
สรุปย่อฟิลเลอร์ Restylane
| คุณสมบัติ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชนิดของฟิลเลอร์ | Hyaluronic acid |
| ประเทศต้นกำเนิด | สวีเดน |
| ระยะเวลาที่ใช้ในวงการแพทย์ | มากกว่า 25 ปี |
| ความปลอดภัย | สูง เนื่องจากกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรอง |
| การย่อยสลาย | ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติโดยเอนไซม์ Hyaluronidase ในผิวหนัง |
| ผลข้างเคียง | บวม แดง ได้บ้างในบางประเภทผิว |
| ความเป็นธรรมชาติ | สูง เนื่องจากโครงสร้างโมเลกุลเลียนแบบโครงสร้างธรรมชาติของผิวหนัง |
| ความหลากหลายของเนื้อฟิลเลอร์ | มีหลายชนิดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละบริเวณบนใบหน้า |
| การรับรองจาก อย. ไทย | ผ่านการรับรอง |

Restylane ฟิลเลอร์ คืออะไร?
Restylane เป็นฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic acid จดทะเบียนในประเทศสวีเดน และใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกมานานกว่า 25 ปี ด้วยคุณสมบัติของเนื้อเจลที่มีความเป็นธรรมชาติ และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบัน Restylane มีเนื้อฟิลเลอร์หลากหลายชนิดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมของโครงสร้างผิวหน้าและลักษณะผิวหนังในแต่ละบริเวณ
Restylane เป็นฟิลเลอร์ที่มีความปลอดภัยสูง สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติโดยเอนไซม์ Hyaluronidase ในผิวหนัง จึงไม่ก่อให้เกิดการตกค้างหรือผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เนื่องจากโครงสร้างโมเลกุลของ Hyaluronic acid ใน Restylane มีการเชื่อมโยงกันน้อยมาก และเลียนแบบโครงสร้างธรรมชาติของผิวหนังได้อย่างดีเยี่ยม
Restylane ฟิลเลอร์ เหมาะกับการเติมเต็มส่วนใดบ้าง?
ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็ม ที่แพทย์สามารถนำมารักษา ปรับรูปหน้า แก้ไขรูปหน้า ให้สมส่วน อ่อนกว่าวัย ดูเป็นธรรมชาติได้ โดยแต่ละบริเวณที่ปริมาณการใช้ฟิลเลอร์ที่แตกต่างกันไป ตามแต่ละบุคคลดังนี้
บริเวณที่นิยมฉีดฟิลเลอร์ และปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้โดยประมาณ

| บริเวณ | ปริมาณฟิลเลอร์ (cc) |
|---|---|
| ฟิลเลอร์ขมับ | 1-2 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์แก้ม | 1-3 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์ใต้ตา | 0.5-1 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์ร่องแก้ม | 1-2 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์ร่องน้ำหมาก | 0.5-1 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์คาง | 1-2 cc |
| ฟิลเลอร์ปาก | 0.5-1 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์กรอบหน้า | 2-4 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์หลังมือ | 1-2 cc/ข้าง |
| ฟิลเลอร์ลำคอย่น | 2-3 cc |
หมายเหตุ:
- ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการฉีด ช่วงอายุ ปัญหา ความต้องการของแต่ละบุคคล และความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการฉีด
ฟิลเลอร์ Restylane ต่างจากฟิลเลอร์อื่นๆอย่างไร?
