ฆสพ.สบส. ๒๙๘๓/๒๕๖๗

ร้อยไหมคืออะไร เหมาะกับใคร ยี่ห้อไหนดี ราคาเท่าไหร่ คำถามที่พบบ่อย

พบแพทย์ก่อนทุกเคส แจ้งราคาชัดเจน ไม่มีบวกเพิ่มภายหลัง
ร้อยไหม คืออะไร ยี่ห้อไหนดี เหมาะกับใคร ต้องร้อยกี่เส้น ราคาเท่าไหร่

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังหาข้อมูล

ร้อยไหม

ไม่มีเจตนาโปรโมทเครื่องมือแพทย์

พญ.อภิญญา เสาร์แก้ว

ใบอนุญาต ว.49465

แพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านปรับรูปหน้าและการชะลอวัย ประจำดีเลิฟเวอรี่คลินิก

จาก “ห้องผ่าตัดหัวใจ” สู่ ศิลปะการย้อนวัยใบหน้าได้ยังไง

จุดกำเนิดของไหมละลายทางการแพทย์ไม่ได้เริ่มจากคลินิกเสริมความงาม แต่มาจากวัสดุเย็บเส้นเลือดและอวัยวะภายใน จึงการันตีความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นสูงสุด ก่อนจะถูกพัฒนามาเป็นเครื่องมือยกกระชับผิวในปัจจุบัน

ไหมละลาย ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อความงามตั้งแต่แรก แต่ใช้ในห้องผ่าตัดหัวใจและเส้นเลือดมาก่อน

หลายคนอาจคิดว่า “ไหมละลาย” ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อวงการศัลยกรรมความงาม แต่ความจริงแล้ว ไหมเหล่านี้ถือกำเนิดขึ้นในห้องผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Surgery) มานานหลายทศวรรษ

ในอดีต ศัลยแพทย์ต้องการวัสดุเย็บแผลภายในร่างกายที่

  • เข้ากันได้กับเนื้อเยื่อมนุษย์ 100% (Biocompatibility)
  • ไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือปฏิกิริยาต่อต้าน (Foreign Body Reaction)
  • สามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติผ่านกระบวนการ Hydrolysis โดยไม่ทิ้งสารตกค้างหรือสารก่อมะเร็งในร่างกาย

เมื่อวิทยาการทางการแพทย์ค้นพบว่า ระหว่างที่ไหมค่อยๆ สลายตัว ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้สร้าง “คอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 (Type I & III Collagen)” และหลอดเลือดฝอยใหม่ขึ้นมาโอบล้อมแนวเส้นไหม จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการนำนวัตกรรมความปลอดภัยระดับผ่าตัดหัวใจนี้ มาออกแบบใหม่เป็น “เส้นไหมเพื่อการพยุงและยกกระชับผิวหน้า” ในปัจจุบัน

รีวิวร้อยไหมยกกระชับหน้า

สิ่งที่ คนเคยร้อยไหมรู้จริง VS คนไม่เคยเข้าใจไปเอง

ความกังวลส่วนใหญ่ของคนที่ยังไม่เคยร้อยไหมมักเกิดจากภาพจำเทคนิคยุคเก่า แต่ในความเป็นจริง เทคนิคและวัสดุในปัจจุบันให้ผลลัพธ์ที่นุ่มนวล เจ็บน้อยลง และเป็นธรรมชาติกว่าที่คิด

ประเด็นสิ่งที่คนไม่เคยร้อยไหมคิดสิ่งที่คนเคยร้อยไหมรู้
ระดับความเจ็บต้องเจ็บทรมานมากตอนสอดไหมเข้าใต้ผิวรู้สึกแค่ตอนฉีดยาชา หลังจากนั้นจะรู้สึกเพียงแรงหน่วงหรือตึงเบาๆ เท่านั้น
ความเป็นธรรมชาติกลัวหน้าตึงเปรี๊ยะ ตาเฉี่ยว ยิ้มแล้วหน้าแข็งเกร็งถ้าใช้เวกเตอร์ที่ถูกต้อง หน้าจะดูเด็กลงแบบละมุน ไม่หลอกตา ขยับสีหน้าได้ปกติ
อาการบวมช้ำต้องพักฟื้นเป็นเดือน หน้าบวมเขียวช้ำหนักใช้เข็มทู่ (Blunt Cannula) อาการบวมลดลงมาก สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้แทบจะทันที
สารตกค้างกลัวไหมตกค้างกลายเป็นพังผืดแข็งตลอดชีวิตไหมแท้มาตรฐานสลายหมด 100% เหลือทิ้งไว้เพียงโครงสร้างคอลลาเจนของร่างกายเราเอง
ผลลัพธ์ระยะยาวถ้าไหมละลายหมด หน้าจะเหี่ยวหรือหย่อนคล้อยกว่าเดิมคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่ที่สร้างขึ้นจะช่วยพยุงผิวไว้ ทำให้ชะลอการหย่อนคล้อยได้ดีกว่าไม่เคยทำ

วิวัฒนาการ 3 ยุคของศาสตร์การร้อยไหม (The Evolution of Threads)

ร้อยไหม ยุคแรกคือไหมทองคำ และไหมละลาย

การร้อยไหมพัฒนาจากไหมทองคำที่ไม่ละลาย มาเป็นไหมละลายเส้นเล็ก และก้าวเข้าสู่ยุคไหมโครงสร้างตาข่าย/หล่อขึ้นรูป ที่เน้นการพยุงเนื้อเยื่อตามหลักกายวิภาค

flowchart TD
    %% Base Styling
    classDef default fill:#ffffff,stroke:#e2e8f0,stroke-width:1.5px,color:#1e293b,font-family:sans-serif
    classDef gen1 fill:#fef2f2,stroke:#f87171,stroke-width:2px,color:#991b1b
    classDef gen2 fill:#fffbeb,stroke:#facc15,stroke-width:2px,color:#854d0e
    classDef gen3 fill:#f0fdf4,stroke:#4ade80,stroke-width:2px,color:#166534

    gen1Card["<div style='text-align:left; padding:8px 12px;'><b>🚩 ยุคที่ 1: ยุคไหมไม่ละลาย (Permanent Threads)</b><br/><br/>• <b>เทคโนโลยี:</b> ไหมทองคำบริสุทธิ์ / Aptos รุ่นแรก<br/>• <b>คุณลักษณะ:</b> เส้นไหมเรียบ ไม่สลายตัวตกค้างใต้ชั้นผิวถาวร<br/>• <b>ข้อจำกัด:</b> เสี่ยงพังผืดแข็งตัว ขยับใบหน้าไม่เป็นธรรมชาติ และแก้ไขยาก</div>"]:::gen1
    
    arrow1["↓ วิวัฒนาการสู่ไหมละลายทางการแพทย์"]
    
    gen2Card["<div style='text-align:left; padding:8px 12px;'><b>⚙️ ยุคที่ 2: ยุคไหมเงี่ยงตัด (Cut Barbed PDO)</b><br/><br/>• <b>เทคโนโลยี:</b> บาก/เฉือนเนื้อไหมสร้างเงี่ยง (Cut Barb)<br/>• <b>คุณลักษณะ:</b> ไหมละลาย PDO ปลอดภัย สลายตัวได้ตามธรรมชาติ<br/>• <b>ข้อจำกัด:</b> แกนไหมบางลง ขาดง่าย แรงดึงปานกลาง อยู่ได้ไม่นาน</div>"]:::gen2
    
    arrow2["↓ นวัตกรรมการขึ้นรูปและโครงสร้างตาข่ายชีวภาพ"]
    
    gen3Card["<div style='text-align:left; padding:8px 12px;'><b>💎 ยุคที่ 3: ยุคไหมขึ้นรูปโครงสร้าง & ตาข่ายชีวภาพ</b><br/><br/>• <b>เทคโนโลยี:</b> Molding Cog (หล่อขึ้นรูป) & Mesh Thread (3D ตาข่าย Tesslift)<br/>• <b>คุณลักษณะ:</b> แกนไหมแข็งแรง แรงยกพยุงสูง เนื้อเยื่อแทรกตัวในตาข่ายได้จริง<br/>• <b>ข้อได้เปรียบ:</b> ยกกระชับยาวนาน ไม่เปราะขาด และให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ</div>"]:::gen3

