หลายคนเชื่อว่าปัญหากรามใหญ่ หน้าเหลี่ยม ต้องแก้ด้วยการผ่าตัดกระดูกเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว…สาเหตุหลักที่ทำให้ใบหน้าของเราดูบานออก อาจมาจาก ‘กล้ามเนื้อ’ ที่เราใช้งานทุกวันโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะพาคุณไปไขความลับของ “โบท็อกกราม” หัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น แต่สามารถเปลี่ยนกรอบหน้าที่ดูแข็งและใหญ่ ให้กลับมาเรียวสวยได้อย่างน่าทึ่ง มาดูกันว่าหลักการทำงานเป็นอย่างไร และจะเปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ที่มั่นใจกว่าเดิมได้อย่างไร

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังฉีดโบท็อกกราม
| คนที่ยังไม่เคยรับบริการ | คนที่รับบริการแล้ว |
|---|---|
| รู้สึกกังวลทุกครั้งที่ถ่ายรูป กลัวกรามจะดูใหญ่ | มั่นใจในทุกมุมมอง ถ่ายรูปได้อย่างสบายใจ |
| มักถูกบอกว่าหน้าดูแข็ง หรือดูดุ ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น | ใบหน้าดูนุ่มนวล อ่อนโยน คนรอบข้างทักว่าดูสวยขึ้น |
| ต้องใช้เทคนิคถ่ายรูปให้ดูหน้าเรียว เช่น เอียงหน้า ยกกล้องสูง | ถ่ายรูปมุมไหนก็มั่นใจ ไม่ต้องกังวลว่ากรามจะดูใหญ่ |
| รู้สึกว่ากรอบหน้าไม่เป็น V-shape เท่าที่อยากได้ | รู้สึกดีที่กรอบหน้ากลับมาเรียวสวย สมดุล |
| มองกระจกทีไรก็เห็นแต่กรามที่ไม่อยากให้ใหญ่ | ส่องกระจกแล้วยิ้มได้กว้างขึ้น มีความสุขกับรูปหน้าที่สมดุล |
| ปวดขากรรไกรจากการขบฟัน กัดฟันแน่นตอนหลับ | อาการปวดขากรรไกรดีขึ้น หลับสบายขึ้น |
โบท็อกกราม เหมือนการส่งกล้ามเนื้อไป ‘พักร้อน’
กล้ามเนื้อกรามที่ทำงานหนักจากการเคี้ยวและการขบฟัน ก็เหมือนพนักงานที่ทำงานล่วงเวลาทุกวันจนร่างกายล่ำสันแข็งแรง โบท็อกทำหน้าที่เหมือนการอนุมัติใบลาพักร้อน โดยเข้าไปบอกให้กล้ามเนื้อมัดนั้น “หยุดทำงานหนักชั่วคราว” เมื่อกล้ามเนื้อได้พักผ่อนเต็มที่ ไม่ต้องเกร็งตัวตลอดเวลา มันก็จะค่อยๆ ผ่อนคลายและกลับสู่ขนาดที่เล็กลงเองตามธรรมชาติ ทำให้กรอบหน้าที่เคยดูใหญ่และแข็ง กลับมาดูเรียวซอฟต์ลงอย่างเป็นธรรมชาติ

ปัญหากรามใหญ่ในแต่ละสาเหตุ
| สาเหตุ | รายละเอียด | วิธีชะลอ | ช่วงอายุที่พบ |
|---|---|---|---|
| พฤติกรรมขบฟัน/กัดฟัน | การขบฟันตอนหลับ หรือกัดฟันแน่นตอนตื่น ทำให้กล้ามเนื้อทำงานหนักและใหญ่ขึ้น | จัดการความเครียด, สวมอุปกรณ์ป้องกันฟัน, ฉีดโบท็อกกราม | 25 ปีขึ้นไป |
| การเคี้ยวอาหารแข็ง | เคี้ยวหมากฝรั่ง, อาหารเหนียว, เนื้อแข็งเป็นประจำ | หลีกเลี่ยงอาหารที่ต้องเคี้ยวหนัก, เปลี่ยนเป็นอาหารนุ่ม | ทุกวัย |
| พันธุกรรม | เกิดมามีกล้ามเนื้อกรามใหญ่ตามธรรมชาติ หรือโครงกระดูกกรามกว้าง | ฉีดโบท็อกกรามเป็นประจำเพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อ | ตั้งแต่เยาว์วัย |
| ความเครียด | ความเครียดทำให้กล้ามเนื้อกรามตึงเครียดและพัฒนามากขึ้น | ผ่อนคลายด้วยการนวด, ออกกำลังกาย, ฉีดโบท็อกกราม | 30 ปีขึ้นไป |
ต้องใช้กี่ยูนิต ประเมินเบื้องต้นสำหรับแต่ละจุด
- ลดกราม (หน้าเรียว) 25-50 ยูนิตต่อข้าง
- ลิฟต์กรอบหน้า 20-30 ยูนิต
- กรามหนา + ลิฟต์กรอบหน้า (แพ็คเกจ) 70-100 ยูนิตทั้งหมด

