Embrace the art of subtlety, where true radiance is revealed, not remade.

ปลดล็อกศักยภาพความงามในแบบของคุณด้วย Xeomin
ค้นพบนวัตกรรมความงามล่าสุดกับโปรแกรม Xeomin โบท็อกซ์เจเนอเรชั่นใหม่จากเยอรมัน ที่ D’ Lovevery Clinic เราเชื่อว่าความงามที่แท้จริงคือการดึงเอกลักษณ์และความมั่นใจของคุณออกมาให้โดดเด่นที่สุด โปรแกรม Xeomin ถูกออกแบบมาเพื่อมอบผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ให้คุณกลับมาดูอ่อนเยาว์แต่ยังคงแสดงสีหน้าได้อย่างเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย การปรับกรอบหน้าให้คมชัด หรือการแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่มีภาวะดื้อโบท็อกซ์ ที่นี่เราพร้อมดูแลและออกแบบการรักษาที่เหมาะสมกับคุณโดยเฉพาะ
ค้นพบความบริสุทธิ์อีกระดับของท็อกซิน
โปรแกรม Xeomin (ซีโอมิน) คือโบท็อกซ์สัญชาติเยอรมันที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางถึงความโดดเด่นในด้านความบริสุทธิ์ ด้วยเทคโนโลยี XTRACT Technology™ ทำให้ได้โมเลกุลโบทูลินัม ท็อกซิน Type A ที่ปราศจากโปรตีนที่ไม่จำเป็น (Complexing Proteins) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่อาจกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันและนำไปสู่ภาวะดื้อโบท็อกซ์ในระยะยาว ความบริสุทธิ์นี้ทำให้ Xeomin เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์อย่างต่อเนื่อง หรือผู้ที่เคยมีประสบการณ์ฉีดแล้วไม่เห็นผลเท่าที่ควร

| คุณสมบัติ | Dynamic Wrinkles (ริ้วรอยจากการแสดงอารมณ์) | Static Wrinkles (ริ้วรอยถาวร) |
|---|---|---|
| ลักษณะ | จะเห็นชัดเมื่อขยับกล้ามเนื้อแสดงสีหน้า เช่น ยิ้ม, ขมวดคิ้ว, เลิกหน้าผาก | มองเห็นเป็นร่องลึกได้ตลอดเวลา แม้ใบหน้าจะนิ่งเฉย |
| สาเหตุหลัก | เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่ใช้แสดงอารมณ์ซ้ำๆ | เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสตินตามวัย และเป็นผลมาจาก Dynamic Wrinkles ที่ไม่ได้รับการดูแลจนกลายเป็นร่องลึก |
| บริเวณที่พบบ่อย | รอยตีนกา, รอยย่นระหว่างคิ้ว, ริ้วรอยที่หน้าผาก | ร่องแก้ม, ร่องน้ำหมาก, ริ้วรอยใต้ตา และริ้วรอยลึกตามจุดต่างๆ |
| แนวทางการรักษาที่เหมาะสม | โบท็อกซ์ (Botox) จะให้ผลดีที่สุด เพราะช่วยคลายกล้ามเนื้อ ทำให้ริ้วรอยจางลง | ต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น ฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อเติมเต็มร่องลึก, เลเซอร์, หรือการฉีด โบท็อกซ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่องลึกขึ้น |
ทำไมถึงเรียกโบเจนใหม่?
ที่ โปรแกรม Xeomin (ซีโอมิน) ถูกเรียกว่า “โบเจนใหม่” (New-Gen Botox) เป็นเพราะนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตที่แตกต่างจากโบท็อกซ์ในยุคแรกๆ

