รอยย่นบริเวณหางตาหรือที่เรียกกันว่า “ตีนกา” คือสัญญาณแห่งวัยที่ปรากฏชัดเจนเมื่อเรายิ้มหรือแสดงอารมณ์ ซึ่งทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและมีอายุเกินจริง โปรแกรมฉีดลดริ้วรอยหางตาเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหานี้ โดยแพทย์จะใช้โปรตีนบริสุทธิ์ที่ออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อโดยตรง เพื่อคลายการหดตัวของกล้ามเนื้อรอบดวงตา ทำให้ผิวบริเวณนั้นกลับมาเรียบเนียนตึงกระชับ ริ้วรอยจางลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เผยดวงตาที่ดูสดใสและอ่อนเยาว์อีกครั้ง

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังฉีดโบท็อกซ์หางตา
| คนที่ยังไม่เคยรับบริการ | คนที่รับบริการแล้ว |
|---|---|
| กังวลทุกครั้งที่ยิ้ม กลัวคนจะเห็นริ้วรอยตีนกา | ยิ้มและหัวเราะได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องคอยปิดบัง |
| ถูกทักว่าดูเหนื่อยล้า หรือดูมีอายุ ทั้งที่พักผ่อนเพียงพอ | ใบหน้าดูสดใส อ่อนเยาว์ขึ้น คนทักว่าไปทำอะไรมาดูเด็กลง |
| เวลาแต่งหน้า แป้งหรือรองพื้นมักจะตกร่องบริเวณหางตา | แต่งหน้าง่ายขึ้น ผิวรอบดวงตาเรียบเนียน ไม่ต้องกังวลเรื่องเมคอัพตกร่อง |
| ไม่กล้ายิ้มกว้างๆ เวลาถ่ายรูป ทำให้ดูเหมือนฝืนยิ้ม | ถ่ายรูปสวยทุกมุมกล้อง ยิ้มกว้างได้อย่างเป็นธรรมชาติ |
| รู้สึกว่าริ้วรอยทำให้ความสดใสของดวงตาลดลง | ดวงตาดูกลมโตและสดใสขึ้น เพราะไม่มีริ้วรอยมาบดบัง |
| เริ่มมองเห็นริ้วรอยจางๆ แม้จะไม่ได้ยิ้ม | ชะลอการเกิดริ้วรอยถาวร คงความอ่อนเยาว์ให้ผิวรอบดวงตา |
- สัปดาห์ที่ 1 กล้ามเนื้อเริ่มคลายตัว ริ้วรอยตื้นๆ เริ่มจางลงเวลายิ้ม
- สัปดาห์ที่ 2-4 เห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด ผิวหางตาเรียบเนียน ริ้วรอยลึกดูตื้นขึ้นมาก
- เดือนที่ 3-4 ผลยังคงอยู่ แต่กล้ามเนื้ออาจเริ่มกลับมาทำงานได้เล็กน้อย
- เดือนที่ 5-6 ริ้วรอยเริ่มกลับมาปรากฏจางๆ เป็นสัญญาณว่าใกล้ถึงเวลารับบริการครั้งต่อไป
ควรฉีดลดริ้วรอยหางตาแล้วหรือยัง วิธีประเมินเบื้องต้น

ลองยืนหน้ากระจกแล้วยิ้มกว้างๆ หากคุณเห็นเส้นริ้วรอยบริเวณหางตาปรากฏขึ้น 2-3 เส้นขึ้นไป หรือแม้กระทั่งตอนทำหน้าเฉยๆ ก็ยังเห็นรอยพับจางๆ อยู่ นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณจะได้รับประโยชน์จากโปรแกรมนี้ การเริ่มดูแลตั้งแต่ริ้วรอยยังไม่ลึกมากจะช่วยชะลอการเกิดรอยพับถาวรในอนาคตได้เป็นอย่างดี
pie
title สาเหตุหลักเกิดริ้วรอยหางตา (ตีนกา)
"การแสดงอารมณ์ (ยิ้ม, หยีตา)" : 35
"แสงแดด (รังสี UV)" : 30
"อายุที่เพิ่มขึ้น (การสูญเสียคอลลาเจน)" : 25
"ปัจจัยอื่นๆ (สูบบุหรี่, ขาดน้ำ)" : 10
อ้างอิงคนไข้ดีเลิฟเวอรี่คลินิก ตั้งแต่ปี 2022-2025
ต้องใช้กี่ยูนิต ประเมินเบื้องต้นสำหรับแต่ละจุด
ปริมาณยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความลึกของริ้วรอยแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินอย่างละเอียด แต่โดยทั่วไปสามารถประเมินเบื้องต้นได้ดังนี้
- ริ้วรอยหางตา 12-25 ยูนิต
- ริ้วรอยหน้าผาก 10-20 ยูนิต
- ริ้วรอยระหว่างคิ้ว 10-25 ยูนิต

