ฆสพ.สบส. ๒๙๘๓/๒๕๖๗

Scrotox คืออะไร ควรทำไหม มีข้อดี ข้อเสียยังไง ราคาเท่าไหร่ คำถามที่พบบ่อย

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังหาข้อมูล

โบท็อกซ์

ไม่มีเจตนาโปรโมทเครื่องมือแพทย์

รู้จักหมอต้าร์ ดีเลิฟเวอรี่คลินิก

พญ.อภิญญา เสาร์แก้ว

ใบอนุญาต ว.49465

แพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านปรับรูปหน้าและการชะลอวัย ประจำดีเลิฟเวอรี่คลินิก

Scrotox คืออะไร ควรทำไหม มีข้อดี ข้อเสียยังไง ราคาเท่าไหร่ คำถามที่พบบ่อย

พบแพทย์ก่อนทุกเคส แจ้งราคาชัดเจน ไม่มีบวกเพิ่มภายหลัง ผสมตัวยาต่อหน้า ติดตามผลการรักษา
โปรโมชั่น ส่วนลด

หัตถการยอดฮิตของผู้ชายยุคใหม่ ช่วยบำรุงให้ผิวน้องชายกลับมาเต่งตึง เตรียมพร้อมวาเลนไทน์

8,900

บาท

ปกติราคา : 12,000

หมดเขต: 14 กุมภาพันธ์ 2569

Scrotox (โบท็อกซ์ไข่) ยกระดับความมั่นใจให้จุดซ่อนเร้น เรียบเนียน เต่งตึงขึ้น มั่นใจขึ้น

สำหรับสุภาพบุรุษที่ความ “สมบูรณ์แบบ” คือมาตรฐานขั้นต่ำของการใช้ชีวิต ความดูดีไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเสื้อผ้า หน้า หรือทรงผม แต่คือความมั่นใจในทุกตารางนิ้ว โดยเฉพาะในวินาทีสำคัญที่ต้องเปิดเผยเรือนร่าง การปล่อยให้จุดยุทธศาสตร์มีความเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย หรือดูโรยราไปตามกาลเวลา อาจเป็นจุดเล็กๆ ที่ลดทอนความมั่นใจของคุณโดยไม่รู้ตัว

ในยุคปัจจุบัน เทรนด์การดูแลตัวเองของผู้ชายก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ คำว่า “Anti-Aging” หรือความเต่งตึง ไม่ได้หยุดอยู่แค่ใบหน้าหรือลำคออีกต่อไป แต่ขยายครอบคลุมไปถึง “การดูแลจุดซ่อนเร้น” บริการ Scrotox (Scrotum Botox) จึงกลายเป็น Secret Weapon ของผู้ชายยุคใหม่ที่ต้องการดูแลตัวเองแบบ Total Look ให้ดูหนุ่มแน่น กระชับ และสะอาดสะอ้านในทุกมิติ

Scrotox คืออะไร? นวัตกรรมคืนความหนุ่มให้จุดยุทธศาสตร์

Scrotox หรือ โบท็อกซ์อัณฑะ คือหัตถการทางการแพทย์ที่นำสารโบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) มาใช้ฉีดบริเวณผิวหนังถุงอัณฑะ (Scrotum) โดยแพทย์จะฉีดลงไปที่กล้ามเนื้อเรียบที่ชื่อว่า Dartos Muscle

กล้ามเนื้อ Dartos นี้ทำหน้าที่หดและคลายตัวเพื่อปรับอุณหภูมิของอัณฑะ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดรอยย่นและการหดตัวที่ดูเหมือนผิวหนังเหี่ยวแห้ง เมื่อได้รับการฉีด Scrotox กล้ามเนื้อส่วนนี้จะคลายตัวลง ส่งผลให้ผิวหนังบริเวณถุงอัณฑะตึงกระชับขึ้น ริ้วรอยลดเลือนลง และถุงอัณฑะทิ้งตัวลงในตำแหน่งที่สวยงาม ดูเป็นธรรมชาติและผ่อนคลายยิ่งขึ้น

pie title ปัญหาที่ทำให้ผู้ชายเลือกทำ Scrotox
    "ผิวเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย" : 45
    "เหงื่อออกเยอะ มีกลิ่นอับ" : 30
    "ต้องการความมั่นใจเรื่องเพศ" : 15
    "อยากให้ดูอวบอิ่มขยายขนาด" : 10
อ้างอิงคนไข้ ดีเลิฟเวอรี่คลินิก ตั้งแต่ 6 มิถุนายน 2568
Scrotox คืออะไร? นวัตกรรมคืนความหนุ่มให้จุดยุทธศาสตร์

