รอยย่นบริเวณหางตาหรือที่เรียกกันว่า “ตีนกา” คือสัญญาณแห่งวัยที่ปรากฏชัดเจนเมื่อเรายิ้มหรือแสดงอารมณ์ ซึ่งทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและมีอายุเกินจริง โปรแกรมฉีดลดริ้วรอยหางตาเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหานี้ โดยแพทย์จะใช้โปรตีนบริสุทธิ์ที่ออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อโดยตรง เพื่อคลายการหดตัวของกล้ามเนื้อรอบดวงตา ทำให้ผิวบริเวณนั้นกลับมาเรียบเนียนตึงกระชับ ริ้วรอยจางลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เผยดวงตาที่ดูสดใสและอ่อนเยาว์อีกครั้ง

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังฉีดโบท็อกซ์หางตา
| คนที่ยังไม่เคยรับบริการ | คนที่รับบริการแล้ว |
|---|---|
| กังวลทุกครั้งที่ยิ้ม กลัวคนจะเห็นริ้วรอยตีนกา | ยิ้มและหัวเราะได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องคอยปิดบัง |
| ถูกทักว่าดูเหนื่อยล้า หรือดูมีอายุ ทั้งที่พักผ่อนเพียงพอ | ใบหน้าดูสดใส อ่อนเยาว์ขึ้น คนทักว่าไปทำอะไรมาดูเด็กลง |
| เวลาแต่งหน้า แป้งหรือรองพื้นมักจะตกร่องบริเวณหางตา | แต่งหน้าง่ายขึ้น ผิวรอบดวงตาเรียบเนียน ไม่ต้องกังวลเรื่องเมคอัพตกร่อง |
| ไม่กล้ายิ้มกว้างๆ เวลาถ่ายรูป ทำให้ดูเหมือนฝืนยิ้ม | ถ่ายรูปสวยทุกมุมกล้อง ยิ้มกว้างได้อย่างเป็นธรรมชาติ |
| รู้สึกว่าริ้วรอยทำให้ความสดใสของดวงตาลดลง | ดวงตาดูกลมโตและสดใสขึ้น เพราะไม่มีริ้วรอยมาบดบัง |
| เริ่มมองเห็นริ้วรอยจางๆ แม้จะไม่ได้ยิ้ม | ชะลอการเกิดริ้วรอยถาวร คงความอ่อนเยาว์ให้ผิวรอบดวงตา |
- สัปดาห์ที่ 1 กล้ามเนื้อเริ่มคลายตัว ริ้วรอยตื้นๆ เริ่มจางลงเวลายิ้ม
- สัปดาห์ที่ 2-4 เห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด ผิวหางตาเรียบเนียน ริ้วรอยลึกดูตื้นขึ้นมาก
- เดือนที่ 3-4 ผลยังคงอยู่ แต่กล้ามเนื้ออาจเริ่มกลับมาทำงานได้เล็กน้อย
- เดือนที่ 5-6 ริ้วรอยเริ่มกลับมาปรากฏจางๆ เป็นสัญญาณว่าใกล้ถึงเวลารับบริการครั้งต่อไป
ควรฉีดลดริ้วรอยหางตาแล้วหรือยัง วิธีประเมินเบื้องต้น

ลองยืนหน้ากระจกแล้วยิ้มกว้างๆ หากคุณเห็นเส้นริ้วรอยบริเวณหางตาปรากฏขึ้น 2-3 เส้นขึ้นไป หรือแม้กระทั่งตอนทำหน้าเฉยๆ ก็ยังเห็นรอยพับจางๆ อยู่ นั่นเป็นสัญญาณว่าคุณจะได้รับประโยชน์จากโปรแกรมนี้ การเริ่มดูแลตั้งแต่ริ้วรอยยังไม่ลึกมากจะช่วยชะลอการเกิดรอยพับถาวรในอนาคตได้เป็นอย่างดี
pie
title สาเหตุหลักเกิดริ้วรอยหางตา (ตีนกา)
"การแสดงอารมณ์ (ยิ้ม, หยีตา)" : 35
"แสงแดด (รังสี UV)" : 30
"อายุที่เพิ่มขึ้น (การสูญเสียคอลลาเจน)" : 25
"ปัจจัยอื่นๆ (สูบบุหรี่, ขาดน้ำ)" : 10
อ้างอิงคนไข้ดีเลิฟเวอรี่คลินิก ตั้งแต่ปี 2022-2025
ต้องใช้กี่ยูนิต ประเมินเบื้องต้นสำหรับแต่ละจุด
ปริมาณยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและความลึกของริ้วรอยแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินอย่างละเอียด แต่โดยทั่วไปสามารถประเมินเบื้องต้นได้ดังนี้
- ริ้วรอยหางตา 12-25 ยูนิต
- ริ้วรอยหน้าผาก 10-20 ยูนิต
- ริ้วรอยระหว่างคิ้ว 10-25 ยูนิต

