Profhilo คืออะไร? เจาะลึกนวัตกรรมฟื้นฟูผิว Bio-Remodelling ที่แตกต่าง
For those who seek not just to pause time, but to truly reverse it, the aesthetic world offers a new frontier beyond the conventional. If you’re tired of temporary fixes and are ready for a more profound, “less is more” approach to skin rejuvenation, it’s time to talk about the concept of Bio-Remodelling. นี่คือนวัตกรรมที่ไม่ได้มุ่งเน้นการ “เติม” หรือ “เปลี่ยน” แต่เป็นการ “ปลุก” ศักยภาพของผิวคุณให้กลับมาสร้างความอ่อนเยาว์ด้วยตัวเองอีกครั้ง และหัวใจของเทรนด์นี้คือ Profhilo

ทำความรู้จัก Profhilo ไม่ใช่ฟิลเลอร์ แต่คือ Bio-Remodelling
Profhilo คือนวัตกรรมล่าสุดในการฟื้นฟูคุณภาพผิวจากประเทศอิตาลี โดยใช้สารสำคัญคือ “ไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid: HA)” ที่มีความเข้มข้นสูงที่สุดในปัจจุบัน แต่มีความแตกต่างจากฟิลเลอร์ที่เราคุ้นเคยกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ
หัวใจสำคัญของ Profhilo คือเทคโนโลยี NAHYCO® Hybrid Technology ซึ่งเป็นสิทธิบัตรเฉพาะที่สามารถผสานโมเลกุลของไฮยาลูรอนิก แอซิด 2 ขนาด คือขนาดใหญ่ (High-Molecular-Weight HA) และขนาดเล็ก (Low-Molecular-Weight HA) เข้าไว้ด้วยกันโดยไม่ผ่านกระบวนการทางเคมีที่ใช้สารเชื่อมโยง (Cross-linking) อย่าง BDDE ที่มักพบในฟิลเลอร์ทั่วไป ทำให้ได้เนื้อเจลที่มีความบริสุทธิ์สูง มีความเข้มข้นของ HA รวมกันถึง 64 มิลลิกรัมใน 2 ซีซี ซึ่งถือว่าสูงมาก และสามารถเข้ากันได้ดีกับเนื้อเยื่อของมนุษย์ ลดความเสี่ยงในการเกิดการแพ้หรือการอักเสบได้อย่างมีนัยสำคัญค่ะ
ด้วยคุณสมบัตินี้เอง Profhilo จึงไม่ได้ทำหน้าที่ “เติมเต็ม” หรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างใบหน้าเหมือนฟิลเลอร์ แต่จะทำงานในระดับเซลล์เพื่อ “ปรับโครงสร้างผิวใหม่” หรือที่เรียกว่า Bio-Remodelling โดยจะค่อย ๆ กระจายตัวไปใต้ผิวอย่างเรียบเนียน เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ผิวสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินขึ้นมาใหม่อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ

หลักการทำงานของ Profhilo ที่เหนือกว่าการบำรุงผิวทั่วไป
หลังจากฉีด Profhilo เข้าสู่ผิวด้วยเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า BAP Technique (Bio Aesthetic Points) ซึ่งกำหนดจุดฉีดเพียง 10 จุดบนใบหน้า หรือ 10 จุดบริเวณลำคอ โมเลกุลของไฮยาลูรอนิก แอซิด จะเริ่มทำงานทันทีค่ะ
- โมเลกุลขนาดเล็ก (L-HA): ทำหน้าที่เหมือน Skin Booster คือการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างล้ำลึก ช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำ ฉ่ำวาว มีสุขภาพดีขึ้นค่ะ
- โมเลกุลขนาดใหญ่ (H-HA): ทำหน้าที่สำคัญในการสร้างโครงข่ายพยุงผิว (Scaffolding Effect) ช่วยจัดระเบียบโครงสร้างผิวให้แน่นขึ้น กระตุ้นการทำงานของเซลล์ Fibroblast ให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวที่เคยหย่อนคล้อยกลับมาตึงกระชับและมีความยืดหยุ่นมากขึ้นค่ะ
กระบวนการทั้งหมดนี้คือ “Bio-Remodelling” ที่ช่วยฟื้นคืนคุณภาพผิวจากภายในสู่ภายนอก ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาผิวที่ปลายเหตุ แต่เป็นการปรับปรุงคุณภาพผิวในระยะยาว ทำให้ผิวแข็งแรง อิ่มฟู เรียบเนียน และดูอ่อนเยาว์ลงอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
เทคนิคการฉีดแบบ BAP (Bio Aesthetic Points) คืออะไร?