สรุปเหตุผลหลักๆ ได้ดังนี้
- ความบริสุทธิ์สูง ปราศจากโปรตีนที่ไม่จำเป็น
- โบเจนเก่า (Older Generations) ในโมเลกุลของโบท็อกซ์แบบดั้งเดิม จะมีส่วนของสารพิษที่ออกฤทธิ์ (Neurotoxin) จับอยู่กับโปรตีนโมเลกุลใหญ่ที่เรียกว่า Complexing Proteins ซึ่งโปรตีนส่วนเกินนี้ไม่ได้มีผลต่อการลดริ้วรอยโดยตรง
- โบเจนใหม่ (Xeomin) ใช้เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงที่ชื่อว่า XTRACT Technology™ เพื่อคัดแยกเอาโปรตีนที่ไม่จำเป็น (Complexing Proteins) เหล่านั้นออกไป ทำให้ได้โมเลกุลโบท็อกซ์ที่ “บริสุทธิ์” เหลือเพียงส่วนที่ออกฤทธิ์จริงๆ เท่านั้น บางครั้งจึงถูกเรียกว่า “Naked Toxin”
- ลดความเสี่ยงในการดื้อโบท็อกซ์
- เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ โปรตีนที่ไม่จำเป็น (Complexing Proteins) ในโบเจนเก่านั้น ร่างกายอาจมองว่าเป็น “สิ่งแปลกปลอม” และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างแอนติบอดี (Antibody) ขึ้นมาต่อต้าน
- เมื่อร่างกายมีแอนติบอดีต่อโบท็อกซ์แล้ว การฉีดครั้งต่อๆ ไปจะไม่ได้ผลหรือได้ผลน้อยลง ซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่า “การดื้อโบท็อกซ์”
- การที่ Xeomin ซึ่งเป็น “โบเจนใหม่” ไม่มีโปรตีนส่วนนี้ จึงช่วย ลดโอกาสที่ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกัน ได้อย่างมาก ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องฉีดโบท็อกซ์ต่อเนื่องในระยะยาว หรือเป็นทางเลือกให้ผู้ที่เริ่มมีภาวะดื้อยาจากยี่ห้ออื่นแล้ว
เปรียบเทียบง่ายๆ
- โบเจนเก่า เหมือนเราทานยาเม็ดที่เคลือบสารอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต่อการออกฤทธิ์ไว้
- โบเจนใหม่ (Xeomin) เหมือนเราทานยาที่สกัดมาเฉพาะตัวยาสำคัญล้วนๆ โดยไม่มีส่วนเคลือบ

โปรแกรม Xeomin เหมาะกับเจนไหน?

| Generation (ช่วงวัย) | ช่วงอายุ | เป้าหมาย / ความต้องการด้านความงาม |
|---|---|---|
| Gen Z | 13-26 ปี | • กระชับรูขุมขน • ควบคุมความมัน • ผิวหน้ากระชับ |
| Gen Y | 27-40 ปี | • ผิวสุขภาพดี • ลดริ้วรอย • ปรับรูปหน้าและลำคอให้สวยงามอย่างมั่นใจ |
| Gen X | 41-57 ปี | • ลดเลือนริ้วรอย • ปรับรูปหน้า • คืนความอ่อนเยาว์ |
จุดเด่นและข้อควรพิจารณาของโปรแกรม Xeomin
จุดเด่นที่คุณจะได้รับ
- ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ สามารถแสดงสีหน้าได้ปกติ ไม่แข็งตึง
- ลดโอกาสการดื้อยา ด้วยตัวยาที่บริสุทธิ์สูง ปราศจากโปรตีนที่ไม่จำเป็น
- เห็นผลรวดเร็ว เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงใน 3-4 วัน และเห็นผลลัพธ์เต็มที่ใน 1 เดือน
- ทางออกสำหรับผู้ที่เริ่มดื้อยา เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทรงประสิทธิภาพสำหรับผู้ที่เคยฉีดยี่ห้ออื่นแล้วไม่เห็นผล
- ปลอดภัยสูง ผ่านการรับรองจาก อย. ทั้งในไทยและสหรัฐอเมริกา (US FDA)
ข้อควรพิจารณา
- ผลลัพธ์จะคงอยู่ชั่วคราวประมาณ 4-6 เดือน ซึ่งจำเป็นต้องกลับมารับบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อคงสภาพผลลัพธ์ไว้
- อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีประวัติแพ้ส่วนประกอบของโบทูลินัม ท็อกซิน หรือผู้ที่มีปัญหาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงบางชนิด

| คุณสมบัติ | Nabota (โบท็อกซ์เกาหลี) | Xeomin (โบท็อกซ์เยอรมัน) |
|---|---|---|
| ความบริสุทธิ์ | 98.7% | 100% |
| จุดเด่น | ให้ผลลัพธ์ผิวที่ตึงและแน่น | ลดโอกาสการดื้อยา, มีความบริสุทธิ์สูง |
| ความเป็นธรรมชาติ | ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ | ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ ละมุน ไม่แข็งตึงเกินไป |
| ระยะเวลาออกฤทธิ์ | 4-6 เดือน | 4-7 เดือน |
การเตรียมตัวก่อนรับบริการ
เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและลดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้
- งดรับประทานยาหรือวิตามินที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน, NSAIDs, วิตามินอี, น้ำมันปลา อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนรับบริการ
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด 24-48 ชั่วโมงก่อนการฉีด
- แจ้งประวัติการแพ้ยาและโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบโดยละเอียด
- หากมีนัดทำเลเซอร์หรือหัตถการอื่นๆ บนใบหน้า ควรเว้นระยะห่างตามคำแนะนำของแพทย์
การดูแลตัวเองหลังรับบริการ
การปฏิบัติตัวหลังฉีดเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานและมีประสิทธิภาพ
- หลีกเลี่ยงการนอนราบหรือก้มหน้าเป็นเวลา 4 ชั่วโมงหลังฉีด
- ขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเบาๆ ทุก 15 นาทีในชั่วโมงแรก เพื่อให้ยากระจายตัวได้ดี
- งดการนวด กด หรือสัมผัสใบหน้าบริเวณที่ฉีดอย่างรุนแรง
- งดกิจกรรมที่ทำให้ใบหน้าสัมผัสความร้อนสูง เช่น ซาวน่า เลเซอร์ และการออกกำลังกายอย่างหนัก เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และของหมักดองในสัปดาห์แรกหลังฉีด

