สำหรับใครที่มีความกังวลใจเรื่อง “แผลเป็นนูน” หรือ “คีลอยด์” ไม่ว่าจะเป็นที่ใบหู หัวไหล่ หน้าอก หรือบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ที่ทำให้รู้สึกคัน เจ็บ หรือเสียความมั่นใจในการแต่งตัว D’ Lovevery Clinic (ดีเลิฟเวอรี่คลินิก) เข้าใจถึงปัญหานี้เป็นอย่างดีค่ะ
เรามีโปรแกรมการรักษาแบบผสมผสาน (Combination Therapy) ที่ดูแลตั้งแต่การลดขนาดก้อนเนื้อ การผ่าตัดตกแต่ง ไปจนถึงการปรับสีผิวให้สม่ำเสมอด้วย Pico Laser เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำค่ะ

ทำความรู้จัก “คีลอยด์” (Keloid) คืออะไร? แตกต่างจากแผลเป็นนูนทั่วไปอย่างไร?
ก่อนเริ่มการรักษา หมออยากให้คนไข้เข้าใจธรรมชาติของแผลชนิดนี้ก่อนค่ะ เพื่อการวางแผนรักษาที่ถูกต้อง
- แผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar): เป็นแผลที่นูนขึ้นมาจากผิวหนังปกติ แต่ขอบเขตของแผลจะ “ไม่ขยายกว้าง” เกินกว่ารอยแผลเดิม มักเกิดหลังจากแผลหายประมาณ 1 เดือน และอาจยุบลงได้เองเมื่อเวลาผ่านไป
- คีลอยด์ (Keloid): คือความผิดปกติของกระบวนการรักษาแผล ที่ร่างกายสร้างพังผืด (Collagen) ออกมามากเกินความจำเป็น ทำให้แผล “ขยายใหญ่กว่ารอยเดิม” ลุกลามออกไปเรื่อยๆ มีลักษณะแข็ง มันเงา มักมีอาการคันหรือเจ็บร่วมด้วย และ ไม่สามารถยุบเองได้ จำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์ค่ะ

สาเหตุที่ทำให้เกิดคีลอยด์ และปัจจัยเสี่ยง
คีลอยด์มักเกิดจากพันธุกรรม (Genetics) เป็นปัจจัยหลัก หากคนในครอบครัวมีประวัติ ก็จะมีโอกาสเป็นได้ง่ายกว่าปกติ นอกจากนี้ยังเกิดจากแรงตึงผิวหนัง (Skin Tension) ในตำแหน่งต่างๆ เช่น หน้าอก หัวไหล่ ติ่งหู จากการเจาะหู การผ่าตัดศัลยกรรม หรือแม้แต่สิวอักเสบเม็ดใหญ่ๆ ก็กลายเป็นคีลอยด์ได้ค่ะ
pie title "รอยแผลนูน/คีลอยด์" มากที่สุด
"อันดับ 1: บริเวณแขน (เห็นชัดไม่มั่นใจ)" : 40
"อันดับ 2: รอยผ่าคลอด (ไม่สวยงาม)" : 30
"อันดับ 3: บริเวณขา" : 20
"อันดับ 4: จุดอื่นๆบนใบหน้า/ใต้ร่มผ้า" : 10
อ้างอิงคนไข้ดีเลิฟเวอรี่คลินิก ตั้งแต่ปี 2023-2026
แนวทางการรักษาคีลอยด์แบบครบวงจร ที่ D’ Lovevery Clinic
ที่ ดีเลิฟเวอรี่คลินิก เราไม่ได้ใช้วิธีการเดียวในการรักษาทุกคน แต่เราประเมินตามลักษณะแผล ขนาด ความแข็ง และระยะเวลาที่เป็น เพื่อวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ค่ะ
1. การฉีดสลายคีลอยด์ (Intralesional Corticosteroid Injection)
เป็นวิธีมาตรฐานที่ได้รับความนิยมที่สุด และเห็นผลชัดเจนสำหรับคีลอยด์ขนาดเล็กถึงปานกลาง
- หลักการ: ตัวยาจะเข้าไปยับยั้งการทำงานของเซลล์สร้างพังผืด (Fibroblast) และเอนไซม์ที่ช่วยย่อยสลายคอลลาเจนส่วนเกิน ทำให้ก้อนนูน “นิ่มลงและยุบตัวราบเรียบ”