เทคนิค BAP คือการกำหนดจุดฉีด 5 จุดบนใบหน้าในแต่ละข้าง (รวมเป็น 10 จุด) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยและสามารถทำให้ตัวยากระจายตัวครอบคลุมทั่วทั้งใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เทคนิคนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเจ็บ ลดจำนวนครั้งที่ต้องฉีด และลดความเสี่ยงที่จะเกิดรอยช้ำหรือบวม ทำให้ผู้รับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติแทบจะในทันทีเลยค่ะ

ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง Profhilo กับฟิลเลอร์ และ Skin Booster
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Profhilo, ฟิลเลอร์ และ Skin Booster กันค่ะ
| คุณสมบัติ | Profhilo | Dermal Fillers (ฟิลเลอร์) | Skin Boosters |
|---|---|---|---|
| เป้าหมายหลัก | ปรับโครงสร้างผิว (Bio-Remodelling) | เติมเต็มร่องลึก ปรับรูปหน้า | เติมความชุ่มชื้น เพิ่มความฉ่ำวาว |
| สารประกอบหลัก | Pure HA (H-HA + L-HA) | Cross-linked HA (มีสาร BDDE) | Non Cross-linked HA |
| ลักษณะเนื้อเจล | ไหลลื่น กระจายตัวได้ดี | เป็นก้อน คงรูปได้ดี | เหลว ซึมซาบเร็ว |
| การทำงาน | กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน | เติมปริมาตรในบริเวณที่ฉีด | เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวชั้นบน |
| ผลลัพธ์ | ผิวกระชับ แน่นฟู ยืดหยุ่น ดูอ่อนเยาว์ | ใบหน้าได้รูปทรง ร่องลึกตื้นขึ้น | ผิวอิ่มน้ำ ฉ่ำวาว เรียบเนียน |
| บริเวณที่ฉีด | ทั่วใบหน้า ลำคอ มือ แขน | เฉพาะจุด เช่น คาง ขมับ ร่องแก้ม | ทั่วใบหน้า |
| ระยะเวลาเห็นผล | ประมาณ 1-2 เดือน เห็นผลเต็มที่ | เห็นผลทันทีหลังทำ | เห็นผลใน 1-2 สัปดาห์ |
จากตารางจะเห็นได้ว่า Profhilo มีจุดยืนที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน โดยเน้นการฟื้นฟูคุณภาพผิวจากโครงสร้างภายใน ไม่ใช่การเติมเต็มหรือเปลี่ยนแปลงรูปหน้าเพียงอย่างเดียวค่ะ

ใครคือผู้ที่เหมาะสมกับการทำ Profhilo?
Profhilo เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวและต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวมให้ดีขึ้นจากภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มต่อไปนี้ค่ะ
- ผู้ที่มีปัญหาผิวขาดความชุ่มชื้น: ผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ ดูไม่สดใส การทำ Profhilo จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวกลับมาอิ่มฟูและดูสุขภาพดีขึ้นค่ะ
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย: ขาดความกระชับ กรอบหน้าไม่ชัดเจน หรือผิวบริเวณลำคอเริ่มมีริ้วรอย Profhilo จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวแน่นและกระชับขึ้นค่ะ
- ผู้ที่ต้องการปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวม: สำหรับผู้ที่ต้องการให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น ลดริ้วรอยเล็กๆ และทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์สดใสอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
- ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ: เนื่องจาก Profhilo ไม่ได้เปลี่ยนรูปหน้า แต่เป็นการฟื้นฟูผิว ผลลัพธ์ที่ได้จึงดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็ง และไม่ทำให้ใบหน้าดูผิดส่วนไปค่ะ
ขั้นตอนการรักษาและผลลัพธ์ที่คาดหวังได้
