
จริงๆ แล้วผิวของเราฉลาดมากนะคะ เขามีกลไกการซ่อมแซมและผลัดเซลล์ผิวด้วยตัวเองอยู่แล้ว สิ่งที่ผิวต้องการจากเราจริงๆ ไม่ใช่การรบกวนเขาด้วยสารเคมีนับสิบชนิด แต่เป็นการ “สนับสนุนการทำงานพื้นฐาน” ให้เขาแข็งแรงต่างหากค่ะ ซึ่งหมอสรุปให้เข้าใจง่ายๆ เป็น 3 เรื่องหลักดังนี้ค่ะ
1. เกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) คือหัวใจสำคัญ
หมออยากให้คนไข้นึกภาพว่าผิวเราเหมือน “กำแพงอิฐ” ค่ะ ตัวอิฐคือเซลล์ผิว ส่วนปูนที่เชื่อมอิฐคือไขมัน (Lipids) ตามธรรมชาติ ถ้ากำแพงนี้แข็งแรง เชื้อโรคก็เข้าไม่ได้ น้ำในผิวก็ระเหยออกยาก ผิวก็จะนุ่มเด้ง ไม่แพ้ง่าย
- สิ่งที่ผิวต้องการ: ความชุ่มชื้น (Hydration) เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของกำแพงนี้ค่ะ
- คำแนะนำหมอ: คนไข้ต้องเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) ที่มีส่วนผสมเลียนแบบโครงสร้างผิว เช่น Ceramide, Cholesterol หรือ Fatty Acids ทาเป็นประจำเช้า-เย็น แม้จะเป็นคนผิวมันก็ขาดไม่ได้นะคะ เพราะความมันกับความชุ่มชื้นคนละเรื่องกันค่ะ
2. การทำความสะอาดที่ไม่ทำร้ายกัน (Gentle Cleansing)
หลายคนชอบล้างหน้าจนผิว “เอี๊ยด” เพราะคิดว่าสะอาดดี แต่จริงๆ แล้วนั่นคือการ ทำลายเกราะป้องกันผิว โดยไม่รู้ตัวค่ะ เมื่อน้ำมันธรรมชาติถูกชะล้างออกไปหมด ผิวจะตกใจและผลิตน้ำมันออกมาเพิ่ม (Rebound Oily Skin) หรือไม่ก็แห้งลอกจนอักเสบ
- สิ่งที่ผิวต้องการ: การทำความสะอาดที่ขจัดแค่สิ่งสกปรก แต่ยังเหลือความชุ่มชื้นไว้
- คำแนะนำหมอ: เลือกคลีนเซอร์ที่มีค่า pH Balance (ประมาณ 5.5) ใกล้เคียงกับผิว ล้างแล้วหน้าต้องยังนุ่มๆ ลื่นๆ อยู่ ไม่แห้งตึงนะคะ

