รีวิวฟิลเลอร์ Ultra V Hyal Filler





ฟิลเลอร์ Hybrid ตัวแรกที่ผสมโมเลกุล 2 ชนิด
บวมน้อย ขึ้นรูปได้ดี
ปรับรูปหน้าราคาไม่สูง
สวยละมุนมีความยืดหยุ่น
สลายตัวได้ช้ากว่า
Ultra V Hyal Filler คืออะไร
ผลิตด้วยเทคโนโลยี R Square ที่ทำให้เนื้อฟิลเลอร์เป็นแบบ Multi layered ทำให้ฉีดง่าย เจ็บน้อย
ทำให้ผลลัพธ์อยู่นานกว่าฟิลเลอร์ทั่วไป ผ่านการรองรับ FDA ไทยและเกาหลี

Hyal Filler ปลอดภัยผลิตในโรงงานที่ได้รับมาตรฐานจากหลายประเทศทั่วโลก ผ่านการรับรอง
จาก KFDA , CE และ ได้รับอนุณาตขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์จากกองควบคุมเครื่องมือแพทย์
สำนักคณะกรรมการอาหารและยากระทรวงสาธารณสุข เนื้อเจลของ Hyal Filler มีความชุ่มชื่นสูง
ซึ่งช่วยลดโอกาส การบวมตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด และทำให้ผลลัพท์มีความแม่นยำ
Monophasic
ช่วยในเรื่องของการเติมเต็มอย่างมีมิติ เพิ่มวอลลุ่มให้กับผิวในจุดที่เติมได้มากขึ้น
Biphasic
เพิ่มความยืดหยุ่นของฟิลเลอร์ให้หลังเติมแล้วดูเป็นธรรมชาติ

Ultra V Hyal Filler ดีไหม
จุดเด่นของฟิลเลอร์รุ่นนี้มีอะไรบ้าง
- ฟิลเลอร์ตัวแรกที่ผสมโมเลกุล 2 ชนิด
- ปลอดภัย ผ่านการรับรอง อย.ไทย
- เนื้อยึดเกาะดี คงรูปได้ดี และเรียบเนียนดูเป็นธรรมชาติ
- เนื้อมีความชุ่มชื้นสูง ทำให้ช่วยลดอาการบวมหลังการฉีด เห็นผลลัพธ์จริงหลังฉีดทันที
- มียาชาในตัว ช่วยลดความรู้สึกเจ็บขณะทำการรักษา
- เข็มรูปแบบพิเศษ ผนังบาง ช่วยลดอาการบาดเจ็บ และการบวมหลังฉีด
Ultra V Hyal Filler ฉีดตรงไหนได้บ้าง

Ultra V Hyal Filler มีกี่รุ่น
มีทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ดังนี้

HYAL FINE
เหมาะกับ ใต้ตา เนื้อปาก ร่องแก้ม

HYAL MEDIUM
เหมาะกับ หน้าผาก ร่องแก้ม ปาก

HYAL HARD
เหมาะกับ ขมับ หน้าผาก แก้ม กรอบหน้า คาง
ULTRA V HYAL FILLER เปรียบเทียบแต่ละรุ่น
| คุณสมบัติ | Fine | Medium | Hard |
|---|---|---|---|
| ส่วนประกอบ | Cross-linked HA | Cross-linked HA | Cross-linked HA |
| ความเข้มข้น HA | 20mg/ml | 20mg/ml | 20mg/ml |
| ค่า G’ | 200-250 pa | 600-700 pa | 700-800 pa |
| ขนาดอนุภาค | 80 µm | 300 µm | 800 µm |
| ความแน่น | ●●○○ (ปานกลางค่อนข้างนิ่ม) | ●●●○ (ค่อนข้างแน่น) | ●●●● (แน่นมาก) |
| ปริมาณ Lidocaine | 0.3% | 0.3% | 0.3% |
| จุดประสงค์การใช้งาน | แก้ไขริ้วรอย | แก้ไขริ้วรอยลึก | เพิ่มปริมาตรและปรับรูปหน้า |
| ระยะเวลาอยู่นาน | 6-8 เดือน | 8-16 เดือน | 16-24 เดือน |
คำอธิบายเพิ่มเติม:
- ค่า G’ คือค่าที่แสดงความแข็งของฟิลเลอร์ ยิ่งสูงยิ่งแข็ง
- ขนาดอนุภาคที่ใหญ่ขึ้นเหมาะสำหรับการเพิ่มปริมาตรและการปรับโครงสร้าง
- ระยะเวลาอยู่ตัวจะแตกต่างกันตามความเข้มข้นและการใช้งาน