OBT Dermal Fillers เป็นรุ่นที่มีเนื้อ Soft Gel ที่ช่วยเติมเต็มริ้วรอยด้วยสาร Hyaluronic Acid ให้ผิวดูอ่อนเยาว์และเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบางและต้องการแสดงสีหน้าได้อย่างเต็มที่ โดยผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานถึง 24 เดือน*
- OBT Dermal Fillers
- VOLYME: เติมเต็มใบหน้า ขมับ และแก้มตอบ เพื่อคืนความอ่อนเยาว์
- DEFYNE: ยกกระชับและปรับโครงสร้างใบหน้า เสริมความนุ่มนวล
- KYSSE: เติมเต็มและปรับรูปทรงริมฝีปากให้สวยน่าหลงใหล
- REFYNE: เติมเต็มริ้วรอย ร่องแก้ม และร่องน้ำหมาก ให้ผิวเรียบเนียนและยืดหยุ่นได้ดี




NASHA Dermal Filler (Firm Gel) เป็นฟิลเลอร์ที่มีความแข็งแรงและคงรูปได้ดี โดยไม่ผสานกับผิวข้างเคียง เหมาะสำหรับการเติมเต็มและปรับรูปหน้าให้ได้รูปทรงที่สวยงาม คมชัด และโดดเด่นมากขึ้น ฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนี้ ได้แก่ Restylane Lyft และ Restylane Classic ซึ่งใช้ในการฉีดยกกระชับแก้ม เสริมรูปทรงคาง จมูก กรอบขากรรไกรล่าง รวมถึงเติมเต็มขมับหรือยกคิ้ว
- NASHA Dermal Filler
- CLASSIC ช่วยเติมเต็มใบหน้าเหมาะสำหรับบริเวณร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก และใต้ตาช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานถึง 24 เดือน*
- LYFT ช่วยยกกระชับโครงหน้าเหมาะสำหรับบริเวณแก้ม คาง และโครงสร้างใบหน้าโดยรวมช่วยให้ใบหน้าดูสวยคมและมีมิติ กรอบหน้าชัดเจนให้ผลลัพธ์ความงามที่ยาวนานถึง 24 เดือน*



ขั้นตอนการฉีด Restylane ฟิลเลอร์
- ปรึกษาแพทย์ ปัญหา บริเวณที่ต้องการแก้ไข
- ทายาชาก่อนการฉีด หากมีการแพ้ยาชา ควรแจ้งเจ้าหน้าที่
- แพทย์ทำการฉีด Restylane ฟิลเลอร์
- ประคบเย็นหลังการฉีด
ผลลัพธ์หลังการฉีด Restylane ฟิลเลอร์
- เห็นผลลัพธ์หลังฉีดทันที
- ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6-24 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่น ตำแหน่ง การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์
- ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น รอยเข็ม รอยช้ำ อาการบวม
- ฟิลเลอร์จะเริ่มสลายตัวไปตามธรรมชาติเมื่อระยะเวลาผ่านไป
ทำไม ฟิลเลอร์ Restylane ได้รับความนิยม?
เนื่องจากคุณสมบัติที่โดดเด่นหลายประการ ดังนี้
- มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากผลิตจากกรดไฮยาลูโรนิคที่ได้จากการสังเคราะห์ทางชีวภาพ ไม่ได้มาจากสัตว์ จึงไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรืออาการข้างเคียง
- มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ตอบโจทย์ความต้องการในการฉีดฟิลเลอร์ในบริเวณต่างๆ ของใบหน้า ทั้งบริเวณที่ต้องการความอ่อนนุ่ม และบริเวณที่ต้องการความแข็งแรงและคงทน
- ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ทำให้ใบหน้าดูแข็งกระด้าง หรือเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของใบหน้ามากจนเกินไป
- มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน สามารถคงอยู่ได้นานหลายเดือนหรือเป็นปี ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิลเลอร์และบริเวณที่ฉีด
- เป็นแบรนด์ที่มีมานาน จึงมี Knowledge Know How ให้แพทย์ได้ศึกษาเยอะ มีงานวิจัย ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย
ฟิลเลอร์ Restylane มีกี่รุ่น ราคาเท่าไหร่?