    gen1Card --> arrow1 --> gen2Card --> arrow2 --> gen3Card

    style arrow1 fill:none,stroke:none,color:#64748b,font-size:12px
    style arrow2 fill:none,stroke:none,color:#64748b,font-size:12px
  1. ยุคที่ 1: Mechanical Fixation (ไหมไม่ละลาย / ไหมทองคำ)
    • ยุคเริ่มต้นที่ใช้ไหมโลหะหรือไหมไม่ละลาย ยึดตรึงผิวไว้ ผลลัพธ์อยู่ได้นานแต่มีความเสี่ยงสูง ไหมอาจทะลุ ไม่สามารถนำออกจากเนื้อเยื่อได้หมด และไม่สามารถเข้าเครื่อง MRI ได้
  2. ยุคที่ 2: Cut Barb Thread (ไหมเงี่ยงตัด PDO ยุคแรก)
    • เริ่มใช้ไหมละลาย PDO นำเส้นไหมกลมมาใช้ใบมีดบากให้เกิดเงี่ยง (Cut Barbs) แม้จะยกหน้าได้ดีขึ้น แต่ข้อเสียคือแกนไหมบางลง ขาดง่าย และเงี่ยงล้มตัวเร็ว ทำให้การยกกระชับอยู่ได้ไม่นาน
  3. ยุคที่ 3: 3D Molded & Mesh Scaffold (ยุคไหมหล่อขึ้นรูปและไหมตาข่าย)
    • Molded Cog: หล่อเงี่ยงขึ้นมาพร้อมตัวไหมโดยไม่กรีดเนื้อไหม ทำให้แกนไหมหนาแน่น รับแรงต้านทานกล้ามเนื้อได้สูง
    • Mesh/Scaffold (เช่น Tesslift): ไหมที่มีโครงสร้างตาข่ายรอบทิศทาง 3 มิติ เพื่อให้เนื้อเยื่อของร่างกายเจริญเติบโตแทรกเข้าไปด้านใน (Tissue Ingrowth) ล็อกเนื้อเยื่อได้อย่างมั่นคงที่สุด

ไหม 2 ประเภท ที่ต้องเข้าใจก่อนเลือกทำ

ไหมในปัจจุบันแบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งานเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ “ไหมฟื้นฟูคุณภาพผิว” (ใช้จำนวนเส้นมาก กระจายตัว) และ “ไหมยกพยุงรูปหน้า” (ใช้จำนวนเส้นน้อย ดึงตามเวกเตอร์)

flowchart TD
    Main["<b>🧬 ประเภทของไหมร้อยใบหน้า</b><br/>(Classification of Facial Threads)"]

    Col1["<b>1. ไหมกลุ่มงานผิว & คอลลาเจน</b><br/><i>(Collagen & Bio-Stimulation)</i><br/>--------------------------------------------------<br/>• <b>ไหมเส้นเรียบ (Mono Threads):</b> ฟื้นฟูผิวแน่นกระชับ<br/>• <b>ไหมเกลียว (Screw Threads):</b> เพิ่ม Volume ริ้วรอยตื้น<br/>• <b>ไหมเติมเต็ม (Volumizing/Filler):</b> ทดแทนฟิลเลอร์เฉพาะจุด<br/>--------------------------------------------------<br/>🎯 <i>เน้นกระตุ้นคอลลาเจน ผิวเต่งตึง ไม่เน้นแรงดึง</i>"]
    
    Col2["<b>2. ไหมกลุ่มงานยกกระชับรูปหน้า</b><br/><i>(Mechanical Lifting)</i><br/>--------------------------------------------------<br/>• <b>ไหมเงี่ยงหล่อ (Molded Cogs):</b> ล็อกและดึงเนื้อเยื่อหย่อนคล้อย<br/>• <b>ไหมกรวย (Cone Threads):</b> ยึดเกาะ 360 องศา แรงยกสูง<br/>• <b>ไหมโครงตาข่าย 3D (Mesh):</b> อุ้มเนื้อเยื่อ ยกพยุงเป็นธรรมชาติ<br/>--------------------------------------------------<br/>🎯 <i>เน้นปรับมิติและยกกรอบหน้า ดึงสู้แรงโน้มถ่วง</i>"]

    Main -->|"เน้นคุณภาพผิว & ความหนาแน่น"| Col1
    Main -->|"เน้นยกโครงสร้าง & ปรับกรอบหน้า"| Col2

    classDef mainNode fill:#0F172A,stroke:#334155,stroke-width:2px,color:#FFFFFF,text-align:center,font-size:16px;
    classDef type1 fill:#EFF6FF,stroke:#3B82F6,stroke-width:2px,color:#1E3A8A,text-align:left,font-size:14px;
    classDef type2 fill:#FAF5FF,stroke:#8B5CF6,stroke-width:2px,color:#581C87,text-align:left,font-size:14px;

    class Main mainNode;
    class Col1 type1;
    class Col2 type2;

ตารางเปรียบเทียบเชิงลึก ไหมกระตุ้นผิว VS ไหมยกกระชับ

คุณลักษณะ1. ไหมกลุ่มงานผิว & กระตุ้นคอลลาเจน2. ไหมกลุ่มงานยกกระชับรูปหน้า
ชื่อเรียกทั่วไปไหมเรียบ (Mono), ไหมสปริง (Screw), ไหมฟิลเลอร์ไหมก้างปลา (Barb), ไหมหล่อ (Molding), ไหมตาข่าย (Mesh), ไหมกรวย
วัตถุประสงค์หลักแน่นกระชับ รูขุมขนเล็กลง ผิวฟู เติมเต็มร่องตื้นดึงแก้มห้อย ยกมุมปาก เก็บเหนียง ปรับกรอบหน้า V-Line
ชั้นผิวที่วางไหมชั้นหนังแท้ส่วนลึก (Deep Dermis) หรือชั้นไขมันตื้น (Subcutaneous)ชั้นไขมันใต้ผิวระดับลึก หรือเหนือชั้นพังผืดกล้ามเนื้อ (SMAS plane)
จำนวนเส้นที่ใช้30 – 100+ เส้น (วางเป็นโครงตาข่ายสานกัน)4 – 12 เส้น (วางตามเวกเตอร์แรงดึงที่คำนวณไว้)
ผลลัพธ์ทันทีไม่เห็นการยกทันที ผิวจะค่อยๆ เรียบเนียนใน 4-8 สัปดาห์ยกกระชับขึ้นทันที 20-30% หลังทำเสร็จ
ความรู้สึกขณะทำแปะยาชา หรือฉีดยาชาเฉพาะจุดเล็กๆฉีดยาชาตามแนวเส้นทางการเดินไหม (Tumescent Line)

เทคนิคการร้อยไหม แบบเก่า (ดึงผิว) VS แบบใหม่ (จัดเรียงโครงสร้าง)

เทคนิคสมัยใหม่ไม่ได้เน้นการดึงผิวหนังส่วนบนให้ตึงแน่นจนผิดรูป แต่คือการย้ายตำแหน่งไขมันที่หย่อนตัว (Fat Compartment Repositioning) กลับขึ้นไปล็อกไว้ที่จุดยึดธรรมชาติของกะโหลกศีรษะ

  • เทคนิคแบบเก่า (Skin Pulling Technique)
    • สอดไหมในชั้นตื้น ดึงรั้งเฉพาะผิวหนังส่วนบน
    • ปัญหาที่พบ: ผิวเป็นคลื่น รอยบุ๋ม (Dimple) ไหมโผล่ หน้าแบนขาดมิติ และเมื่อกล้ามเนื้อขยับ ไหมจะหลุดง่าย
  • เทคนิคแบบใหม่ (Vector & SMAS Anchor Repositioning)
    • คำนวณทิศทางตาม True Ligament (เส้นเอ็นยึดใบหน้า) และชั้น SMAS
    • ย้ายก้อนไขมันแก้มที่ตกลงมา (Malar Fat Pad) ให้กลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมเหมือนวัยหนุ่มสาว
    • ล็อกหัวไหมไว้กับจุดเกาะที่แข็งแรง (เช่น Deep Temporal Fascia บริเวณขมับหรือไรผม) ทำให้ผลลัพธ์อยู่คงทนและไม่เกิดรอยบุ๋มบนผิวหน้า
ร้อยไหม คืออะไร ยกหน้าได้จริงไหม ยกได้นานแค่ไหน อายุเท่าไหร่ถึงควรร้อยไหม