ทำไมต้องฉีดโบท็อกซ์อัณฑะ? 5 ผลลัพธ์ Exclusive ที่ผู้ชายต้องรู้

การทำ Scrotox ไม่ใช่แค่เรื่องของความงาม แต่ยังตอบโจทย์เรื่องสุขอนามัยและสุนทรียภาพทางเพศ นี่คือสิ่งที่ผู้ชายจะได้รับจากการทำหัตถการนี้:

  1. Aesthetics (ความงามที่เหนือกว่า): เปลี่ยนผิวที่เคยเหี่ยวย่น ขรุขระ ให้กลับมา เรียบเนียน เต่งตึง ดูสะอาดตา ย้อนวัยให้จุดซ่อนเร้นดูเหมือนคนหนุ่ม
  2. Visual Size (ดูอวบอิ่มขึ้น): เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว ถุงอัณฑะจะทิ้งตัวลงต่ำเล็กน้อย ทำให้ภาพรวมของอัณฑะ ดูใหญ่ขึ้น เต็มขึ้น และดูหนักแน่นขึ้น สร้างความประทับใจเมื่อแรกเห็น
  3. Hyperhidrosis (ลดเหงื่อ ลดกลิ่น): โบท็อกซ์มีคุณสมบัติเด่นในการยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อ ช่วย ลดปริมาณเหงื่อ บริเวณขาหนีบและอัณฑะ ลดความอับชื้น และขจัดปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์
  4. Comfort (ความสบายตัว): ลดการเสียดสีระหว่างขากับถุงอัณฑะ ทำให้รู้สึกโล่งสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน หรือขณะออกกำลังกาย
  5. Sexual Confidence (ความมั่นใจขั้นสุด): เมื่อรูปลักษณ์ดูดีขึ้น ความกังวลจะหายไป ส่งผลให้คุณมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมในกิจกรรมทางเพศ และในบางรายพบว่าช่วยเพิ่มความรู้สึกไวต่อสัมผัส (Sensitivity) ให้ดีขึ้น

ข้อควรรู้ก่อนรับบริการ (Things to Know)

ประเด็นที่ควรรู้รายละเอียด
ระยะเวลาของผลลัพธ์ผลลัพธ์จะเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด และจะคงสภาพความเรียบเนียนได้นานประมาณ 3 – 4 เดือน (ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและปฏิกิริยาของร่างกายแต่ละบุคคล) เมื่อหมดฤทธิ์ผิวหนังจะค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยไม่มีผลเสียระยะยาว
ระดับความเจ็บและความปลอดภัยเจ็บน้อยมาก เนื่องจากมีการแปะยาชา และเป็นการฉีดที่ผิวหนังชั้นตื้น ไม่ได้แทงเข็มเข้าไปในเนื้อเยื่อลูกอัณฑะ จึง ไม่กระทบต่อการผลิตอสุจิหรือฮอร์โมนเพศชาย และมีความปลอดภัยสูงเมื่อทำโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์
ผู้ที่ไม่ควรทำผู้ที่มีแผลติดเชื้อหรืออักเสบบริเวณผิวหนังอัณฑะ, ผู้ที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis) หรือผู้ที่มีประวัติแพ้สาร Botulinum Toxin ควรแจ้งแพทย์ก่อนเสมอ
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นอาจพบรอยแดง รอยเข็ม หรือรอยช้ำเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปเองภายในไม่กี่วัน ในบางรายอาจรู้สึกชาบริเวณผิวหนังชั่วคราว แต่จะกลับมาเป็นปกติในระยะเวลาสั้นๆ