3. การปกป้องจากศัตรูตัวฉกาจ (Sun Protection)
คนไข้ทราบไหมคะว่า 80% ของริ้วรอยและความแก่ชราของผิว เกิดจากรังสี UV ไม่ใช่อายุที่เพิ่มขึ้นค่ะ ดังนั้นการบำรุงด้วยครีมแพงๆ จะสูญเปล่าทันทีถ้าเราละเลยกันแดด
- สิ่งที่ผิวต้องการ: เกราะป้องกันรังสี UVA และ UVB
- คำแนะนำหมอ: ทากันแดดให้ถึงปริมาณที่เหมาะสม คือ 2 ข้อนิ้วชี้ สำหรับทั่วใบหน้า และต้องทาทุกวันแม้จะอยู่ในบ้านนะคะ เพราะ UVA ทะลุกระจกได้ค่ะ
แล้วโปรแกรมฉีดหน้า หัตถการที่โฆษณากันเต็มไปหมดนี้คือจำเป็นแค่ไหน
ถ้าจะให้หมออธิบายให้เข้าใจง่าย มันก็คล้าย “อาหารเสริม” มันคือ “การบูรณะและซ่อมแซมโครงสร้าง” (Restoration & Rejuvenation) ค่ะ
ใช่ค่ะ… โดยหลักการแล้ว หัตถการเหล่านี้เหมาะกับ “คนที่เริ่มขาด” หรือ “โครงสร้างผิวเริ่มเปลี่ยนไป” ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับเราทุกคนเมื่ออายุเพิ่มขึ้นค่ะ หมอขอแยกประเภทให้เห็นภาพชัดเจนแบบนี้นะคะ
หัตถการความงามคือ “อาหารเสริม” หรือ “ยาซ่อม” กันแน่?
เพื่อให้คนไข้เข้าใจง่าย หมอขอเปรียบเทียบผิวเราเหมือน “บ้าน” นะคะ สกินแคร์พื้นฐาน (ล้างหน้า/กันแดด) คือการกวาดบ้านถูบ้าน แต่หัตถการพวกนี้คือการซ่อมเสา ซ่อมหลังคา หรือทาสีใหม่ค่ะ
1. Filler และ Collagen: คือการ “เติมสิ่งที่หายไป” (Replacement)
คนไข้คะ เมื่อเราอายุเลย 25 ปี ไขมันบนหน้าและกระดูกเราจะเริ่มฝ่อตัวลง เหมือนเสาบ้านที่เริ่มผุกร่อน ทำให้หน้าตอบ หรือผิวหย่อนคล้อย
- หน้าที่: ฟิลเลอร์ (Hyaluronic Acid) ทำหน้าที่แทน “ไขมันและน้ำ” ที่หายไป เข้าไปเติมเต็มร่องลึก พยุงโครงหน้าขึ้นมาใหม่
- สรุป: ใช่ค่ะ เหมาะกับคนที่ “ขาด” วอลลุ่ม หน้าตอบ ใตตาลึก หรือคางตัดค่ะ

2. Biostimulator: คือการ “ปลุกโรงงานผลิตที่ขี้เกียจ” (Stimulation)
ในชั้นผิวเรามีเซลล์ชื่อ Fibroblast เปรียบเหมือนคนงานสร้างคอลลาเจน พอแก่ตัวไปคนงานพวกนี้จะอู้งานค่ะ ผลิตน้อยลง ผิวเลยไม่แน่น
- หน้าที่: Biostimulator (เช่น Sculptra, Radiesse, Gouri) ไม่ใช่การเติมสารเต็มเข้าไปเฉยๆ แต่เข้าไป “สั่งงาน” ให้เซลล์ผิวตื่นตัวกลับมาสร้างคอลลาเจนเองอีกครั้ง
- สรุป: เหมาะกับคนที่ “ขาด” ความแน่นกระชับ ผิวเริ่มย้วย ไม่เด้งสู้มือเหมือนก่อนค่ะ

3. Botox: คือการ “สั่งเบรกสิ่งที่ทำเกินหน้าที่” (Relaxation)
อันนี้ต่างจากเพื่อนหน่อยค่ะ โบท็อกซ์ไม่ใช่การเติมสิ่งที่ขาด แต่เป็นการ ลดสิ่งที่เกิน ค่ะ นั่นคือ “การขยับของกล้ามเนื้อ” เวลาเราแสดงสีหน้าเยอะๆ กล้ามเนื้อจะบีบตัวจนผิวพับเป็นรอยย่น
- หน้าที่: สั่งให้กล้ามเนื้อหยุดขยับชั่วคราว เพื่อไม่ให้เกิดรอยยับเพิ่ม
- สรุป: เหมาะกับคนที่มี “ริ้วรอย” จากการขยับแสดงสีหน้าท่าทาง ซึ่งเป็นสัญญาณว่าคอลลาเจนตรงนั้นเริ่มขาด จนทนแรงขยับของกล้ามเนื้อไม่ไหวแล้วค่ะ


![[รีวิวฟิลเลอร์ขมับ] สวยละมุน พร้อมรับทุกมุมกล้อง เคล็ดลับหน้าอิ่มเอิบของอินฟลูเอนเซอร์ ที่ D’ Lovevery Clinic ทำอะไรมาดูเลย](https://dloveveryclinic.com/storage/2025/12/case-129-temple-filler-before-after-cover.webp)
![[รีวิวกำจัดสิว] “สิวผด” บุก! เคลียร์จบครบสูตร D’ Facial ทรีทเมนท์สูตรเฉพาะ ใครผิวแพ้ง่ายต้องลอง](https://dloveveryclinic.com/storage/2025/11/case-126-d-facial-treatment-before-after-1.webp)


