงคลื่นนี้จะมีความจำเพาะในการจับกับเม็ดสีเมลานินได้ดี ทำให้สามารถจัดการกับเม็ดสีที่อยู่ในชั้นตื้นของผิวได้ดี เหมาะสำหรับฝ้าตื้น กระ จุดด่างดำ หรือรอยดำจากสิวค่ะ
- Pico 1064 nm: ช่วงคลื่นนี้จะสามารถลงลึกสู่ผิวได้มากกว่า ทำให้สามารถจัดการกับเม็ดสีที่อยู่ในชั้นลึกของผิวได้ เหมาะสำหรับฝ้าลึก หรือในกรณีที่ต้องการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนไปพร้อมๆ กันค่ะ
แล้วจะเลือกเครื่อง Pico รุ่นไหนดี?
- สภาพผิวและชนิดของฝ้า: ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยสภาพผิวและชนิดของฝ้าก่อน เพื่อเลือกช่วงคลื่นที่เหมาะสมค่ะ
- เทคโนโลยีของเครื่อง: เครื่อง Pico แต่ละรุ่นก็จะมีเทคโนโลยีที่แตกต่างกันไป เช่น ความเสถียรของพลังงาน ความเร็วในการปล่อยพลังงาน ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการรักษาค่ะ
- ประสบการณ์ของแพทย์: แพทย์ที่มีประสบการณ์ในการใช้เครื่อง Pico จะสามารถปรับพลังงานและเทคนิคการยิงให้เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงค่ะ
ก็คือ รอยแดงหลังสิวหาย ไม่ใช่รอยสีผิว แต่เป็นรอยของเส้นเลือด ค่ะ เมื่อเกิดสิวอักเสบ ร่างกายจะขยายเส้นเลือดฝอยเพื่อส่งเม็ดเลือดขาวมาจัดการเชื้อโรค และเมื่อสิวหายแล้ว เส้นเลือดบางส่วนยังคงขยายตัวค้างอยู่ ทำให้เรามองเห็นเป็นสีแดงๆ ของเลือดใต้ผิวหนังค่ะ รอยชนิดนี้สามารถหายเองได้ แต่ ใช้เวลานานกว่ารอยทั่วไป เพราะต้องรอให้เส้นเลือดค่อยๆ หดตัวกลับไปเป็นปกติค่ะ ปกติ
หลายคนอาจจะคิดว่ามันเหมือนกัน แต่ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างคีลอยด์กับรอยแผลเป็นทั่วไปก็คือ คีลอยด์เป็นการตอบสนองของร่างกายที่ผิดปกติ โดยจะมีการสร้างคอลลาเจนมากเกินไป ทำให้แผล นูน แข็ง และขยายตัวใหญ่เกินขอบเขตแผลเดิม ค่ะ ในขณะที่ รอยแผลเป็นทั่วไปเป็นกระบวนการรักษาแผลตามปกติ ที่จะค่อยๆ เรียบเนียนและจางลงไปกับผิว และมีขนาดไม่เกินแผลเดิม ดังนั้น หากคนไข้มีแผลที่นูนขึ้นและขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับมีอาการคันหรือเจ็บ อาจเป็นสัญญาณของคีลอยด์ได้ค่ะ
ไม่เสมอไปค่ะ ฝ้าไม่ได้อยู่ “ลึก” อย่างเดียวเสมอไป—มีทั้งแบบตื้น (อยู่ชั้นหนังกำพร้า), แบบลึก (ถึงชั้นหนังแท้) และแบบผสมซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ดังนั้นบางคนทายาที่มีหลักฐานชัดเจน เช่น กันแดดที่เพียงพอ, azelaic acid/niacinamide/วิตามินซี, หรือยาภายใต้แพทย์อย่าง hydroquinone/เรตินอยด์ ก็เห็นจางลงได้ แต่ต้องให้เวลาอย่างน้อย 8–12 สัปดาห์ และทาครีมต่อเนื่องสม่ำเสมอ
ถ้าฝ้าของคุณมีส่วนที่ลึกหรือมีปัจจัยกระตุ้นยังคงอยู่ เช่น แดด ความร้อน แสงจากจอ ฮอร์โมน ทาอย่างเดียวอาจไม่พอ เราจะเสริมด้วยวิธีแพทย์ เช่น เลเซอร์พลังงานต่ำ/พิโค, ไมโครนีดลิง, หรือ tranexamic acid โดยยังต้องคุมแดดอย่างเคร่งครัดเป็นหัวใจของการรักษา สรุปคือ ครีมช่วยได้ในหลายเคส แต่ในบางเคสฉีดยาลงไปตรงๆก็ได้ผลกว่า และการป้องกันแดดและการรักษาแบบผสมผสาน จะให้ผลดีที่สุดสำหรับฝ้าส่วนลึกและดื้อต่อการรักษาค่ะ