ริ้วรอยหางตาส่งผลให้หน้าดูมีอายุแค่ไหน
gantt
title จุดริ้วรอยที่ส่งผลให้ใบหน้าดูมีอายุมากที่สุด
dateFormat X
axisFormat %s
section คะแนน 0-10
ใต้ตา :done, 0, 9
ร่องแก้ม :done, 0, 9
หางตา (ตีนกา) :active, 0, 8
ร่องน้ำหมาก :active, 0, 8
หน้าผาก : 0, 7
ระหว่างคิ้ว : 0, 7
ข้อดีและข้อควรพิจารณาของโปรแกรมลดริ้วรอยหางตา
โปรแกรมฉีดลดริ้วรอยหางตาเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะเห็นผลลัพธ์รวดเร็วและไม่ต้องพักฟื้น แต่ก็มีบางประเด็นที่ควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจ
ข้อดี
- เห็นผลลัพธ์รวดเร็ว ริ้วรอยเริ่มจางลงภายใน 3-7 วัน และเห็นผลเต็มที่ใน 2 สัปดาห์
- ไม่ต้องผ่าตัด เป็นหัตถการที่ไม่ต้องใช้มีด ไม่เจ็บตัวมาก และไม่มีแผลเป็น
- ไม่ต้องพักฟื้น หลังรับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติทันที
- ช่วยป้องกันริ้วรอยในอนาคต การทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวจะช่วยชะลอการเกิดรอยพับลึกในระยะยาว
- เพิ่มความมั่นใจ ใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์และสดใสขึ้น ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในการแสดงอารมณ์
ข้อควรพิจารณา
- ผลลัพธ์ไม่ถาวร โดยทั่วไปผลลัพธ์จะคงอยู่ประมาณ 3-6 เดือน จำเป็นต้องกลับมารับบริการซ้ำเพื่อคงสภาพผิว
- ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น การประเมินปริมาณยาและตำแหน่งที่ฉีดต้องอาศัยความชำนาญสูงเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
- มีข้อจำกัดในบางบุคคล ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

การเตรียมตัวก่อนรับบริการ
เพื่อให้ผลลัพธ์ของโปรแกรมลดริ้วรอยหางตาออกมาดีที่สุดและลดโอกาสเกิดผลข้างเคียง ควรเตรียมตัวดังนี้
- งดยาหรือวิตามินที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน, ไอบูโพรเฟน, วิตามินอี, น้ำมันปลา, และสารสกัดจากแปะก๊วย อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก่อนรับบริการ
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง
- แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และยาที่รับประทานเป็นประจำให้แพทย์ทราบโดยละเอียด
- พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด
- ในวันนัดหมาย ควรทำความสะอาดใบหน้าและงดแต่งหน้าบริเวณรอบดวงตา
การดูแลตัวเองหลังรับบริการ
การปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธีหลังรับบริการจะช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานและมีประสิทธิภาพสูงสุด
- หลังรับบริการทันที ควรขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเบาๆ เพื่อให้ยากระจายตัวได้ดี
- งดนอนราบหรือก้มหน้านานๆ เป็นเวลา 4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันยาเคลื่อนที่ผิดตำแหน่ง
- หลีกเลี่ยงการนวด กด หรือสัมผัสใบหน้าบริเวณที่ฉีดแรงๆ เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์
- งดกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดงหรือเกิดความร้อนสูง เช่น การออกกำลังกายหนักๆ การซาวน่า การดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการทำเลเซอร์หรือทรีตเมนต์ใบหน้าที่มีความร้อนเป็นเวลา 2 สัปดาห์