ฉีด Hyal Filler ที่ไหนดี

การเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ โดยมีเหตุผลหลักๆ ที่ควรพิจารณา ดังนี้
- แพทย์ผู้มีประสบการณ์: ควรเลือกคลินิกที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการฉีดฟิลเลอร์โดยเฉพาะ เพราะแพทย์ที่มีความรู้และประสบการณ์จะสามารถประเมินใบหน้าและเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่เหมาะสมได้อย่างแม่นยำ รวมถึงสามารถฉีดฟิลเลอร์ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
- เทคนิคและวิธีการฉีด: ควรเลือกคลินิกที่ใช้เทคนิคและวิธีการฉีดฟิลเลอร์ที่ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง
- ผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ที่ใช้: ควรเลือกคลินิกที่ใช้ผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ที่มีคุณภาพสูง ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) และมีการทดสอบความปลอดภัยอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ที่ใช้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
- มาตรฐานความปลอดภัย: ควรเลือกคลินิกที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีการควบคุมการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการฉีดฟิลเลอร์จะดำเนินการในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ
- การบริการและการดูแลหลังการรักษา: ควรเลือกคลินิกที่มีการบริการที่ดี มีการให้คำปรึกษาและคำแนะนำอย่างละเอียดก่อนการรักษา และมีการดูแลติดตามผลหลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้รับบริการจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและปลอดภัย
- ราคาไม่ควรถูกเกินจริง: ควรตรวจสอบ หลีกเลี่ยงฟิลเลอร์ที่มีราคาถูกจนน่าตกใจ ซึ่งอาจจะเป็นของปลอมหรือไม่ได้คุณภาพ หมดอายุ จะส่งผลต่อความปอดภัยต่อผู้เข้ารับบริการ
แท้ ได้คุณภาพ ปลอดภัยทุกกล่อง
ฉีดฟิลเลอร์ที่นี่
สบายใจทุกยี่ห้อ
ฟิลเลอร์แท้ อย. ทุกกล่อง
แกะกล่องต่อหน้าทุกเคส
แจ้งราคาชัดเจน
ตรวจสอบชื่อแพทย์ได้

การเตรียมตัวก่อนฉีด Hyal Filler
การฉีด HA Filler เป็นวิธีการเสริมความงามที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถช่วยปรับรูปหน้าให้เรียวสวย แก้ไขริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้า และเพิ่มความอวบอิ่มให้กับผิวได้อย่างเป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะตัดสินใจฉีด HA Filler ควรมีการเตรียมตัวอย่างเหมาะสม เพื่อให้การฉีดเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการฉีด HA Filler เพื่อประเมินสภาพผิวและปัญหาที่ต้องการแก้ไข แพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับชนิดของ HA Filler ที่เหมาะสม ปริมาณที่ควรฉีด และบริเวณที่ควรฉีด รวมถึงอธิบายถึงขั้นตอนการฉีด ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และวิธีการดูแลหลังการฉีดอย่างละเอียด
- แจ้งประวัติการแพ้ยาและโรคประจำตัว: ก่อนการฉีด HA Filler ควรแจ้งประวัติการแพ้ยาและโรคประจำตัวทั้งหมดให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด เพื่อให้แพทย์สามารถพิจารณาความเหมาะสมในการฉีด HA Filler และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้
- งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์: การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์อาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดและทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการฉีด HA Filler ได้ ดังนั้น ควรงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการฉีด
- งดใช้ยาบางชนิด: ยาบางชนิดอาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดและทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการฉีด HA Filler ได้ ดังนั้น ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่กำลังรับประทานอยู่ทั้งหมด และควรหยุดใช้ยาที่แพทย์สั่งให้หยุดใช้ก่อนการฉีด HA Filler
- เตรียมตัวในวันฉีด: ในวันฉีด HA Filler ควรอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายให้สะอาด งดแต่งหน้าและทาครีมบำรุงผิวบริเวณที่จะฉีด ควรสวมเสื้อผ้าที่หลวมสบายและสามารถถอดได้ง่าย เพื่อให้แพทย์สามารถเข้าถึงบริเวณที่จะฉีดได้อย่างสะดวก

