ฉีดสิวอักเสบ (Acne Injection) ที่ D’ Lovevery Clinic
สิวเม็ดใหญ่ บวม แดง เจ็บ—ยิ่งปล่อยนานยิ่งเสี่ยงทิ้งรอยและอักเสบลากยาว “ฉีดสิว” เป็นหัตถการเฉพาะจุดที่ช่วยลดการอักเสบและความเจ็บได้เร็วขึ้นในหลายเคส

| สิวอักเสบ | ปล่อยทิ้งไว้ | ดูแล/มาพบแพทย์ (เช่น ฉีดสิว + แผนคุมสิว) |
|---|---|---|
| อาการปวด/บวม | มักอยู่นานขึ้น | มักลดเร็วขึ้น (หลายเคส 24–72 ชม. หลังดูแล) |
| การลุกลามของการอักเสบ | เสี่ยงบวมแดงเพิ่ม/เป็นเม็ดใหญ่ขึ้น | ลดโอกาสลุกลามเมื่อประเมินและดูแลเร็ว |
| โอกาสทิ้ง “รอยแดง/รอยดำ” | เสี่ยงสูงขึ้นโดยเฉพาะถ้าแกะ/กดเอง | ลดโอกาสรอยเข้มขึ้นเมื่อคุมอักเสบ + กันแดด/ยาที่เหมาะสม |
| โอกาสเกิดแผล/หนอง | เสี่ยงมากขึ้น หากปล่อยจนแตกหรือติดเชื้อ | แพทย์คัดกรองและดูแลแบบปลอดเชื้อ ลดความเสี่ยง |
| โอกาสเกิดหลุมสิว | เสี่ยงเพิ่ม หากอักเสบลึก/นาน | ลดความเสี่ยงเมื่อรักษาอักเสบให้ไวและถูกวิธี |
| ระยะเวลาที่ต้องกังวล/เสียความมั่นใจ | ยาวและคาดเดายาก | สั้นลงและมีแผนติดตามชัดเจน |
| ค่าใช้จ่ายรวมระยะยาว | อาจบานปลาย (รอย/หลุมต้องรักษาเพิ่ม) | คุมตั้งแต่ต้น ลดโอกาสต้องแก้ระยะยาว |
| ความปลอดภัย | เสี่ยงทำเองผิดวิธี/กดแกะจนแย่ลง | ทำโดยแพทย์ ประเมินข้อห้าม/ความเสี่ยงก่อนทุกเคส |
| ความสะดวก | “รอให้ยุบเอง” แต่ต้องลุ้น | เลือกวันทำได้ วางแผนก่อนงาน/นัดสำคัญ |

ฉีดสิวราคาเท่าไหร่ มีโปรโมชั่นไหม
- เม็ดแรก 100 บาท
- เม็ดต่อไป 50 บาท/เม็ด
- พิเศษ: เมื่อ ซื้อคอร์สสิว กับทางคลินิก ฉีดสิวฟรีตลอดคอร์ส
โปรแกรมรักษาสิวอื่นๆมีอะไรบ้าง
| รายการบริการ | อัตราค่าบริการ |
|---|---|
| กดสิว (ทั่วหน้า) | ครั้งละ 350 บาท |
| ดูดสิวเสี้ยน (บริเวณจมูก) | ครั้งละ 200 บาท |
| มาส์กลดสิว รอยแดงจากสิว | ครั้งละ 350 บาท |
| กดสิว (ทั่วหน้า+ลำคอ) | ครั้งละ 500 บาท |
| รักษาสิวครบขั้นตอน | เริ่มต้นครั้งละ 700 บาท |
| รักษาสิว (ทั่วแผ่นหลัง) | ครั้งละ 2,500 บาท |
| LED ลดการอักเสบสิว | ครั้งละ 1,200 บาท |
| IPL ลดรอยสิว | ครั้งละ 1,500 บาท |
| Pico Laser ทั่วใบหน้า | ครั้งละ 4,500 บาท |





ฉีดสิวเหมาะกับใคร?