| รุ่น | ราคาโดยประมาณ |
|---|---|
| Restylane Lyft | 15,000 – 25,000 บาท/cc |
| Restylane Classic | 15,000 – 25,000 บาท/cc |
| Restylane Refyne | 15,000 – 25,000 บาท/cc |
| Restylane Defyne | 15,000 – 25,000 บาท/cc |
| Restylane Kysse | 12,000 – 25,000 บาท/cc |
| Restylane Vital | 12,000 – 20,000 บาท/cc |
| Restylane Skinboosters Vital Light | 12,000 – 20,000 บาท/cc |
| Restylane Skinboosters Vital | 12,000 – 20,000 บาท/cc |
หมายเหตุ:
- ราคาที่ระบุเป็นราคาโดยประมาณ อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลและโปรโมชั่น
- ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการฉีดและความต้องการของแต่ละบุคคล
- ควรปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์ ตรวจสอบได้ เพื่อประเมินความเหมาะสมและเลือกชนิดของฟิลเลอร์ที่เหมาะสมกับคุณ

ทำไม ฟิลเลอร์ Restylane บางที่ราคาถูกผิดปกติ?
ฟิลเลอร์ Restylane ที่มีราคาถูกผิดปกติอาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ดังนี้
- ฟิลเลอร์ปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน: ฟิลเลอร์ปลอมมักมีราคาถูกกว่าฟิลเลอร์แท้ เนื่องจากผลิตจากสารที่ไม่ได้รับการรับรองและอาจมีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย การใช้ฟิลเลอร์ปลอมมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดผลข้างเคียง เช่น การอักเสบ ติดเชื้อ หรือเนื้อเยื่อตาย
- ฟิลเลอร์ใกล้หมดอายุ: ฟิลเลอร์ที่ใกล้หมดอายุอาจมีราคาถูกกว่าฟิลเลอร์ใหม่ เนื่องจากผู้ขายต้องการระบายสินค้าออก การใช้ฟิลเลอร์ใกล้หมดอายุอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพลดลงและอาจไม่คงอยู่นานเท่าที่ควร
ฟิลเลอร์ Restylane ของแท้ ของปลอม ตรวจสอบอย่างไร?
การตรวจสอบฟิลเลอร์ Restylane ว่าแท้หรือไม่นั้นสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงสแกนที่ QR code ข้างกล่องฟิลเลอร์ โดยใช้แอปพลิเคชัน eZTracker : Safety in Each Scan ซึ่งจะแสดงผลทันทีว่าเป็นของแท้หรือไม่ รวมถึงแสดงวันหมดอายุ และคำแนะนำในการปฏิบัติตัวหลังฉีดฟิลเลอร์

วิธีการตรวจสอบ:
- ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน eZTracker : Safety in Each Scan จาก App Store หรือ Google Play
- เปิดแอปพลิเคชัน eZTracker
- สแกน QR code ที่อยู่ข้างกล่องฟิลเลอร์ Restylane
- แอปพลิเคชันจะแสดงผลทันที


ผลลัพธ์:
- หน้าจอสีเขียว: ผลิตภัณฑ์แท้ “ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ถูกนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายโดย บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด”
- หน้าจอสีส้ม: ผลิตภัณฑ์ปลอม สามารถกดรายงานในแอปพลิเคชันให้บริษัทตรวจสอบได้ทันที
ข้อดีของการตรวจสอบด้วย QR Code:
- สะดวก รวดเร็ว และง่ายต่อการใช้งาน