การดูแลหลังฉีด Hyal Filler
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีด: ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีดโดยตรงในช่วง 24 ชั่วโมงแรก เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการกระจายตัวของ HA Filler
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก: ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังฉีด HA Filler เพื่อป้องกันการเคลื่อนไหวของ HA Filler และการเกิดภาวะแทรกซ้อน
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่: ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังฉีด HA Filler เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการบวมและช้ำมากขึ้น
- รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง: หากแพทย์สั่งยาใดๆ ให้รับประทานตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยลดอาการบวมและช้ำ และป้องกันการติดเชื้อ
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์: ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น การนัดหมายติดตามผลการรักษา การดูแลรักษาบริเวณที่ฉีด และการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน
Ultra V Hyal Filler ราคาเท่าไหร่
ฟิลเลอร์ที่ได้คุณภาพ เก็บรักษาได้มาตรฐาน นำเข้าถูกต้อง ควรมีราคาอยู่ที่ 8,000-9,000 บาท/CC

ฉีดฟิลเลอร์ที่ไหนดี
เมื่อคลินิกความงามมีให้เลือกมากมาย สิ่งสำคัญคือต้องเลือกด้วยวิจารณญาณ ไม่หลงกับกับดักราคาถูกหรือโปรโมชั่นล่อใจ เพราะความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด การเสียเวลาศึกษาข้อมูลและตรวจสอบมาตรฐานคลินิกย่อมคุ้มค่ากว่าการต้องมาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการตัดสินใจผิดพลาด อ่านบทความ การเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์อย่างละเอียด ได้ที่นี่
มาตรฐานสถานพยาบาลที่จะฉีดฟิลเลอร์
- ต้องเป็นคลินิกที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลอย่างถูกต้อง
- มีการแสดงใบอนุญาตและใบประกอบวิชาชีพของแพทย์อย่างชัดเจน
- มีมาตรฐานด้านความสะอาดและความปลอดภัย
คุณสมบัติแพทย์ผู้ทำหัตถการฟิลเลอร์
- ต้องเป็นแพทย์ที่ได้รับการรับรองและมีความเชี่ยวชาญด้านความงาม
- มีประสบการณ์การฉีดฟิลเลอร์โดยเฉพาะ
- ควรมีผลงานที่สามารถตรวจสอบได้
วิธีการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์
- สามารถตรวจสอบใบอนุญาตคลินิกผ่านเว็บไซต์กองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
- สอบถามประวัติและประสบการณ์ของแพทย์ได้
- มีการให้คำปรึกษาและประเมินสภาพผิวก่อนทำหัตถการ


ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

- สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546


หากคนไข้อยากมีหน้าผากที่ดูเงาวาว สามารถเลือกทำได้ทั้งสองแบบขึ้นอยู่กับปัญหาตั้งต้นค่ะ หากคนไข้มีโครงหน้าผากสวยอยู่แล้ว การฉีด โบท็อกซ์ จะตอบโจทย์มากค่ะ โดยเหตุผลที่หน้าผากดูสะท้อนแสงและเงาวาวได้นั้น เป็นเพราะโบท็อกซ์ไปช่วยให้ผิวหน้าผากของเราตึงกระชับขึ้น และไม่มีริ้วรอยมากวนใจ เมื่อผิวเรียบเนียนเสมอกันก็นำมาซึ่งการตกกระทบและสะท้อนแสงได้ดีเยี่ยมเหมือนกระจกนั่นเองค่ะ แต่หากคนไข้มีปัญหาหน้าผากแบน แฟบ หรือเป็นแอ่ง การฉีด ฟิลเลอร์ จะช่วยเติมมิติให้หน้าผากดูโหนกนูน โค้งมนรับแสง และเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มฟูฉ่ำน้ำ สรุปง่ายๆ คือ โบท็อกซ์เน้นสร้างผิวตึงไร้ริ้วรอยเพื่อสะท้อนแสง ส่วน ฟิลเลอร์เน้นปรับโครงสร้างให้โค้งนูนรับแสง ซึ่งคนไข้สามารถเข้ามาให้หมอประเมินโครงหน้าก่อนได้ เพื่อเลือกวิธีที่ปังและตรงจุดที่สุดค่ะ
เรื่องนี้หมอบอกเลยว่าหลายคนจะเดาผิด โดยเฉพาะคนที่คิดจะฉีดฟิลเลอร์หลายๆซีซีเพื่อปรับรูปหน้า
การฉีดฟิลเลอร์จะได้ผลลัพธ์ที่สวยและพอดีที่สุดเมื่อ คนไข้มีน้ำหนักตัวที่คงที่หรืออยู่ในช่วงน้ำหนักเป้าหมายแล้ว ค่ะ หากฉีดตอนกำลังลดน้ำหนัก ควรรอให้น้ำหนักนิ่งก่อนเพื่อประเมินระดับไขมันบนหน้าที่หายไปได้อย่างแม่นยำ ส่วนการฉีดตอนน้ำหนักตัวเยอะแล้วไปลดน้ำหนักทีหลัง อาจทำให้หน้าดูตอบลงจนต้องกลับมาเสียเงินเติมฟิลเลอร์เพิ่ม ในขณะที่ถ้าฉีดตอนผอมแล้วปล่อยให้น้ำหนักขึ้น หน้าก็อาจจะดูบวมล้นผิดปกติได้ ดังนั้น การรักษาน้ำหนักให้เสถียรทั้งก่อนและหลังทำ จะช่วยให้หมอประเมินโครงหน้าได้แม่นยำที่สุด ฟิลเลอร์อยู่ทรงสวย และดูเป็นธรรมชาติในระยะยาวค่ะ
อยากแน่ใจเรื่องช่วงเวลา จำนวนซีซีที่ต้องใช้ หรือจะต้องรอจังหวะเหมาะที่สุด เข้ามาปรึกษาหมอที่คลินิกได้ตลอดค่ะ
หลังยาชาในฟิลเลอร์หมดฤทธิ์ คนไข้จะไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดรุนแรง ค่ะ รวมถึงยาชาในบางเคส บางจุดที่หมอฉีดเพิ่มให้ด้วยนะคะ แต่จะมีเพียงอาการ รู้สึกตึง หน่วง หรือระบมเล็กน้อยเมื่อสัมผัส ในบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่กำลังปรับตัว อาการเหล่านี้จะ ค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเอง ยาชาในฟิลเลอร์อยู่ได้สั้นมาก ไม่กี่ชั่วโมงก็หายไป หากคนไข้รู้สึกไม่สบายผิว สามารถ ทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ ทันที แต่หากมีอาการปวดรุนแรงผิดปกติอื่นๆ ควรรีบแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบโดยทันทีค่ะ