โดยทั่วไปแล้ว การรักษาด้วย Profhilo แนะนำให้ทำต่อเนื่อง 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกันประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด หลังจากนั้นสามารถกลับมาทำซ้ำได้ทุก ๆ 6-12 เดือนเพื่อคงสภาพผิวที่ดีเอาไว้ค่ะ
หลังการฉีดอาจมีตุ่มนูนเล็กน้อยในบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นลักษณะปกติและจะค่อยๆ ยุบหายไปเองภายใน 1-2 วัน ในช่วงสัปดาห์แรกจะเริ่มรู้สึกว่าผิวมีความชุ่มชื้นและเรียบเนียนขึ้น จากนั้นประมาณ 1-2 เดือนหลังการฉีดครั้งที่สอง จะเริ่มเห็นผลลัพธ์ด้านการยกกระชับและความยืดหยุ่นของผิวที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ผิวจะดูแน่นฟู อิ่มเอิบ และดูอ่อนเยาว์ลงอย่างสัมผัสได้ค่ะ
Profhilo ราคาเท่าไหร่

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

Skinbooster ถูกออกแบบมาเพื่อ “งานผิว” ไม่ใช่ “งานโครงสร้าง” เหมือนฟิลเลอร์ทั่วไปค่ะ ตัวยาเป็น Hyaluronic Acid โมเลกุลเล็กที่มีหน้าที่หลักคือการกระจายตัวเพื่อ ดึงดูดน้ำและกักเก็บความชุ่มชื้นในชั้นหนังแท้ ซึ่งกระบวนการนี้ต้องอาศัยเวลาในการทำงานประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้ตัวยากลืนไปกับผิวและอุ้มน้ำได้เต็มที่ ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่ใบหน้าที่เปลี่ยนทรงทันที แต่เป็น คุณภาพผิวที่ละเอียดขึ้น ฉ่ำวาว และยืดหยุ่นขึ้น ซึ่งเป็นผลลัพธ์ระยะยาวที่ยั่งยืนกว่าการทาครีมทั่วไปค่ะ
หมอจะบอกว่าจริง ๆ แล้ว Sculptra ไม่ใช่ฟิลเลอร์ นะคะ ถ้าคนไข้บอกว่าเคยฉีดฟิลเลอร์เท่านั้นเท่านี้ CC มาเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้จะมาเปลี่ยนเป็นฉีดกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจนแทน ในจำนวน cc ที่เท่ากันนั้นอาจจะเป็นความเข้าใจที่ผิดอยู่ค่ะ
Sculptra เป็นสารกลุ่ม PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ทำหน้าที่เข้าไป กระตุ้น เซลล์ Fibroblast ให้ร่างกายสร้างและซ่อมแซมผิวด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการสร้าง คอลลาเจน Type I
ผลลัพธ์ที่ได้คือการ ฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ทำให้ผิวแน่น กระชับ แข็งแรง และดูอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การเติมวอลุ่มแบบทันทีเหมือนฟิลเลอร์ค่ะ
2 กรณีนะคะ หากเป็น กลุ่มที่ยังมีสารเหลวฝังอยู่และไม่เคยเอาออก การทำหัตถการกลุ่มความร้อนทับลงไปถือว่า มีความเสี่ยงสูงมากและห้ามทำเด็ดขาด เพราะความร้อนจากพลังงานของเครื่องที่ส่งลงไปนั้นจะไปกระตุ้นให้สารเหลว หลอมละลาย ไหลผิดตำแหน่ง หรือเกิดการอักเสบรุนแรง จนหน้าผิดรูป แต่หากเป็น กลุ่มที่ผ่าตัดหรือขูดสารเหลวออกแล้ว (อาจจะ) สามารถกลับมาทำยกกระชับได้ค่ะ โดยต้อง รอพักฟื้นให้เนื้อเยื่อภายในหายสนิทดีก่อน (อย่างน้อย 3-6 เดือน) และให้แพทย์ประเมินพังผืดใต้ผิวซ้ำอีกครั้ง ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่กลุ่มไหน จำเป็นต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบประวัติอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด สำคัญสุดการบอกหมอตรงๆว่าเคยทำอะไรมานั้นจำเป็นต่อผลลัพธ์มากๆค่ะ
จริงเรื่องที่มีการยุบตัวค่ะ แต่ปริมาตรที่ได้ยังคงเท่ากับที่ฉีดไป ทำไมหมอถึงพูดแบบนี้ หมอขยายความให้ฟังค่ะ