- ตรวจสอบได้ทันที ไม่ต้องรอผลตรวจนาน
- ปลอดภัย มั่นใจได้ว่าเป็นของแท้ *ต้องตรวจสอบก่อนแพทย์ให้การรักษา ไม่ใช่หลังรับการรักษา
- ช่วยป้องกันการใช้ฟิลเลอร์ปลอม


ข้อควรระวังก่อนฉีดฟิลเลอร์ทุกยี่ห้อ
- ต้องรับบริการในสถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือและได้รับอนุญาตเท่านั้น
- คนไข้มีสิทธิในการขอดูผลิตภัณฑ์ก่อนรับการรักษา
- ตรวจสอบวันหมดอายุของฟิลเลอร์ก่อนการฉีด
- ต้อสามารถทราบ หรือตรวจสอบชื่อแพทย์ ใบอนุญาต ผู้จะทำการรักษาได้
- ไม่ควรหลงเชื่อราคาที่ถูกผิดปกติ
ฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก มั่นใจดีเลิฟเวอรี่คลินิก
ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

- สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546


หากคนไข้อยากมีหน้าผากที่ดูเงาวาว สามารถเลือกทำได้ทั้งสองแบบขึ้นอยู่กับปัญหาตั้งต้นค่ะ หากคนไข้มีโครงหน้าผากสวยอยู่แล้ว การฉีด โบท็อกซ์ จะตอบโจทย์มากค่ะ โดยเหตุผลที่หน้าผากดูสะท้อนแสงและเงาวาวได้นั้น เป็นเพราะโบท็อกซ์ไปช่วยให้ผิวหน้าผากของเราตึงกระชับขึ้น และไม่มีริ้วรอยมากวนใจ เมื่อผิวเรียบเนียนเสมอกันก็นำมาซึ่งการตกกระทบและสะท้อนแสงได้ดีเยี่ยมเหมือนกระจกนั่นเองค่ะ แต่หากคนไข้มีปัญหาหน้าผากแบน แฟบ หรือเป็นแอ่ง การฉีด ฟิลเลอร์ จะช่วยเติมมิติให้หน้าผากดูโหนกนูน โค้งมนรับแสง และเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มฟูฉ่ำน้ำ สรุปง่ายๆ คือ โบท็อกซ์เน้นสร้างผิวตึงไร้ริ้วรอยเพื่อสะท้อนแสง ส่วน ฟิลเลอร์เน้นปรับโครงสร้างให้โค้งนูนรับแสง ซึ่งคนไข้สามารถเข้ามาให้หมอประเมินโครงหน้าก่อนได้ เพื่อเลือกวิธีที่ปังและตรงจุดที่สุดค่ะ
เรื่องนี้หมอบอกเลยว่าหลายคนจะเดาผิด โดยเฉพาะคนที่คิดจะฉีดฟิลเลอร์หลายๆซีซีเพื่อปรับรูปหน้า
การฉีดฟิลเลอร์จะได้ผลลัพธ์ที่สวยและพอดีที่สุดเมื่อ คนไข้มีน้ำหนักตัวที่คงที่หรืออยู่ในช่วงน้ำหนักเป้าหมายแล้ว ค่ะ หากฉีดตอนกำลังลดน้ำหนัก ควรรอให้น้ำหนักนิ่งก่อนเพื่อประเมินระดับไขมันบนหน้าที่หายไปได้อย่างแม่นยำ ส่วนการฉีดตอนน้ำหนักตัวเยอะแล้วไปลดน้ำหนักทีหลัง อาจทำให้หน้าดูตอบลงจนต้องกลับมาเสียเงินเติมฟิลเลอร์เพิ่ม ในขณะที่ถ้าฉีดตอนผอมแล้วปล่อยให้น้ำหนักขึ้น หน้าก็อาจจะดูบวมล้นผิดปกติได้ ดังนั้น การรักษาน้ำหนักให้เสถียรทั้งก่อนและหลังทำ จะช่วยให้หมอประเมินโครงหน้าได้แม่นยำที่สุด ฟิลเลอร์อยู่ทรงสวย และดูเป็นธรรมชาติในระยะยาวค่ะ
อยากแน่ใจเรื่องช่วงเวลา จำนวนซีซีที่ต้องใช้ หรือจะต้องรอจังหวะเหมาะที่สุด เข้ามาปรึกษาหมอที่คลินิกได้ตลอดค่ะ