หมอก็เคยเป็นค่ะ แต่ตอนนี้เข้าที่แล้ว ปัญหาใบหน้าไม่เท่ากันเวลายิ้มเป็นเรื่องที่ทำให้กังวลใจ แต่หมออยากให้คุณคนไข้สบายใจได้เลยนะคะ เพราะปัญหานี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยแต่แก้ไขได้ และโดยธรรมชาติแล้วใบหน้าของคนเราก็มักจะไม่ได้สมมาตรกัน 100% ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งบางคนเป็นตอนยิ้ม บางคนเห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ยิ้ม
กลไกหลัก ของปัญหานี้มักเกิดจาก การทำงานที่ไม่สมดุลกันของกล้ามเนื้อใบหน้า ค่ะ คือกล้ามเนื้อที่ใช้ในการแสดงสีหน้า โดยเฉพาะเวลายิ้ม อาจมีการดึงรั้งที่แตกต่างกันในแต่ละข้าง เช่น กล้ามเนื้อด้านหนึ่งอาจแข็งแรงกว่า หรือถูกใช้งานมากกว่าอีกด้าน ทำให้เวลายิ้ม ใบหน้าข้างนั้นมีการยกตัวหรือดึงรั้งที่มากกว่าค่ะ นอกจากนี้ โครงสร้างใบหน้าเดิม หรือความหย่อนคล้อยของผิวที่แตกต่างกัน ก็เป็นปัจจัยร่วมได้เช่นกัน
ข่าวดีก็คือ การแก้ไขปัญหานี้ ส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องถึงขั้นผ่าตัดศัลยกรรม เลยค่ะ แพทย์ส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีการปรับสมดุลด้วยหัตถการทางการแพทย์ เช่น การฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน (Botox) เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งมากเกินไป ให้กล้ามเนื้อทั้งสองข้างทำงานได้สมดุลกันมากขึ้น หรือ การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อเติมเต็มวอลลุ่ม ในส่วนที่ขาดหายไป ให้ใบหน้าดูเต็มและสมมาตรขึ้นไม่ว่าจะตอนนิ่งหรือเวลายิ้มค่ะ เครื่องยกกระชับก็มีส่วนช่วย แต่ข้อเสียคือมันจะไม่เห็นผลในทันที แต่ก็เป็นตัวเลือกให้คนไข้ได้ค่ะ
บางคนอาจจะสงสัยเพิ่มว่า หากไม่ได้ทำหัตถการแล้ว จะมีโอกาสกลับมาเป็นปกติไหม ได้ แต่ไม่ทุกกรณี! ในบางกรณีที่สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น การเคี้ยวอาหารข้างเดียว การฝึกบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าอย่างถูกวิธี อาจช่วยให้ดีขึ้นได้บ้างค่ะ แต่ถ้าเป็นจากความแตกต่างของโครงสร้าง หรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ชัดเจน การทำหัตถการจะเป็นวิธีที่ช่วยปรับสมดุลได้ตรงจุดและเห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่ามากค่ะ อย่างไรก็ตาม การปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณคนไข้แต่ละท่าน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอค่ะ
ถ้าใครฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก ไม่ว่าจะใต้ตาหรือจุดไหนก็ตามแต่ หมอสรุปให้เข้าใจง่ายๆแบบนี้นะคะ
