Scrotox (โบท็อกซ์ไข่) ยกระดับความมั่นใจให้จุดซ่อนเร้น เรียบเนียน เต่งตึงขึ้น มั่นใจขึ้น
สำหรับสุภาพบุรุษที่ความ “สมบูรณ์แบบ” คือมาตรฐานขั้นต่ำของการใช้ชีวิต ความดูดีไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเสื้อผ้า หน้า หรือทรงผม แต่คือความมั่นใจในทุกตารางนิ้ว โดยเฉพาะในวินาทีสำคัญที่ต้องเปิดเผยเรือนร่าง การปล่อยให้จุดยุทธศาสตร์มีความเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย หรือดูโรยราไปตามกาลเวลา อาจเป็นจุดเล็กๆ ที่ลดทอนความมั่นใจของคุณโดยไม่รู้ตัว
ในยุคปัจจุบัน เทรนด์การดูแลตัวเองของผู้ชายก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ คำว่า “Anti-Aging” หรือความเต่งตึง ไม่ได้หยุดอยู่แค่ใบหน้าหรือลำคออีกต่อไป แต่ขยายครอบคลุมไปถึง “การดูแลจุดซ่อนเร้น” บริการ Scrotox (Scrotum Botox) จึงกลายเป็น Secret Weapon ของผู้ชายยุคใหม่ที่ต้องการดูแลตัวเองแบบ Total Look ให้ดูหนุ่มแน่น กระชับ และสะอาดสะอ้านในทุกมิติ

Scrotox คืออะไร? นวัตกรรมคืนความหนุ่มให้จุดยุทธศาสตร์
Scrotox หรือ โบท็อกซ์อัณฑะ คือหัตถการทางการแพทย์ที่นำสารโบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) มาใช้ฉีดบริเวณผิวหนังถุงอัณฑะ (Scrotum) โดยแพทย์จะฉีดลงไปที่กล้ามเนื้อเรียบที่ชื่อว่า Dartos Muscle
กล้ามเนื้อ Dartos นี้ทำหน้าที่หดและคลายตัวเพื่อปรับอุณหภูมิของอัณฑะ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดรอยย่นและการหดตัวที่ดูเหมือนผิวหนังเหี่ยวแห้ง เมื่อได้รับการฉีด Scrotox กล้ามเนื้อส่วนนี้จะคลายตัวลง ส่งผลให้ผิวหนังบริเวณถุงอัณฑะตึงกระชับขึ้น ริ้วรอยลดเลือนลง และถุงอัณฑะทิ้งตัวลงในตำแหน่งที่สวยงาม ดูเป็นธรรมชาติและผ่อนคลายยิ่งขึ้น
pie title ปัญหาที่ทำให้ผู้ชายเลือกทำ Scrotox
"ผิวเหี่ยวย่น หย่อนคล้อย" : 45
"เหงื่อออกเยอะ มีกลิ่นอับ" : 30
"ต้องการความมั่นใจเรื่องเพศ" : 15
"อยากให้ดูอวบอิ่มขยายขนาด" : 10
อ้างอิงคนไข้ ดีเลิฟเวอรี่คลินิก ตั้งแต่ 6 มิถุนายน 2568

ทำไมต้องฉีดโบท็อกซ์อัณฑะ? 5 ผลลัพธ์ Exclusive ที่ผู้ชายต้องรู้
การทำ Scrotox ไม่ใช่แค่เรื่องของความงาม แต่ยังตอบโจทย์เรื่องสุขอนามัยและสุนทรียภาพทางเพศ นี่คือสิ่งที่ผู้ชายจะได้รับจากการทำหัตถการนี้:
- Aesthetics (ความงามที่เหนือกว่า): เปลี่ยนผิวที่เคยเหี่ยวย่น ขรุขระ ให้กลับมา เรียบเนียน เต่งตึง ดูสะอาดตา ย้อนวัยให้จุดซ่อนเร้นดูเหมือนคนหนุ่ม
- Visual Size (ดูอวบอิ่มขึ้น): เมื่อกล้ามเนื้อคลายตัว ถุงอัณฑะจะทิ้งตัวลงต่ำเล็กน้อย ทำให้ภาพรวมของอัณฑะ ดูใหญ่ขึ้น เต็มขึ้น และดูหนักแน่นขึ้น สร้างความประทับใจเมื่อแรกเห็น
- Hyperhidrosis (ลดเหงื่อ ลดกลิ่น): โบท็อกซ์มีคุณสมบัติเด่นในการยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อ ช่วย ลดปริมาณเหงื่อ บริเวณขาหนีบและอัณฑะ ลดความอับชื้น และขจัดปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์