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำโปรแกรม Xeomin
| ข้อควรรู้ | คำอธิบายและคำแนะนำ (ประเมินโดยแพทย์) |
|---|---|
| เจ็บไหม | ความรู้สึกเหมือนมดกัด อยู่ในระดับที่ทนได้สบายมาก ⭐ |
| มีอาการบวมแดงหรือไม่ | อาจมีรอยแดงหรือตุ่มเล็กๆ จากเข็ม ซึ่งจะหายไปเองใน 1-2 ชั่วโมง ⭐ |
| ต้องพักฟื้นกี่วัน | ไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันที ⭐⭐⭐⭐⭐ |
| ต่างจากโบท็อกซ์ยี่ห้ออื่นอย่างไร | Xeomin เน้นความบริสุทธิ์ ลดโอกาสการดื้อยาและให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ |
| เหมาะกับใคร | ผู้ที่ต้องการลดริ้วรอย ปรับรูปหน้า และโดยเฉพาะผู้ที่เริ่มมีอาการดื้อโบท็อกซ์ |

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้
พร้อมเผยความงามในแบบฉบับของคุณแล้วหรือยัง
ให้ D’ Lovevery Clinic เป็นผู้ช่วยดูแลความงามให้คุณอย่างมั่นใจและปลอดภัย ปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์ของเราเพื่อประเมินและออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคลได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
นัดหมายหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
- D’ Lovevery Clinic สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- D’ Lovevery Clinic สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546
Xeomin ราคาเท่าไหร่ มีโปรโมชั่นไหม