เตรียมความพร้อมก่อนทำ (Pre-Procedure Care)

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและลดโอกาสเกิดรอยช้ำ นี่คือสิ่งที่คนไข้ควรเตรียมตัวก่อนเข้ารับบริการ

  • โกนขนบริเวณอัณฑะ: เพื่อความสะอาดและช่วยให้แพทย์เห็นตำแหน่งผิวหนังได้ชัดเจนที่สุด (ควรโกนล่วงหน้า 1 วันเพื่อลดการระคายเคือง)
  • งดยาและอาหารเสริมบางชนิด: งดยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Naproxen), วิตามินอี, น้ำมันปลา, แปะก๊วย หรือโสม อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนทำ เพื่อลดความเสี่ยงเลือดออกง่ายหรือรอยช้ำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: เตรียมร่างกายให้พร้อม ไม่ควรอดนอนหรือดื่มแอลกอฮอล์หนักในคืนก่อนทำ
  • รักษาความสะอาด: อาบน้ำทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นให้เรียบร้อยก่อนมาคลินิก

ขั้นตอนการทำหัตถการ (Procedure Details)

กระบวนการทำ Scrotox นั้นรวดเร็วและเจ็บน้อยกว่าที่คิด โดยใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที

  1. แปะยาชา: แพทย์จะทำการแปะยาชาบริเวณผิวหนังถุงอัณฑะทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที เพื่อให้คนไข้รู้สึกสบายที่สุดขณะทำ
  2. การฉีด: แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษ ฉีดตัวยาลงไปในชั้นผิวหนังตื้นๆ (Intradermal) กระจายทั่วบริเวณถุงอัณฑะ (ไม่ได้ฉีดเข้าไปในลูกอัณฑะ)
  3. เสร็จสิ้น: ทำความสะอาดผิวหนัง คนไข้สามารถกลับบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น

การดูแลตัวเองหลังทำ (Post-Procedure Care)

เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้ยาวนานและป้องกันผลข้างเคียง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

  • หลีกเลี่ยงความร้อน: งดการแช่น้ำอุ่น ซาวน่า หรือสตรีม เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ เพราะความร้อนอาจทำให้ตัวยาโบท็อกซ์สลายตัวเร็วขึ้น
  • งดการนวดหรือกดทับรุนแรง: ห้ามขยี้หรือนวดบริเวณที่ฉีดในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
  • สวมใส่กางเกงชั้นในที่สบาย: แนะนำให้ใส่กางเกงชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี ไม่รัดแน่นจนเกินไปในช่วง 2-3 วันแรก
  • งดแอลกอฮอล์: ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก เพื่อลดอาการบวมช้ำ
  • กิจกรรมทางเพศ: สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติหลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมง (แต่ควรทำอย่างนุ่มนวลในช่วงแรก)

โบท็อกซ์ Scrotox ราคาเท่าไหร่

scrotox-program-men-health-wellness-dlovevery-clinic

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic

  • เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
  • สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
  • จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
  • ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
  • รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
  • แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้ แพทย์ทุกท่านมีใบอนุญาตและประสบการณ์ด้านโบท็อกซ์ลดกล้ามเนื้อ
  • คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
  • โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้
  • แสดงขั้นตอนการผสมยา ให้เห็นการผสมโบท็อกซ์กับน้ำเกลือ โปร่งใสทุกขั้นตอน
ดีเลิฟเวอรี่คลินิก รับชำระด้วย Shopee SPayLater

รีวิวโปรแกรมอื่นๆที่ผู้ชายมารับบริการ


  • สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
  • สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546