เหมาะสำหรับผู้ที่มี
- สิวอักเสบเม็ดใหญ่/สิวหัวช้าง บวมแดงและเจ็บ
- สิวที่ต้องการให้ ยุบไวขึ้น เพราะมีนัด งาน หรืออยากลดการอักเสบแบบเร่งด่วน
- เคสที่แพทย์ประเมินแล้วว่าเหมาะกับการฉีดเฉพาะจุด
อาจไม่เหมาะ/ควรเลี่ยงในบางกรณี (ให้แพทย์คัดกรอง)
- มีประวัติแพ้ยา/แพ้ส่วนประกอบที่ใช้
- ตั้งครรภ์/ให้นม (ต้องแจ้งแพทย์ก่อน)
- มีการติดเชื้อผิวหนังบางชนิด หรือมีแผล/เริมบริเวณใกล้เคียง
- มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาบางกลุ่มที่ต้องระวัง (แจ้งให้ครบก่อนทำ)
เห็นผลเมื่อไหร่? ต้องฉีดกี่ครั้ง?
- โดยทั่วไปหลายเคสจะเริ่มรู้สึกว่า บวม/ปวดลดลงภายใน 24–72 ชั่วโมง
- บางเม็ดอาจต้องติดตาม/ทำร่วมกับแผนรักษาสิวอื่น ๆ ตามดุลยพินิจแพทย์
ขั้นตอนการทำ (Process)
- ซักประวัติ + ประเมินชนิดสิว/ข้อห้าม
- ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อบริเวณที่จะฉีด
- ฉีดเฉพาะจุดโดยแพทย์
- แนะนำการดูแลหลังทำ/ยาทา หรือแผนคุมสิว (ถ้าจำเป็น)
- นัดติดตามหากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีสิวอักเสบซ้ำบ่อย
ข้อควรรู้ก่อนฉีดสิว
| ข้อควรรู้ | คำอธิบาย |
|---|---|
| ฉีดสิวช่วยอะไร? | ช่วยลดการอักเสบ บวมแดง และความเจ็บของสิวอักเสบเฉพาะจุดได้เร็วขึ้นในหลายเคส (ผลลัพธ์ขึ้นกับแต่ละบุคคล) |
| ฉีดสิวต่างจากกดสิวยังไง? | “ฉีดสิว” เน้นลดการอักเสบจากด้านใน ส่วน “กดสิว” เน้นเอาสิ่งอุดตันออก—แพทย์จะเลือกให้เหมาะกับชนิดสิว |
| ใช้เวลากี่นาที? | เป็นหัตถการสั้น ๆ ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่นาน ขึ้นกับจำนวนเม็ดและการประเมินหน้างาน |
| เจ็บไหม? | อาจรู้สึกเจ็บเล็กน้อยขณะฉีดและตึง ๆ หลังทำ โดยทั่วไปทนได้ |
| หลังฉีดจะยุบเลยไหม? | หลายเคสจะค่อย ๆ ยุบลงภายใน 1–3 วัน ไม่จำเป็นต้องยุบทันทีทุกคน |
| ฉีดแล้วแต่งหน้าได้ไหม? | โดยทั่วไปควรเลี่ยงการถู/กดแรงบริเวณที่ฉีดในวันแรก และทำตามคำแนะนำของแพทย์เรื่องการแต่งหน้า/สกินแคร์ |
| ต้องหยุดครีมหรือยาสิวไหม? | บางตัวอาจต้องเว้นชั่วคราวหากระคายเคืองง่าย ให้แจ้งสิ่งที่ใช้อยู่ทั้งหมดเพื่อให้แพทย์แนะนำแบบเฉพาะคุณ |
| มีผลข้างเคียงอะไรได้บ้าง? | อาจมีรอยแดง บวมเล็กน้อย หรือระบมชั่วคราว โดยมากดีขึ้นเอง หากปวดมาก บวมมาก หรืออาการแย่ลงให้ติดต่อคลินิกทันที |
| ฉีดสิวทำให้เป็นหลุมสิวไหม? | โดยทั่วไปการอักเสบที่รุนแรง/นานและการแกะกดเองเป็นปัจจัยสำคัญต่อรอยและหลุม—การรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงทีมักช่วยลดความเสี่ยงได้ |
| ฉีดสิวได้บ่อยแค่ไหน? | ขึ้นกับชนิดสิวและแผนการคุมสิวของแพทย์ ไม่ควรฉีดเองหรือฉีดถี่เกินจำเป็น |