รีวิว Botulinum Toxin
ถ้าหน้ายุงคือหน้าเรียวขึ้น เข้ารูปขึ้น แบบนั้นโบท็อกซ์ให้ได้ค่ะ
การฉีดโบท็อกซ์ลดกรามสามารถทำให้เกิดอาการ “หน้ายุง” หรือหน้าตอบ ได้จริง โดยเฉพาะในคนไข้ที่มี โหนกแก้มสูง เนื้อแก้มน้อย หรือมีผิวหนังหย่อนคล้อย เนื่องจากการลดขนาดกล้ามเนื้อกรามทำให้ฐานพยุงผิวหายไป (*ตรงนี้แหล่ะที่หมอจะบอกว่าการฉีดโบท็อกซ์กราม หรือพยายามทำหน้ายุงนั้นไม่ได้เหมาะกับทุกคนนะ ทุกโปรแกรมมีข้อดีข้อเสีย) ส่งผลให้แก้มดูบุ๋มและโหนกแก้มเด่นชัดขึ้นจนหน้าดูโทรม แต่ปัญหานี้ป้องกันได้ด้วยการ ประเมินรูปหน้าอย่างละเอียดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อคำนวณปริมาณยาที่เหมาะสม หรือเลือกใช้เทคนิคการลิฟท์กรอบหน้าแทน และหากเกิดขึ้นแล้วสามารถแก้ไขได้ด้วยการรอให้ยาหมดฤทธิ์หรือการเติม ฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อคืนความอิ่มเอิบให้ใบหน้าค่ะ
อาการเหงื่อออกมากผิดปกติที่มือ เท้า และรักแร้ ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะ Primary Hyperhidrosis ซึ่งเกิดจาก ระบบประสาทสั่งการต่อมเหงื่อทำงานไวเกินไป มักเป็นกรรมพันธุ์และ ไม่ใช่โรคร้ายแรง ค่ะ
ข้อมูลจาก International Hyperhidrosis Society ระบุว่าประชากรทั่วโลกประมาณ 4.8% มีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติโดยไม่มีโรคแทรกซ้อน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก คนไทยเราก็เป็นกันเยอะทุกช่วงอายุ แต่ก่อนหมออยู่โรงพยาบาลต่างจังหวัด มักเจอคนไข้ที่กังวลมากจนต้องมาพบหมอหลายเคสมากๆ แต่อย่างที่บอกไป ส่วนมากไม่ใช่อาการร้ายแรงอะไร
แต่หากมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น น้ำหนักลด มือสั่น ใจสั่น หรือเหงื่อออกท่วมตัวตอนกลางคืน อันนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคแทรกซ้อนอย่าง ไทรอยด์เป็นพิษ เบาหวาน หรือวัณโรค ซึ่งหมอแนะนำให้รีบเข้ามาตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดนะคะ
ภาวะดื้อโบท็อกซ์ไม่ได้เกิดง่ายกับทุกคน แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการฉีดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกลไกนี้ต่างจากการดื้อยาฆ่าเชื้อที่เชื้อโรคพัฒนาตัวเอง แต่การดื้อโบท็อกซ์คือการที่ร่างกายเราสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านยา (คล้ายการฉีดวัคซีน) ส่งผลให้ตัวยาถูกทำลายก่อนจะออกฤทธิ์ ดังนั้นการเว้นระยะห่างการฉีดให้เหมาะสมและเลือกใช้ยาที่บริสุทธิ์เพื่อไม่ให้ร่างกายจดจำว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนไข้สวยได้นานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการดื้อยาในอนาคตค่ะ
ปัญหาคิ้วสูงต่ำไม่เท่ากันส่วนใหญ่เกิดจาก โครงสร้างกระดูกและการทำงานของกล้ามเนื้อที่ไม่สมดุล ซึ่งการแก้ไขทำได้หลายวิธีตามความเหมาะสมของแต่ละคนค่ะ หากเกิดจากการขยับกล้ามเนื้อ หมอแนะนำการฉีด โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) เพื่อปรับลดการทำงานของกล้ามเนื้อให้คิ้วกลับมาใกล้เคียงกัน แต่หากเกิดจากความหย่อนคล้อย การทำ ร้อยไหม (Thread Lift) หรือการ ศัลยกรรมยกคิ้ว จะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดและยั่งยืนกว่า ส่วนใครที่ไม่อยากเจ็บตัว การ สักคิ้ว เพื่อพรางสายตาก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ ทั้งนี้คนไข้ควรเข้ามาให้หมอประเมินใบหน้าจริง เพื่อวางแผนการรักษาที่ตอบโจทย์ที่สุดนะคะ
จากสถิติทางการแพทย์พบว่า กว่า 97% ของคนทั่วไป มีใบหน้าสองข้างไม่เท่ากัน (Asymmetry) โดยเฉพาะบริเวณคิ้วและดวงตา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติค่ะ แต่ในบางเคสที่ดูเห็นชัดเกินไป จนกลายเป็นจุดด้อย สร้างความกังวล หมอก็แนะนำให้พบแพทย์เพื่อหาแนวทางการรักษานะคะ