ถ้าอาการนี้เกิดขึ้นในช่วง 1-3 วันแรก ยังถือว่าปกติค่ะ เพราะเรียกง่ายๆว่าอาการบวมเข็ม หรืออาการที่ฟิลเลอร์มันอุ้มน้ำดูดน้ำมารวมกันบริเวณที่ฉีด ร่างกายกำลังสับสนว่าที่เจลฟิลเลอร์ตรงนี้คืออะไร และอีกหลายประการ แต่ถือว่าเกิดขึ้นได้ทางการแพทย์ บางครั้งมันจะทำให้ดูไม่เท่ากันได้ ทั้งๆที่ฉีดฟิลเลอร์ปริมาณเท่าๆกันเข้าไป แต่สิ่งที่จะไม่ปกติ ถ้าฉีดจากที่อื่นมาแล้วรู้สึกว่าผ่านมาเป็นเดือนแล้ว ยังนูน ยังบวมๆตุ่ยๆอยู่ แบบนี้ถือว่าผิดปกติได้
ชัดสุดคือ หากมีอาการรุนแรง เช่น ปวด แดงร้อนชัดเจน หรือมีก้อนแข็ง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ถ้าแบบนี้จะต้องประเมินการรักษาเรื่องการฉีดสลาย หรือขูดออก ขึ้นอยู่กับสารที่ฉีดมาค่ะ
ดังนั้นคนไข้ที่จะมาฉีดกับหมอจะมีคำแนะนำ ก่อนมารับบริการ และหลังรับบริการชัดเจนมากกว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้างเพื่อลดอาการบวมเข็มหลังทำ เพื่อที่คนไข้จะได้ไม่ตกใจเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ มันเป็นอาการที่เลี่ยงได้หากทำตามคำแนะนำของแพทย์ได้ค่ะ อ้อ อีกอย่าง อาหารที่ส่งผลต่อการบวมหลังทำหัตถการทุกประเภท ที่ถือว่าเป็นตัวดีเลยก็คือพวกโซเดียม บางคนชอบทานรสจัดๆ เค็มๆ นัวๆ แซ่บๆ บอกเลยว่าอาการจัดชัดมากกว่าใครเพื่อนเลยละค่ะ
สำหรับคนไข้ที่กังวลเรื่อง หน้าแบนเพราะไม่มีโหนกแก้ม ทางเลือกยอดนิยมในการเติมเต็มคือ ฟิลเลอร์ และ การฉีดไขมันตัวเอง โดยฟิลเลอร์ให้ผลลัพธ์ที่ เห็นผลทันที ไม่ต้องพักฟื้นนาน ไม่ถาวร ต้องฉีดซ้ำทุก 6-18 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็ว ปรับเปลี่ยนได้ และที่สำคัญคือ ฟิลเลอร์มีน้ำหนักเบากว่า จึงเหมาะกับการสร้างมิติโหนกแก้มที่ต้องการปริมาณมากโดยไม่เพิ่มภาระให้กับโครงสร้างใบหน้าค่ะ นึกภาพตามหมอก็ได้ค่ะว่าหมอต้องเอาดินน้ำมันไปแปะฝาผนังที่มันเรียบๆ จะต้องปั้นยังไงให้มันไม่หล่นลงพื้น ปริมาณฟิลเลอร์ เนื้อฟิลเลอร์ที่ใช้มีผลเยอะมาก ในทางกลับกัน การฉีดไขมันตัวเองแม้จะให้ผลลัพธ์ที่ เป็นธรรมชาติ และหากติดแล้วจะอยู่ได้นานกว่า แต่ก็มีข้อจำกัดที่ว่า ไขมันมีน้ำหนักมากกว่าฟิลเลอร์มาก และที่สำคัญคือ อัตราการติดของเซลล์ไขมันไม่แน่นอน ทำให้ผลลัพธ์ในระยะยาวอาจไม่คงที่เท่าตอนแรก ซึ่งเป็นข้อกังวลที่คนไข้หลายท่านพบเจอได้ค่ะ นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนการดูดไขมันและระยะเวลาพักฟื้นนานกว่า 1-2 สัปดาห์ การเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดจึงควร ปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินรูปหน้าและพิจารณาปัจจัยเหล่านี้อย่างละเอียดนะคะ
หมอเจอเคสคนไข้วัยเรียน วัยทำงานเยอะนะคะ ที่จากคนที่หน้าดูอิ่มปกติดี แต่พอจัดฟันซึ่งบางเคสลากยาวเป็นปี ทำให้ใบหน้าตอบลง ไม่ว่าจะด้วยทานได้น้อยลง หรืออาจจะเป็นเพราะแนวกระดูกกรามยุบตัว ใบหน้าดูแคบลงใดๆ ก็ตามแต่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจอย่างมาก เพราะทำให้ ใบหน้าดูโทรม ดูเหนื่อย และดูมีอายุขึ้น โดยที่คนไข้เองก็ไม่ได้ตั้งใจค่ะ