ริ้วรอยหางตาส่งผลให้หน้าดูมีอายุแค่ไหน
gantt
title จุดริ้วรอยที่ส่งผลให้ใบหน้าดูมีอายุมากที่สุด
dateFormat X
axisFormat %s
section คะแนน 0-10
ใต้ตา :done, 0, 9
ร่องแก้ม :done, 0, 9
หางตา (ตีนกา) :active, 0, 8
ร่องน้ำหมาก :active, 0, 8
หน้าผาก : 0, 7
ระหว่างคิ้ว : 0, 7
ข้อดีและข้อควรพิจารณาของโปรแกรมลดริ้วรอยหางตา
โปรแกรมฉีดลดริ้วรอยหางตาเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะเห็นผลลัพธ์รวดเร็วและไม่ต้องพักฟื้น แต่ก็มีบางประเด็นที่ควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจ
ข้อดี
- เห็นผลลัพธ์รวดเร็ว ริ้วรอยเริ่มจางลงภายใน 3-7 วัน และเห็นผลเต็มที่ใน 2 สัปดาห์
- ไม่ต้องผ่าตัด เป็นหัตถการที่ไม่ต้องใช้มีด ไม่เจ็บตัวมาก และไม่มีแผลเป็น
- ไม่ต้องพักฟื้น หลังรับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันที
- ช่วยป้องกันริ้วรอยในอนาคต การทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวจะช่วยชะลอการเกิดรอยพับลึกในระยะยาว
- เพิ่มความมั่นใจ ใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์และสดใสขึ้น ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการแสดงอารมณ์
ข้อควรพิจารณา
- ผลลัพธ์ไม่ถาวร โดยทั่วไปผลลัพธ์จะคงอยู่ประมาณ 3-6 เดือน จำเป็นต้องกลับมารับบริการซ้ำเพื่อคงสภาพผิว
- ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น การประเมินปริมาณยาและตำแหน่งที่ฉีดต้องอาศัยความชำนาญสูงเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
- มีข้อจำกัดในบางบุคคล ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

การเตรียมตัวก่อนรับบริการ
เพื่อให้ผลลัพธ์ของโปรแกรมลดริ้วรอยหางตาออกมาดีที่สุดและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง ควรเตรียมตัวดังนี้
- งดยาหรือวิตามินที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน, ไอบูโพรเฟน, วิตามินอี, น้ำมันปลา, และสารสกัดจากแปะก๊วย อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนรับบริการ
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง
- แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และยาที่รับประทานเป็นประจำให้แพทย์ทราบโดยละเอียด
- พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด
- ในวันนัดหมาย ควรทำความสะอาดใบหน้าและงดแต่งหน้าบริเวณรอบดวงตา
การดูแลตัวเองหลังรับบริการ
การปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธีหลังรับบริการจะช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานและมีประสิทธิภาพสูงสุด
- หลังรับบริการทันที ควรขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเบาๆ เพื่อให้ยากระจายตัวได้ดี
- งดนอนราบหรือก้มหน้านานๆ เป็นเวลา 4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันยาเคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง
- หลีกเลี่ยงการนวด กด หรือสัมผัสใบหน้าบริเวณที่ฉีดแรงๆ เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
- งดกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดงหรือเกิดความร้อนสูง เช่น การออกกำลังกายหนักๆ การซาวน่า การดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์หรือทรีตเมนต์ใบหน้าที่มีความร้อนเป็นเวลา 2 สัปดาห์