- ความถี่: แนะนำให้ทำต่อเนื่องทุก 2-4 สัปดาห์ จนกว่าแผลจะราบเรียบเสมอผิวค่ะ

2. การผ่าตัดก้อนคีลอยด์ (Keloid Excision Surgery)
สำหรับกรณีที่ ก้อนมีขนาดใหญ่มาก หรือ เคยฉีดแล้วไม่ยุบ หรือเป็นคีลอยด์เก่าที่แข็งเป็นก้อนไต การผ่าตัดจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม
- เทคนิคพิเศษ: ทีมแพทย์จะใช้เทคนิคการผ่าตัดลดแรงตึงผิว (Tension-Free Closure) เพื่อป้องกันไม่ให้แผลกลับมานูนซ้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผ่าตัดคีลอยด์
- การดูแลต่อเนื่อง: หลังผ่าตัด แพทย์อาจพิจารณาให้ฉีดยาป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำร่วมด้วยทันที หรือนัดดูอาการอย่างใกล้ชิดค่ะ
3. การปรับสีผิวและรอยแผลด้วย Pico Laser
เมื่อแผลยุบตัวลงจนเรียบเนียนแล้ว ปัญหาที่มักหลงเหลืออยู่คือ “รอยแดง หรือ รอยดำคล้ำ” หรือรอยเส้นเลือดฝอย ซึ่งทำให้ผิวดูไม่เกลี้ยงเกลา
- Pico Laser: เทคโนโลยีเลเซอร์ที่ส่งพลังงานสูงในช่วงเวลาสั้นระดับ Picosecond ช่วยทำลายเม็ดสีที่ผิดปกติ (Pigment) และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ที่เรียงตัวสวยงาม ทำให้รอยแผลเป็นดูจางลง สีผิวสม่ำเสมอใกล้เคียงกับผิวปกติมากที่สุดค่ะ

สีของคีลอยด์นั้นบ่งบอกอะไรได้บ้าง?
| สีของแผล (Color) | ความหมาย / สถานะของแผล | แนวทางการรักษาที่แนะนำ |
|---|---|---|
| 🔴 สีแดงสด / ชมพูเข้ม | “ระยะลุกลาม” (Active Stage) • แผลมีการอักเสบสูง • มีเส้นเลือดมาเลี้ยงเยอะ • สัญญาณเตือน: ก้อนกำลังจะโตขึ้น หรือขยายวงกว้าง • มักมีอาการคันหรือเจ็บร่วมด้วย | รีบรักษาด่วน! เน้นการ ฉีดสลาย เพื่อหยุดการเจริญเติบโต และลดการอักเสบให้เร็วที่สุด |
| 🟣 สีม่วงคล้ำ / แดงช้ำ | “ระยะอักเสบมาก” (Highly Active) • เส้นเลือดฝอยขยายตัวมาก • แผลมีความตึงเครียดสูง (High Tension) • ผิวบริเวณนั้นบางและเปราะบาง | ต้องดูแลเป็นพิเศษ เน้นการฉีดลดขนาด ควบคู่กับการทำ Vascular Laser (เลเซอร์ลดรอยแดง) เพื่อทำลายเส้นเลือดที่มาเลี้ยงก้อน |
| 🟤 สีน้ำตาล / ดำคล้ำ | “ระยะทรงตัว + ทิ้งรอย” (Hyperpigmentation) • การอักเสบลดลงแล้ว ก้อนอาจจะหยุดโต • ร่างกายผลิตเม็ดสีเมลานินออกมาสะสมมากเกินไป • มักเกิดจากแผลเก่าที่เป็นมานาน | เน้นปรับสีผิว หากก้อนยุบแล้ว แนะนำทำ Pico Laser เพื่อยิงสลายเม็ดสีดำให้จางลง ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ |
| ⚪ สีขาวซีด / สีเนื้อ | “ระยะแผลเป็นเก่า” (Mature Scar) • แผลหยุดการเจริญเติบโต (Inactive) • พังผืดจับตัวกันแน่นและแข็ง • ไม่มีเลือดมาเลี้ยงแล้ว | รักษายากที่สุด อาจต้องใช้การ ผ่าตัดตกแต่ง หรือการฉีดร่วมกับการทำเลเซอร์ปรับสภาพผิว (Resurfacing) เพื่อให้นิ่มลง |

แพทย์ใช้เกณฑ์อะไรในการพิจารณาว่า “ต้องฉีด” หรือ “ต้องผ่าตัด”?