รวมยี่ห้อไหมแท้ผ่าน อย. ไทย และจุดเด่นของแต่ละแบรนด์

ไหมแต่ละยี่ห้อใช้วัสดุและเทคโนโลยีการขึ้นรูปต่างกัน เช่น PDO (แรงยกมาตรฐาน), PCL (นุ่มนวล อยู่นาน), PLACL (ยืดหยุ่นสูง) การเลือกใช้ต้องแมตช์กับความหนาของผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล

flowchart TD
    %% Main Header Node
    Root["<b>วัสดุไหมยอดนิยมในไทย (Thread Lift Materials)</b><br/>มาตรฐานความปลอดภัยและคุณสมบัติชีวภาพ"]

    %% Branches
    Root -->|"มาตรฐานสากล ดั้งเดิม"| PDO["<b>1. PDO (Polydioxanone)</b><br/>----------------------------------------<br/>• ระยะเวลาสลายตัว: 6 - 8 เดือน<br/>• จุดเด่น: กระตุ้นคอลลาเจนแน่น ผิวตึงกระชับ<br/>• ความรู้สึก: เส้นไหมมีความคงตัวสูง เซ็ตทรงดี"]
    Root -->|"นุ่มนวล ยาวนาน ยืดหยุ่น"| PCL["<b>2. PCL (Polycaprolactone)</b><br/>----------------------------------------<br/>• ระยะเวลาสลายตัว: 18 - 24 เดือน<br/>• จุดเด่น: ยืดหยุ่นตามการขยับ ไม่ตึงรั้ง<br/>• ความรู้สึก: นิ่ม สบายผิว อยู่ได้ยาวนาน"]
    Root -->|"นวัตกรรมผสมผสาน แรงยกสูง"| PLACL["<b>3. PLACL / PLLA (Hybrid Materials)</b><br/>----------------------------------------<br/>• ระยะเวลาสลายตัว: 12 - 18 เดือน<br/>• จุดเด่น: แรงยกสูง ดึงเกาะเนื้อเยื่อแน่น<br/>• ความรู้สึก: ฟื้นฟูโครงสร้างคอลลาเจนเข้มข้น"]

    %% Styling & Classes
    classDef rootStyle fill:#1e293b,stroke:#0f172a,stroke-width:2px,color:#ffffff,font-size:15px;
    classDef pdoCard fill:#eff6ff,stroke:#3b82f6,stroke-width:1.5px,color:#1e3a8a,text-align:left,font-size:13px;
    classDef pclCard fill:#ecfdf5,stroke:#10b981,stroke-width:1.5px,color:#064e3b,text-align:left,font-size:13px;
    classDef placlCard fill:#faf5ff,stroke:#a855f7,stroke-width:1.5px,color:#581c87,text-align:left,font-size:13px;

    class Root rootStyle;
    class PDO pdoCard;
    class PCL pclCard;
    class PLACL placlCard;

1. Mint Lift (เกาหลีใต้)

  • วัสดุ: PDO (Polydioxanone) แบบหล่อ 3 มิติ 360 องศา (3D Molded Press Technology)
  • จุดเด่น: เงี่ยงหล่อรอบทิศทาง ไม่ผ่านการตัดบากเนื้อไหม แกนไหมจึงแข็งแรงเป็นพิเศษ ทนต่อแรงดึงสูงมาก เหมาะสำหรับการยกแก้มห้อย ร่องแก้มลึก และปรับแนวกราม
  • ระยะเวลาสลายตัว: 6 – 8 เดือน (ผลการยกกระชับคงอยู่ได้ 12 – 18 เดือน)

2. Tesslift Soft (เกาหลีใต้)

  • วัสดุ: PDO ชนิดพิเศษแบบ 3D Mesh Scaffold (ไหมแกนกลางมีเงี่ยง ล้อมรอบด้วยตาข่ายถักรูปท่อ)
  • จุดเด่น: ตาข่ายเปิดโอกาสให้เนื้อเยื่อแทรกตัวเข้ามาเชื่อมล็อก (Tissue Ingrowth) ภายใน 2 สัปดาห์ ทำให้แรงยกมั่นคงที่สุด ลดโอกาสไหมเคลื่อนตัว ให้แรงยกเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า
  • ระยะเวลาสลายตัว: ตัวไหมละลายใน 6 – 8 เดือน แต่โครงข่ายคอลลาเจนในตาข่ายจะช่วยพยุงโครงสร้างต่อได้นานถึง 1 – 2 ปี

3. Silhouette Soft (สหรัฐอเมริกา)

  • วัสดุ: PLLA (Poly-L-Lactic Acid) + Cones ทำจาก PLGA
  • จุดเด่น: ใช้ “กรวย 360 องศา (Bidirectional Cones)” แทนเงี่ยงแบบเดิม ไม่บาดเนื้อเยื่อ เหมาะกับผู้ที่มีผิวบาง กรวยจะทำหน้าที่กระจายแรงดึงได้สม่ำเสมอ พร้อมกระตุ้นคอลลาเจนเข้มข้น
  • ระยะเวลาสลายตัว: 12 – 18 เดือน (คงผลลัพธ์ 18 – 24 เดือน)

4. Definisse (อิตาลี)

  • วัสดุ: PLACL (Poly-L-Lactic Acid-co-e-Caprolactone)
  • จุดเด่น: การรวมจุดเด่นของ PLLA (กระตุ้นคอลลาเจน) และ PCL (ความยืดหยุ่นสูง) เข้าด้วยกัน เส้นไหมมีเงี่ยงคมทิศทางสวนกันแบบเรขาคณิต ยกหน้าได้เป็นธรรมชาติ ผิวสัมผัสนุ่ม ไม่รู้สึกตึงรั้งเวลาขยับหน้า
  • ระยะเวลาสลายตัว: สลายตัวช้า อยู่ได้นานถึง 18 – 24 เดือน

5. Jamber (เกาหลีใต้)

  • วัสดุ: PDO ชนิดพิเศษ โครงสร้างแบบสปริงและตาข่าย 3 มิติ (Spring & Mesh Construction)
  • จุดเด่น: ออกแบบมาเพื่อการเติมเต็มและฟื้นฟูวอลลุ่ม (Volumizing Thread) ด้วยรูปทรงสปริงที่มีความยืดหยุ่นสูง คืนตัวได้ดี ช่วยพยุงร่องลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก หรือใต้ตา โดยไม่เป็นก้อน พร้อมกระตุ้นเนื้อเยื่อคอลลาเจนให้แทรกตัวเข้าสู่แกนสปริงเพื่อผิวที่แน่นฟูเป็นธรรมชาติ
  • ระยะเวลาสลายตัว: 6 – 8 เดือน (โครงสร้างคอลลาเจนและผลการเติมเต็มคงอยู่ได้ 12 – 18 เดือน)

6. Licellvi (เกาหลีใต้)

  • วัสดุ: PDO เกรดการแพทย์พรีเมียม ผ่านกระบวนการขึ้นรูปแบบเฉพาะ (Precision Molded & Multi-Barb Tech)
  • จุดเด่น: เน้นการกระจายแรงดึงแบบนุ่มนวลและสม่ำเสมอ ผิวสัมผัสของไหมมีความเรียบเนียน ไม่บาดทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง ช่วยลดอาการบวมช้ำหลังทำได้ดีเยี่ยม ให้แรงยกกระชับกรอบหน้าและแนวกรามได้อย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าแต่กลัวอาการบวมช้ำหรือต้องการการพักฟื้นที่สั้นมาก
  • ระยะเวลาสลายตัว: 6 – 8 เดือน (ผลการยกกระชับคงอยู่ได้ 10 – 14 เดือน)

ความเข้าใจผิดยอดฮิตเกี่ยวกับการร้อยไหม (Myth vs Fact)