สาเหตุหลักๆ ที่หมอมักจะเจอคือ เมื่อเราใส่เครื่องมือจัดฟัน เรามักจะ เลี่ยงการเคี้ยวของแข็ง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกราม (Masseter Muscle) ไม่ค่อยได้ใช้งานจนเกิดการฝ่อตัวลง (Atrophy) ประกอบกับโครงสร้างฟันที่เคลื่อนที่เข้าหาตำแหน่งใหม่ ทำให้เนื้อแก้มที่เคยมีที่เกาะดูยุบตัวลงไปนั่นเองค่ะ
แนวทางสำหรับคนไข้ที่มีปัญหา คือการเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะกับความต้องการและสภาพผิวของคนไข้เป็นหลักค่ะ โดยแนวทางแรกคือ Biostimulator ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ตามธรรมชาติ ทำให้ผิวค่อยๆ ฟูและแน่นกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลดโอกาสที่ใบหน้าจะดูล้นเกินไป แต่ผลจะค่อยเป็นค่อยไป (เห็นชัดช้ากว่า) ค่ะ ส่วนแนวทางที่สองคือ Filler ซึ่งทำหน้าที่เติมเต็มปริมาตรที่ขาดหายไปโดยตรง ส่งผลให้เห็นผลลัพธ์ทันที และสามารถปรับรูปหน้าให้ชัดเจนขึ้นได้ หลักๆของคนไข้หมอเองคือสื่อสารเป้าหมายอย่างละเอียดชัดเจนว่าประเมินแล้วตัวไหนเหมาะสมสุด และคนไข้ก็ตัดสินใจจากข้อดีข้อด้อยแต่ละโปรแกรมได้เลย การมาพบหมอเพื่อดูโครงหน้าโดยรวมจะดีที่สุด
การสลายฟิลเลอร์ด้วย Hyaluronidase มีอัตราความสำเร็จสูงกว่า 95-99% ในการลดหรือกำจัดฟิลเลอร์ที่ไม่พึงประสงค์ แต่หลายคนก็กังวลว่า ในร่างกายเรามีคอลลาเจนอยู่ จะถูกสลายไปด้วยไหม ผิวบริเวณนั้นจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า หมอสรุปให้แบบนี้ค่ะ
การฉีดสลายฟิลเลอร์ด้วย เอนไซม์ Hyaluronidase นั้นเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีความจำเพาะสูง โดยเอนไซม์ชนิดนี้จะออกฤทธิ์ ย่อยสลายเฉพาะกรดไฮยาลูรอนิก ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของฟิลเลอร์ส่วนใหญ่เท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบสำคัญต่อคอลลาเจนหรือกรดไฮยาลูรอนิกธรรมชาติ ในร่างกายของเรา เนื่องจาก Hyaluronidase ถูกออกแบบมาให้จดจำและทำงานกับฟิลเลอร์โดยตรง แม้ในบางกรณีอาจมีการสลายกรดไฮยาลูรอนิกธรรมชาติไปบ้างเล็กน้อย แต่ร่างกายจะสามารถ สร้างขึ้นมาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญสุดที่หมอบอกคนไข้ที่ฉีดฟิลเลอร์จากที่อื่นมาแล้วอยากจะสลาย เริ่มต้นใหม่ สิ่งสำคัญคือประสบการณ์และการผสมความเข้มข้นของตัวยา ถ้าใช้ในปริมาณที่พอดี จะไม่เกิดปัญหา ทำให้ไม่มีผลเสียระยะยาวต่อโครงสร้างผิวตามธรรมชาติ การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยค่ะ