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำโปรแกรมลดริ้วรอยหางตา
| ข้อควรรู้ | คำอธิบาย | ระดับ/จำนวน |
|---|---|---|
| รู้สึกเจ็บไหม | รู้สึกเจ็บเล็กน้อยเหมือนมดกัดตอนจิ้มเข็ม สามารถประคบเย็นเพื่อลดความรู้สึกเจ็บได้ | ⭐ |
| มีอาการบวมไหม | อาจมีรอยเข็มหรือตุ่มนูนเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปเองภายใน 1-3 ชั่วโมง | ⭐ |
| บวมกี่วัน | โดยปกติไม่มีอาการบวม หรือหากมีก็เพียงเล็กน้อยและหายได้เองใน 1 วัน | ⭐ |
| เห็นผลเมื่อไหร่ | เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงใน 3-7 วัน และเห็นผลลัพธ์ชัดเจนเต็มที่ประมาณ 2 สัปดาห์ | ⭐⭐⭐ |
| อยู่ได้นานแค่ไหน | ผลลัพธ์คงอยู่ประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ปริมาณยา และการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล | ⭐⭐⭐⭐ |
| ต่างจากโปรแกรมฟิลเลอร์อย่างไร | โปรแกรมฉีดลดริ้วรอยจะช่วยคลายกล้ามเนื้อเพื่อลดรอยย่นจากการแสดงอารมณ์ ส่วนโปรแกรมฟิลเลอร์ใช้เพื่อเติมเต็มร่องลึกที่อยู่นิ่งๆ | แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง |

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้


รีวิว Botulinum Toxin
ราคาโบท็อกซ์เท่าไหร่


| โปรแกรม | ราคา |
|---|---|
| NEURONOX 50 UNIT | 4,999.- |
| NEURONOX 100 UNIT | 7,999.- |
| AESTOX 50 UNIT | 4,999.- |
| AESTOX 100 UNIT | 7,999.- |
| HUGEL 50 UNIT | 5,999.- |
| HUGEL 100 UNIT | 9,999.- |
| XEOMIN 50 UNIT | 9,000.- |
| XEOMIN 100 UNIT | 17,000.- |
| DYSPORT 120 UNIT | 12,000.- |
| DYSPORT 300 UNIT | 19,000.- |
| BOTOX 50 UNIT | 12,900.- |
| BOTOX 100 UNIT | 19,999.- |
D’ Lovevery Clinic
- สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546