หลังยาชาในฟิลเลอร์หมดฤทธิ์ คนไข้จะไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดรุนแรง ค่ะ รวมถึงยาชาในบางเคส บางจุดที่หมอฉีดเพิ่มให้ด้วยนะคะ แต่จะมีเพียงอาการ รู้สึกตึง หน่วง หรือระบมเล็กน้อยเมื่อสัมผัส ในบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่กำลังปรับตัว อาการเหล่านี้จะ ค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเอง ยาชาในฟิลเลอร์อยู่ได้สั้นมาก ไม่กี่ชั่วโมงก็หายไป หากคนไข้รู้สึกไม่สบายผิว สามารถ ทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ ทันที แต่หากมีอาการปวดรุนแรงผิดปกติอื่นๆ ควรรีบแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบโดยทันทีค่ะ
หมอก็เคยเป็นค่ะ แต่ตอนนี้เข้าที่แล้ว ปัญหาใบหน้าไม่เท่ากันเวลายิ้มเป็นเรื่องที่ทำให้กังวลใจ แต่หมออยากให้คุณคนไข้สบายใจได้เลยนะคะ เพราะปัญหานี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยแต่แก้ไขได้ และโดยธรรมชาติแล้วใบหน้าของคนเราก็มักจะไม่ได้สมมาตรกัน 100% ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งบางคนเป็นตอนยิ้ม บางคนเห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ยิ้ม
กลไกหลัก ของปัญหานี้มักเกิดจาก การทำงานที่ไม่สมดุลกันของกล้ามเนื้อใบหน้า ค่ะ คือกล้ามเนื้อที่ใช้ในการแสดงสีหน้า โดยเฉพาะเวลายิ้ม อาจมีการดึงรั้งที่แตกต่างกันในแต่ละข้าง เช่น กล้ามเนื้อด้านหนึ่งอาจแข็งแรงกว่า หรือถูกใช้งานมากกว่าอีกด้าน ทำให้เวลายิ้ม ใบหน้าข้างนั้นมีการยกตัวหรือดึงรั้งที่มากกว่าค่ะ นอกจากนี้ โครงสร้างใบหน้าเดิม หรือความหย่อนคล้อยของผิวที่แตกต่างกัน ก็เป็นปัจจัยร่วมได้เช่นกัน
ข่าวดีก็คือ การแก้ไขปัญหานี้ ส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องถึงขั้นผ่าตัดศัลยกรรม เลยค่ะ แพทย์ส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีการปรับสมดุลด้วยหัตถการทางการแพทย์ เช่น การฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน (Botox) เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งมากเกินไป ให้กล้ามเนื้อทั้งสองข้างทำงานได้สมดุลกันมากขึ้น หรือ การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อเติมเต็มวอลลุ่ม ในส่วนที่ขาดหายไป ให้ใบหน้าดูเต็มและสมมาตรขึ้นไม่ว่าจะตอนนิ่งหรือเวลายิ้มค่ะ เครื่องยกกระชับก็มีส่วนช่วย แต่ข้อเสียคือมันจะไม่เห็นผลในทันที แต่ก็เป็นตัวเลือกให้คนไข้ได้ค่ะ
บางคนอาจจะสงสัยเพิ่มว่า หากไม่ได้ทำหัตถการแล้ว จะมีโอกาสกลับมาเป็นปกติไหม ได้ แต่ไม่ทุกกรณี! ในบางกรณีที่สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น การเคี้ยวอาหารข้างเดียว การฝึกบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าอย่างถูกวิธี อาจช่วยให้ดีขึ้นได้บ้างค่ะ แต่ถ้าเป็นจากความแตกต่างของโครงสร้าง หรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ชัดเจน การทำหัตถการจะเป็นวิธีที่ช่วยปรับสมดุลได้ตรงจุดและเห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่ามากค่ะ อย่างไรก็ตาม การปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณคนไข้แต่ละท่าน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอค่ะ