ถ้าหน้ายุงคือหน้าเรียวขึ้น เข้ารูปขึ้น แบบนั้นโบท็อกซ์ให้ได้ค่ะ

การฉีดโบท็อกซ์ลดกรามสามารถทำให้เกิดอาการ “หน้ายุง” หรือหน้าตอบ ได้จริง โดยเฉพาะในคนไข้ที่มี โหนกแก้มสูง เนื้อแก้มน้อย หรือมีผิวหนังหย่อนคล้อย เนื่องจากการลดขนาดกล้ามเนื้อกรามทำให้ฐานพยุงผิวหายไป (*ตรงนี้แหล่ะที่หมอจะบอกว่าการฉีดโบท็อกซ์กราม หรือพยายามทำหน้ายุงนั้นไม่ได้เหมาะกับทุกคนนะ ทุกโปรแกรมมีข้อดีข้อเสีย) ส่งผลให้แก้มดูบุ๋มและโหนกแก้มเด่นชัดขึ้นจนหน้าดูโทรม แต่ปัญหานี้ป้องกันได้ด้วยการ ประเมินรูปหน้าอย่างละเอียดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อคำนวณปริมาณยาที่เหมาะสม หรือเลือกใช้เทคนิคการลิฟท์กรอบหน้าแทน และหากเกิดขึ้นแล้วสามารถแก้ไขได้ด้วยการรอให้ยาหมดฤทธิ์หรือการเติม ฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อคืนความอิ่มเอิบให้ใบหน้าค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

อาการเหงื่อออกมากผิดปกติที่มือ เท้า และรักแร้ ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะ Primary Hyperhidrosis ซึ่งเกิดจาก ระบบประสาทสั่งการต่อมเหงื่อทำงานไวเกินไป มักเป็นกรรมพันธุ์และ ไม่ใช่โรคร้ายแรง ค่ะ

ข้อมูลจาก International Hyperhidrosis Society ระบุว่าประชากรทั่วโลกประมาณ 4.8% มีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติโดยไม่มีโรคแทรกซ้อน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก คนไทยเราก็เป็นกันเยอะทุกช่วงอายุ แต่ก่อนหมออยู่โรงพยาบาลต่างจังหวัด มักเจอคนไข้ที่กังวลมากจนต้องมาพบหมอหลายเคสมากๆ แต่อย่างที่บอกไป ส่วนมากไม่ใช่อาการร้ายแรงอะไร

แต่หากมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น น้ำหนักลด มือสั่น ใจสั่น หรือเหงื่อออกท่วมตัวตอนกลางคืน อันนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคแทรกซ้อนอย่าง ไทรอยด์เป็นพิษ เบาหวาน หรือวัณโรค ซึ่งหมอแนะนำให้รีบเข้ามาตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดนะคะ

อ่านเพิ่มเติม

ภาวะดื้อโบท็อกซ์ไม่ได้เกิดง่ายกับทุกคน แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการฉีดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกลไกนี้ต่างจากการดื้อยาฆ่าเชื้อที่เชื้อโรคพัฒนาตัวเอง แต่การดื้อโบท็อกซ์คือการที่ร่างกายเราสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านยา (คล้ายการฉีดวัคซีน) ส่งผลให้ตัวยาถูกทำลายก่อนจะออกฤทธิ์ ดังนั้นการเว้นระยะห่างการฉีดให้เหมาะสมและเลือกใช้ยาที่บริสุทธิ์เพื่อไม่ให้ร่างกายจดจำว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนไข้สวยได้นานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการดื้อยาในอนาคตค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

ช่วยได้ และช่วยได้ดีด้วยค่ะ ใครที่มีปัญหาหนักจริงๆ ลองนัดปรึกษาแพทย์ก่อนได้เลยค่ะ การฉีดโบท็อกซ์เพื่อแก้ปัญหานอนกัดฟัน คือการฉีดสารคลายกล้ามเนื้อเข้าไปที่ กล้ามเนื้อกราม (Masseter) เพื่อลดการทำงานที่มากเกินไป ทำให้ แรงในการกัดฟันลดลง อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยป้องกัน ฟันสึกและลดอาการปวดศีรษะ จากความเครียดของกล้ามเนื้อได้ตรงจุด โดยจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วง 2 สัปดาห์หลังฉีด และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน แถมยังได้ผลพลอยได้คือ ใบหน้าที่เรียวเล็กและดูละมุนขึ้น ด้วยค่ะ