- Comfort (ความสบายตัว): ลดการเสียดสีระหว่างขากับถุงอัณฑะ ทำให้รู้สึกโล่งสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน หรือขณะออกกำลังกาย
- Sexual Confidence (ความมั่นใจขั้นสุด): เมื่อรูปลักษณ์ดูดีขึ้น ความกังวลจะหายไป ส่งผลให้คุณมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมในกิจกรรมทางเพศ และในบางรายพบว่าช่วยเพิ่มความรู้สึกไวต่อสัมผัส (Sensitivity) ให้ดีขึ้น
ข้อควรรู้ก่อนรับบริการ (Things to Know)
| ประเด็นที่ควรรู้ | รายละเอียด |
|---|---|
| ระยะเวลาของผลลัพธ์ | ผลลัพธ์จะเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังฉีด และจะคงสภาพความเรียบเนียนได้นานประมาณ 3 – 4 เดือน (ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและปฏิกิริยาของร่างกายแต่ละบุคคล) เมื่อหมดฤทธิ์ผิวหนังจะค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยไม่มีผลเสียระยะยาว |
| ระดับความเจ็บและความปลอดภัย | เจ็บน้อยมาก เนื่องจากมีการแปะยาชา และเป็นการฉีดที่ผิวหนังชั้นตื้น ไม่ได้แทงเข็มเข้าไปในเนื้อเยื่อลูกอัณฑะ จึง ไม่กระทบต่อการผลิตอสุจิหรือฮอร์โมนเพศชาย และมีความปลอดภัยสูงเมื่อทำโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ |
| ผู้ที่ไม่ควรทำ | ผู้ที่มีแผลติดเชื้อหรืออักเสบบริเวณผิวหนังอัณฑะ, ผู้ที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis) หรือผู้ที่มีประวัติแพ้สาร Botulinum Toxin ควรแจ้งแพทย์ก่อนเสมอ |
| ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น | อาจพบรอยแดง รอยเข็ม หรือรอยช้ำเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปเองภายในไม่กี่วัน ในบางรายอาจรู้สึกชาบริเวณผิวหนังชั่วคราว แต่จะกลับมาเป็นปกติในระยะเวลาสั้นๆ |

เตรียมความพร้อมก่อนทำ (Pre-Procedure Care)
เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและลดโอกาสเกิดรอยช้ำ นี่คือสิ่งที่คนไข้ควรเตรียมตัวก่อนเข้ารับบริการ
- โกนขนบริเวณอัณฑะ: เพื่อความสะอาดและช่วยให้แพทย์เห็นตำแหน่งผิวหนังได้ชัดเจนที่สุด (ควรโกนล่วงหน้า 1 วันเพื่อลดการระคายเคือง)
- งดยาและอาหารเสริมบางชนิด: งดยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Naproxen), วิตามินอี, น้ำมันปลา, แปะก๊วย หรือโสม อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนทำ เพื่อลดความเสี่ยงเลือดออกง่ายหรือรอยช้ำ
- พักผ่อนให้เพียงพอ: เตรียมร่างกายให้พร้อม ไม่ควรอดนอนหรือดื่มแอลกอฮอล์หนักในคืนก่อนทำ
- รักษาความสะอาด: อาบน้ำทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นให้เรียบร้อยก่อนมาคลินิก
ขั้นตอนการทำหัตถการ (Procedure Details)
กระบวนการทำ Scrotox นั้นรวดเร็วและเจ็บน้อยกว่าที่คิด โดยใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที
- แปะยาชา: แพทย์จะทำการแปะยาชาบริเวณผิวหนังถุงอัณฑะทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาที เพื่อให้คนไข้รู้สึกสบายที่สุดขณะทำ
- การฉีด: แพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษ ฉีดตัวยาลงไปในชั้นผิวหนังตื้นๆ (Intradermal) กระจายทั่วบริเวณถุงอัณฑะ (ไม่ได้ฉีดเข้าไปในลูกอัณฑะ)
- เสร็จสิ้น: ทำความสะอาดผิวหนัง คนไข้สามารถกลับบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น
การดูแลตัวเองหลังทำ (Post-Procedure Care)
เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้ยาวนานและป้องกันผลข้างเคียง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้
- หลีกเลี่ยงความร้อน: งดการแช่น้ำอุ่น ซาวน่า หรือสตรีม เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ เพราะความร้อนอาจทำให้ตัวยาโบท็อกซ์สลายตัวเร็วขึ้น
- งดการนวดหรือกดทับรุนแรง: ห้ามขยี้หรือนวดบริเวณที่ฉีดในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
- สวมใส่กางเกงชั้นในที่สบาย: แนะนำให้ใส่กางเกงชั้นในที่ระบายอากาศได้ดี ไม่รัดแน่นจนเกินไปในช่วง 2-3 วันแรก
- งดแอลกอฮอล์: ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก เพื่อลดอาการบวมช้ำ
- กิจกรรมทางเพศ: สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติหลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมง (แต่ควรทำอย่างนุ่มนวลในช่วงแรก)
โบท็อกซ์ Scrotox ราคาเท่าไหร่

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้ แพทย์ทุกท่านมีใบอนุญาตและประสบการณ์ด้านโบท็อกซ์ลดกล้ามเนื้อ
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้
- แสดงขั้นตอนการผสมยา ให้เห็นการผสมโบท็อกซ์กับน้ำเกลือ โปร่งใสทุกขั้นตอน

รีวิวโปรแกรมอื่นๆที่ผู้ชายมารับบริการ
- สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546


ก่อนอื่นหมอและทีมขอเป็นกำลังใจให้คนไข้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับโรคนี้อยู่นะคะ
สำหรับคนไข้มะเร็ง การฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ ไม่ได้เป็นข้อห้ามถาวร แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาค่ะ หากอยู่ในช่วง การให้คีโม ฉายแสง หรือรับประทานยากดภูมิ หมอขอให้งดทำหัตถการที่มีเข็มทุกชนิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อและระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรง แต่หาก รักษาหายขาดแล้วและโรคสงบ (Remission) เกิน 6 เดือนขึ้นไป สามารถทำได้ โดยหมอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์มะเร็งเจ้าของไข้เพื่อประเมินค่าเลือดก่อนเสมอ และ หลีกเลี่ยงการฉีดในบริเวณที่เคยผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดค่ะ
Cancer is just a chapter in your life, not the whole story. Turn the page and keep writing.