หมายเหตุ จำนวนยูนิตที่แน่นอนขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ โดยดูจากขนาดของกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง และความต้องการของแต่ละบุคคล
xychart-beta
title "ปริมาณการฉีดกราม (ต่อข้าง)"
x-axis "เพศ" ["ผู้หญิง", "ผู้ชาย"]
y-axis "ปริมาณ Botox (ยูนิต/ข้าง)" 0 --> 50
bar [25, 35]
ผู้ชายมีโอกาสที่จะใช้จำนวนยูนิตสูงกว่าผู้หญิง เมื่อต้องการปรับรูปหน้าลดขนาดกล้ามเนื้อกราม
ข้อแตกต่างโบท็อกกราม กับ ผ่าตัดเหลากราม
| ประเด็น | โบท็อกกราม | ผ่าตัดกราม |
|---|---|---|
| ลักษณะผลลัพธ์ | ชั่วคราว (Temporary) | ถาวร (Permanent) |
| ค่าใช้จ่าย | จ่ายเป็นครั้งๆ | จ่ายก้อนใหญ่ครั้งเดียว |
| การคงผลลัพธ์ | ต้องทำซ้ำทุก 4-6 เดือน | ทำครั้งเดียวจบ |
| ความยืดหยุ่น | สูง (ไม่พอใจก็หยุดทำได้) | ต่ำ (เปลี่ยนแปลงถาวร) |
| เหมาะกับใคร | คนที่กังวลเรื่องกล้ามเนื้อ, อยากลอง, กลัวการผ่าตัด | คนที่แน่ใจ, มีปัญหากระดูกใหญ่แต่กำเนิด, ต้องการผลถาวร หรือมีปัญหารูปหน้าอื่นร่วม |
xychart-beta
title "คนไข้เข้ารับการฉีดลดกราม"
x-axis "ช่วงอายุ (ปี)" ["20-30", "31-40", "41-50", "51-60"]
y-axis "จำนวนคนไข้ (%)" 0 --> 50
bar [30, 40, 25, 5]
อ้างอิงคนไข้ดีเลิฟเวอรี่คลินิก ตั้งแต่ปี 2022-2025

เป้าหมายคือหน้าเรียว โปรแกรมเดียวอาจไม่พอ
โปรแกรมโบท็อกซ์
- ลดกล้ามเนื้อกราม
- ใบหน้าเรียวขึ้น
- กรอบหน้าชัด