| เกณฑ์การพิจารณา (Criteria) | ✅ เหมาะสำหรับ “การฉีดสลาย” (Injection) | ✂️ เหมาะสำหรับ “การผ่าตัด” (Surgery) |
|---|---|---|
| 1. ขนาดของก้อน | ก้อนขนาดเล็ก ถึง ปานกลาง (ฐานกว้างไม่เกิน 1-2 ซม.) | ก้อนขนาดใหญ่มาก, ก้อนยักษ์, หรือก้อนห้อยต่องแต่ง (เช่น ที่ติ่งหู) |
| 2. ความแข็งของแผล | นิ่ม หรือ มีความยืดหยุ่นบ้าง (ตัวยาสามารถแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อได้) | แข็งโป๊กเป็นไต, แข็งเหมือนหิน (ตัวยาเจาะไม่เข้า หรือฉีดแล้วยาไม่กระจายตัว) |
| 3. อายุของแผล | เพิ่งเริ่มเป็น หรือเป็นมาไม่นาน (ระยะ Active มีสีแดง/คัน) | เป็นมานานหลายปี (แผลเก่า) ที่หยุดการเติบโตแล้ว หรือเป็นก้อนถาวร |
| 4. ประวัติการรักษา | ไม่เคยรักษามาก่อน หรือเคยฉีดแล้วยุบได้ดี | “ดื้อยา” เคยฉีดมาหลายครั้งแล้วไม่ยุบ หรือยุบยากมาก |
| 5. ผลกระทบต่ออวัยวะ | นูนขึ้นมาเฉยๆ ไม่ดึงรั้งผิวหนังรอบข้าง | ผิดรูปอย่างชัดเจน, ทำให้ใบหูเบี้ยว, หรือดึงรั้งจนขยับแขน/คอ ลำบาก |
ไขข้อข้องใจ เคยฉีดหรือผ่าตัดมาแล้ว “ทำไมคีลอยด์ถึงกลับมาเป็นซ้ำ?”