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำโปรแกรมลดริ้วรอยหางตา
| ข้อควรรู้ | คำอธิบาย | ระดับ/จำนวน |
|---|---|---|
| รู้สึกเจ็บไหม | รู้สึกเจ็บเล็กน้อยเหมือนมดกัดตอนจิ้มเข็ม สามารถประคบเย็นเพื่อลดความรู้สึกเจ็บได้ | ⭐ |
| มีอาการบวมไหม | อาจมีรอยเข็มหรือตุ่มนูนเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปเองภายใน 1-3 ชั่วโมง | ⭐ |
| บวมกี่วัน | โดยปกติไม่มีอาการบวม หรือหากมีก็เพียงเล็กน้อยและหายได้เองใน 1 วัน | ⭐ |
| เห็นผลเมื่อไหร่ | เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงใน 3-7 วัน และเห็นผลลัพธ์ชัดเจนเต็มที่ประมาณ 2 สัปดาห์ | ⭐⭐⭐ |
| อยู่ได้นานแค่ไหน | ผลลัพธ์คงอยู่ประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ปริมาณยา และการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล | ⭐⭐⭐⭐ |
| ต่างจากโปรแกรมฟิลเลอร์อย่างไร | โปรแกรมฉีดลดริ้วรอยจะช่วยคลายกล้ามเนื้อเพื่อลดรอยย่นจากการแสดงอารมณ์ ส่วนโปรแกรมฟิลเลอร์ใช้เพื่อเติมเต็มร่องลึกที่อยู่นิ่งๆ | แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง |

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้


รีวิว Botulinum Toxin
ราคาโบท็อกซ์เท่าไหร่


| โปรแกรม | ราคา |
|---|---|
| NEURONOX 50 UNIT | 4,999.- |
| NEURONOX 100 UNIT | 7,999.- |
| AESTOX 50 UNIT | 4,999.- |
| AESTOX 100 UNIT | 7,999.- |
| HUGEL 50 UNIT | 5,999.- |
| HUGEL 100 UNIT | 9,999.- |
| XEOMIN 50 UNIT | 9,000.- |
| XEOMIN 100 UNIT | 17,000.- |
| DYSPORT 120 UNIT | 12,000.- |
| DYSPORT 300 UNIT | 19,000.- |
| BOTOX 50 UNIT | 12,900.- |
| BOTOX 100 UNIT | 19,999.- |
D’ Lovevery Clinic
- สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546


