การฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดริ้วรอยระหว่างคิ้วเป็นหัตถการที่ปลอดภัยและได้รับความนิยมสูง ที่ D’ Lovevery Clinic เราเข้าใจดีว่าการตัดสินใจฉีดครั้งแรกอาจมีความกังวลใจ เราจึงให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนและตรงไปตรงมา เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นธรรมชาติและปลอดภัยที่สุด สำหรับท่านที่เคยฉีดมาแล้วและต้องการรักษาผลลัพธ์ให้ต่อเนื่อง ก็สามารถกลับมาฉีดซ้ำได้อย่างสบายใจกับแพทย์คนเดิมที่จะดูแลคุณอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังฉีดโบท็อกซ์หว่างคิ้ว
| คนที่ยังไม่เคยรับบริการ | คนที่รับบริการแล้ว |
|---|---|
| ริ้วรอยร่องลึกระหว่างคิ้วที่มองเห็นชัดเจน แม้ไม่ได้แสดงสีหน้า | ริ้วรอยเดิมดูตื้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผิวเรียบเนียนขึ้น |
| ใบหน้าอาจดูเคร่งขรึมหรือดูเหมือนโกรธตลอดเวลา | ใบหน้าโดยรวมดูสดใส อ่อนโยน และดูอ่อนเยาว์ลง |
| กังวลกับการแสดงสีหน้า เพราะกลัวริ้วรอยจะลึกขึ้น | มั่นใจในการแสดงสีหน้ามากขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่องริ้วรอย |


สาเหตุหลักของการเกิดริ้วรอยระหว่างคิ้วที่คุณควรรู้
ริ้วรอยระหว่างคิ้วไม่ได้เกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เร่งให้เกิดรอยย่นได้เร็วขึ้น:
- การแสดงสีหน้าซ้ำ ๆ: การขมวดคิ้วบ่อยครั้งเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวจนเกิดเป็นรอยพับถาวร
- อายุและคอลลาเจน: เมื่ออายุมากขึ้น การผลิตคอลลาเจนและอิลาสตินในผิวจะลดลง ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น
- แสงแดดและมลภาวะ: รังสียูวี (UV) ทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวขาดความกระชับและเกิดริ้วรอยได้ง่าย
- ไลฟ์สไตล์: การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และความเครียด ล้วนส่งผลให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

Glabellar Lines VS Bunny Lines
| หัวข้อ | โบท็อกซ์ระหว่างคิ้ว (Glabellar Lines) | โบท็อกซ์สันจมูก (Bunny Lines) |
|---|---|---|
| ตำแหน่งของริ้วรอย | รอยย่นแนวตั้ง 1-2 เส้น ที่ปรากฏขึ้นระหว่างคิ้ว | รอยย่นเล็กๆ ที่พาดเฉียงบริเวณสันจมูกและด้านข้างจมูก |
| สาเหตุการเกิด | เกิดจากการขมวดคิ้ว การแสดงสีหน้าเคร่งเครียด หรือการเพ่งมอง | เกิดจากการย่นจมูกเวลายิ้ม หัวเราะ หรือแสดงสีหน้า |
| ผลต่อภาพลักษณ์ | ทำให้ใบหน้าดูดุ เคร่งขรึม หรือเหมือนกำลังโกรธอยู่ตลอดเวลา | ทำให้ดูมีอายุมากขึ้น และเป็นสัญญาณเริ่มต้นของริ้วรอยบนใบหน้า |
| บริเวณที่ฉีด | กล้ามเนื้อโปรเซรัส (Procerus) และคอร์รูเกเตอร์ (Corrugator) ที่อยู่ระหว่างคิ้ว | กล้ามเนื้อนาซาลิส (Nasalis) ที่อยู่บริเวณสันจมูกทั้งสองข้าง |
| ปริมาณที่ใช้ (โดยประมาณ) | 10 – 25 ยูนิต | 4 – 12 ยูนิต |
| เป้าหมายการรักษา | เพื่อคลายกล้ามเนื้อที่ดึงคิ้วเข้าหากัน ลดรอยย่นร่องลึก ทำให้ใบหน้าดูผ่อนคลายและอ่อนโยนขึ้น | เพื่อลดเลือนริ้วรอยเล็กๆ บริเวณสันจมูก ทำให้เวลายิ้มหรือแสดงสีหน้าแล้วดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติ |

ข้อดีของการฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอยระหว่างคิ้ว
- ลดริ้วรอยร่องลึก: ช่วยให้รอยขมวดคิ้วดูตื้นขึ้นและเรียบเนียนอย่างเห็นได้ชัด
- ป้องกันริ้วรอยในอนาคต: ชะลอการเกิดรอยย่นใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการแสดงสีหน้า
- เห็นผลเร็ว ไม่ต้องพักฟื้น: เป็นหัตถการที่ใช้เวลาสั้นเพียง 10-15 นาที และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที
- ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ: หากฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ใบหน้าจะยังคงแสดงความรู้สึกได้ตามปกติ ไม่แข็งทื่อ
ฉีดโบท็อกซ์ระหว่างคิ้วเหมาะกับใคร?
- ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยระหว่างคิ้วจากการขมวดคิ้วบ่อย ๆ
- ผู้ที่ต้องการปรับใบหน้าให้ดูเป็นมิตร สดใส และลดความเคร่งขรึม
- ผู้ที่ต้องการลดริ้วรอยแบบเร่งด่วน โดยไม่ต้องผ่าตัด
pie title สัดส่วนการพบริ้วรอยหว่างคิ้ว
"< 25 ปี" : 10
"25 - 34 ปี" : 20
"35 - 44 ปี" : 35
"> 45 ปี" : 30 อ้างอิงคนไข้ดีเลิฟเวอรี่คลินิก ตั้งแต่ปี 2022-2025

เลือกโบท็อกซ์ยี่ห้อไหนดี? ที่สุดสำหรับลดริ้วรอยหว่างคิ้ว
โบท็อกซ์ที่ผ่านการรับรองจาก อย. ในประเทศไทยมีหลายยี่ห้อ ซึ่งแต่ละยี่ห้อมีคุณสมบัติเด่นและราคาแตกต่างกันไป
- โปรแกรม Allergan (อเมริกา): มีความบริสุทธิ์สูงมาก (99.5%) โอกาสดื้อยาน้อย ออกฤทธิ์แม่นยำ เหมาะกับการฉีดเฉพาะจุดและให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ คงอยู่นาน 4-6 เดือน
- โปรแกรม Dysport (อังกฤษ): ตัวยากระจายตัวได้ดี เหมาะกับการฉีดในบริเวณกว้าง ให้ผลลัพธ์ที่ดูผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ คงอยู่นาน 4-6 เดือน
- โปรแกรม Xeomin (เยอรมนี): เป็น Pure Toxin ที่ไม่มีโปรตีนผสม ลดความเสี่ยงในการดื้อยาในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่เคยมีประวัติดื้อโบท็อกซ์ คงอยู่นาน 4-6 เดือน
- โปรแกรม Boneu (เกาหลี): ออกฤทธิ์ค่อนข้างเร็ว และให้ความรู้สึกตึงกระชับได้ดี เป็นที่นิยมและมีคุณภาพสูง
- โปรแกรม Aestox (เกาหลี): มีความบริสุทธิ์สูงและราคาเข้าถึงง่าย ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นฉีดโบท็อกซ์ คงอยู่นาน 3-4 เดือน
ริ้วรอยแบบไหนถึงควรเลือกเป็นการเติมฟิลเลอร์
คุณหมอจะแนะนำให้เติมฟิลเลอร์สำหรับริ้วรอย 2 จุดนี้ก็ต่อเมื่อ…
หลักๆ เลยคือ
- ริ้วรอยมัน “ลึกมาก” จนเป็น “ร่องถาวร” ไปแล้ว คือต่อให้เราไม่ขมวดคิ้ว หรือไม่ย่นจมูก ร่องริ้วรอยพวกนี้ก็ยังเห็นชัดเจน ไม่หายไปไหนค่ะ
- ฉีดโบท็อกซ์แล้วแต่ก็ยังเอาไม่อยู่ โบท็อกซ์ช่วยคลายกล้ามเนื้อได้ดี ทำให้เราขยับแล้วไม่เกิดริ้วรอยใหม่ แต่ถ้าเป็นร่องลึกที่เกิดมานานแล้ว โบท็อกซ์อย่างเดียวก็ไม่สามารถ “ยกฐาน” ร่องนั้นให้ตื้นขึ้นมาได้ทั้งหมดค่ะ

การเตรียมตัวก่อนและดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อกซ์
ก่อนฉีด:
- ปรึกษาแพทย์: เพื่อประเมินปัญหาและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
- งดยาและวิตามิน: งดวิตามินอี น้ำมันปลา และยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs อย่างน้อย 1 สัปดาห์เพื่อลดรอยช้ำ
- แจ้งประวัติสุขภาพ: แจ้งโรคประจำตัวและยาที่แพ้ให้แพทย์ทราบทุกครั้ง
หลังฉีด:
- ห้ามนอนราบ: งดนอนราบหรือก้มหน้าต่ำกว่าระดับหัวใจเป็นเวลา 4 ชั่วโมง
- ห้ามนวด: ห้ามกด นวด หรือถูบริเวณที่ฉีด เพื่อป้องกันการกระจายตัวของยา
- หลีกเลี่ยงความร้อน: งดซาวน่า ออกกำลังกายหนัก และดื่มแอลกอฮอล์ใน 24 ชั่วโมงแรก
- ขยับกล้ามเนื้อ: ควรขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเบา ๆ เพื่อให้โบท็อกซ์กระจายตัวเข้าสู่กล้ามเนื้อได้ดีขึ้น