ถ้าใครฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก ไม่ว่าจะใต้ตาหรือจุดไหนก็ตามแต่ หมอสรุปให้เข้าใจง่ายๆแบบนี้นะคะ
ถ้าอาการนี้เกิดขึ้นในช่วง 1-3 วันแรก ยังถือว่าปกติค่ะ เพราะเรียกง่ายๆว่าอาการบวมเข็ม หรืออาการที่ฟิลเลอร์มันอุ้มน้ำดูดน้ำมารวมกันบริเวณที่ฉีด ร่างกายกำลังสับสนว่าที่เจลฟิลเลอร์ตรงนี้คืออะไร และอีกหลายประการ แต่ถือว่าเกิดขึ้นได้ทางการแพทย์ บางครั้งมันจะทำให้ดูไม่เท่ากันได้ ทั้งๆที่ฉีดฟิลเลอร์ปริมาณเท่าๆกันเข้าไป แต่สิ่งที่จะไม่ปกติ ถ้าฉีดจากที่อื่นมาแล้วรู้สึกว่าผ่านมาเป็นเดือนแล้ว ยังนูน ยังบวมๆตุ่ยๆอยู่ แบบนี้ถือว่าผิดปกติได้
ชัดสุดคือ หากมีอาการรุนแรง เช่น ปวด แดงร้อนชัดเจน หรือมีก้อนแข็ง ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที ถ้าแบบนี้จะต้องประเมินการรักษาเรื่องการฉีดสลาย หรือขูดออก ขึ้นอยู่กับสารที่ฉีดมาค่ะ
ดังนั้นคนไข้ที่จะมาฉีดกับหมอจะมีคำแนะนำ ก่อนมารับบริการ และหลังรับบริการชัดเจนมากกว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้างเพื่อลดอาการบวมเข็มหลังทำ เพื่อที่คนไข้จะได้ไม่ตกใจเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ มันเป็นอาการที่เลี่ยงได้หากทำตามคำแนะนำของแพทย์ได้ค่ะ อ้อ อีกอย่าง อาหารที่ส่งผลต่อการบวมหลังทำหัตถการทุกประเภท ที่ถือว่าเป็นตัวดีเลยก็คือพวกโซเดียม บางคนชอบทานรสจัดๆ เค็มๆ นัวๆ แซ่บๆ บอกเลยว่าอาการจัดชัดมากกว่าใครเพื่อนเลยละค่ะ
สำหรับคนไข้ที่กังวลเรื่อง หน้าแบนเพราะไม่มีโหนกแก้ม ทางเลือกยอดนิยมในการเติมเต็มคือ ฟิลเลอร์ และ การฉีดไขมันตัวเอง โดยฟิลเลอร์ให้ผลลัพธ์ที่ เห็นผลทันที ไม่ต้องพักฟื้นนาน ไม่ถาวร ต้องฉีดซ้ำทุก 6-18 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็ว ปรับเปลี่ยนได้ และที่สำคัญคือ ฟิลเลอร์มีน้ำหนักเบากว่า จึงเหมาะกับการสร้างมิติโหนกแก้มที่ต้องการปริมาณมากโดยไม่เพิ่มภาระให้กับโครงสร้างใบหน้าค่ะ นึกภาพตามหมอก็ได้ค่ะว่าหมอต้องเอาดินน้ำมันไปแปะฝาผนังที่มันเรียบๆ จะต้องปั้นยังไงให้มันไม่หล่นลงพื้น ปริมาณฟิลเลอร์ เนื้อฟิลเลอร์ที่ใช้มีผลเยอะมาก ในทางกลับกัน การฉีดไขมันตัวเองแม้จะให้ผลลัพธ์ที่ เป็นธรรมชาติ และหากติดแล้วจะอยู่ได้นานกว่า แต่ก็มีข้อจำกัดที่ว่า ไขมันมีน้ำหนักมากกว่าฟิลเลอร์มาก และที่สำคัญคือ อัตราการติดของเซลล์ไขมันไม่แน่นอน ทำให้ผลลัพธ์ในระยะยาวอาจไม่คงที่เท่าตอนแรก ซึ่งเป็นข้อกังวลที่คนไข้หลายท่านพบเจอได้ค่ะ นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนการดูดไขมันและระยะเวลาพักฟื้นนานกว่า 1-2 สัปดาห์ การเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดจึงควร ปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินรูปหน้าและพิจารณาปัจจัยเหล่านี้อย่างละเอียดนะคะ