อาการ “ดื้อยา” หรือการที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน จะเกิดขึ้นเฉพาะกับโบท็อกซ์เท่านั้น ส่วนฟิลเลอร์และเครื่องยกกระชับ ไม่มีภาวะดื้อยา ค่ะ ความรู้สึกว่าฉีดฟิลเลอร์แล้วหายไว มักเกิดจาก ไลฟ์สไตล์ที่เร่งการเผาผลาญ หรือการขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้นบ่อยๆ ส่วนเครื่องยกกระชับ หากรู้สึกว่าทำแล้วไม่เห็นผล มักเกิดจาก ความเสื่อมของผิวตามวัยที่แซงหน้าการกระตุ้น หรือการทำถี่เกินความจำเป็น ดังนั้น สบายใจได้เลยค่ะ เพียงแค่ปรับพฤติกรรมและวางแผนการรักษาร่วมกับหมอ ผลลัพธ์ก็จะยังดีอยู่ค่ะ
ถ้าหน้ายุงคือหน้าเรียวขึ้น เข้ารูปขึ้น แบบนั้นโบท็อกซ์ให้ได้ค่ะ
การฉีดโบท็อกซ์ลดกรามสามารถทำให้เกิดอาการ “หน้ายุง” หรือหน้าตอบ ได้จริง โดยเฉพาะในคนไข้ที่มี โหนกแก้มสูง เนื้อแก้มน้อย หรือมีผิวหนังหย่อนคล้อย เนื่องจากการลดขนาดกล้ามเนื้อกรามทำให้ฐานพยุงผิวหายไป (*ตรงนี้แหล่ะที่หมอจะบอกว่าการฉีดโบท็อกซ์กราม หรือพยายามทำหน้ายุงนั้นไม่ได้เหมาะกับทุกคนนะ ทุกโปรแกรมมีข้อดีข้อเสีย) ส่งผลให้แก้มดูบุ๋มและโหนกแก้มเด่นชัดขึ้นจนหน้าดูโทรม แต่ปัญหานี้ป้องกันได้ด้วยการ ประเมินรูปหน้าอย่างละเอียดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อคำนวณปริมาณยาที่เหมาะสม หรือเลือกใช้เทคนิคการลิฟท์กรอบหน้าแทน และหากเกิดขึ้นแล้วสามารถแก้ไขได้ด้วยการรอให้ยาหมดฤทธิ์หรือการเติม ฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อคืนความอิ่มเอิบให้ใบหน้าค่ะ
อาการเหงื่อออกมากผิดปกติที่มือ เท้า และรักแร้ ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะ Primary Hyperhidrosis ซึ่งเกิดจาก ระบบประสาทสั่งการต่อมเหงื่อทำงานไวเกินไป มักเป็นกรรมพันธุ์และ ไม่ใช่โรคร้ายแรง ค่ะ
ข้อมูลจาก International Hyperhidrosis Society ระบุว่าประชากรทั่วโลกประมาณ 4.8% มีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติโดยไม่มีโรคแทรกซ้อน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก คนไทยเราก็เป็นกันเยอะทุกช่วงอายุ แต่ก่อนหมออยู่โรงพยาบาลต่างจังหวัด มักเจอคนไข้ที่กังวลมากจนต้องมาพบหมอหลายเคสมากๆ แต่อย่างที่บอกไป ส่วนมากไม่ใช่อาการร้ายแรงอะไร
แต่หากมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น น้ำหนักลด มือสั่น ใจสั่น หรือเหงื่อออกท่วมตัวตอนกลางคืน อันนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคแทรกซ้อนอย่าง ไทรอยด์เป็นพิษ เบาหวาน หรือวัณโรค ซึ่งหมอแนะนำให้รีบเข้ามาตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดนะคะ
ภาวะดื้อโบท็อกซ์ไม่ได้เกิดง่ายกับทุกคน แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการฉีดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกลไกนี้ต่างจากการดื้อยาฆ่าเชื้อที่เชื้อโรคพัฒนาตัวเอง แต่การดื้อโบท็อกซ์คือการที่ร่างกายเราสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านยา (คล้ายการฉีดวัคซีน) ส่งผลให้ตัวยาถูกทำลายก่อนจะออกฤทธิ์ ดังนั้นการเว้นระยะห่างการฉีดให้เหมาะสมและเลือกใช้ยาที่บริสุทธิ์เพื่อไม่ให้ร่างกายจดจำว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนไข้สวยได้นานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการดื้อยาในอนาคตค่ะ
ช่วยได้ และช่วยได้ดีด้วยค่ะ ใครที่มีปัญหาหนักจริงๆ ลองนัดปรึกษาแพทย์ก่อนได้เลยค่ะ การฉีดโบท็อกซ์เพื่อแก้ปัญหานอนกัดฟัน คือการฉีดสารคลายกล้ามเนื้อเข้าไปที่ กล้ามเนื้อกราม (Masseter) เพื่อลดการทำงานที่มากเกินไป ทำให้ แรงในการกัดฟันลดลง อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยป้องกัน ฟันสึกและลดอาการปวดศีรษะ จากความเครียดของกล้ามเนื้อได้ตรงจุด โดยจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในช่วง 2 สัปดาห์หลังฉีด และผลลัพธ์จะอยู่ได้นานประมาณ 4-6 เดือน แถมยังได้ผลพลอยได้คือ ใบหน้าที่เรียวเล็กและดูละมุนขึ้น ด้วยค่ะ