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และความปลอดภัยในการฉีด
การฉีดโบท็อกซ์มีความปลอดภัยสูงเมื่อทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ ผลข้างเคียงที่อาจพบได้คือรอยแดงหรือบวมเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปเองในไม่กี่วัน หากเกิดความผิดปกติ เช่น คิ้วตก หนังตาตก ควรปรึกษาแพทย์ทันที
ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์ระหว่างคิ้ว
| ข้อควรรู้ | คำอธิบาย |
|---|---|
| ต้องใช้กี่ยูนิต | โดยทั่วไปใช้ประมาณ 10-25 ยูนิต แพทย์จะเป็นผู้ประเมินตามความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความลึกของริ้วรอย |
| กี่วันถึงจะเห็นผล | เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงใน 3-7 วัน และเห็นผลลัพธ์ชัดเจนเต็มที่ใน 2 สัปดาห์ |
| ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน | คงผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและการดูแลตัวเอง |
| ยี่ห้อไหนดีที่สุด | แต่ละยี่ห้อมีจุดเด่นต่างกัน ที่เหมาะกับการทำงานช่วยลดริ้วรอย หรือการทำงานกล้ามเนื้อแต่ละจุด แพทย์จะช่วยเลือกยี่ห้อที่เหมาะกับคุณที่สุด |
| ปลอดภัยหรือไม่ | ปลอดภัยสูงมากหากฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในคลินิกที่ได้มาตรฐาน และใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ที่ตรวจสอบได้ |
รีวิว Botulinum Toxin
โบท็อกซ์ลดริ้วรอย ขมวดคิ้ว หว่างคิ้ว ราคาเท่าไหร่


| โปรแกรม | ราคา |
|---|---|
| NEURONOX 50 UNIT | 4,999.- |
| NEURONOX 100 UNIT | 7,999.- |
| AESTOX 50 UNIT | 4,999.- |
| AESTOX 100 UNIT | 7,999.- |
| HUGEL 50 UNIT | 5,999.- |
| HUGEL 100 UNIT | 9,999.- |
| XEOMIN 50 UNIT | 9,000.- |
| XEOMIN 100 UNIT | 17,000.- |
| DYSPORT 120 UNIT | 12,000.- |
| DYSPORT 300 UNIT | 19,000.- |
| BOTOX 50 UNIT | 12,900.- |
| BOTOX 100 UNIT | 19,999.- |
เช็กให้ชัวร์ โบท็อกซ์แท้ vs โบท็อกซ์ปลอม
| ✅ โบท็อกซ์ของแท้ | ❌ โบท็อกซ์ปลอม (ความเสี่ยงที่เจอ) |
|---|---|
| สลายได้ 100% ไม่ตกค้างในร่างกาย | อาจสลายไม่หมด ทำให้เกิดการตกค้างเป็นพังผืด |
| ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ แสดงสีหน้าได้ปกติ | เสี่ยงหน้าแข็ง ปากเบี้ยว หนังตาตก กล้ามเนื้อผิดรูป |
| ออกฤทธิ์ตรงจุด แม่นยำ ไม่กระจายไปส่วนอื่น | ควบคุมการกระจายตัวไม่ได้ ทำให้ผลข้างเคียงรุนแรง |
| บริสุทธิ์สูง โอกาสเกิดอาการดื้อยาน้อยมาก | มีสิ่งเจือปน ทำให้เกิดอาการแพ้และเสี่ยงดื้อยาสูง |
| ตรวจสอบได้ มีเอกสารกำกับและเช็กกับบริษัทผู้นำเข้าได้ | ไม่สามารถตรวจสอบที่มาได้ เป็นยาหิ้วหรือยาปลอม |

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
ที่ D’ Lovevery Clinic เราเชื่อว่าผลลัพธ์ที่ดีที่สุดมาจากการบริการที่ใส่ใจและตรงไปตรงมา เราจึงสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างเพื่อให้คุณสวยขึ้นได้อย่างสบายใจ