| ถ้ามีหลายเม็ด คิดราคายังไง? | เม็ดแรก 100 บาท เม็ดต่อไป 50 บาท/เม็ด และ ฟรีตลอดคอร์ส เมื่อซื้อคอร์สสิวกับคลินิก (ตามการประเมินแพทย์) |
| ควรมาฉีดเมื่อไหร่? | เมื่อมีสิวอักเสบเม็ดใหญ่ บวมแดงเจ็บ หรือกำลังลุกลาม—การประเมินเร็วช่วยลดโอกาสอักเสบยืดเยื้อ |
ดูแลหลังฉีดสิว (Aftercare)
- หลีกเลี่ยงการ จับ แกะ กด ถูแรง บริเวณที่ฉีด
- เลี่ยงสกินแคร์ที่ระคายเคือง (กรด/สครับ/เรตินอยด์) ชั่วคราวหากมีอาการแสบแดง และทำตามคำแนะนำแพทย์
- ทากันแดดเป็นประจำ ลดรอยดำหลังสิว
- หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดมากขึ้น บวมมาก หนองลาม ไข้ ให้ติดต่อคลินิกทันที
ทำไมต้องฉีดสิวที่ D’ Lovevery Clinic?
- ประเมินโดยแพทย์ก่อนทำทุกเคส เลือกวิธีให้เหมาะกับชนิดสิวและความเสี่ยง
- ทำหัตถการอย่างถูกหลักและปลอดเชื้อ ลดโอกาสอักเสบจากการทำเอง
- วางแผนคุมสิวต่อเนื่องได้ (สำหรับคนเป็นสิวซ้ำบ่อย) และมีสิทธิ์ ฉีดสิวฟรีตลอดคอร์ส เมื่อซื้อคอร์สสิว
- เดินทางสะดวก 2 สาขา ครอบคลุมโซนรามคำแหง และเลียบด่วน-รามอินทรา
สาขา D’ Lovevery Clinic
1) สาขาพาซิโอทาวน์ รามคำแหง (The Paseo Town รามคำแหง)
ใกล้: สัมมากร, ถนนรามคำแหง, โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า, สุขาภิบาล 3, ARL รามคำแหง, MRT สายสีส้ม สถานีสัมมากร
ลิงก์แผนที่: (ใส่ Google Maps URL)
2) สาขา CDC — Crystal Design Center (CDC)
ทำเล: เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา
ใกล้: เซ็นทรัล อีสต์วิลล์, โลตัส รามอินทรา, โฮมโปร รามอินทรา, โรงเรียนเลิศหล้า
ลิงก์แผนที่: (ใส่ Google Maps URL)
บรรยากาศการรับบริการ

ทำไมต้องรักษาสิว ที่ D’ Lovevery Clinic
- ดูแลโดยแพทย์อย่างเป็นระบบ เริ่มจากการซักประวัติและประเมินสภาพผิว เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะกับ “ชนิดสิว–ระดับความรุนแรง–เป้าหมายของผู้รับบริการ”
- มุ่งเน้นค้นหาสาเหตุของการเกิดสิว แพทย์ให้ความสำคัญกับการหาปัจจัยกระตุ้นและต้นเหตุ (เช่น การอุดตัน การอักเสบ พฤติกรรมการดูแลผิว) เพื่อช่วยให้การรักษา “ตรงจุด” และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
- ทีมเข้าใจผู้มีปัญหาสิวอย่างแท้จริง แพทย์และพนักงานจำนวนมากมีประสบการณ์เคยเป็นสิวมาก่อน จึงเข้าใจข้อกังวล ความไม่มั่นใจ และความต้องการของผู้รับบริการเป็นอย่างดี
- รองรับสิวทุกประเภท ทุกระดับ ครอบคลุมตั้งแต่สิวเริ่มต้น สิวอุดตัน ไปจนถึงสิวอักเสบเป็นๆ หายๆ โดยปรับแนวทางให้เหมาะกับแต่ละเคส