โดยปกติแพทย์จะใช้ปริมาณยาข้างละ 25-50 ยูนิต (Units) ขึ้นอยู่กับขนาดกล้ามเนื้อของคนไข้ ในเคสนอนกัดฟันเรื้อรัง แพทย์อาจฉีดเพิ่มที่กล้ามเนื้อ Temporalis (ขมับ) นอกเหนือจาก Masseter เพื่อลดอาการปวดไมเกรนค่ะ
มันมีงานวิจัยที่ชัดเจนและมีมานานแล้วค่ะ การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสูญเสีย Zinc (สังกะสี) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าระดับ Zinc ที่ต่ำอาจลดประสิทธิภาพของโบท็อกซ์ลงได้ถึง 30%
การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและสร้างอนุมูลอิสระที่เร่งการสลายของตัวยาค่ะ ถ้าเทียบระยะเวลาที่จะ “หายไป” ให้เห็นภาพชัดเจนคือ
- โบท็อกซ์: จากมาตรฐานอยู่ได้ 4-6 เดือน ฤทธิ์ยาอาจคลายตัวไวขึ้น เหลือเพียง 3-4 เดือน (หายไปประมาณ 1 เดือน)
- ฟิลเลอร์: จากรุ่นมาตรฐานทั่วไปที่อยู่ได้ 8-12 เดือน อาจจะยุบตัวและสลายไวเหลือเพียง 6-9 เดือน (หายไปถึง 2-3 เดือน)
ดังนั้น ถ้าคนไข้ไม่อยากให้ความหล่อ-ความสวยที่ลงทุนไปหลักหมื่น อยู่กับเราสั้นลงแบบน่าเสียดาย หมอแนะนำให้ลดปริมาณการดื่มลงและดื่มน้ำเปล่าชดเชยให้มากๆ จะช่วยยืดอายุยาได้ และยังดีต่อสุขภาพมากกว่าด้วยนะคะ 🙂
การฉีดโบท็อกซ์ปกติจะ “ไม่ทำให้หน้าบวมใหญ่” ขึ้นแบบชนิดชัดเจนหรือถาวร แต่จะมีเพียง ตุ่มนูนเล็กๆ คล้ายยุงกัด จากตัวยาที่ฉีดเข้าไป ซึ่งจะ ยุบหายไปเองได้ใน 2-3 ชั่วโมง ค่ะ ในบางรายอาจพบรอยเขียวช้ำจากเข็มได้บ้างซึ่งจะหายเองใน 1-2 สัปดาห์ แต่หากคนไข้มีอาการ บวมแดง ร้อน ปวดมาก หรือมีผื่นคัน ให้รีบกลับมาพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นอาการแพ้หรือติดเชื้อค่ะ
แต่ที่คนไข้หลายคนรู้สึกว่าหน้าต่างไปจากเดิมเหมือนมันบวมๆ เพราะอาจจะความรู้สึกเจ็บ ไม่เคยทำมาก่อน อาจจะมีความรู้สึกแบบนั้นได้ อารมณ์เหมือนเราไปถอนฟันแล้วฤทธิ์ยาชายังไม่หมด รู้สึกว่าหน้าตัวเองบวม ปากบวมอยู่ แต่ความจริงก็คือปกติค่ะ
แต่การฉีดแฟตสลายไขมันมีโอกาสบวม “มากกว่าและนานกว่า” โบท็อกซ์แน่นอนค่ะ สาเหตุหลักมาจาก ปริมาณตัวยา (Volume) ที่ฉีดเข้าไปเยอะกว่าโบท็อกซ์หลายเท่าเพื่อให้ทั่วถึงชั้นไขมัน และกลไกการทำงานของยาที่ทำให้เซลล์ไขมันแตกตัว ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิด การอักเสบและการบวมในระยะสั้น (3-7 วัน) ได้ แตกต่างจากโบท็อกซ์ที่บวมแค่รอยเข็มชั่วคราว ดังนั้นถ้าคนไข้จะฉีดแฟต หมอแนะนำให้เผื่อเวลาพักหน้าสักนิด หรือเลือกสูตรยาที่เน้นลดบวมก็จะช่วยได้ค่ะ ควรพบแพทย์ปรึกษาให้เข้าใจแน่ชัดก่อนรับบริการทุกครั้งนะคะ
เรื่องผลลัพธ์ปลายทางไม่ต่างกันมาก คือลดเหงื่อ ลดสาเหตุการเกิดกลิ่น แต่ราคา กับวิธีการรักษานั้นต่างกันอยู่ ตรงนี้แล้วแต่คนไข้ว่าชอบหรือสะดวกแบบไหนมากกว่ากัน การเลือกวิธีลดเหงื่อใต้วงแขนระหว่าง โบท็อกซ์และเลเซอร์ ขึ้นอยู่กับความต้องการของคนไข้ค่ะ การฉีดโบท็อกซ์ให้ ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง ลดเหงื่อได้ถึง 80-90% ภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ ผลลัพธ์อยู่ได้ชั่วคราวประมาณ 6-12 เดือน จึงต้องฉีดซ้ำ ส่วนการทำเลเซอร์ลดเหงื่ออย่าง miraDry ให้ โดยทำลายต่อมเหงื่อและกลิ่นได้ตั้งแต่ 1-2 ครั้ง ลดเหงื่อได้เฉลี่ย 70-80% แต่มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นสูงกว่า การปรึกษาแพทย์ผู้จะช่วยให้คนไข้เลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด เพื่อแก้ปัญหาเหงื่อใต้วงแขนได้อย่างมั่นใจค่ะ