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ เราให้เวลากับคุณอย่างเต็มที่ ไม่ต้องรอนานในบรรยากาศที่ไม่แออัด แพทย์จะให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวอย่างละเอียดเพื่อออกแบบการรักษาที่เหมาะกับคุณโดยเฉพาะ ไม่มีการเร่งรีบตัดสินใจ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน คุณจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์โดยตรง ปราศจากเซลส์คอยปิดการขายหรือบังคับซื้อคอร์สที่ไม่จำเป็น เราเน้นให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ
- จ่ายสบายเลือกได้ เรามีทางเลือกการชำระเงินที่ยืดหยุ่น ทั้งระบบมัดจำ แบ่งจ่าย รวมถึงบริการ Shopee PayLater และการผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม คุณสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับการติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง เพื่อให้ผลลัพธ์เป็นไปตามที่คาดหวัง
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ เราใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย คุณสามารถตรวจสอบข้อมูลและเช็คคอร์สคงเหลือของคุณได้อย่างง่ายดาย พร้อมชมรีวิวจริงจากลูกค้าของเราเพื่อประกอบการตัดสินใจ
- คลินิกได้มาตรฐาน คลินิกสะอาด ปลอดภัย ผ่านการรับรองอย่างถูกต้อง เดินทางสะดวก พร้อมมีที่จอดรถส่วนตัวบริการฟรี


- สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546


อาการ “ดื้อยา” หรือการที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน จะเกิดขึ้นเฉพาะกับโบท็อกซ์เท่านั้น ส่วนฟิลเลอร์และเครื่องยกกระชับ ไม่มีภาวะดื้อยา ค่ะ ความรู้สึกว่าฉีดฟิลเลอร์แล้วหายไว มักเกิดจาก ไลฟ์สไตล์ที่เร่งการเผาผลาญ หรือการขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้นบ่อยๆ ส่วนเครื่องยกกระชับ หากรู้สึกว่าทำแล้วไม่เห็นผล มักเกิดจาก ความเสื่อมของผิวตามวัยที่แซงหน้าการกระตุ้น หรือการทำถี่เกินความจำเป็น ดังนั้น สบายใจได้เลยค่ะ เพียงแค่ปรับพฤติกรรมและวางแผนการรักษาร่วมกับหมอ ผลลัพธ์ก็จะยังดีอยู่ค่ะ
ถ้าหน้ายุงคือหน้าเรียวขึ้น เข้ารูปขึ้น แบบนั้นโบท็อกซ์ให้ได้ค่ะ
การฉีดโบท็อกซ์ลดกรามสามารถทำให้เกิดอาการ “หน้ายุง” หรือหน้าตอบ ได้จริง โดยเฉพาะในคนไข้ที่มี โหนกแก้มสูง เนื้อแก้มน้อย หรือมีผิวหนังหย่อนคล้อย เนื่องจากการลดขนาดกล้ามเนื้อกรามทำให้ฐานพยุงผิวหายไป (*ตรงนี้แหล่ะที่หมอจะบอกว่าการฉีดโบท็อกซ์กราม หรือพยายามทำหน้ายุงนั้นไม่ได้เหมาะกับทุกคนนะ ทุกโปรแกรมมีข้อดีข้อเสีย) ส่งผลให้แก้มดูบุ๋มและโหนกแก้มเด่นชัดขึ้นจนหน้าดูโทรม แต่ปัญหานี้ป้องกันได้ด้วยการ ประเมินรูปหน้าอย่างละเอียดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อคำนวณปริมาณยาที่เหมาะสม หรือเลือกใช้เทคนิคการลิฟท์กรอบหน้าแทน และหากเกิดขึ้นแล้วสามารถแก้ไขได้ด้วยการรอให้ยาหมดฤทธิ์หรือการเติม ฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อคืนความอิ่มเอิบให้ใบหน้าค่ะ