สำหรับคนไข้ที่กังวลเรื่องริ้วรอยหน้าผากแต่ไม่อยากฉีดโบท็อกซ์ หมอขอบอกว่ามีทางเลือกมากมายเลยค่ะ (จริงก็ไม่ใช่แค่หน้าผากนะคะ ได้ทุกจุดเลย) ไม่ว่าจะเป็นการใช้สกินแคร์กลุ่มที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนอย่าง เรตินอยด์ เปปไทด์ หรือไฮยาลูรอนิค แอซิด รวมถึงทรีตเมนต์ในคลินิก เช่น เลเซอร์, เครื่องกลุ่ม RF หรือ HIFU และไมโครนีดลิ่งร่วมกับ PRP วิธีเหล่านี้ล้วนช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและยกกระชับผิวได้ดี และโดยเฉพาะคนไข้ที่อายุยังไม่เกิน 40 ปี การดูแลเหล่านี้มักให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจและสามารถทดแทนการฉีดโบท็อกซ์ได้เป็นอย่างดีค่ะ อย่าลืมเรื่องการป้องกันแสงแดด ดื่มน้ำ และพักผ่อนให้เพียงพอก็สำคัญมากๆ เช่นกันค่ะ
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของหมอพบว่า เมื่อคนไข้อายุเกิน 40 ปี ทางเลือกในการลดริ้วรอยบางอย่างก็เริ่มให้ผลลัพธ์ที่ไม่ชัดเจน หรืออาจไม่คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปเท่าที่ควรค่ะ นั่นคือเหตุผลที่แม้จะมีนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ Botulinum Toxin หรือโบท็อกซ์ ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ และยืดหยัดมาได้ยาวนาน ไม่ใช่เพราะไม่มีทางเลือกอื่น แต่เป็นเพราะมันสามารถตอบโจทย์การลดเลือนริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกช่วงวัยของผิวค่ะ ดังนั้น แม้จะมีตัวเลือกทดแทนเยอะ แต่ก็อาจไม่ได้แทนที่ได้ตลอดช่วงอายุของผิวนะคะ คนไข้ต้องเลือกให้เหมาะสมกับช่วงวัยและสภาพผิวของตัวเองเป็นหลักค่ะ
หลังฉีด โบท็อกซ์น่อง คนไข้สามารถ เดินได้ปกติ และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที แต่อาจรู้สึก เมื่อยตึงหรือน่องอ่อนแรงเล็กน้อยชั่วคราว ซึ่งเป็นอาการปกติและจะหายไปเองภายในไม่กี่วัน สิ่งสำคัญคือ หลีกเลี่ยงการนวดบริเวณที่ฉีด ใครติดนวดไทย เว้นไปก่อนนะคะ และ งดออกกำลังกายหนักที่น่องในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก เพื่อให้ยาเซ็ตตัวดีและได้ผลลัพธ์น่องเรียวสวยตามที่ต้องการอย่างปลอดภัยค่ะ
อาการ “ดื้อยา” หรือการที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน จะเกิดขึ้นเฉพาะกับโบท็อกซ์เท่านั้น ส่วนฟิลเลอร์และเครื่องยกกระชับ ไม่มีภาวะดื้อยา ค่ะ ความรู้สึกว่าฉีดฟิลเลอร์แล้วหายไว มักเกิดจาก ไลฟ์สไตล์ที่เร่งการเผาผลาญ หรือการขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้นบ่อยๆ ส่วนเครื่องยกกระชับ หากรู้สึกว่าทำแล้วไม่เห็นผล มักเกิดจาก ความเสื่อมของผิวตามวัยที่แซงหน้าการกระตุ้น หรือการทำถี่เกินความจำเป็น ดังนั้น สบายใจได้เลยค่ะ เพียงแค่ปรับพฤติกรรมและวางแผนการรักษาร่วมกับหมอ ผลลัพธ์ก็จะยังดีอยู่ค่ะ
ถ้าหน้ายุงคือหน้าเรียวขึ้น เข้ารูปขึ้น แบบนั้นโบท็อกซ์ให้ได้ค่ะ