หมอเจอเคสคนไข้วัยเรียน วัยทำงานเยอะนะคะ ที่จากคนที่หน้าดูอิ่มปกติดี แต่พอจัดฟันซึ่งบางเคสลากยาวเป็นปี ทำให้ใบหน้าตอบลง ไม่ว่าจะด้วยทานได้น้อยลง หรืออาจจะเป็นเพราะแนวกระดูกกรามยุบตัว ใบหน้าดูแคบลงใดๆ ก็ตามแต่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจอย่างมาก เพราะทำให้ ใบหน้าดูโทรม ดูเหนื่อย และดูมีอายุขึ้น โดยที่คนไข้เองก็ไม่ได้ตั้งใจค่ะ
สาเหตุหลักๆ ที่หมอมักจะเจอคือ เมื่อเราใส่เครื่องมือจัดฟัน เรามักจะ เลี่ยงการเคี้ยวของแข็ง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกราม (Masseter Muscle) ไม่ค่อยได้ใช้งานจนเกิดการฝ่อตัวลง (Atrophy) ประกอบกับโครงสร้างฟันที่เคลื่อนที่เข้าหาตำแหน่งใหม่ ทำให้เนื้อแก้มที่เคยมีที่เกาะดูยุบตัวลงไปนั่นเองค่ะ
แนวทางสำหรับคนไข้ที่มีปัญหา คือการเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะกับความต้องการและสภาพผิวของคนไข้เป็นหลักค่ะ โดยแนวทางแรกคือ Biostimulator ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ตามธรรมชาติ ทำให้ผิวค่อยๆ ฟูและแน่นกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลดโอกาสที่ใบหน้าจะดูล้นเกินไป แต่ผลจะค่อยเป็นค่อยไป (เห็นชัดช้ากว่า) ค่ะ ส่วนแนวทางที่สองคือ Filler ซึ่งทำหน้าที่เติมเต็มปริมาตรที่ขาดหายไปโดยตรง ส่งผลให้เห็นผลลัพธ์ทันที และสามารถปรับรูปหน้าให้ชัดเจนขึ้นได้ หลักๆของคนไข้หมอเองคือสื่อสารเป้าหมายอย่างละเอียดชัดเจนว่าประเมินแล้วตัวไหนเหมาะสมสุด และคนไข้ก็ตัดสินใจจากข้อดีข้อด้อยแต่ละโปรแกรมได้เลย การมาพบหมอเพื่อดูโครงหน้าโดยรวมจะดีที่สุด
การสลายฟิลเลอร์ด้วย Hyaluronidase มีอัตราความสำเร็จสูงกว่า 95-99% ในการลดหรือกำจัดฟิลเลอร์ที่ไม่พึงประสงค์ แต่หลายคนก็กังวลว่า ในร่างกายเรามีคอลลาเจนอยู่ จะถูกสลายไปด้วยไหม ผิวบริเวณนั้นจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า หมอสรุปให้แบบนี้ค่ะ
การฉีดสลายฟิลเลอร์ด้วย เอนไซม์ Hyaluronidase นั้นเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีความจำเพาะสูง โดยเอนไซม์ชนิดนี้จะออกฤทธิ์ ย่อยสลายเฉพาะกรดไฮยาลูรอนิก ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของฟิลเลอร์ส่วนใหญ่เท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบสำคัญต่อคอลลาเจนหรือกรดไฮยาลูรอนิกธรรมชาติ ในร่างกายของเรา เนื่องจาก Hyaluronidase ถูกออกแบบมาให้จดจำและทำงานกับฟิลเลอร์โดยตรง แม้ในบางกรณีอาจมีการสลายกรดไฮยาลูรอนิกธรรมชาติไปบ้างเล็กน้อย แต่ร่างกายจะสามารถ สร้างขึ้นมาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญสุดที่หมอบอกคนไข้ที่ฉีดฟิลเลอร์จากที่อื่นมาแล้วอยากจะสลาย เริ่มต้นใหม่ สิ่งสำคัญคือประสบการณ์และการผสมความเข้มข้นของตัวยา ถ้าใช้ในปริมาณที่พอดี จะไม่เกิดปัญหา ทำให้ไม่มีผลเสียระยะยาวต่อโครงสร้างผิวตามธรรมชาติ การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยค่ะ