อาการเหงื่อออกมากผิดปกติที่มือ เท้า และรักแร้ ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะ Primary Hyperhidrosis ซึ่งเกิดจาก ระบบประสาทสั่งการต่อมเหงื่อทำงานไวเกินไป มักเป็นกรรมพันธุ์และ ไม่ใช่โรคร้ายแรง ค่ะ
ข้อมูลจาก International Hyperhidrosis Society ระบุว่าประชากรทั่วโลกประมาณ 4.8% มีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติโดยไม่มีโรคแทรกซ้อน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก คนไทยเราก็เป็นกันเยอะทุกช่วงอายุ แต่ก่อนหมออยู่โรงพยาบาลต่างจังหวัด มักเจอคนไข้ที่กังวลมากจนต้องมาพบหมอหลายเคสมากๆ แต่อย่างที่บอกไป ส่วนมากไม่ใช่อาการร้ายแรงอะไร
แต่หากมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น น้ำหนักลด มือสั่น ใจสั่น หรือเหงื่อออกท่วมตัวตอนกลางคืน อันนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคแทรกซ้อนอย่าง ไทรอยด์เป็นพิษ เบาหวาน หรือวัณโรค ซึ่งหมอแนะนำให้รีบเข้ามาตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดนะคะ
ภาวะดื้อโบท็อกซ์ไม่ได้เกิดง่ายกับทุกคน แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการฉีดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกลไกนี้ต่างจากการดื้อยาฆ่าเชื้อที่เชื้อโรคพัฒนาตัวเอง แต่การดื้อโบท็อกซ์คือการที่ร่างกายเราสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านยา (คล้ายการฉีดวัคซีน) ส่งผลให้ตัวยาถูกทำลายก่อนจะออกฤทธิ์ ดังนั้นการเว้นระยะห่างการฉีดให้เหมาะสมและเลือกใช้ยาที่บริสุทธิ์เพื่อไม่ให้ร่างกายจดจำว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนไข้สวยได้นานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการดื้อยาในอนาคตค่ะ
ช่วยได้ และช่วยได้ดีด้วยค่ะ ใครที่มีปัญหาหนักจริงๆ ลองนัดปรึกษาแพทย์ก่อนได้เลยค่ะ การฉีดโบท็อกซ์เพื่อแก้ปัญหานอนกัดฟัน คือการฉีดสารคลายกล้ามเนื้อเข้าไปที่ กล้ามเนื้อกราม (Masseter) เพื่อลดการทำงานที่มากเกินไป ทำให้ แรงในการกัดฟันลดลง อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยป้องกัน ฟันสึกและลดอาการปวดศีรษะ จากความเครียดของกล้ามเนื้อได้ตรงจุด โดยจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วง 2 สัปดาห์หลังฉีด และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน แถมยังได้ผลพลอยได้คือ ใบหน้าที่เรียวเล็กและดูละมุนขึ้น ด้วยค่ะ
โดยปกติแพทย์จะใช้ปริมาณยาข้างละ 25-50 ยูนิต (Units) ขึ้นอยู่กับขนาดกล้ามเนื้อของคนไข้ ในเคสนอนกัดฟันเรื้อรัง แพทย์อาจฉีดเพิ่มที่กล้ามเนื้อ Temporalis (ขมับ) นอกเหนือจาก Masseter เพื่อลดอาการปวดไมเกรนค่ะ
มันมีงานวิจัยที่ชัดเจนและมีมานานแล้วค่ะ การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสูญเสีย Zinc (สังกะสี) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าระดับ Zinc ที่ต่ำอาจลดประสิทธิภาพของโบท็อกซ์ลงได้ถึง 30%
การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและสร้างอนุมูลอิสระที่เร่งการสลายของตัวยาค่ะ ถ้าเทียบระยะเวลาที่จะ “หายไป” ให้เห็นภาพชัดเจนคือ
- โบท็อกซ์: จากมาตรฐานอยู่ได้ 4-6 เดือน ฤทธิ์ยาอาจคลายตัวไวขึ้น เหลือเพียง 3-4 เดือน (หายไปประมาณ 1 เดือน)
- ฟิลเลอร์: จากรุ่นมาตรฐานทั่วไปที่อยู่ได้ 8-12 เดือน อาจจะยุบตัวและสลายไวเหลือเพียง 6-9 เดือน (หายไปถึง 2-3 เดือน)
ดังนั้น ถ้าคนไข้ไม่อยากให้ความหล่อ-ความสวยที่ลงทุนไปหลักหมื่น อยู่กับเราสั้นลงแบบน่าเสียดาย หมอแนะนำให้ลดปริมาณการดื่มลงและดื่มน้ำเปล่าชดเชยให้มากๆ จะช่วยยืดอายุยาได้ และยังดีต่อสุขภาพมากกว่าด้วยนะคะ 🙂
การฉีดโบท็อกซ์ปกติจะ “ไม่ทำให้หน้าบวมใหญ่” ขึ้นแบบชนิดชัดเจนหรือถาวร แต่จะมีเพียง ตุ่มนูนเล็กๆ คล้ายยุงกัด จากตัวยาที่ฉีดเข้าไป ซึ่งจะ ยุบหายไปเองได้ใน 2-3 ชั่วโมง ค่ะ ในบางรายอาจพบรอยเขียวช้ำจากเข็มได้บ้างซึ่งจะหายเองใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากคนไข้มีอาการ บวมแดง ร้อน ปวดมาก หรือมีผื่นคัน ให้รีบกลับมาพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นอาการแพ้หรือติดเชื้อค่ะ
แต่ที่คนไข้หลายคนรู้สึกว่าหน้าต่างไปจากเดิมเหมือนมันบวมๆ เพราะอาจจะความรู้สึกเจ็บ ไม่เคยทำมาก่อน อาจจะมีความรู้สึกแบบนั้นได้ อารมณ์เหมือนเราไปถอนฟันแล้วฤทธิ์ยาชายังไม่หมด รู้สึกว่าหน้าตัวเองบวม ปากบวมอยู่ แต่ความจริงก็คือปกติค่ะ
แต่การฉีดแฟตสลายไขมันมีโอกาสบวม “มากกว่าและนานกว่า” โบท็อกซ์แน่นอนค่ะ สาเหตุหลักมาจาก ปริมาณตัวยา (Volume) ที่ฉีดเข้าไปเยอะกว่าโบท็อกซ์หลายเท่าเพื่อให้ทั่วถึงชั้นไขมัน และกลไกการทำงานของยาที่ทำให้เซลล์ไขมันแตกตัว ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิด การอักเสบและการบวมในระยะสั้น (3-7 วัน) ได้ แตกต่างจากโบท็อกซ์ที่บวมแค่รอยเข็มชั่วคราว ดังนั้นถ้าคนไข้จะฉีดแฟต หมอแนะนำให้เผื่อเวลาพักหน้าสักนิด หรือเลือกสูตรยาที่เน้นลดบวมก็จะช่วยได้ค่ะ ควรพบแพทย์ปรึกษาให้เข้าใจแน่ชัดก่อนรับบริการทุกครั้งนะคะ
เรื่องผลลัพธ์ปลายทางไม่ต่างกันมาก คือลดเหงื่อ ลดสาเหตุการเกิดกลิ่น แต่ราคา กับวิธีการรักษานั้นต่างกันอยู่ ตรงนี้แล้วแต่คนไข้ว่าชอบหรือสะดวกแบบไหนมากกว่ากัน การเลือกวิธีลดเหงื่อใต้วงแขนระหว่าง โบท็อกซ์และเลเซอร์ ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนไข้ค่ะ การฉีดโบท็อกซ์ให้ ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง ลดเหงื่อได้ถึง 80-90% ภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ ผลลัพธ์อยู่ได้ชั่วคราวประมาณ 6-12 เดือน จึงต้องฉีดซ้ำ ส่วนการทำเลเซอร์ลดเหงื่ออย่าง miraDry ให้ โดยทำลายต่อมเหงื่อและกลิ่นได้ตั้งแต่ 1-2 ครั้ง ลดเหงื่อได้เฉลี่ย 70-80% แต่มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูงกว่า การปรึกษาแพทย์ผู้จะช่วยให้คนไข้เลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด เพื่อแก้ปัญหาเหงื่อใต้วงแขนได้อย่างมั่นใจค่ะ