ไขข้อข้องใจที่พบบ่อย ทั้งเรื่องไหมละลายไม่หมด พังผืดอันตราย และข้อจำกัดในการทำหัตถการอื่นๆ ควบคู่

botox กราม กับ ร้อยไหม ทำอะไรดี แบบไหนทำหน้าเรียวได้ดีกว่ากัน ราคาเท่าไหร่ อยู่ได้นานต่างกันแค่ไหน
❓ ความเข้าใจผิด (Myth)💡 ความจริงทางการแพทย์ (Fact)
1. ยิ่งร้อยเส้นเยอะ หน้ายิ่งยกกระชับดีไม่จริง คุณภาพและทิศทางสำคัญกว่าปริมาณ ไหมยกเส้นใหญ่ที่วางถูกชั้นผิวเพียง 4-8 เส้น ให้ผลลัพธ์ดีและปลอดภัยกว่าการใส่ไหมเป็นร้อยเส้นแบบไร้ทิศทาง
2. การร้อยไหมทำให้เกิดพังผืดอันตรายใต้ผิวไม่จริง พังผืดที่เกิดขึ้นรอบเส้นไหมคือ “คอลลาเจนโครงสร้างใหม่” ที่ร่างกายสร้างขึ้นตามกระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยให้ผิวยกกระชับต่อเนื่อง ไม่ใช่พังผืดแข็งผิดปกติ
3. ร้อยไหมแล้ว ห้ามทำเลเซอร์หรือ HIFU/Ulthera อีกเลยทำได้ เพียงเว้นระยะ 1 – 2 เดือนหลังร้อยไหมเพื่อให้เส้นไหมและเนื้อเยื่อเซ็ตตัวเต็มที่ หลังจากนั้นสามารถทำเครื่องยกกระชับเพื่อส่งเสริมผลลัพธ์ร่วมกันได้
4. ร้อยไหมทดแทนการผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) ได้ 100%ไม่ได้ การร้อยไหมเหมาะกับความหย่อนคล้อยระดับ “น้อยถึงปานกลาง” หากมีผิวหนังส่วนเกินปริมาณมากในผู้สูงอายุ การผ่าตัดตัดผิวหนังส่วนเกินออกจะตรงจุดกว่า
5. หน้าจะเบี้ยว หรือยิ้มไม่ได้หลังร้อยไหมไม่จริง หากแพทย์มีความเข้าใจในเส้นประสาทใบหน้า (Facial Nerves) และวางไหมในระนาบที่ถูกต้อง จะไม่มีผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อแสดงสีหน้า
6. ไหม PCL อยู่ได้นานกว่า แปลว่าดีกว่า PDO เสมอไม่เสมอไป ไหมแต่ละประเภทมีคุณสมบัติเฉพาะตัว เช่น PDO ให้แรงกระตุ้นคอลลาเจนในระยะสั้นที่แน่นกว่า ขณะที่ PCL เหมาะกับจุดที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง แพทย์จะเลือกตามสภาพผิว

การร้อยไหมเหมาะกับใคร และใครควรหลีกเลี่ยง?

ผู้ที่มีปัญหาแก้มห้อย ร่องน้ำหมาก กรอบหน้าไม่ชัดในระดับน้อยถึงปานกลางจะได้ผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด ส่วนผู้ที่มีไขมันสะสมหนาเกินไป หรือผิวหย่อนคล้อยมากจากอายุ อาจต้องใช้การรักษาอื่นร่วมด้วย

flowchart TD
    ROOT["📋 การประเมินความเหมาะสมในการร้อยไหม (Candidate Assessment)"]

    GOOD["✅ เหมาะสมมาก (Good Candidates)
    --------------------------------------------------
    • อายุ 25 - 55 ปี ที่ผิวยังคงมีความยืดหยุ่นปานกลาง
    • แก้มห้อย / ร่องแก้มลึก / ร่องน้ำหมากเริ่มตก
    • กรอบหน้าไม่ชัดเจน ต้องการความกระชับแบบ V-Shape
    • ผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัดศัลยกรรม และไม่มีเวลาพักฟื้น"]

    AVOID["⚠️ ควรเลี่ยงหรือรักษาจุดอื่นก่อน (Not Recommended Yet)
    --------------------------------------------------
    • ผิวหนังหย่อนคล้อยส่วนเกินมากเกินไป (แนะนำผ่าตัดดึงหน้า)
    • ไขมันแก้มหนาแน่นมากเกินไป (แนะนำสลายไขมันก่อน)
    • ผิวบางมากจนเห็นโครงสร้างเส้นเลือดชัดเจน
    • สตรีมีครรภ์/ให้นมบุตร หรือมีภาวะติดเชื้อที่ผิวหน้า"]

    ROOT -->|"ผ่านเกณฑ์การประเมิน"| GOOD
    ROOT -->|"มีข้อจำกัดทางกายวิภาค"| AVOID

    classDef header fill:#2D3748,stroke:#1A202C,stroke-width:2px,color:#FFFFFF,font-weight:bold,padding:12px;
    classDef good fill:#F0FDF4,stroke:#16A34A,stroke-width:2px,color:#14532D,text-align:left;
    classDef avoid fill:#FEF2F2,stroke:#DC2626,stroke-width:2px,color:#7F1D1D,text-align:left;

    class ROOT header;
    class GOOD good;
    class AVOID avoid;

✅ กลุ่มที่ผลลัพธ์จะเห็นผลชัดเจนที่สุด (Best Candidates)

  1. ผู้ที่มีปัญหาแก้มหย่อนคล้อย (Sagging Cheeks): ก้อนไขมันแก้มตกลงมากดทับจนเกิดร่องแก้มและร่องน้ำหมาก
  2. ผู้ที่มีกรอบหน้าไม่ชัด (Undefined Jawline): แนวกรามไม่คม มีกระเปาะแก้ม (Jowls) ห้อยลงมาใต้คาง
  3. ผู้ที่ทำเครื่องยกกระชับ (HIFU/Ulthera) แล้วยังต้องการการดึงพยุงเชิงกลทันที: ต้องการเห็นความคมชัดของมิติใบหน้าทันทีหลังทำ
  4. ผู้ที่ต้องการแก้ความหย่อนคล้อยเฉพาะจุด: เช่น มุมปากตก, คิ้วตก, หรือเก็บผิวหย่อนใต้คาง

❌ กลุ่มที่ไม่แนะนำ หรือต้องประเมินอย่างละเอียด

  • ผู้ที่มีชั้นไขมันใบหน้าหนาและหนักมาก (ควรฉีดสลายไขมันก่อน เพื่อลดน้ำหนักของเนื้อเยื่อก่อนดึง)
  • ผู้ที่มีผิวหนังเหี่ยวย่นและบางมากจนขาดความยืดหยุ่น (Loss of Elasticity รุนแรง)
  • ผู้ที่มีการอักเสบ ติดเชื้อ หรือเป็นสิวอักเสบรุนแรงบริเวณที่จะทำการร้อยไหม
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด หรือรับประทานยาละลายลิ่มเลือดที่ไม่สามารถหยุดยาได้
ชั้น SMAS คืออะไร ทำไมทุกหัตถการต้องอ้างอิงถึงผิวชั้นนี้

ขั้นตอนการร้อยไหม & การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี

การร้อยไหมใช้เวลาทำเพียง 30-45 นาที การดูแลหลังทำที่ถูกต้องโดยเฉพาะช่วง 2 สัปดาห์แรกคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการล็อกตำแหน่งไหมให้อยู่ได้ยาวนาน

ขั้นตอนการทำหัตถการร้อยไหม

  • 1. การประเมินโครงสร้างและวางแผนเวกเตอร์แรงดึง (Vector & Anatomical Mapping) แพทย์ประเมินมิติความหย่อนคล้อยของเนื้อเยื่อ (SMAS) และตำแหน่งไขมันเฉพาะบุคคล กำหนดจุดทางเข้าของไหม (Entry Point) และแนวทิศทางแรงดึงต้านแรงโน้มถ่วง (Lifting Vector) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่รับกับโครงสร้างกระดูกและเป็นธรรมชาติ
  • 2. การเตรียมบริเวณปลอดเชื้อและการระงับความรู้สึกเฉพาะที่ (Aseptic Technique & Local Anesthesia) ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อผิวหนังตามมาตรฐานความปลอดภัยในห้องหัตถการ จากนั้นให้การระงับความรู้สึกด้วยยาชาเฉพาะจุด (Local Anesthesia / Tumescent Technique) ครอบคลุมตลอดแนวเส้นทางที่ไหมจะผ่าน เพื่อลดความเจ็บปวดและจำกัดการเกิดรอยช้ำ
  • 3. การนำส่งเส้นไหมสู่ชั้นเนื้อเยื่อเป้าหมาย (Precision Cannula Insertion) สอดนำเส้นไหมผ่านเข็มปลายทู่ (Blunt Cannula) เข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังในระดับความลึกที่แม่นยำ (Subcutaneous / Pre-SMAS Plane) ช่วยหลีกเลี่ยงการทำลายเส้นเลือดและเส้นประสาทสำคัญ ลดอาการบวมช้ำหลังทำ
  • 4. การปรับระดับแรงดึงและการยึดตรึงโครงสร้าง (Tension Adjustment & Structural Anchoring) จัดเรียงและดึงรั้งเนื้อเยื่อส่วนที่หย่อนคล้อยขึ้นสู่ตำแหน่งเดิม โดยให้เงี่ยงไหม (Cogs/Barbs) ยึดเกาะกับแผงพังผืดอย่างมั่นคง ก่อนตัดปลายไหมส่วนเกินและซ่อนปลายไว้ใต้ชั้นผิวอย่างสมบูรณ์
  • 5. การประเมินความสมมาตรและการปรับแต่งมิติสุดท้าย (Symmetry Verification & Final Refinement) ให้คนไข้ลุกขึ้นนั่งประเมินความสมดุลของใบหน้าทั้งสองข้างในสภาวะที่มีแรงโน้มถ่วงจริง เพื่อตรวจสอบความตึงหย่อน มิติรูปหน้า และความเป็นธรรมชาติของการแสดงสีหน้าก่อนเสร็จสิ้นหัตถการ
ชั้นผิว ที่พลังงาน RF MMFU ส่งลงไปสู่ผิว เพื่อฟื้นฟู ยกกระชับ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