เลเซอร์ยกกระชับ
- ยกกระชับหน้า
- สลายแฟต
- กระตุ้นคอลลาเจน

โปรแกรมฟิลเลอร์
- เติมคางเรียว
- สร้างกรอบหน้า
- ปรับสมดุลใบหน้า

ฉีดโบท็อกกรามอันตรายไหม ความจริงที่ต้องรู้
การฉีดโบท็อกกรามมีความปลอดภัยสูงมาก หากทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ ใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย. และ FDA และฉีดในคลินิกที่ได้มาตรฐาน อันตรายส่วนใหญ่มักเกิดจากการฉีดกับหมอกระเป๋า ใช้ยาหิ้ว หรือยาที่ไม่ได้คุณภาพ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น หน้าเบี้ยว กรามยุบผิดรูป หรือเคี้ยวอาหารลำบากถาวร
ข้อควรระวังสำคัญ:
- คนที่อายุมากและมีผิวหย่อนคล้อย ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะการลดกรามอาจทำให้แก้มดูตอบมากขึ้น
- กล้ามเนื้อกรามช่วยพยุงผิวหน้าส่วนล่าง การฉีดมากเกินไปในคนที่อายุมากอาจทำให้ผิวหย่อนคล้อยมากขึ้น
เช็กให้ชัวร์ โบท็อกแท้ vs โบท็อกปลอม
| ✅ โบท็อกของแท้ | ❌ โบท็อกปลอม (ความเสี่ยงที่เจอ) |
|---|---|
| สลายได้ 100% ไม่ตกค้างในร่างกาย | อาจสลายไม่หมด ทำให้เกิดการตกค้างเป็นพังผืด |
| ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ เคี้ยวอาหารได้ปกติ | เสี่ยงเคี้ยวลำบาก กรามยุบผิดรูป หรือหน้าเบี้ยว |
| ออกฤทธิ์ตรงจุด แม่นยำ ไม่กระจายไปส่วนอื่น | ควบคุมการกระจายตัวไม่ได้ ทำให้ผลข้างเคียงรุนแรง |
| บริสุทธิ์สูง โอกาสเกิดอาการดื้อยาน้อยมาก | มีสิ่งเจือปน ทำให้เกิดอาการแพ้และเสี่ยงดื้อยาสูง |
| ตรวจสอบได้ มีเอกสารกำกับและเช็กกับบริษัทผู้นำเข้าได้ | ไม่สามารถตรวจสอบที่มาได้ เป็นยาหิ้วหรือยาปลอม |
คุ้มไหม ฉีดครั้งหนึ่งอยู่ได้นานแค่ไหน
โดยทั่วไปผลลัพธ์ของโบท็อกกรามจะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน ขึ้นอยู่กับ
- ยี่ห้อและคุณภาพของโบท็อก
- จำนวนยูนิตที่ใช้
- ขนาดและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกราม
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต (การเคี้ยวอาหารแข็ง ขบฟัน)
- การดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล
สำหรับการฉีดต่อเนื่อง: หากฉีดสม่ำเสมอ 2-3 ครั้ง กล้ามเนื้อจะค่อยๆ ปรับตัวและไม่กลับมาใหญ่เท่าเดิม ทำให้ระยะห่างระหว่างการฉีดยืดออกได้นานขึ้น บางรายสามารถห่างได้ถึง 8-12 เดือน
เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ในการปรับรูปหน้าให้เรียว คืนความมั่นใจ และแก้ปัญหาการขบฟัน ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
ข้อควรรู้เกี่ยวกับการฉีดโบท็อกกราม
| ข้อควรรู้ | คำอธิบาย |
|---|---|
| เจ็บน้อยมาก | ใช้เข็มเบอร์เล็กมาก ไม่จำเป็นต้องแปะยาชา อาจใช้แค่การประคบน้ำแข็งเพื่อลดความรู้สึกเจ็บ |
| ห้ามนอนราบ 4 ชั่วโมง | เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยากระจายไปในตำแหน่งที่ไม่ต้องการ ควรนั่งหรือนอนโดยยกศีรษะสูง |
| งดนวดหน้า/ทำเลเซอร์ | ควรงดกิจกรรมที่เกี่ยวกับความร้อน การกด หรือการนวดบริเวณใบหน้าเป็นเวลา 2 สัปดาห์ |
| ออกกำลังกายได้เมื่อไหร่ | งดออกกำลังกายหนัก 48 ชั่วโมง สามารถออกกำลังกายเบาๆ ได้หลังฉีด 24 ชั่วโมง |
| เคี้ยวอาหารได้ไหม? | เคี้ยวได้ปกติค่ะ แต่อาจรู้สึกว่ากรามนิ่มลงเล็กน้อย ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่แข็งและเหนียวมากในสัปดาห์แรก |
| ต้องทานยาพิเศษไหม? | ไม่ต้องค่ะ เพียงแค่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดก็เพียงพอแล้ว |
| เทียบกับการร้อยไหม | โบท็อกกราม เหมาะกับคนกรามใหญ่จากกล้ามเนื้อ ส่วน ร้อยไหม เหมาะกับคนผิวหย่อนคล้อยที่ต้องการยกกระชับ บางกรณีอาจทำร่วมกันได้ |
| เทียบกับการศัลยกรรม | โบท็อกกราม: ลดขนาดกล้ามเนื้อ ไม่ต้องผ่าตัด ผลชั่วคราว (4-6 เดือน) ศัลยกรรมเหลากราม: ตัดกระดูก ผลถาวร แต่เสี่ยงสูง พักฟื้นนาน และราคาสูงกว่ามาก |
| สลับยี่ห้อได้ไหม? | ไม่มีปัญหาค่ะ สิ่งสำคัญคือการใช้ยาของแท้ที่ผ่าน อย. และฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตราบใดที่ยาได้มาตรฐาน ความปลอดภัยและผลลัพธ์ไม่แตกต่างกัน |

เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการฉีดโบท็อกกราม
- ฉีดแล้วเคี้ยวอาหารไม่ได้ ไม่จริง หากฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ จะใช้ปริมาณยาที่เหมาะสม คุณยังเคี้ยวอาหารได้ปกติ แต่อาจรู้สึกว่ากรามนิ่มลงเล็กน้อยในช่วงแรก
- หยุดฉีดแล้วกรามจะใหญ่กว่าเดิม ไม่จริง เมื่อโบท็อกหมดฤทธิ์ กล้ามเนื้อจะค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนฉีด ไม่ได้ทำให้ใหญ่กว่าเดิม
- ฉีดโบท็อกกรามแล้วจะดื้อยา การดื้อยาเกิดขึ้นได้น้อยมาก มักเกิดจากการฉีดบ่อยเกินไป (ห่างกันน้อยกว่า 3 เดือน) หรือใช้ยาที่ไม่มีคุณภาพ การเว้นระยะห่างอย่างเหมาะสม (4-6 เดือน) จะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้
- ฉีดกรามแล้วหน้าจะเบี้ยว ไม่จริง หากฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ประเมินกล้ามเนื้อทั้งสองข้างอย่างถูกต้อง และใช้ปริมาณยาที่สมดุล หน้าจะเรียวสวยและสมมาตร
- คนแก่ฉีดโบท็อกกรามไม่ได้ ไม่จริงทั้งหมด แต่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เพราะกล้ามเนื้อกรามช่วยพยุงผิว หากผิวหย่อนคล้อยมากแล้ว การฉีดอาจทำให้แก้มดูตอบมากขึ้น แพทย์จะประเมินและใช้ยาในปริมาณที่น้อยลง

ผลลัพธ์การฉีดโบท็อกกรามในแต่ละช่วงเวลา
| สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีหลังทำ | สิ่งที่เกิดขึ้นหลังทำ 2-4 สัปดาห์ | สิ่งที่จะไม่ควรเกิดขึ้น |
|---|---|---|
| อาจมีรอยแดงหรือตุ่มนูนเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปเองใน 1-2 ชั่วโมง | กล้ามเนื้อกรามเริ่มนิ่มลง สัมผัสได้ว่ากรามเล็กลง | มีรอยบุ๋ม รอยนูน |
| ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของขนาดกราม | กรอบหน้าเริ่มเรียวชัดเจน มองเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดในรูปถ่าย | ปวดขากรรไกรมากแบบผิดปกติ |
| สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ | การปวดขากรรไกรจากการขบฟันดีขึ้นหรือหายไป | แก้มตอบหรือหย่อนลงมามากผิดปกติ |
| อาจรู้สึกตึงๆ บริเวณที่ฉีดเล็กน้อย | ผลลัพธ์เต็มที่ หน้าเรียว V-shape ชัดเจน | อาการบวมช้ำรุนแรง หรือเจ็บปวดไม่หาย |