การที่คนไข้รู้สึกว่าฟิลเลอร์ “ดรอปลง” หลังฉีด 1 วัน มักเกิดจากการที่ อาการบวมจากเข็ม (Edema) เริ่มลดลง ซึ่งอาจจะเกิดกับแค่บางคนไม่ใช่ทุกคน ทำให้ความอิ่มฟูที่เห็นตอนแรกดูน้อยลง ซึ่งถือเป็นเรื่อง ปกติของการเซ็ตตัว ค่ะ ฟิลเลอร์ไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังเข้าที่และกลืนไปกับผิว โดยรูปทรงจะ คงที่และสวยที่สุดในวันที่ 7-14 หลังการรักษา ดังนั้นในช่วงแรกแนะนำให้ งดการนวดหรือกด บริเวณที่ฉีด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป๊ะที่สุดตามที่วางแผนไว้ค่ะ
และก็พบได้บ่อยคือช่วง 1-5 วันแรก บางคนอาจจะรู้สึกว่า มันยุบๆพองๆ ซึ่งก็ปกติอีกเหมือนกัน เพราะฟิลเลอร์เป็นสารอุ้มน้ำ วันไหนกินน้ำเยอะจะฉ่ำเลย วันที่ทานอาหารแซ่บๆเค็มๆจะชัดกว่าปกติด้วย แต่หลังจากนี้ก็จะเข้าที่อย่างที่หมอแจ้งไปด้านบนค่ะ
ควรเว้นการกดสิวบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 14 วัน ชัวร์เลยคือ 30 วัน บริเวณที่หมอพบบ่อยคือใต้ตา และก็คาง เพื่อป้องกันไม่ให้ ฟิลเลอร์เคลื่อนที่หรือเสียรูปทรง จากแรงกด และลดความเสี่ยงในการ ติดเชื้อแบคทีเรีย จากสิวเข้าสู่ตัวยาฟิลเลอร์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงได้ หากจำเป็นจริง ๆ ควรใช้การ แต้มยาแต้มสิว แทนการบีบหรือกดในช่วงนี้ค่ะ
TheraFill จัดเป็นนวัตกรรม Atelocollagen ที่มีคุณสมบัติแบบ 2-in-1 คือทำหน้าที่เป็นทั้ง Filler เพื่อเติมเต็มร่องลึกและหลุมสิวให้ตื้นขึ้นทันที และเป็น Biostimulator ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ให้ผิวแน่นกระชับในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) โดยเฉพาะ สามารถฉีดร่วมกับ Botox เพื่อเก็บรายละเอียดริ้วรอย หรือฉีดร่วมกับ HA Filler เพื่อปรับรูปหน้าได้ แต่ควร หลีกเลี่ยงความร้อนสูง เช่น เลเซอร์ หรือ HIFU ในช่วงแรกหลังฉีดเพื่อรักษาอายุของคอลลาเจนให้อยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ
หากคนไข้ต้องเลือก หมอแนะนำให้ดูที่เป้าหมายหลักค่ะ ถ้าต้องการ “ผิวฉ่ำวาว เล่นแสงทันที” แบบ Glass Skin ให้เลือก Neauvia Hydro Deluxe เพราะมี HA และ CaHA ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและความแน่นเฟิร์มได้ดีเยี่ยม แต่ถ้าคนไข้มองหาความ “ยั่งยืน และการซ่อมแซมผิวระยะยาว” อยากให้ผิวเนียนละเอียด รูขุมขนกระชับ และผลลัพธ์ อยู่นานกว่า (6-12 เดือน) หมอแนะนำ Karisma ซึ่งเป็น Rh Collagen ที่เน้นการคืนสภาพผิวให้กลับมาเด็กอีกครั้งค่ะ
มันมีงานวิจัยที่ชัดเจนและมีมานานแล้วค่ะ การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสูญเสีย Zinc (สังกะสี) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าระดับ Zinc ที่ต่ำอาจลดประสิทธิภาพของโบท็อกซ์ลงได้ถึง 30%
การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและสร้างอนุมูลอิสระที่เร่งการสลายของตัวยาค่ะ ถ้าเทียบระยะเวลาที่จะ “หายไป” ให้เห็นภาพชัดเจนคือ
- โบท็อกซ์: จากมาตรฐานอยู่ได้ 4-6 เดือน ฤทธิ์ยาอาจคลายตัวไวขึ้น เหลือเพียง 3-4 เดือน (หายไปประมาณ 1 เดือน)
- ฟิลเลอร์: จากรุ่นมาตรฐานทั่วไปที่อยู่ได้ 8-12 เดือน อาจจะยุบตัวและสลายไวเหลือเพียง 6-9 เดือน (หายไปถึง 2-3 เดือน)
ดังนั้น ถ้าคนไข้ไม่อยากให้ความหล่อ-ความสวยที่ลงทุนไปหลักหมื่น อยู่กับเราสั้นลงแบบน่าเสียดาย หมอแนะนำให้ลดปริมาณการดื่มลงและดื่มน้ำเปล่าชดเชยให้มากๆ จะช่วยยืดอายุยาได้ และยังดีต่อสุขภาพมากกว่าด้วยนะคะ 🙂