การเตรียมตัว ก่อนรับบริการร้อยไหม

  • การระงับยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด (Antithrombotic & Anticoagulant Protocol):
    • งดรับประทานยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น Ibuprofen, Naproxen, Ponstan รวมถึงยา Aspirin อย่างน้อย 7–14 วันก่อนทำหัตถการ เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะเลือดออกใต้ชั้นผิว (Hematoma) และรอยฟกช้ำ (Ecchymosis)
    • งดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพรที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เช่น วิตามินอี (Vitamin E), น้ำมันตับปลา (Fish Oil/Omega-3), สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo Biloba), โสม และกระเทียมสกัด อย่างน้อย 7 วัน
  • การควบคุมปัจจัยทางสรีรวิทยาและพฤติกรรมเสี่ยง (Physiological Optimization):
    • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่อย่างน้อย 24–48 ชั่วโมงก่อนทำ เพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดขยายตัวผิดปกติและส่งเสริมการซ่อมแซมบาดแผลของเนื้อเยื่อ (Wound Healing)
  • การคัดกรองประวัติทางการแพทย์และกายวิภาคเดิม (Medical History & Anatomic Screening):
    • แจ้งประวัติโรคประจำตัว โดยเฉพาะกลุ่มโรคระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune diseases) ภาวะเลือดหยุดยาก รวมถึงประวัติการแพ้ยาชาเฉพาะที่ (Lidocaine/Adrenaline)
    • รายงานประวัติการทำหัตถการในอดีตอย่างละเอียด เช่น ตำแหน่งที่เคยฉีดสารเติมเต็ม (Fillers), การฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน (Biostimulators), ประวัติการผ่าตัดดึงหน้า หรือการฝังอุปกรณ์ใต้ชั้นผิวหนัง

การดูแลตัวเอง หลังรับบริการร้อยไหม

  • การจัดการอาการบวมและการประคบเย็นเฉพาะที่ (Cryotherapy & Edema Management):
    • ประคบเย็นบริเวณข้างแก้มและกรอบหน้าเบาๆ (Cold Compression) ในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก เพื่อช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ลดการบวมคั่งและรอยฟกช้ำ โดยระวังไม่กดทับหรือถูไถรุนแรงบริเวณแนวเส้นไหม
  • การควบคุมสรีระท่าทางขณะพักผ่อน (Positional & Sleep Management):
    • นอนยกศีรษะสูงกว่าระดับหน้าอก (Elevated Head Position) ประมาณ 30–45 องศา ในช่วง 3–5 คืนแรก เพื่อช่วยระบายน้ำเหลืองและลดอาการบวมน้ำ (Venous & Lymphatic Drainage)
    • หลีกเลี่ยงการนอนตะแคงหรือนอนคว่ำหน้าอย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันแรงกดทับและการเคลื่อนตัวของแนวเงี่ยงไหม (Thread Migration/Dislodgement)
  • การจำกัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้าและขากรรไกร (Facial Muscle & Mastication Restriction):
    • หลีกเลี่ยงการอ้าปากกว้าง การหัวเราะอย่างรุนแรง การเคี้ยวอาหารเหนียว/แข็ง และการทำทันตกรรมใหญ่ เป็นเวลาอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ เพื่อให้เนื้อเยื่อสร้างพังผืดโอบอุ้มโครงสร้างไหมได้อย่างสมบูรณ์ (Tissue Anchorage & Fixation)
  • การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นความร้อนและการรบกวนชั้นเนื้อเยื่อ (Thermal & Mechanical Protection):
    • งดการอบซาวน่า (Sauna), แช่ออนเซ็น, การออกกำลังกายหนัก (Strenuous Exercise) เป็นเวลา 1–2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการอักเสบ
    • งดการนวดหน้า กัวซา เลเซอร์ที่ส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS/Subcutaneous (เช่น High-Intensity Focused Ultrasound, Monopolar RF) บริเวณที่ร้อยไหมอย่างน้อย 4 สัปดาห์ หรือจนกว่าเนื้อเยื่อจะเข้าสู่ภาวะเสถียร

ตารางเทียบการตัดสินใจ ร้อยไหม VS Ulthera/HIFU VS ผ่าตัดดึงหน้า (Facelift)

แต่ละหัตถการมีจุดเด่นต่างกัน การเลือกวิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระดับความหย่อนคล้อย งบประมาณ และระยะเวลาพักฟื้นที่ยอมรับได้

ปัจจัยเปรียบเทียบ🪡 การร้อยไหม⚡ เครื่องยกกระชับ🔪 ผ่าตัดดึงหน้า
กลไกการทำงานใช้เงี่ยงไหมเกี่ยวดึงย้ายก้อนไขมันขึ้นทันทีใช้คลื่นเสียงความร้อนหดกระชับชั้น SMASผ่าตัดเปิดแผล เลาะกล้ามเนื้อ และตัดผิวหนังส่วนเกิน
การเห็นผลลัพธ์เห็นทันที 20-30% และชัดเจนสุดใน 1-2 เดือนค่อยๆ เห็นผลใน 1-3 เดือนเห็นผลหลังหายบวม 3-6 เดือน
ระดับความหย่อนคล้อยเล็กน้อย ถึง ปานกลาง (Mild to Moderate)เล็กน้อย ถึง ปานกลาง (เน้นผิวแน่น)ปานกลาง ถึง มาก (Severe / Excess Skin)
ระยะเวลาพักฟื้น2 – 5 วัน (รอยเข็มและบวมเล็กน้อย)ไม่ต้องพักฟื้น (Zero Downtime)2 – 4 สัปดาห์ (มีแผลผ่าตัดและรอยช้ำ)
ความคงทนของผลลัพธ์1 – 2 ปี6 เดือน – 1 ปี5 – 10 ปี
งบประมาณปานกลางปานกลาง – สูงสูงมาก
Ulthera Prime ขั้นตอนการทำงาน เพื่อผิวยกกระชับนาน 1 ปี

แต่ต้องครั้งต้องใช้กี่เส้น ราคาเท่าไหร่

โปรแกรม / ประเภทชนิดวัสดุ & เทคโนโลยีบริเวณที่เหมาะสมปริมาณช่วงราคา (บาท)
1. กลุ่มงานผิว & คอลลาเจน
(Skin Rejuvenation & Mono)
PDO เส้นเรียบ / เกลียว
(Mono / Screw Threads)
รอบดวงตา, ลำคอ, หน้าผาก, กรอบหน้าชั้นตื้น10 – 30 เส้น3,900 – 9,900
2. กลุ่มยกกระชับกรอบหน้ามาตรฐาน
(Standard Vector Lifting)
PDO เงี่ยงหล่อ 360°
(เช่น Mint Lift, Licellvi, Molded Cog)
แก้มหย่อนคล้อย, ร่องแก้ม, ร่องน้ำหมาก, ปรับ V-Shape4 – 8 เส้น10,900 – 20,900
3. กลุ่มโครงข่าย 3 มิติ & เติมเต็มร่องลึก
(3D Mesh & Volumizing)
PDO Mesh Scaffold / Spring
(เช่น Tesslift Soft, Jamber)
ร่องแก้มลึก, ร่องน้ำหมาก, แก้มตอบ, กรอบหน้าหย่อนมาก2 – 6 เส้น15,900 – 35,000
4. กลุ่มกระตุ้นคอลลาเจน + พยุงผิว (Long-Lasting Bio-Stimulating Lift)PLACL / PLLA Cone
(เช่น Definisse, Silhouette Soft)
ยกกระชับใบหน้าส่วนกลางและล่าง, ผิวบางที่ต้องการแรงพยุงยาวนาน2 – 4 เส้น25,000 – 49,000+
ราคาขึ้นอยู่กับแต่ละสถานพยาบาล

ทำไมต้องร้อยไหมที่ D’ Lovevery Clinic?