- ดูแลสิวแบบครบขั้นตอน เน้นกระบวนการดูแลที่เป็นลำดับขั้น ตั้งแต่เตรียมผิว ลดการอุดตัน กดสิวอย่างเหมาะสม ลดการอักเสบ และปลอบประโลมผิวหลังทำ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของผิวและลดความเสี่ยงการทิ้งรอย
- มีทางเลือกโปรแกรมหลายขนาด (Size) ตามปัญหาและพื้นที่ สามารถเลือกให้เหมาะกับการดูแลเฉพาะบริเวณ เช่น ใบหน้า หรือกรณีสิวลามลงลำคอ รวมถึงกรณีต้องการดูแลรอยสิวร่วมด้วย (ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล)
- ทางเลือกเลเซอร์หลากหลาย ครอบคลุมความต้องการ คลินิกมีตัวเลือกเลเซอร์/เทคโนโลยีที่หลากหลาย เพื่อสนับสนุนการรักษาสิวและการดูแลผิวในแผนที่เหมาะสมกับแต่ละเคส
- ดูแลทั้ง “สิว” และ “รอย” อย่างสมดุล สำหรับผู้ที่มีรอยแดง/รอยดำหลังสิว แพทย์สามารถพิจารณาแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับการรักษาสิว เพื่อให้ผิวดูสม่ำเสมอขึ้นอย่างเหมาะสม
- มีรีวิวความประทับใจจากเคสจริงจำนวนมาก สะท้อนประสบการณ์ของผู้รับบริการในด้านการดูแล การติดตาม และความใส่ใจของทีม
- ให้คำแนะนำหลังทำที่ชัดเจนและทำได้จริง เพื่อสนับสนุนผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง ลดการระคายเคือง และช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดี
- ช่องทางปรึกษาและความสะดวกในการรับบริการ สามารถขอคำแนะนำ/ประเมินเบื้องต้นได้ และรองรับการชำระเงินที่หลากหลาย (เช่น แบ่งจ่าย สแกนจ่าย บัตรเครดิต SpayLater) เพื่อความสะดวกของผู้รับบริการ

รีวิวรักษาสิว ก่อน-หลัง














รีวิวรักษาสิว รอยสิว
มีโอกาสค่ะ หมอเข้าใจดีเลยค่ะว่าบางครั้งแม้คนไข้จะพยายามดูแลตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว มีวินัยสุดๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ตามคำแนะนำแล้ว แต่เจ้าสิวตัวร้ายก็ยังวนเวียนกลับมาทักทายอยู่เสมอ หมออยากให้คนไข้สบายใจนะคะว่า คนไข้ไม่ได้ผิดเลยค่ะ เพราะบางครั้งต้นตอของปัญหาสิวมันลึกซึ้งกว่าที่เราคิด และไม่ได้มาจากการดูแลผิวภายนอกอย่างเดียวเสมอไปค่ะ
หมอขอเน้นย้ำอีกครั้งในส่วนของ ฮอร์โมน ค่ะ เพราะนี่คือ “ตัวแปรสำคัญ” ที่หลายครั้งเราควบคุมได้ยากด้วยพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ วัยหมดประจำเดือน หรือแม้กระทั่ง ความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศชาย (Androgens) เช่น Testosterone ที่มีปริมาณมากเกินไป หรือความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศหญิงอย่าง Estrogen และ Progesterone ก็ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานหนัก ผลิตน้ำมันออกมามากเกินปกติ จนเกิดการอุดตันและกลายเป็นสิวได้ง่ายมากๆ เลยค่ะ