ช่วยได้ และช่วยได้ดีด้วยค่ะ ใครที่มีปัญหาหนักจริงๆ ลองนัดปรึกษาแพทย์ก่อนได้เลยค่ะ การฉีดโบท็อกซ์เพื่อแก้ปัญหานอนกัดฟัน คือการฉีดสารคลายกล้ามเนื้อเข้าไปที่ กล้ามเนื้อกราม (Masseter) เพื่อลดการทำงานที่มากเกินไป ทำให้ แรงในการกัดฟันลดลง อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยป้องกัน ฟันสึกและลดอาการปวดศีรษะ จากความเครียดของกล้ามเนื้อได้ตรงจุด โดยจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วง 2 สัปดาห์หลังฉีด และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน แถมยังได้ผลพลอยได้คือ ใบหน้าที่เรียวเล็กและดูละมุนขึ้น ด้วยค่ะ
โดยปกติแพทย์จะใช้ปริมาณยาข้างละ 25-50 ยูนิต (Units) ขึ้นอยู่กับขนาดกล้ามเนื้อของคนไข้ ในเคสนอนกัดฟันเรื้อรัง แพทย์อาจฉีดเพิ่มที่กล้ามเนื้อ Temporalis (ขมับ) นอกเหนือจาก Masseter เพื่อลดอาการปวดไมเกรนค่ะ
มันมีงานวิจัยที่ชัดเจนและมีมานานแล้วค่ะ การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสูญเสีย Zinc (สังกะสี) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าระดับ Zinc ที่ต่ำอาจลดประสิทธิภาพของโบท็อกซ์ลงได้ถึง 30%
การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและสร้างอนุมูลอิสระที่เร่งการสลายของตัวยาค่ะ ถ้าเทียบระยะเวลาที่จะ “หายไป” ให้เห็นภาพชัดเจนคือ
- โบท็อกซ์: จากมาตรฐานอยู่ได้ 4-6 เดือน ฤทธิ์ยาอาจคลายตัวไวขึ้น เหลือเพียง 3-4 เดือน (หายไปประมาณ 1 เดือน)
- ฟิลเลอร์: จากรุ่นมาตรฐานทั่วไปที่อยู่ได้ 8-12 เดือน อาจจะยุบตัวและสลายไวเหลือเพียง 6-9 เดือน (หายไปถึง 2-3 เดือน)
ดังนั้น ถ้าคนไข้ไม่อยากให้ความหล่อ-ความสวยที่ลงทุนไปหลักหมื่น อยู่กับเราสั้นลงแบบน่าเสียดาย หมอแนะนำให้ลดปริมาณการดื่มลงและดื่มน้ำเปล่าชดเชยให้มากๆ จะช่วยยืดอายุยาได้ และยังดีต่อสุขภาพมากกว่าด้วยนะคะ 🙂
การฉีดโบท็อกซ์ปกติจะ “ไม่ทำให้หน้าบวมใหญ่” ขึ้นแบบชนิดชัดเจนหรือถาวร แต่จะมีเพียง ตุ่มนูนเล็กๆ คล้ายยุงกัด จากตัวยาที่ฉีดเข้าไป ซึ่งจะ ยุบหายไปเองได้ใน 2-3 ชั่วโมง ค่ะ ในบางรายอาจพบรอยเขียวช้ำจากเข็มได้บ้างซึ่งจะหายเองใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากคนไข้มีอาการ บวมแดง ร้อน ปวดมาก หรือมีผื่นคัน ให้รีบกลับมาพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นอาการแพ้หรือติดเชื้อค่ะ
แต่ที่คนไข้หลายคนรู้สึกว่าหน้าต่างไปจากเดิมเหมือนมันบวมๆ เพราะอาจจะความรู้สึกเจ็บ ไม่เคยทำมาก่อน อาจจะมีความรู้สึกแบบนั้นได้ อารมณ์เหมือนเราไปถอนฟันแล้วฤทธิ์ยาชายังไม่หมด รู้สึกว่าหน้าตัวเองบวม ปากบวมอยู่ แต่ความจริงก็คือปกติค่ะ
แต่การฉีดแฟตสลายไขมันมีโอกาสบวม “มากกว่าและนานกว่า” โบท็อกซ์แน่นอนค่ะ สาเหตุหลักมาจาก ปริมาณตัวยา (Volume) ที่ฉีดเข้าไปเยอะกว่าโบท็อกซ์หลายเท่าเพื่อให้ทั่วถึงชั้นไขมัน และกลไกการทำงานของยาที่ทำให้เซลล์ไขมันแตกตัว ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิด การอักเสบและการบวมในระยะสั้น (3-7 วัน) ได้ แตกต่างจากโบท็อกซ์ที่บวมแค่รอยเข็มชั่วคราว ดังนั้นถ้าคนไข้จะฉีดแฟต หมอแนะนำให้เผื่อเวลาพักหน้าสักนิด หรือเลือกสูตรยาที่เน้นลดบวมก็จะช่วยได้ค่ะ ควรพบแพทย์ปรึกษาให้เข้าใจแน่ชัดก่อนรับบริการทุกครั้งนะคะ
เรื่องผลลัพธ์ปลายทางไม่ต่างกันมาก คือลดเหงื่อ ลดสาเหตุการเกิดกลิ่น แต่ราคา กับวิธีการรักษานั้นต่างกันอยู่ ตรงนี้แล้วแต่คนไข้ว่าชอบหรือสะดวกแบบไหนมากกว่ากัน การเลือกวิธีลดเหงื่อใต้วงแขนระหว่าง โบท็อกซ์และเลเซอร์ ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนไข้ค่ะ การฉีดโบท็อกซ์ให้ ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง ลดเหงื่อได้ถึง 80-90% ภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ ผลลัพธ์อยู่ได้ชั่วคราวประมาณ 6-12 เดือน จึงต้องฉีดซ้ำ ส่วนการทำเลเซอร์ลดเหงื่ออย่าง miraDry ให้ โดยทำลายต่อมเหงื่อและกลิ่นได้ตั้งแต่ 1-2 ครั้ง ลดเหงื่อได้เฉลี่ย 70-80% แต่มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูงกว่า การปรึกษาแพทย์ผู้จะช่วยให้คนไข้เลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด เพื่อแก้ปัญหาเหงื่อใต้วงแขนได้อย่างมั่นใจค่ะ