ความแตกต่างของการร้อยไหมที่ D’ Lovevery Clinic คือการผสานศาสตร์ “Vector Architecture” วิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าเฉพาะบุคคล เน้นความเป็นธรรมชาติ ปลอดภัยด้วยไหมแท้ตรวจสอบได้ 100%

  • ประสบการณ์สูงด้านโครงสร้างผิววัย 50+ เข้าใจปัญหาความหย่อนคล้อยอย่างแท้จริง
    เรามีฐานคนไข้วัย 40–50+ ทั้งหญิงและชาย ที่มีความกังวลเรื่องความหย่อนคล้อยสะสมเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก ทำให้คลินิกมีเคสจริงและรีวิวความประทับใจมากมาย ทีมแพทย์จึงมีความเข้าใจในสรีรวิทยาของผิวที่สูญเสียคอลลาเจนและโครงสร้างกระดูกที่ยุบตัวลงอย่างลึกซึ้ง สามารถวิเคราะห์และวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการร้อยไหมเดี่ยวๆ หรือการผสานร่วมกับโปรแกรมยกกระชับอื่นๆ เพื่อผลลัพธ์ที่คืนความอ่อนเยาว์ได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุดค่ะ ดูเคสรีวิวเพิ่มเติม
  • เป็นส่วนตัวและใส่ใจ (Case-by-Case)
    ระบบนัดหมายที่ลงตัว ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ผู้มีประสบการณ์จะให้คำปรึกษาและประเมินสภาพผิวอย่างละเอียดเคสต่อเคส เพื่อออกแบบทิศทางการร้อยไหม (Vector Design) ที่แก้ปัญหาเฉพาะบุคคลได้อย่างตรงจุดค่ะ
  • สบายใจไม่มีแรงกดดัน
    ไม่มีเซลส์คอยกดดันปิดการขาย ไม่มีการบังคับยัดเยียดจำนวนเส้นไหมหรือคอร์สที่ไม่จำเป็น เรามุ่งเน้นการให้ข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้อง ครบถ้วน และโปร่งใส เพื่อให้คุณตัดสินใจบนความสบายใจสูงสุดค่ะ
  • จ่ายสบายเลือกได้ตามแผนคุณ
    เพิ่มความสะดวกสบายในการดูแลตัวเอง ด้วยระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ รองรับ Shopee PayLater และโปรโมชันผ่อนชำระ 0% ผ่านบัตรเครดิตชั้นนำ เพื่อให้การยกกระชับใบหน้าเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้จริงค่ะ
  • ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม
    ติดตามผลการรักษาหลังร้อยไหมอย่างใกล้ชิดกับแพทย์ผู้ทำหัตถการท่านเดิมโดยตรง เพื่อความต่อเนื่องในการประเมินผลลัพธ์ ตรวจเช็กตำแหน่งไหม และให้คำแนะนำตลอดระยะเวลาการฟื้นฟูผิวค่ะ
  • รีวิวจริงจากลูกค้าจริง
    รวมภาพและเรื่องราวผลลัพธ์จากผู้เข้ารับบริการร้อยไหมตัวจริง ไม่ใช่การจ้างดาราหรือ Influencer เพื่อให้คุณเห็นผลการยกกระชับ มิติใบหน้า และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในเคสที่เจอปัญหาผิวคล้ายกับคุณค่ะ
  • แพทย์ประสบการณ์สูงด้านกายวิภาคใบหน้า
    ทีมแพทย์ของเรามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการร้อยไหมและปรับรูปหน้า แม่นยำในชั้นกายวิภาคศาสตร์ (SMAS / Subcutaneous Plane) พร้อมใบประกอบวิชาชีพและประวัติการอบรมที่สามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใสค่ะ
  • คลินิกมาตรฐานระดับพรีเมียม เดินทางสะดวก
    สถานพยาบาลผ่านการรับรองมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข หัตถการทำภายใต้ห้องที่สะอาด ปลอดเชื้อ (Sterile) บรรยากาศเป็นส่วนตัว พร้อมที่จอดรถสะดวกสบายรองรับการเดินทางของคุณค่ะ
  • โปร่งใส ตรวจสอบไหมแท้ได้ 100%
    เราใช้เฉพาะไหมละลายทางการแพทย์คุณภาพสูงที่ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย แกะกล่องและเปิดซองให้คนไข้ตรวจสอบรหัส Lot Number ต่อหน้าทุกเคส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจสูงสุดค่ะ
ดีเลิฟเวอรี่คลินิก รับชำระด้วย Shopee SPayLater

ดีเลิฟเวอรี่คลินิก ให้บริการ 2 สาขา

ไม่ใช่หมอคนเดียวซินะที่แปลกใจ มักจะได้ยินชื่อไหมเรียกแปลกหู เช่น ไหมกุหลาบ, ไหมเงี่ยง, ไหมทอร์นาโด, ไหมล็อค, ไหมก้างปลา, ไหมโครงตาข่าย, ไหมคอลลาเจน, ไหมขนนก, ไหมหงส์ชมพู, ไหมภูเขา ฯลฯ

ถ้าเป็นความเห็นของหมอเองนะ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

การสร้างภาพจำค่ะ โครงสร้างของเงี่ยงไหมทางการแพทย์ (Cogs & Barbs) มีความซับซ้อน เช่น เงี่ยงหมุน 360 องศา (Helical Barb) ถูกแปลงเป็น “ไหมทอร์นาโด” หรือเงี่ยงขนาดใหญ่รอบทิศทางถูกเรียกว่า “ไหมหนามกุหลาบ” เพื่อให้คนไข้ที่มารับบริการจินตนาการถึงแรงเกาะยึดได้ทันที

  1. การสร้างภาพจำเชิงอุปมา (Visual Analogy) โครงสร้างของเงี่ยงไหมทางการแพทย์ (Cogs & Barbs) มีความซับซ้อน เช่น เงี่ยงหมุน 360 องศา (Helical Barb) ถูกแปลงเป็น “ไหมทอร์นาโด” หรือเงี่ยงขนาดใหญ่รอบทิศทางถูกเรียกว่า “ไหมหนามกุหลาบ” เพื่อให้ผู้รับบริการจินตนาการถึงแรงเกาะยึดได้ทันที
  2. การตั้งชื่อตามหน้าที่/ผลลัพธ์ (Function-driven Name) ไหมเส้นเรียบ (Mono Threads) ถูกเรียกว่า “ไหมคอลลาเจน” หรือ “ไหมงานผิว” เพื่อบอกให้รู้ว่าเน้นฟื้นฟูผิว ไม่ได้เน้นดึงยก
  3. การสร้างเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละคลินิก (Branding & Differentiation) เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด คลินิกจึงมักนำไหมแบรนด์มาตรฐานมาตั้งชื่อคอร์สใหม่

จนคนไข้หลายคนลืมจุดโฟกัสของการร้อยไหมจริงไปชั่วคราว ว่าแท้จริงแล้วมันเป็นการรักษา ควรกลับมาโฟกัสที่การออกแบบเวกเตอร์ (Vector Design) มากกว่าชื่อ ยี่ห้อ หรือจำนวนเส้น การร้อยไหมที่สวยเป็นธรรมชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าร้อยจำนวนเส้นเยอะแค่ไหน แต่อยู่ที่ ความแม่นยำในการวางไหมถูกชั้นผิว (SMAS Layer) และทิศทางการดึงที่สอดรับกับเป้าหมายการรักษา + สรีระใบหน้าเฉพาะบุคคลค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