ดังนั้น หากคนไข้ดูแลตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว แต่สิวที่หลังยังคงกลับมาเป็นซ้ำๆ อย่างเรื้อรัง หมออยากแนะนำว่า อย่าเพิ่งท้อใจนะคะ บางทีอาจถึงเวลาที่เราต้องมองหาต้นตอจากภายในร่างกายให้ลึกซึ้งขึ้น หมอแนะนำให้ ลองปรึกษาเพิ่มเติม เพื่อพิจารณา การตรวจระดับฮอร์โมนในร่างกาย ค่ะ การตรวจเลือดเพื่อดูความสมดุลของฮอร์โมนเหล่านี้ จะช่วยให้เราเข้าใจว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง และนำไปสู่แนวทางการรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นค่ะ เช่น การรับประทานยาปรับสมดุลฮอร์โมน หรือการรักษาอื่นๆ ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้คนไข้มีผิวหลังที่ใสและมั่นใจได้อย่างยั่งยืนจริงๆ ค่ะ
เบื้องต้นต้องเข้าใจเรื่องนี้ก่อนค่ะ ไม่ตากแดด ไม่ได้หมายความว่า ผิวไม่โดนรังสีจากแดด
รังสี UVA มีความยาวคลื่นอยู่ที่ 320-400 นาโนเมตร ซึ่งสามารถทะลุผ่านกระจกหน้าต่างอาคารได้ถึง 90% การใช้ค่า PA จึงจำเป็นแม้คนไข้จะไม่ได้อยู่กลางแจ้ง
สรุปคือ PA++ หมายถึงค่าการป้องกันรังสี UVA ในระดับปานกลาง ค่ะ โดยรังสี UVA เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ ผิวแก่ก่อนวัย เกิดริ้วรอย และฝ้ากระ (Photoaging) ซึ่งต่างจาก SPF ที่เน้นกันผิวไหม้แดด การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า PA++ เหมาะสำหรับคนที่ใช้ชีวิตในร่มหรือพนักงานออฟฟิศ เป็นหลัก แต่หากต้องออกแดดจัด หมอแนะนำให้เลือกค่าที่สูงกว่านี้เพื่อให้ผิวแข็งแรงและดูอ่อนเยาว์ไปนานๆ ค่ะ
คุณพ่อคุณแม่ พาลูกหลาน มาพบหมอเยอะเหมือนกันนะคะ เพราะคิดว่าเป็นสิวทั่วไป แต่ส่วนใหญ่แล้วมักไม่ใช่แค่สิว
ตุ่มอักเสบหลังตัดผมส่วนใหญ่มักเกิดจาก การติดเชื้อในรูขุมขน (Folliculitis) จากอุปกรณ์ที่สะอาดไม่เพียงพอ หรือเกิดจาก การระคายเคืองของเศษผมและสารเคมี ในร้านตัดผมค่ะ วิธีแก้ไขเบื้องต้นคือ ควรทำความสะอาดหนังศีรษะทันทีหลังตัดผม และหากมีตุ่มหนองขึ้นมากผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือทานตามความรุนแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามจนกลายเป็นแผลเป็นถาวรค่ะ
อย่าพยายามกดให้มันแตกนะคะ จะยิ่งไปกันใหญ่ อักเสบ ติดเชื้อเรื้อรัง ลามไปมากกว่าเดิม รีบพบแพทย์ดีที่สุดค่ะ มันต่างจากสิวตรงที่ว่ามันจะเกิดหลายเม็ดหลายจุด พร้อมๆกัน ซึ่งสิวมักจะไม่เยอะและเจ็บขนาดนี้ ดังนั้นอย่าปล่อยไว้นานนะคะ