นี่คือปัญหาใหญ่ที่คนไข้กลุ่มที่ 2 มักเจอค่ะ สาเหตุหลักที่คีลอยด์กลับมา (Recurrence) มักเกิดจาก
- การผ่าตัดเพียงอย่างเดียว: การตัดออกโดยไม่มีการรักษาเสริม (Adjuvant Therapy) มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูงถึง 50-100%
- แรงตึงของแผล: หากผ่าตัดแล้วแผลมีความตึงมาก ร่างกายจะกระตุ้นการสร้างพังผืดขึ้นมาใหม่
- การหยุดรักษากลางคัน: การฉีดยาไม่ต่อเนื่อง ทำให้เซลล์พังผืดกลับมาทำงานอีกครั้ง
ที่ D’ Lovevery Clinic เราจึงเน้นการรักษาแบบ Combination คือ การใช้ยาฉีดร่วมกับการผ่าตัด หรือการทำเลเซอร์ร่วมด้วย และมีการนัดติดตามผล (Follow-up) อย่างเคร่งครัด เพื่อกดไม่ให้คีลอยด์มีโอกาสกลับมาโตได้อีกค่ะ
ฉีดคีลอยด์ ลดขนาดรอยแผลเป็น ผ่าคีลอยด์ ราคาเท่าไหร่

| ขนาดแผล (Size) | รายครั้ง (1 ครั้ง) | คอร์ส 3 ครั้ง (ลด 20%) | คอร์ส 5 ครั้ง (ลด 30%) |
|---|---|---|---|
| แผลเล็ก | 500.- | 1,200.- | 1,750.- |
| แผลกลาง | 1,500.- | 3,600.- | 7,200.- |
| แผลใหญ่ | 3,000.- | 7,200.- | 10,500.- |

การเตรียมตัว “ก่อน” เข้ารับบริการ (Pre-Treatment)
1. แจ้งประวัติการรักษาอย่างละเอียด
- หากเคยฉีดหรือผ่าตัดมาก่อน โปรดแจ้งคุณหมอว่าทำมาแล้วกี่ครั้ง หรือหยุดทำไปนานแค่ไหน เพื่อคำนวณปริมาณยาได้ถูกต้องค่ะ
- หากมี ประวัติแพ้ยา หรือ กำลังตั้งครรภ์/ให้นมบุตร ต้องแจ้งให้ทราบก่อนทุกครั้งนะคะ
2. การงดยาและวิตามิน (กรณีวางแผนผ่าตัด)
- หากเป็นการฉีดทั่วไป ไม่ต้องงดค่ะ
- หากเป็นการผ่าตัด: ควรงดกลุ่มยาแอสไพริน (Aspirin), NSAIDs, วิตามิน E, น้ำมันปลา, แปะก๊วย อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้เลือดหยุดยากและแผลช้ำง่ายค่ะ
3. การแต่งกาย
- ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ “หลวมสบาย” และสามารถเปิดเผยบริเวณที่เป็นแผลได้ง่าย เพื่อความสะดวกในการทำหัตถการ และลดการเสียดสีหลังทำเสร็จทันทีค่ะ
4. พักผ่อนให้เพียงพอ
- นอนหลับให้เต็มอิ่ม ทานอาหารรองท้องมาได้ตามปกติ จะช่วยลดอาการตื่นเต้นและลดความรู้สึกเจ็บขณะทำได้ค่ะ
การดูแลตัวเอง “หลัง” เข้ารับบริการ (Post-Treatment)
การดูแลจะแบ่งตามประเภทการรักษา ดังนี้ค่ะ
กรณีที่ 1: หลังฉีดสลายคีลอยด์ (Injection)
- อาการปกติ: อาจมีอาการปวดหน่วงๆ หรือบวมแดงเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ประมาณ 1-2 วันแรก
- การดูแลเบื้องต้น:
- หากปวด สามารถทานยาพาราเซตามอล หรือประคบเย็นได้ค่ะ
- ห้ามเกาเด็ดขาด! อาการคันคือสัญญาณการตอบสนองของยา หรือการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ หากคันมากให้ลูบเบาๆ หรือทายาแก้คันตามแพทย์สั่ง
- ห้ามนวดคลึง บริเวณที่ฉีด (ยกเว้นแพทย์สั่ง) เพราะอาจทำให้ยากระจายตัวผิดจุด