จากประสบการณ์ตรงในห้องตรวจของหมอ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ตัวยาละลายลิ่มเลือด แต่คือการที่ คนไข้แอบหยุดยาเองล่วงหน้าเพราะกลัวหมอไม่ฉีดหน้าให้ หมออยากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ว่า ยาพวกนี้คือ เข็มขัดนิรภัยของหลอดเลือดและหัวใจ การที่คุณปลดเข็มขัดออกเพื่อแลกกับความตึงบนใบหน้าเพียงไม่กี่เดือน มันคือการเอาชีวิตไปเสี่ยงกับอุบัติเหตุหลอดเลือดสมองตีบโดยไม่คุ้มค่าเลยแม้แต่นิดเดียวค่ะ ในทางการแพทย์ความงามยุคนี้ เรามีเทคโนโลยีเครื่องยกกระชับอย่าง Ultherapy หรือ อื่นๆอีกมากมาย ที่ทำงานผ่านคลื่นพลังงานโดยไม่ต้องพึ่งพาเข็มแม้แต่เล่มเดียว ซึ่งให้ผลลัพธ์ในการยกหน้าและกระตุ้นคอลลาเจนได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ดังนั้น คนไข้กลุ่มนี้จึง ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงหยุดยาเพื่อแลกกับความสวย อีกต่อไปค่ะ

หากคนไข้จำเป็นต้องฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอยจริงๆ หมอจะใช้เทคนิคเข็มเบอร์จิ๋วร่วมกับการกดหยุดเลือดทันทีทีละจุด แม้จะมีรอยช้ำตามหลังมาบ้าง แต่คนไข้จะปลอดภัย

สำหรับการใช้ CO2 Laser จี้ติ่งเนื้อ กระเนื้อ หรือไฝเม็ดเล็กๆ ตื้นๆ เพราะพลังงานความร้อนจากเลเซอร์มีคุณสมบัติช่วยห้ามเลือด (Coagulation) ในเส้นเลือดฝอยขนาดเล็กไปในตัวอยู่แล้วสามารถทำได้ แต่ถ้าไฝ รากลึก เม็ดใหญ่มาก ต้องผ่า ต้องดูเป็นกรณีไปค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

สำหรับคนไข้ที่กังวลเรื่อง ถุงใต้ตา (ที่เห็นเป็นความนูน/บวมบริเวณเปลือกตาล่าง) ไม่ว่าจะเป็น HIFU หรือ Ulthera ล้วนเป็นทางเลือกที่ช่วย ลดความหย่อนคล้อย และ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ให้บริเวณใต้ตาดู กระชับและเรียบเนียนขึ้น ได้ค่ะ โดยใช้คลื่นอัลตราซาวนด์ความเข้มข้นสูงในการยกกระชับผิว และแน่นอนว่าไม่ใช่ว่าทำแล้วจะ “หายหมด” เสมอไป ผลลัพธ์มักขึ้นกับ ระดับความหย่อนคล้อย และ ลักษณะของปัญหา ของแต่ละคนค่ะ ในบางเคสการฉีดฟิลเลอร์อาจจะช่วยได้ดีกว่าการใช้กลุ่มยกกระชับก็ได้เช่นกันค่ะ

อีกอย่างคนไข้มักสับสนกับจุด (Malar Bag) ถุงโหนกแก้ม เป็น “คนละจุดกัน” กับถุงใต้ตาค่ะ เพราะเป็นความหย่อน/การย้อยของเนื้อเยื่อบริเวณ โหนกแก้ม-ใต้ตาตอนบน ทำให้หน้าผิดปกติ หย่อนคล้อย ไม่สดใส ลักษณะจะออกเป็นแนว “ย้อยลง” มากกว่าบวมอยู่ที่เปลือกตาล่าง อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาบางแบบอาจ “คล้ายกัน” ในแง่ของหลักการคือการ ยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจน ไม่ว่าจะเป็น HIFU หรือ Ulthera ที่ใช้คลื่นอัลตราซาวนด์ในการยกกระชับ หรือ EndoliftX with Ultrasound Precision ที่ใช้เลเซอร์ไฟเบอร์สลายไขมันและยกกระชับควบคู่กับการใช้อัลตราซาวนด์นำทางเพื่อความแม่นยำ ทั้งหมดนี้เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด และให้ผลลัพธ์ที่ดีได้ แต่ในการแก้ไขนั้นขึ้นอยู่กับระดับความหย่อนคล้อยและปริมาณไขมันของแต่ละบุคคล

อ่านเพิ่มเติม

การทานคอลลาเจนเป็นประจำจะช่วย เสริมสร้างสุขภาพผิวโดยรวมให้แข็งแรงจากภายใน และ เป็นเสมือน “พื้นฐานที่ดี” แต่ต้องแยกส่วนกันกับการทำหัตถการความงาม คอลลาเจนเหมือนกัน แต่กลไกการทำงานต่างกันมาก

การทานคอลลาเจนไม่ได้ช่วยยกกระชับใบหน้าโดยตรง หรือเสริมผลลัพธ์หัตถการอย่าง HIFU, RF, ร้อยไหมให้คงอยู่นานขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจงค่ะ เพราะคอลลาเจนที่ทานจะถูกย่อยสลายเป็นกรดอะมิโนเล็กๆ ดูดซึมเข้ากระแสเลือด เพื่อสร้างโปรตีนและคอลลาเจนทั่วร่างกาย ไม่ใช่แค่ที่ผิวหน้าเท่านั้น ร่างกายจะจัดสรรไปใช้ในส่วนที่จำเป็นที่สุดก่อน เช่น กระดูก ข้อต่อ หรือส่วนที่สึกหรอ จึงไม่สามารถกำหนดให้ไปเสริมคอลลาเจนใต้ผิวหน้าเพื่อการยกกระชับโดยตรงได้ค่ะ

แม้คอลลาเจนจะช่วยบำรุงสุขภาพผิวโดยรวม ให้ผิวชุ่มชื้น ยืดหยุ่น ลดริ้วรอยเล็กๆ ได้บ้าง แต่ไม่ใช่การสร้างโครงสร้างเพื่อการยกกระชับที่ชัดเจน หากต้องการแก้ไขผิวหย่อนคล้อยหรือผลลัพธ์ยกกระชับที่เห็นผล คุณหมอแนะนำว่าต้องอาศัยวิธีการที่ออกฤทธิ์โดยตรงกับโครงสร้างผิวบริเวณนั้นๆ เช่น HIFU, RF หรือการร้อยไหม การเลือกวิธีที่เหมาะสม จำนวนช็อต จำนวนครั้ง หรือเส้นไหมที่ตอบโจทย์ ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ใช้แตกต่างกันไปจึงจะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

เข้าใจถูกต้องค่ะ อาการหน้าคล้อยแบบนี้ ไม่ใช่แค่ปัญหาผิวหนัง แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ ชั้นกระดูกที่ยุบตัว ไขมันใต้ผิวเลื่อนตำแหน่งลง (เพราะมันเยอะ จนหนักเกินรับไหว) และพังผืดยึดเกาะ (SMAS) ที่อ่อนแรงลง ซึ่งสังเกตได้จากเวลาเอียงหน้าแล้วรู้สึกเนื้อไหล ขอบกรามไม่ชัด ร่องแก้มลึกขึ้นค่ะ การแก้ไขมีหลายระดับ — ตั้งแต่การใช้ คลื่นอัลตราซาวด์ (Ultherapy/HIFU) สำหรับคล้อยน้อย ไปจนถึง การร้อยไหม (Thread Lift) ที่เห็นผลทันทีสำหรับคล้อยปานกลาง และ การผ่าตัดดึงหน้า (Facelift) สำหรับคล้อยมาก ซึ่งให้ผลดีที่สุดอยู่ได้นาน 5-10 ปี

แต่สำหรับคนไข้ที่ยังไม่พร้อมทำศัลยกรรมหรือหัตถการที่มีแผลเปิด หมอแนะนำอีกทางเลือกที่ได้ผลดีมากคือ การรักษาแบบ 2 ชั้นผิว — ใช้ คลื่นเสียงอัลตราซาวด์ (Ultherapy, HIFU) จัดการกับ ชั้น SMAS และพังผืดลึก ร่วมกับ คลื่น RF (Thermage, อื่นๆ) ที่ทำงานที่ ชั้นผิวหนังและคอลลาเจนชั้นกลาง โดยเว้นระยะห่างระหว่างการทำแต่ละครั้งอย่างเหมาะสม การทำร่วมกันแบบนี้จะช่วยทั้งยกและกระชับในแนวลึกไปพร้อมกับทำให้ผิวตึงกระชับจากด้านนอก ซึ่งเป็นทางเลือกที่หมอแนะนำบ่อยให้คนไข้ที่ยังไม่อยากผ่าตัดค่ะ หมอแนะนำให้มาตรวจประเมินโครงหน้าก่อนเลือกหัตถการนะคะ เพราะการรักษาที่ตรงจุดให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