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้ แพทย์ทุกท่านมีใบอนุญาตและประสบการณ์ด้านโบท็อกกราม
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้
- แสดงขั้นตอนการผสมยา ให้เห็นการผสมโบท็อกกับน้ำเกลือ โปร่งใสทุกขั้นตอน
ราคาโบท็อกกรามเท่าไหร่


| โปรแกรม | ราคา |
|---|---|
| NEURONOX 50 UNIT | 4,999.- |
| NEURONOX 100 UNIT | 7,999.- |
| AESTOX 50 UNIT | 4,999.- |
| AESTOX 100 UNIT | 7,999.- |
| HUGEL 50 UNIT | 5,999.- |
| HUGEL 100 UNIT | 9,999.- |
| XEOMIN 50 UNIT | 9,000.- |
| XEOMIN 100 UNIT | 17,000.- |
| DYSPORT 120 UNIT | 12,000.- |
| DYSPORT 300 UNIT | 19,000.- |
| BOTOX 50 UNIT | 12,900.- |
| BOTOX 100 UNIT | 19,999.- |
โปรแกรมโบท็อกสำหรับฉีดกราม
- MBTOX/Nabota / Neuronox (เกาหลี) – ออกฤทธิ์ไว กระจายตัวดี เหมาะกับกล้ามเนื้อขนาดใหญ่
- Allergan / Botox (อเมริกา) – มาตรฐานสูง เป็นที่นิยม ความบริสุทธิ์สูง
- Dysport (อังกฤษ) – กระจายตัวกว้าง ผลเป็นธรรมชาติ
- Xeomin (เยอรมัน) – บริสุทธิ์สูง เสี่ยงดื้อยาน้อย

รีวิว Botulinum Toxin
ที่ D’ Lovevery Clinic เรามีโบท็อกซ์หลากหลายยี่ห้อให้เลือกในราคาที่สมเหตุสมผล พร้อมโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบัน คุณสามารถสอบถามราคาและโปรโมชั่นล่าสุดได้โดยตรงจากคลินิก
จองคิวปรึกษาแพทย์หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย
- สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546