- อาบน้ำฟอกสบู่ได้ตามปกติ (หลังผ่านไป 2-4 ชม. ให้รูเข็มปิดสนิทก่อน)
กรณีที่ 2: หลังผ่าตัดก้อนคีลอยด์ (Surgery)
- สำคัญที่สุด: ลดแรงตึง (Tension)
- หลีกเลี่ยงการขยับตัวแรงๆ การยกของหนัก หรือการเอื้อมแขนสุดตัว ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก เพราะ “แรงตึง” คือสาเหตุหลักที่ทำให้คีลอยด์กลับมาโตใหม่ค่ะ
- การดูแลแผล:
- ห้ามโดนน้ำ: ในช่วง 3-7 วันแรก (หรือจนกว่าจะตัดไหม) เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เช็ดตัวแทนการอาบน้ำ หรือใช้พลาสเตอร์กันน้ำตามคำแนะนำ
- มาตัดไหมตามนัดอย่างเคร่งครัด (ปกติ 7-14 วัน)
กรณีที่ 3: หลังทำ Pico Laser ลดรอย
- เลี่ยงแดด: หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดๆ และทาครีมกันแดดบริเวณแผลเป็นประจำ เพื่อป้องกันรอยดำ (Hyperpigmentation)
- ความชุ่มชื้น: ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ หรือครีมลดรอยแผลเป็น (Scar Gel) บ่อยๆ เพื่อให้สะเก็ดหลุดลอกเองตามธรรมชาติ ห้ามแกะเกาค่ะ

5 เหตุผลที่ควรเลือกฝากแผลเป็นไว้กับ D’ Lovevery Clinic
- วิเคราะห์รายบุคคล: หมอตรวจประเมินแผลเองทุกเคส ให้ข้อมูลชัดเจน ข้อดี ข้อจำกัดของแต่ละโปรแกรม ก่อนรับบริการ
- เทคนิคการฉีดที่แม่นยำ: หมอฉีดเข้าสู่แกนกลางของคีลอยด์โดยตรง เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เต็มประสิทธิภาพ และลดผลข้างเคียงผิวบุ๋ม
- เครื่องมือทันสมัย: เราใช้ Pico Laser ที่ได้มาตรฐาน เพื่อเก็บรายละเอียดงานผิวในขั้นตอนสุดท้าย
- ติดตามผลต่อเนื่อง: เราดูแลจนจบกระบวนการ ไม่ทิ้งคนไข้ หากมีสัญญาณการกลับมาเป็นซ้ำ หมอจะรีบจัดการทันที
- บรรยากาศผ่อนคลาย: คลินิกสะอาด ให้บริการด้วยความจริงใจ พนักงานน่ารัก ให้ข้อมูลครบถ้วนค่ะ ดูรีวิวความประทับใจ

- สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546


ความสวยงามของแผลหลังตัดไหมขึ้นอยู่กับสมดุลระหว่าง เทคนิคการเย็บของแพทย์ที่เป็นผู้ผ่าตัดค่ะ ที่ต้องลดแรงตึงผิวให้เหมาะสม ผสานกับ ช่วงเวลาการตัดไหมที่แม่นยำ เพื่อป้องกันไหมจมจนเป็นรอยเหมือนรางรถไฟ แต่ปัจจัยชี้ขาดสำคัญอยู่ที่ตัวคนไข้เอง ทั้งเรื่อง พันธุกรรม (เช่น ประวัติคีลอยด์) และวินัยใน การดูแลแผลหลังผ่าตัด เช่นไม่ล้างแผล ปล่อยให้มีคราบเลือดแห้งกรังติดแผล (สองเรื่องนี้เจอะบ่อยสุด) การงดขยับตัวรุนแรงในตำแหน่งที่มีแรงตึงสูง และการป้องกันการติดเชื้อ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้แผลหายเนียนสนิท และแผลออกมาสวยค่ะ สรุปให้ตรงไปตรงมาคือ หมอทำให้ดีแล้ว 50% อีก 50% คนไข้ต้องช่วยด้วย การตัดไหม ก็มีผลได้ถ้าสถานพยาบาลไม่มีเจ้าหน้าที่ ที่มีประสบการณ์พอ เช่น “ดึงไหมส่วนที่สกปรก ลอดผ่านใต้ผิวหนัง” กลับเข้าไปเพื่อดึงออก เท่ากับเรากำลังพาเชื้อโรคเดินทางเข้าไปในเนื้อเยื่อที่กำลังหายดี ทำให้เกิดการติดเชื้อ อักเสบ หรือเป็นหนองซ้ำได้ค่ะ รายละเอียดเล็กๆนี้ ส่งผลต่อแผลหลังตัดไหมโดยตรง