โดยปกติแพทย์จะใช้ปริมาณยาข้างละ 25-50 ยูนิต (Units) ขึ้นอยู่กับขนาดกล้ามเนื้อของคนไข้ ในเคสนอนกัดฟันเรื้อรัง แพทย์อาจฉีดเพิ่มที่กล้ามเนื้อ Temporalis (ขมับ) นอกเหนือจาก Masseter เพื่อลดอาการปวดไมเกรนค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

มันมีงานวิจัยที่ชัดเจนและมีมานานแล้วค่ะ การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสูญเสีย Zinc (สังกะสี) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าระดับ Zinc ที่ต่ำอาจลดประสิทธิภาพของโบท็อกซ์ลงได้ถึง 30%

การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและสร้างอนุมูลอิสระที่เร่งการสลายของตัวยาค่ะ ถ้าเทียบระยะเวลาที่จะ “หายไป” ให้เห็นภาพชัดเจนคือ

  • โบท็อกซ์: จากมาตรฐานอยู่ได้ 4-6 เดือน ฤทธิ์ยาอาจคลายตัวไวขึ้น เหลือเพียง 3-4 เดือน (หายไปประมาณ 1 เดือน)
  • ฟิลเลอร์: จากรุ่นมาตรฐานทั่วไปที่อยู่ได้ 8-12 เดือน อาจจะยุบตัวและสลายไวเหลือเพียง 6-9 เดือน (หายไปถึง 2-3 เดือน)

ดังนั้น ถ้าคนไข้ไม่อยากให้ความหล่อ-ความสวยที่ลงทุนไปหลักหมื่น อยู่กับเราสั้นลงแบบน่าเสียดาย หมอแนะนำให้ลดปริมาณการดื่มลงและดื่มน้ำเปล่าชดเชยให้มากๆ จะช่วยยืดอายุยาได้ และยังดีต่อสุขภาพมากกว่าด้วยนะคะ 🙂

อ่านเพิ่มเติม

การฉีดโบท็อกซ์ปกติจะ “ไม่ทำให้หน้าบวมใหญ่” ขึ้นแบบชนิดชัดเจนหรือถาวร แต่จะมีเพียง ตุ่มนูนเล็กๆ คล้ายยุงกัด จากตัวยาที่ฉีดเข้าไป ซึ่งจะ ยุบหายไปเองได้ใน 2-3 ชั่วโมง ค่ะ ในบางรายอาจพบรอยเขียวช้ำจากเข็มได้บ้างซึ่งจะหายเองใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากคนไข้มีอาการ บวมแดง ร้อน ปวดมาก หรือมีผื่นคัน ให้รีบกลับมาพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นอาการแพ้หรือติดเชื้อค่ะ

แต่ที่คนไข้หลายคนรู้สึกว่าหน้าต่างไปจากเดิมเหมือนมันบวมๆ เพราะอาจจะความรู้สึกเจ็บ ไม่เคยทำมาก่อน อาจจะมีความรู้สึกแบบนั้นได้ อารมณ์เหมือนเราไปถอนฟันแล้วฤทธิ์ยาชายังไม่หมด รู้สึกว่าหน้าตัวเองบวม ปากบวมอยู่ แต่ความจริงก็คือปกติค่ะ

แต่การฉีดแฟตสลายไขมันมีโอกาสบวม “มากกว่าและนานกว่า” โบท็อกซ์แน่นอนค่ะ สาเหตุหลักมาจาก ปริมาณตัวยา (Volume) ที่ฉีดเข้าไปเยอะกว่าโบท็อกซ์หลายเท่าเพื่อให้ทั่วถึงชั้นไขมัน และกลไกการทำงานของยาที่ทำให้เซลล์ไขมันแตกตัว ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิด การอักเสบและการบวมในระยะสั้น (3-7 วัน) ได้ แตกต่างจากโบท็อกซ์ที่บวมแค่รอยเข็มชั่วคราว ดังนั้นถ้าคนไข้จะฉีดแฟต หมอแนะนำให้เผื่อเวลาพักหน้าสักนิด หรือเลือกสูตรยาที่เน้นลดบวมก็จะช่วยได้ค่ะ ควรพบแพทย์ปรึกษาให้เข้าใจแน่ชัดก่อนรับบริการทุกครั้งนะคะ