เรื่องนี้ยืนยันได้ชัดเจน งานวิจัยทางผิวหนังระบุว่า ผู้ที่มีปัญหาการนอนไม่หลับเรื้อรัง (Chronic Insomnia) มีแนวโน้มจะพบ ความรุนแรงของสิว (Acne Severity score) สูงกว่า ผู้ที่นอนหลับปกติถึง 2 เท่า โดยเฉพาะในกลุ่มสิวอักเสบค่ะ
คือแบบนี้ค่ะ การนอนไม่หลับส่งผลกระทบโดยตรงต่อวงจรการเกิดสิวผ่าน 3 กลไกหลักๆ คือ การพุ่งสูงขึ้นของฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ที่ไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันส่วนเกิน, การลดลงของประสิทธิภาพเกราะป้องกันผิว ทำให้แบคทีเรียเข้าจู่โจมได้ง่าย, และ การเกิดภาวะดื้ออินซูลินชั่วคราว ที่เร่งกระบวนการอักเสบให้รุนแรงขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้เมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอ ผิวจึงตอบสนองด้วยการเป็น สิวอักเสบเม็ดใหญ่ ที่รักษายากกว่าปกติค่ะ และที่สำคัญไม่จำเป็นต้องนอนไม่หลับติดต่อกันหลายวันด้วย คืนเดียวก็เกิดสิวอักเสบเม็ดเป้งได้ค่ะ
แนวทางการรักษาหมอสรุปให้ด้านล่างนะคะ
สำหรับคำถามที่คนไข้ถามมา Pico Laser เหมาแขน 2 ข้าง ราคาอยู่ที่ 3,999 บาท ค่ะ โปรแกรมนี้ออกแบบมาเพื่อคนไข้ที่ต้องการ อวดผิวแขนอย่างมั่นใจ โดยเฉพาะคนที่กังวลเรื่องสีผิวไม่สม่ำเสมอ รอยดำจากแมลงสัตว์กัดต่อย หรือปัญหาผิวสากจากขนคุด การเหมาทำทั้งสองข้างจะช่วยเคลียร์เม็ดสีได้ทั่วถึง ทำให้ผิวแขนกลับมาเนียนใส ใส่เสื้อแขนกุดหรือสายเดี่ยวได้แบบไม่ต้องกังวลค่ะ
ส่วนใครที่อยากดูแลช่วงล่างด้วย โปรแกรม เหมาขา 2 ข้าง ในราคา 4,999 บาท ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากสำหรับคนที่มีปัญหา “ขาลายน้ำเหลืองไม่ดี” หรือมีรอยแผลเป็นสะสมมานาน ราคาที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยแลกกับพื้นที่การรักษาที่กว้างขึ้น (ครอบคลุมทั้งหน้าแข้งและน่อง) ถือว่าคุ้มค่าที่สุดในการกู้คืนความมั่นใจในการใส่ขาสั้นหรือชุดว่ายน้ำค่ะ
มาส์กหน้าใสที่หาซื้อง่ายกับมาส์กในคลินิก มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยมาส์ก 7-Eleven จะมี สารออกฤทธิ์ในความเข้มข้นต่ำกว่า ถูกออกแบบมาให้ ครอบคลุมและลดความเสี่ยงการแพ้ เพื่อให้ใช้ได้กับทุกสภาพผิว เน้นการบำรุงผิวทั่วไปและความชุ่มชื้น ส่วนมาส์กในคลินิกนั้น หมอจะ ประเมินผิวหน้าและเลือกตัวยา รวมถึงเนื้อมาส์กที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ประกอบด้วย สารออกฤทธิ์ทางการแพทย์ที่บริสุทธิ์และเข้มข้นสูง ผลิตภายใต้มาตรฐานยา เพื่อ แก้ปัญหาผิวที่เฉพาะเจาะจง หรือฟื้นฟูผิวหลังทำหัตถการ ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยั่งยืนกว่าภายใต้การดูแลของแพทย์ค่ะ