อยากยุงแค่ไหน ก็แนะนำไม่เกิน 100 ยูนิตต่อครั้งค่ะ

หมอเข้าใจดีเลยนะคะว่าคนไข้หลายท่านอยากมีรูปหน้าสไตล์ “หน้ายุง” ที่ดู เรียวเล็ก เดฟ ขั้นสุด จนบางครั้งอาจรู้สึกว่ายิ่งอัดโบท็อกซ์กรามเยอะๆ ไปเลย จะได้เห็นผลไวๆ แต่นั่นแหละค่ะ ไม่ว่าจะเรียกทรงหน้านี้ว่าอะไร หรืออยากหน้าเรียวแค่ไหน ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ การใช้โบท็อกซ์ลดกรามที่มากเกินกว่า 50-100 ยูนิตในครั้งเดียว (เฉลี่ยข้างละ 25-50 ยูนิต) ไม่ได้ช่วยให้หน้าเล็กลงไปกว่าขีดจำกัดของกล้ามเนื้อเรานะคะ แต่กลับจะไปเพิ่มความเสี่ยงให้ กล้ามเนื้อเคี้ยวอาหารอ่อนแรง ยิ้มมุมปากตก หรือเสี่ยงต่อการดื้อโบท็อกซ์ ในระยะยาวได้ หมอเข้าใจและพร้อมจะเนรมิตความสวยตามความต้องการของคนไข้นะคะ แต่คนไข้ก็ต้องเข้าใจหมอด้วยว่า หมออยากให้ทุกคนสวยแบบปลอดภัยและไร้ผลข้างเคียง ค่อยๆ ปรับโครงหน้าให้เรียวเล็กอย่างพอดีกับสัดส่วนของเรา ดีกว่าฝืนฉีดอัดยูนิตเกินลิมิตแล้วต้องมาตามแก้ทีหลังค่ะ สวยแบบหน้ายุงได้ แต่ต้องเป็นยุงที่สวยและปลอดภัยที่สุดนะคะ

อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่หมอต้องขออนุญาตเบรกความเข้าใจผิดนิดนึงนะคะ หลายคนมักคิดว่า “โบท็อกซ์คือตัวจบ” ของการทำหน้าเรียวหน้ายุง ฉีดปุ๊บหน้าต้องเล็กปั๊บแบบทรงหน้ายุงแน่นอน แต่หมอต้องอธิบายตามหลักการแพทย์แบบนี้ค่ะว่า โบท็อกซ์จะออกฤทธิ์ลดขนาดได้เฉพาะส่วนที่เป็น “กล้ามเนื้อ” (กราม) เท่านั้น

ถ้าคนไข้มีใบหน้าที่กว้างหรือเหลี่ยมจาก “แนวโครงสร้างกระดูก” โบท็อกซ์ก็ช่วยไม่ได้นะจ๊ะ หรือถ้าหน้ากลมเพราะมี “ชั้นไขมันสะสมที่แก้มหรือเหนียงเยอะ” โบท็อกซ์ก็ไม่สามารถสลายไขมันได้เช่นกันค่ะ ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจอัดโบท็อกซ์ หมอแนะนำให้เข้ามาให้หมอช่วยจับและประเมินรูปหน้าดูก่อนนะคะ เราจะได้วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง หากปัญหาเกิดจากไขมันเราจะได้เปลี่ยนไปใช้แฟตสลายไขมัน หรือถ้าเป็นเรื่องความหย่อนคล้อยก็อาจจะใช้เครื่องมือยกกระชับแทน เพื่อให้คนไข้ได้ผลลัพธ์หน้าเรียวเล็กที่ตรงจุด ทำแล้วเห็นผลจริงแบบไม่เสียเงินฟรีค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

ตามหลักทฤษฎีแล้ว Thermage และ Ulthera สามารถทำในวันเดียวกันได้ เพราะพลังงานลงไปทำงานกันคนละชั้นผิวค่ะ แต่ใน “การรักษาหน้างานจริง” สิ่งที่หมอต้องประเมินอย่างละเอียดคือ คนไข้ทนความเจ็บสะสมไหวไหม? เพราะหลายๆ เคส แค่ทำเครื่องใดเครื่องหนึ่งแต่ต้องใช้จำนวนช็อตเยอะ ความร้อนและความเจ็บก็สะสมจนคนไข้เริ่มทนไม่ไหวแล้วค่ะ หากฝืนทำคู่กันไปอาจจะกลายเป็นประสบการณ์ที่ทรมานได้ ดังนั้นในการรักษาจริง หมอจะไม่ยึดตามทฤษฎีว่าทำได้แล้วจะต้องทำควบไปเลยทุกเคส แต่เราต้อง ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคลเป็นหลัก หากดูแล้วร่างกายหรือผิวอาจจะรับภาระหนักเกินไป หมอจะแนะนำให้เลือกทำแค่อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน หรือเว้นระยะห่างตามสมควร เพื่อให้คนไข้ได้ผลลัพธ์ที่สวยเป๊ะที่สุดโดยไม่ต้องฝืนทนเจ็บจนเกินไปค่ะ

อ่านเพิ่มเติม

ขั้นตอนการเตรียมตัวและขั้นตอนพื้นฐาน แทบจะเหมือนกัน 100% เลยค่ะ รวมไปถึงเครื่องยกกระชับตัวอื่นๆด้วยนะคะ หลายคนอาจจะเคยทำตัว HIFU มาก่อน ถ้าวันนี้จะเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่สูงขึ้น บรรยากาศการรักษาไม่ได้ต่างจากเดิมเลยค่ะ

ทั้ง HIFU และ Ulthera มี ขั้นตอนการเตรียมผิว แปะยาชา และทาเจลเหมือนกันทุกประการ เป็นการยกกระชับที่ไม่มีแผลและไม่ต้องพักฟื้นทั้งคู่ค่ะ แต่จุดที่ต่างกันคือระหว่างทำการรักษา Ulthera จะมีหน้าจอให้หมอมองเห็นชั้นผิวลึก (SMAS) แบบเรียลไทม์ (เป็นสาเหตุให้คนไข้หลายคนสงสัย ทำไมหมอคุยน้อยจังตอนยิง Ulthera เพราะหมอต้องดูจอ ดูชั้นผิวทุกช็อตนั่นเอง) ทำให้ยิงได้แม่นยำสูงและให้ผลลัพธ์ที่อยู่ได้นานกว่า (แต่ก็จะรู้สึกหน่วงและเจ็บกว่านิดนึง) ในขณะที่ HIFU จะไม่มีหน้าจอ ต้องอาศัยเทคนิคและประสบการณ์ของแพทย์ล้วนๆ ซึ่งข้อดีคือเจ็บน้อยกว่าและราคาสบายกระเป๋ากว่าค่ะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการและความพร้อมของคนไข้เลยนะคะว่าชอบแบบไหน

อ่านเพิ่มเติม

ใช้เวลารับบริการ:

60

นาที

ให้บริการโดย:

แพทย์ประจำ

อ่านความประทับใจ

★★ ★ ★★

google
รุ่งการณ์ พรหมมาศ
รุ่งการณ์ พรหมมาศ
26/08/2026
google
Pitchapak Pongsapattasing
Pitchapak Pongsapattasing
23/08/2026
google
สิทธิเดช ปัญญางาม
สิทธิเดช ปัญญางาม
22/08/2026
google
Wipawan Theethawon
Wipawan Theethawon
19/08/2026
google
Pp Gr
Pp Gr
16/08/2026
google
Thattawan A.
Thattawan A.
15/08/2026
facebook
Pim Pimnapa
Pim Pimnapa
แนะนำเลย
12/08/2026
google
Rattanaporn Pumee
Rattanaporn Pumee
11/08/2026
google
Baby-JAA
Baby-JAA
08/08/2026