อาการ “ดื้อยา” หรือการที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน จะเกิดขึ้นเฉพาะกับโบท็อกซ์เท่านั้น ส่วนฟิลเลอร์และเครื่องยกกระชับ ไม่มีภาวะดื้อยา ค่ะ ความรู้สึกว่าฉีดฟิลเลอร์แล้วหายไว มักเกิดจาก ไลฟ์สไตล์ที่เร่งการเผาผลาญ หรือการขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้นบ่อยๆ ส่วนเครื่องยกกระชับ หากรู้สึกว่าทำแล้วไม่เห็นผล มักเกิดจาก ความเสื่อมของผิวตามวัยที่แซงหน้าการกระตุ้น หรือการทำถี่เกินความจำเป็น ดังนั้น สบายใจได้เลยค่ะ เพียงแค่ปรับพฤติกรรมและวางแผนการรักษาร่วมกับหมอ ผลลัพธ์ก็จะยังดีอยู่ค่ะ
ถ้าหน้ายุงคือหน้าเรียวขึ้น เข้ารูปขึ้น แบบนั้นโบท็อกซ์ให้ได้ค่ะ
การฉีดโบท็อกซ์ลดกรามสามารถทำให้เกิดอาการ “หน้ายุง” หรือหน้าตอบ ได้จริง โดยเฉพาะในคนไข้ที่มี โหนกแก้มสูง เนื้อแก้มน้อย หรือมีผิวหนังหย่อนคล้อย เนื่องจากการลดขนาดกล้ามเนื้อกรามทำให้ฐานพยุงผิวหายไป (*ตรงนี้แหล่ะที่หมอจะบอกว่าการฉีดโบท็อกซ์กราม หรือพยายามทำหน้ายุงนั้นไม่ได้เหมาะกับทุกคนนะ ทุกโปรแกรมมีข้อดีข้อเสีย) ส่งผลให้แก้มดูบุ๋มและโหนกแก้มเด่นชัดขึ้นจนหน้าดูโทรม แต่ปัญหานี้ป้องกันได้ด้วยการ ประเมินรูปหน้าอย่างละเอียดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อคำนวณปริมาณยาที่เหมาะสม หรือเลือกใช้เทคนิคการลิฟท์กรอบหน้าแทน และหากเกิดขึ้นแล้วสามารถแก้ไขได้ด้วยการรอให้ยาหมดฤทธิ์หรือการเติม ฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อคืนความอิ่มเอิบให้ใบหน้าค่ะ
อาการเหงื่อออกมากผิดปกติที่มือ เท้า และรักแร้ ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะ Primary Hyperhidrosis ซึ่งเกิดจาก ระบบประสาทสั่งการต่อมเหงื่อทำงานไวเกินไป มักเป็นกรรมพันธุ์และ ไม่ใช่โรคร้ายแรง ค่ะ
ข้อมูลจาก International Hyperhidrosis Society ระบุว่าประชากรทั่วโลกประมาณ 4.8% มีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติโดยไม่มีโรคแทรกซ้อน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก คนไทยเราก็เป็นกันเยอะทุกช่วงอายุ แต่ก่อนหมออยู่โรงพยาบาลต่างจังหวัด มักเจอคนไข้ที่กังวลมากจนต้องมาพบหมอหลายเคสมากๆ แต่อย่างที่บอกไป ส่วนมากไม่ใช่อาการร้ายแรงอะไร
แต่หากมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น น้ำหนักลด มือสั่น ใจสั่น หรือเหงื่อออกท่วมตัวตอนกลางคืน อันนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคแทรกซ้อนอย่าง ไทรอยด์เป็นพิษ เบาหวาน หรือวัณโรค ซึ่งหมอแนะนำให้รีบเข้ามาตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดนะคะ
ภาวะดื้อโบท็อกซ์ไม่ได้เกิดง่ายกับทุกคน แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการฉีดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกลไกนี้ต่างจากการดื้อยาฆ่าเชื้อที่เชื้อโรคพัฒนาตัวเอง แต่การดื้อโบท็อกซ์คือการที่ร่างกายเราสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านยา (คล้ายการฉีดวัคซีน) ส่งผลให้ตัวยาถูกทำลายก่อนจะออกฤทธิ์ ดังนั้นการเว้นระยะห่างการฉีดให้เหมาะสมและเลือกใช้ยาที่บริสุทธิ์เพื่อไม่ให้ร่างกายจดจำว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนไข้สวยได้นานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการดื้อยาในอนาคตค่ะ
ช่วยได้ และช่วยได้ดีด้วยค่ะ ใครที่มีปัญหาหนักจริงๆ ลองนัดปรึกษาแพทย์ก่อนได้เลยค่ะ การฉีดโบท็อกซ์เพื่อแก้ปัญหานอนกัดฟัน คือการฉีดสารคลายกล้ามเนื้อเข้าไปที่ กล้ามเนื้อกราม (Masseter) เพื่อลดการทำงานที่มากเกินไป ทำให้ แรงในการกัดฟันลดลง อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยป้องกัน ฟันสึกและลดอาการปวดศีรษะ จากความเครียดของกล้ามเนื้อได้ตรงจุด โดยจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วง 2 สัปดาห์หลังฉีด และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน แถมยังได้ผลพลอยได้คือ ใบหน้าที่เรียวเล็กและดูละมุนขึ้น ด้วยค่ะ