การฉีดโบท็อกซ์ลดกรามสามารถทำให้เกิดอาการ “หน้ายุง” หรือหน้าตอบ ได้จริง โดยเฉพาะในคนไข้ที่มี โหนกแก้มสูง เนื้อแก้มน้อย หรือมีผิวหนังหย่อนคล้อย เนื่องจากการลดขนาดกล้ามเนื้อกรามทำให้ฐานพยุงผิวหายไป (*ตรงนี้แหล่ะที่หมอจะบอกว่าการฉีดโบท็อกซ์กราม หรือพยายามทำหน้ายุงนั้นไม่ได้เหมาะกับทุกคนนะ ทุกโปรแกรมมีข้อดีข้อเสีย) ส่งผลให้แก้มดูบุ๋มและโหนกแก้มเด่นชัดขึ้นจนหน้าดูโทรม แต่ปัญหานี้ป้องกันได้ด้วยการ ประเมินรูปหน้าอย่างละเอียดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อคำนวณปริมาณยาที่เหมาะสม หรือเลือกใช้เทคนิคการลิฟท์กรอบหน้าแทน และหากเกิดขึ้นแล้วสามารถแก้ไขได้ด้วยการรอให้ยาหมดฤทธิ์หรือการเติม ฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อคืนความอิ่มเอิบให้ใบหน้าค่ะ
อาการเหงื่อออกมากผิดปกติที่มือ เท้า และรักแร้ ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะ Primary Hyperhidrosis ซึ่งเกิดจาก ระบบประสาทสั่งการต่อมเหงื่อทำงานไวเกินไป มักเป็นกรรมพันธุ์และ ไม่ใช่โรคร้ายแรง ค่ะ
ข้อมูลจาก International Hyperhidrosis Society ระบุว่าประชากรทั่วโลกประมาณ 4.8% มีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติโดยไม่มีโรคแทรกซ้อน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก คนไทยเราก็เป็นกันเยอะทุกช่วงอายุ แต่ก่อนหมออยู่โรงพยาบาลต่างจังหวัด มักเจอคนไข้ที่กังวลมากจนต้องมาพบหมอหลายเคสมากๆ แต่อย่างที่บอกไป ส่วนมากไม่ใช่อาการร้ายแรงอะไร
แต่หากมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น น้ำหนักลด มือสั่น ใจสั่น หรือเหงื่อออกท่วมตัวตอนกลางคืน อันนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคแทรกซ้อนอย่าง ไทรอยด์เป็นพิษ เบาหวาน หรือวัณโรค ซึ่งหมอแนะนำให้รีบเข้ามาตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดนะคะ
ภาวะดื้อโบท็อกซ์ไม่ได้เกิดง่ายกับทุกคน แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการฉีดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกลไกนี้ต่างจากการดื้อยาฆ่าเชื้อที่เชื้อโรคพัฒนาตัวเอง แต่การดื้อโบท็อกซ์คือการที่ร่างกายเราสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านยา (คล้ายการฉีดวัคซีน) ส่งผลให้ตัวยาถูกทำลายก่อนจะออกฤทธิ์ ดังนั้นการเว้นระยะห่างการฉีดให้เหมาะสมและเลือกใช้ยาที่บริสุทธิ์เพื่อไม่ให้ร่างกายจดจำว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนไข้สวยได้นานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการดื้อยาในอนาคตค่ะ
ช่วยได้ และช่วยได้ดีด้วยค่ะ ใครที่มีปัญหาหนักจริงๆ ลองนัดปรึกษาแพทย์ก่อนได้เลยค่ะ การฉีดโบท็อกซ์เพื่อแก้ปัญหานอนกัดฟัน คือการฉีดสารคลายกล้ามเนื้อเข้าไปที่ กล้ามเนื้อกราม (Masseter) เพื่อลดการทำงานที่มากเกินไป ทำให้ แรงในการกัดฟันลดลง อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยป้องกัน ฟันสึกและลดอาการปวดศีรษะ จากความเครียดของกล้ามเนื้อได้ตรงจุด โดยจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วง 2 สัปดาห์หลังฉีด และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน แถมยังได้ผลพลอยได้คือ ใบหน้าที่เรียวเล็กและดูละมุนขึ้น ด้วยค่ะ
โดยปกติแพทย์จะใช้ปริมาณยาข้างละ 25-50 ยูนิต (Units) ขึ้นอยู่กับขนาดกล้ามเนื้อของคนไข้ ในเคสนอนกัดฟันเรื้อรัง แพทย์อาจฉีดเพิ่มที่กล้ามเนื้อ Temporalis (ขมับ) นอกเหนือจาก Masseter เพื่อลดอาการปวดไมเกรนค่ะ
