อ่านเพิ่มเติม

เรื่องผลลัพธ์ปลายทางไม่ต่างกันมาก คือลดเหงื่อ ลดสาเหตุการเกิดกลิ่น แต่ราคา กับวิธีการรักษานั้นต่างกันอยู่ ตรงนี้แล้วแต่คนไข้ว่าชอบหรือสะดวกแบบไหนมากกว่ากัน การเลือกวิธีลดเหงื่อใต้วงแขนระหว่าง โบท็อกซ์และเลเซอร์ ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนไข้ค่ะ การฉีดโบท็อกซ์ให้ ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง ลดเหงื่อได้ถึง 80-90% ภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ ผลลัพธ์อยู่ได้ชั่วคราวประมาณ 6-12 เดือน จึงต้องฉีดซ้ำ ส่วนการทำเลเซอร์ลดเหงื่ออย่าง miraDry ให้ โดยทำลายต่อมเหงื่อและกลิ่นได้ตั้งแต่ 1-2 ครั้ง ลดเหงื่อได้เฉลี่ย 70-80% แต่มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูงกว่า การปรึกษาแพทย์ผู้จะช่วยให้คนไข้เลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด เพื่อแก้ปัญหาเหงื่อใต้วงแขนได้อย่างมั่นใจค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

สำหรับคำถามที่ว่าปวดไมเกรนบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคอื่นไหม หมอต้องขอตอบตามตรงว่า “มีความเสี่ยงเชื่อมโยงกับโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ได้ค่ะ” โดยเฉพาะคนที่มีอาการเตือน (Aura) เช่น เห็นแสงวูบวาบก่อนปวด เพราะไมเกรนไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความเจ็บปวด แต่เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดและการอักเสบในสมอง ข้อมูลทางการแพทย์พบว่าการปล่อยให้ปวดเรื้อรังโดยไม่รักษาอย่างถูกวิธี อาจเพิ่มโอกาสเกิดภาวะเส้นเลือดตีบหรืออุดตันได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่าค่ะ

สิ่งที่หมอห่วงที่สุดคือ “อย่าปล่อยให้ปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยคิดว่าทนไหว” เพราะยิ่งทน อาการยิ่งแย่ และความเสี่ยงก็จะยิ่งสะสมค่ะ ระหว่างทางนี้เราต้องรีบหาทางลดความรุนแรงและความถี่ของการปวดให้ได้มากที่สุด การเข้ามารักษาเพื่อคุมอาการไมเกรนให้อยู่หมัด ไม่ใช่แค่เพื่อให้หายปวดสบายตัวในวันนี้ แต่คือการ “ตัดวงจรความเสี่ยง” ที่จะนำไปสู่โรคสมองที่รุนแรงในอนาคต ป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่ามาแก้ไขตอนสายนะคะ

อ่านเพิ่มเติม

ใช้เวลารับบริการ:

20

นาที

ให้บริการโดย:

แพทย์ประจำ

Perfection isn't just about what they see. It's about what you know is there.

★★ ความประทับใจ ★★

google
보크
보크
06/09/2025
facebook
Pakjira Leattaveevit
Pakjira Leattaveevit
แนะนำเลย
24/12/2024
google
วิภัทร พงศ์ทิพากร
วิภัทร พงศ์ทิพากร
21/07/2024
facebook
Wipat Pongtipagorn
Wipat Pongtipagorn
แนะนำเลย
21/07/2024
facebook
Peter Nick
Peter Nick
แนะนำเลย
21/07/2024
facebook
Tay Pattara
Tay Pattara
แนะนำเลย
21/07/2024
facebook
วสิทธิ์ ทองโผ
วสิทธิ์ ทองโผ
แนะนำเลย
12/05/2024