โดยสรุปแล้ว การทำหัตถการฉีดหน้าต่างๆ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือกลุ่มฟื้นฟูผิว Biostimulator คอลลาเจนสดต่างๆนั้น ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อการฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณโดยตรง การดูแลหลังทำที่สำคัญคือ การงดแต่งหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวได้พักและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ แม้บางจุดคนไข้หลายคนอาจจะถามว่า มีรอยเข็มแค่จุดเดียวเองนะคะ แต่งเลยไม่ได้หรอ เช่น ฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกบางบริเวณ ฟิลเลอร์แก้มตอบ หรือโบท็อกลดกราม อาจจะแต่งหน้าได้เลย แต่ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษและหลีกเลี่ยงการกดนวดบริเวณที่ฉีดค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุด ที่คุณหมอย้ำเสมอคือ การปรึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำหัตถการอย่างเคร่งครัด เพราะผิวและปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การดูแลเฉพาะบุคคลจะช่วยให้คนไข้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดค่ะ หมอสรุปตารางให้เข้าใจง่ายด้านล่างนะคะ
เราสามารถร้อยไหม ฉีดโบท็อกซ์ และฟิลเลอร์พร้อมกันในวันเดียวได้อย่างปลอดภัย 100% ค่ะ การทำหัตถการร่วมกัน (Combination Treatment) ถือเป็นเทคนิคที่หมอแนะนำอย่างยิ่ง เพราะช่วยแก้ปัญหาใบหน้าได้ครบทุกมิติ โดยร้อยไหมจะช่วย ดึงผิวที่หย่อนคล้อย ฟิลเลอร์ช่วย เติมเต็มจุดที่ตอบลึก และโบท็อกซ์ช่วย ลดริ้วรอยพร้อมคลายกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งเส้นไหม การทำร่วมกันไม่เพียงแต่ให้ ผลลัพธ์ที่สวยละมุนและดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ยังช่วยให้คนไข้ เจ็บตัวและพักฟื้นเพียงแค่ครั้งเดียว ก็ได้กรอบหน้าเป๊ะและดูเด็กลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ
ส่วนจะทำโปรแกรมไหนก่อน-หลัง หมอต้องประเมินจากปัญหาผิวของแต่ละบุคคลนะคะ หมอจะแจกแจงขั้นตอนการรักษาอย่างละเอียด ก่อนเริ่มทำการรักษาทุกเคส พร้อมบอกข้อดี ข้อเสีย ขอปฏิบัติที่ต้องรู้หลังทำชัดเจนค่ะ
ในทางปฏิบัติสำหรับการฉีดโบครั้งแรก หากเป็นยาแท้และฉีดโดยหมอที่มีประสบการณ์ ผลลัพธ์ที่ได้มักจะไม่ต่างกันมากจนคนไข้สังเกตเห็นค่ะ ยี่ห้อแต่ละแบรนด์อาจมีจุดเด่นเรื่องความบริสุทธิ์เพื่อลดการดื้อยาในระยะยาวต่างกันเล็กน้อย แต่หัวใจสำคัญคือ “ฝีมือของหมอ” และ “ความมั่นใจว่าเป็นยาแท้ตรวจสอบได้” ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คนไข้ได้ผลลัพธ์ที่สวย เป็นธรรมชาติ และปลอดภัยที่สุด อยู่ได้นานตามที่ควรจะเป็น เช่น ฉีดริ้วรอยก็ควรอยู่ 3-5 เดือน ฉีดปรับรูปหน้าลดขนาดกล้ามเนื้อกราม ก็ควรอยู่ 4-6 เดือนค่ะ
- ริ้วรอยตอนอายุน้อย: เหมือนกระดาษใหม่ที่เพิ่งพับ พอเรากางออก (ด้วยโบท็อกซ์) รอยพับก็หายไปได้ง่าย
- ริ้วรอยตอนอายุเยอะ + ผิวบาง: เหมือน กระดาษที่ถูกพับซ้ำๆ มานานหลายสิบปีจนเกิดเป็นรอยหักลึก แม้หมอจะใช้โบท็อกซ์ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว (กางกระดาษออก) แต่ “รอยหักบนเนื้อกระดาษ” ก็ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ให้เห็นอยู่ดีค่ะ
โบท็อกซ์ยังคงเห็นผลในการคลายกล้ามเนื้อเสมอ แม้คนไข้จะอายุเยอะหรือผิวบางค่ะ แต่สาเหตุที่ดูเหมือนเห็นผลน้อยลง เป็นเพราะผิวที่บางขาดความยืดหยุ่นมักจะมี ริ้วรอยร่องลึกแบบถาวร (Static Lines) ที่ฝังลงไปในเนื้อผิวแล้ว ซึ่งโบท็อกซ์จัดการไม่ได้ทั้งหมด ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คนไข้ควรฉีดโบท็อกซ์ควบคู่ไปกับ การเติมเต็มสารอาหารผิวหรือใช้เทคโนโลยีที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจน เพื่อสร้างความหนาแน่นให้ผิวแข็งแรงและเรียบเนียนขึ้นนั่นเองค่ะ น่าจะพอเห็นภาพและเข้าใจผิวมากขึ้นนะคะ สงสัยตรงไหนเพิ่มเติม อยากดูแลผิวส่วนไหนเป็นพิเศษ ลองทำนัดเข้ามาปรึกษาหมอก่อนได้ค่ะ