ฉะนั้นคลินิกเราจึงให้ความสำคัญ โดยการที่แพทย์ทำการตัดไหมเอง ประเมินเคสโดยละเอียด และซักประวัติคนไข้อย่างละเอียด ให้แน่ใจว่าถูกต้อง เหมาะสม ก่อนตัดไหมค่ะ
การฝังยาคุมกำเนิดมีโอกาสเกิดคีลอยด์ได้ แต่น้อยมาก เนื่องจากเป็นเพียง แผลเจาะขนาดเล็ก (ประมาณ 2 มม.) ไม่ใช่แผลผ่าตัดใหญ่ ความเสี่ยงส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับ กรรมพันธุ์ของคนไข้ ว่าเป็นคนที่มีเนื้อเยื่อตอบสนองไวต่อการเกิดแผลเป็นหรือไม่ (สังเกตจากประวัติแผลเก่า เช่น แผลปลูกฝี) สิ่งสำคัญที่สุดคือ การดูแลแผลช่วง 7 วันแรกไม่ให้ติดเชื้อหรืออักเสบ หากแผลหายแล้วเริ่มมีอาการนูนแดง ให้รีบเข้ามาพบแพทย์เพื่อ ฉีดลดคีลอยด์ ตั้งแต่เนิ่นๆ จะสามารถรักษาให้ผิวกลับมาเรียบเนียนได้ค่ะ
คำตอบแบบ Yes or No คือไม่มีใครรู้ค่ะ แต่เราคาดการณ์ได้ หัวใจสำคัญของการป้องกันคีลอยด์ คือ “การหยุดพักและดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัด” เพื่อให้เฟสแรก (การอักเสบ) จบลงให้เร็วที่สุดค่ะ ยิ่งแผลหายอักเสบไวเท่าไหร่ โอกาสที่แผลจะเรียบเนียนสวย ไม่นูน ไม่เป็นคีลอยด์ ก็จะมีมากเท่านั้นค่ะ
💉 แต่ถ้าแผลเริ่มมีปัญหา หรือเป็นคีลอยด์ไปแล้ว จะทำยังไง?
หมอเข้าใจค่ะว่าบางครั้งปัจจัยทางพันธุกรรมหรืออุบัติเหตุเล็กน้อยก็อาจทำให้แผลเรา “หลุดเฟส” จนเกิดเป็นแผลนูนหรือคีลอยด์ขึ้นมาได้ ถ้าคนไข้สังเกตเห็นว่าแผลเริ่มนูน แดงไม่หาย หรือคันผิดปกติ อย่านิ่งนอนใจนะคะ สามารถเข้ามาปรึกษาหมอที่คลินิกเพื่อประเมินการรักษาได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการฉีดลดคีลอยด์ หรือการทำหัตถการเพื่อปรับสภาพแผล เพราะการแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอ แต่ดีที่สุดคือ “กันไว้ดีกว่าแก้” ดูแลแผลช่วงแรกให้ดีที่สุดนะคะ
ถึงแม้ภาวะ คีลอยด์จากกรรมพันธุ์ จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดจากต้นตอได้ แต่เราสามารถ “ควบคุมและป้องกัน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ โดยมี การป้องกันคือหัวใจสำคัญที่สุด และสำหรับแผลใหม่ที่เลี่ยงไม่ได้อย่างการผ่าตัดหรือผ่าคลอด ปัจจุบันมีนวัตกรรมอย่าง การฉีด PN (Polynucleotide) บริเวณขอบแผลทันที ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยจัดระเบียบการสร้างคอลลาเจน ทำให้เกิดแผลเป็นที่เรียบเนียนแทนที่จะเป็นคีลอยด์ ส่วนคีลอยด์ที่เกิดขึ้นแล้ว การรักษาที่ดีคือการใช้วิธีผสมผสาน โดยมี การฉีดยาสเตียรอยด์เป็นหลัก เพื่อให้แผลยุบตัวลง ร่วมกับการใช้เลเซอร์ลดรอยแดง ดังนั้น การเข้ามา ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผน ทั้งการป้องกันล่วงหน้าและการรักษาที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ
ก้อนที่ข้อมือด้านฝ่ามือฝั่งนิ้วโป้ง ไม่ควรมองข้ามและ ห้ามกด นวด หรือเจาะเองเด็ดขาด เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีเส้นเลือด เส้นประสาท และเอ็นที่สำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การบาดเจ็บถาวรได้ สาเหตุของก้อนมีหลากหลาย ทั้ง ซีสต์จากปลอกเอ็น ก้อนไขมัน เอ็นอักเสบเรื้อรัง เนื้องอก หรือหลอดเลือดโป่ง การวินิจฉัยที่ถูกต้องจำเป็นต้องทำโดย แพทย์ผู้มีประสบการณ์ ผ่านการตรวจร่างกาย หรือใช้เครื่องอัลตราซาวด์ เพื่อระบุชนิดของก้อนและความสัมพันธ์กับโครงสร้างใกล้เคียง ก่อนจะวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เช่น การเฝ้าสังเกตอาการ การเจาะดูดน้ำโดยอัลตราซาวด์นำทาง หรือการผ่าตัด เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรปรึกษาแพทย์ทันที และไม่ควรปล่อยให้ก้อนโตขึ้นจนมีอาการเจ็บหรือชา
การซื้อยามาทาหรือนวด ลดการอักเสบ อาจไม่ช่วย และไม่ควรซื้อมาทานเองหากยังไม่ปรึกษาแพทย์
หลังทำ CO2 Laser ห้ามโดนน้ำโดยตรง 24 ชั่วโมงแรก เพราะในช่วงแรก แผลยังเป็นแผลเปิดสดๆ ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย การโดนน้ำที่ไม่สะอาด หรือการแช่น้ำนานๆ จะเพิ่มโอกาสให้แบคทีเรียเข้าสู่แผลและทำให้เกิดการอักเสบ หลังจาก 24 ชั่วโมงไปแล้ว แผลจะเริ่มแห้ง และเกิดเป็นสะเก็ด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแผลกำลังสมานตัว เราจึงสามารถทำความสะอาดผิวหน้าได้เบาๆ ด้วยน้ำเกลือ เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคที่อาจสะสมอยู่ ทายาที่แพทย์สั่ง หลีกเลี่ยงแสงแดด เครื่องสำอาง การออกกำลังกายหนัก และการสัมผัสแผลโดยตรง อาการผิวแดง บวม สะเก็ด เป็นอาการปกติ แต่ถ้ามีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์
ยาสลายไฝอาจดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ง่ายและรวดเร็วในการกำจัดไฝ แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด ผิวไหม้ แผลเป็น หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ ที่สำคัญ ไฝบางชนิดอาจเป็นสัญญาณของโรคผิวหนังที่ร้ายแรงกว่านั้น และในเคสคนไข้จริง การใช้ยาสลายไฝโดยไม่ปรึกษาแพทย์ อาจทำให้เกิด แผลเป็นคีลอยด์ ที่รักษายากกว่าเดิม การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวินิจฉัยและทำการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น เลเซอร์หรือการผ่าตัด จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่าค่ะ