โดยปกติแพทย์จะใช้ปริมาณยาข้างละ 25-50 ยูนิต (Units) ขึ้นอยู่กับขนาดกล้ามเนื้อของคนไข้ ในเคสนอนกัดฟันเรื้อรัง แพทย์อาจฉีดเพิ่มที่กล้ามเนื้อ Temporalis (ขมับ) นอกเหนือจาก Masseter เพื่อลดอาการปวดไมเกรนค่ะ
มันมีงานวิจัยที่ชัดเจนและมีมานานแล้วค่ะ การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสูญเสีย Zinc (สังกะสี) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าระดับ Zinc ที่ต่ำอาจลดประสิทธิภาพของโบท็อกซ์ลงได้ถึง 30%
การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและสร้างอนุมูลอิสระที่เร่งการสลายของตัวยาค่ะ ถ้าเทียบระยะเวลาที่จะ “หายไป” ให้เห็นภาพชัดเจนคือ
- โบท็อกซ์: จากมาตรฐานอยู่ได้ 4-6 เดือน ฤทธิ์ยาอาจคลายตัวไวขึ้น เหลือเพียง 3-4 เดือน (หายไปประมาณ 1 เดือน)
- ฟิลเลอร์: จากรุ่นมาตรฐานทั่วไปที่อยู่ได้ 8-12 เดือน อาจจะยุบตัวและสลายไวเหลือเพียง 6-9 เดือน (หายไปถึง 2-3 เดือน)
ดังนั้น ถ้าคนไข้ไม่อยากให้ความหล่อ-ความสวยที่ลงทุนไปหลักหมื่น อยู่กับเราสั้นลงแบบน่าเสียดาย หมอแนะนำให้ลดปริมาณการดื่มลงและดื่มน้ำเปล่าชดเชยให้มากๆ จะช่วยยืดอายุยาได้ และยังดีต่อสุขภาพมากกว่าด้วยนะคะ 🙂
การฉีดโบท็อกซ์ปกติจะ “ไม่ทำให้หน้าบวมใหญ่” ขึ้นแบบชนิดชัดเจนหรือถาวร แต่จะมีเพียง ตุ่มนูนเล็กๆ คล้ายยุงกัด จากตัวยาที่ฉีดเข้าไป ซึ่งจะ ยุบหายไปเองได้ใน 2-3 ชั่วโมง ค่ะ ในบางรายอาจพบรอยเขียวช้ำจากเข็มได้บ้างซึ่งจะหายเองใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากคนไข้มีอาการ บวมแดง ร้อน ปวดมาก หรือมีผื่นคัน ให้รีบกลับมาพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นอาการแพ้หรือติดเชื้อค่ะ
แต่ที่คนไข้หลายคนรู้สึกว่าหน้าต่างไปจากเดิมเหมือนมันบวมๆ เพราะอาจจะความรู้สึกเจ็บ ไม่เคยทำมาก่อน อาจจะมีความรู้สึกแบบนั้นได้ อารมณ์เหมือนเราไปถอนฟันแล้วฤทธิ์ยาชายังไม่หมด รู้สึกว่าหน้าตัวเองบวม ปากบวมอยู่ แต่ความจริงก็คือปกติค่ะ
แต่การฉีดแฟตสลายไขมันมีโอกาสบวม “มากกว่าและนานกว่า” โบท็อกซ์แน่นอนค่ะ สาเหตุหลักมาจาก ปริมาณตัวยา (Volume) ที่ฉีดเข้าไปเยอะกว่าโบท็อกซ์หลายเท่าเพื่อให้ทั่วถึงชั้นไขมัน และกลไกการทำงานของยาที่ทำให้เซลล์ไขมันแตกตัว ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิด การอักเสบและการบวมในระยะสั้น (3-7 วัน) ได้ แตกต่างจากโบท็อกซ์ที่บวมแค่รอยเข็มชั่วคราว ดังนั้นถ้าคนไข้จะฉีดแฟต หมอแนะนำให้เผื่อเวลาพักหน้าสักนิด หรือเลือกสูตรยาที่เน้นลดบวมก็จะช่วยได้ค่ะ ควรพบแพทย์ปรึกษาให้เข้าใจแน่ชัดก่อนรับบริการทุกครั้งนะคะ
เรื่องผลลัพธ์ปลายทางไม่ต่างกันมาก คือลดเหงื่อ ลดสาเหตุการเกิดกลิ่น แต่ราคา กับวิธีการรักษานั้นต่างกันอยู่ ตรงนี้แล้วแต่คนไข้ว่าชอบหรือสะดวกแบบไหนมากกว่ากัน การเลือกวิธีลดเหงื่อใต้วงแขนระหว่าง โบท็อกซ์และเลเซอร์ ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนไข้ค่ะ การฉีดโบท็อกซ์ให้ ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง ลดเหงื่อได้ถึง 80-90% ภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ ผลลัพธ์อยู่ได้ชั่วคราวประมาณ 6-12 เดือน จึงต้องฉีดซ้ำ ส่วนการทำเลเซอร์ลดเหงื่ออย่าง miraDry ให้ โดยทำลายต่อมเหงื่อและกลิ่นได้ตั้งแต่ 1-2 ครั้ง ลดเหงื่อได้เฉลี่ย 70-80% แต่มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูงกว่า การปรึกษาแพทย์ผู้จะช่วยให้คนไข้เลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด เพื่อแก้ปัญหาเหงื่อใต้วงแขนได้อย่างมั่นใจค่ะ