ก่อนอื่นหมอและทีมขอเป็นกำลังใจให้คนไข้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับโรคนี้อยู่นะคะ
สำหรับคนไข้มะเร็ง การฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ ไม่ได้เป็นข้อห้ามถาวร แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาค่ะ หากอยู่ในช่วง การให้คีโม ฉายแสง หรือรับประทานยากดภูมิ หมอขอให้งดทำหัตถการที่มีเข็มทุกชนิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อและระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรง แต่หาก รักษาหายขาดแล้วและโรคสงบ (Remission) เกิน 6 เดือนขึ้นไป สามารถทำได้ โดยหมอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์มะเร็งเจ้าของไข้เพื่อประเมินค่าเลือดก่อนเสมอ และ หลีกเลี่ยงการฉีดในบริเวณที่เคยผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดค่ะ
Cancer is just a chapter in your life, not the whole story. Turn the page and keep writing.
สำหรับคนไข้ที่กังวลเรื่องริ้วรอยหน้าผากแต่ไม่อยากฉีดโบท็อกซ์ หมอขอบอกว่ามีทางเลือกมากมายเลยค่ะ (จริงก็ไม่ใช่แค่หน้าผากนะคะ ได้ทุกจุดเลย) ไม่ว่าจะเป็นการใช้สกินแคร์กลุ่มที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนอย่าง เรตินอยด์ เปปไทด์ หรือไฮยาลูรอนิค แอซิด รวมถึงทรีตเมนต์ในคลินิก เช่น เลเซอร์, เครื่องกลุ่ม RF หรือ HIFU และไมโครนีดลิ่งร่วมกับ PRP วิธีเหล่านี้ล้วนช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและยกกระชับผิวได้ดี และโดยเฉพาะคนไข้ที่อายุยังไม่เกิน 40 ปี การดูแลเหล่านี้มักให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจและสามารถทดแทนการฉีดโบท็อกซ์ได้เป็นอย่างดีค่ะ อย่าลืมเรื่องการป้องกันแสงแดด ดื่มน้ำ และพักผ่อนให้เพียงพอก็สำคัญมากๆ เช่นกันค่ะ
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของหมอพบว่า เมื่อคนไข้อายุเกิน 40 ปี ทางเลือกในการลดริ้วรอยบางอย่างก็เริ่มให้ผลลัพธ์ที่ไม่ชัดเจน หรืออาจไม่คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปเท่าที่ควรค่ะ นั่นคือเหตุผลที่แม้จะมีนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ Botulinum Toxin หรือโบท็อกซ์ ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ และยืดหยัดมาได้ยาวนาน ไม่ใช่เพราะไม่มีทางเลือกอื่น แต่เป็นเพราะมันสามารถตอบโจทย์การลดเลือนริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกช่วงวัยของผิวค่ะ ดังนั้น แม้จะมีตัวเลือกทดแทนเยอะ แต่ก็อาจไม่ได้แทนที่ได้ตลอดช่วงอายุของผิวนะคะ คนไข้ต้องเลือกให้เหมาะสมกับช่วงวัยและสภาพผิวของตัวเองเป็นหลักค่ะ
หลังฉีด โบท็อกซ์น่อง คนไข้สามารถ เดินได้ปกติ และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที แต่อาจรู้สึก เมื่อยตึงหรือน่องอ่อนแรงเล็กน้อยชั่วคราว ซึ่งเป็นอาการปกติและจะหายไปเองภายในไม่กี่วัน สิ่งสำคัญคือ หลีกเลี่ยงการนวดบริเวณที่ฉีด ใครติดนวดไทย เว้นไปก่อนนะคะ และ งดออกกำลังกายหนักที่น่องในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรก เพื่อให้ยาเซ็ตตัวดีและได้ผลลัพธ์น่องเรียวสวยตามที่ต้องการอย่างปลอดภัยค่ะ
อาการ “ดื้อยา” หรือการที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน จะเกิดขึ้นเฉพาะกับโบท็อกซ์เท่านั้น ส่วนฟิลเลอร์และเครื่องยกกระชับ ไม่มีภาวะดื้อยา ค่ะ ความรู้สึกว่าฉีดฟิลเลอร์แล้วหายไว มักเกิดจาก ไลฟ์สไตล์ที่เร่งการเผาผลาญ หรือการขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้นบ่อยๆ ส่วนเครื่องยกกระชับ หากรู้สึกว่าทำแล้วไม่เห็นผล มักเกิดจาก ความเสื่อมของผิวตามวัยที่แซงหน้าการกระตุ้น หรือการทำถี่เกินความจำเป็น ดังนั้น สบายใจได้เลยค่ะ เพียงแค่ปรับพฤติกรรมและวางแผนการรักษาร่วมกับหมอ ผลลัพธ์ก็จะยังดีอยู่ค่ะ