บีบเองกดเอง อาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ค่ะ เพราะเกิดจาก กระบวนการสมานแผลของผิวที่สร้างคอลลาเจนมากเกินไป ซึ่งเป็นผลมาจากการ อักเสบที่รุนแรง การบีบสิวที่ไม่ถูกวิธี หรือพันธุกรรม โดยรอยนูนเหล่านี้อาจเป็นเพียงการบวมชั่วคราว แผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar) หรือ คีลอยด์ (Keloid Scar) การ งดบีบสิว และหากต้องการรักษาให้ผิวเรียบขึ้นนั้น จะต้องมาพบหมอเพื่อตรวจ รับการรักษาที่เหมาะสม เช่น ยาทา การฉีดสเตียรอยด์ หรือเลเซอร์ จะช่วยให้ผิวกลับมา เรียบเนียนขึ้น ได้ค่ะ
ถ้าไม่ทำอะไรเลยก็อาจจะหายกลับภาวะปกติได้นะคะ เพียงแต่อาจจะใช้เวลานาน และยิ่งจับเหมือนจะยิ่งแข็งขึ้นเรื่อยๆ ในคนไข้หมอส่วนใหญ่ที่เจอ คือแผลอาจจะไม่ได้ใหญ่ขึ้นนูนขึ้น แต่ส่วนมากจะแข็งมากขึ้น มีสะเก็ดหลุดลอกเป็นระยะๆ แต่ที่เจอแน่ๆคือรอยดำ เพราะถ้าเจอสิวระดับนูนได้เองแบบนี้เม็ดใหญ่แน่ๆ และทิ้งรอยดำไว้นานแน่นอนค่ะ ถ้ากังวลมากก็เข้ามาพบหมอที่คลินิกได้นะคะ
หมอเห็นเพื่อนและคนไข้หลายคนที่เข้าใจผิดว่าเมืองหนาว อย่างเกาหลี ญี่ปุ่น แดดไม่ร้อน แท้จริงแล้วระดับ UV นั้นไม่แพ้ใครในโลก รวมถึงไทยด้วย ใครเคยไปเกาหลีหน้าร้อน จะเข้าใจว่าร้อนระดับไหน บางเดือนแดดจัดอุณหภูมิสูงกว่าบ้านเราด้วยซ้ำ หมอบอกเลยว่าเลือกครีมกันแดด เลือกตามฤดูกาลและการใช้ชีวิตคือดีที่สุดเลย
การเลือกกันแดด สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูที่ค่าการปกป้องค่ะ หากคนไข้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มี ค่า SPF50+ และ PA++++ (หรือ Broad Spectrum สำหรับกันแดดฝั่งอเมริกา/ยุโรป) ซึ่งหมายถึงการป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB ได้อย่างครบถ้วน และมีคุณสมบัติ กันน้ำ กันเหงื่อ (Water/Sweat resistant) ก็จะสามารถปกป้องผิวบอบบางจากแดดเมืองไทยที่แผดเผาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดไม่แพ้กันแดดที่ผลิตในประเทศเลยค่ะ
แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ การเลือกใช้ให้เหมาะกับกิจกรรมและสภาพผิวของคนไข้ และที่ขาดไม่ได้เลยคือ วิธีการใช้ที่ถูกต้อง ค่ะ หมอเน้นย้ำเลยนะคะว่าคนไข้ต้อง ทาในปริมาณที่เหมาะสม (ประมาณ 2 ข้อนิ้วสำหรับใบหน้าและลำคอ) และ ทาซ้ำทุก 2-4 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคนไข้อยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน หรือมีเหงื่อออกมากค่ะ ไม่ว่ากันแดดจะเริ่ดแค่ไหน ถ้าทาไม่ถูกวิธี หรือไม่ทาซ้ำ ก็อาจทำให้การปกป้องไม่เต็มที่นะคะ ขอให้คนไข้มั่นใจและเลือกกันแดดคู่ใจที่ใช่สำหรับผิวเราได้เลยค่ะ!













