Let them wonder why you look so refreshed, not what you had done.

โปรแกรมฟิลเลอร์ Lorient ที่ D’ Lovevery Clinic เติมเต็มความมั่นใจ คืนความอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ
ความงามที่แท้จริงไม่ได้วัดจากกรอบของสังคม แต่คือความรู้สึกมั่นใจที่เปล่งประกายมาจากภายใน แต่เมื่อกาลเวลาทิ้งร่องรอยไว้บนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยร่องลึกหรือความหย่อนคล้อยที่ทำให้หลายคนสูญเสียความมั่นใจ โปรแกรมฟิลเลอร์ Lorient ที่ D’ Lovevery Clinic คือคำตอบที่ถูกออกแบบมาเพื่อคืนความสดใสอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ด้วยฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) คุณภาพ ที่จะช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย ปรับรูปหน้าให้สมดุล และฟื้นฟูผิวให้กลับมาดูอิ่มฟูอีกครั้ง โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และมอบผลลัพธ์ที่เรียบเนียน

เผยความลับของฟิลเลอร์ Lorient
ฟิลเลอร์ Lorient คือสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA) ที่พัฒนาขึ้นโดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติสูงสุด เนื้อเจลถูกออกแบบให้มีความบริสุทธิ์สูงและใช้สารเชื่อมโยงโมเลกุล (BDDE) ในปริมาณต่ำ ทำให้มีความปลอดภัยสูง ลดโอกาสการเกิดอาการแพ้หรือการอักเสบภายหลัง ที่สำคัญคือเนื้อเจลมีคุณสมบัติที่เรียบเนียนเป็นเนื้อเดียว ทำให้ปั้นทรงได้ง่าย กลมกลืนไปกับผิวจริง ไม่เกิดปัญหาเป็นก้อนแข็งหรือเคลื่อนตัวผิดตำแหน่ง จึงเป็นตัวเลือกที่แพทย์ไว้วางใจและเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความงามที่ดูนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ

ฟิลเลอร์ Lorient มีให้เลือก 3 รุ่น เพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาในแต่ละบริเวณของใบหน้าได้อย่างตรงจุด
- Lorient No.2 (เนื้ออ่อน) เหมาะสำหรับการเติมเต็มริ้วรอยตื้นๆ และบริเวณที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ใต้ตา หรือริมฝีปาก
- Lorient No.4 (เนื้อปานกลาง) เหมาะสำหรับการเติมเต็มร่องแก้ม หน้าผาก หรือเพิ่มปริมาตรให้แก้มดูอิ่มฟู
- Lorient No.6 (เนื้อแข็ง) เหมาะสำหรับการปรับโครงสร้างใบหน้าให้มีมิติคมชัดขึ้น เช่น คาง และกรอบหน้า

ฟิลเลอร์ Lorient แตกต่างจากตัวอื่นอย่างไรบ้าง
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของฟิลเลอร์ Lorient อยู่ที่ “เทคโนโลยีและโครงสร้างของเนื้อเจล” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์และความปลอดภัยหลังฉีด
- โมเลกุล HA และการอักเสบ (High Molecular Weight HA)
- Lorient: ใช้ Hyaluronic Acid ที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่และน้ำหนักสูง (High Molecular Weight) ซึ่งมีความเสถียรสูง โครงสร้างแข็งแรง และที่สำคัญคือ กระตุ้นการอักเสบในร่างกายน้อยกว่า จึงช่วยลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงระยะยาวที่เรียกว่า Delayed Inflammatory Reactions (DIR) หรืออาการบวมๆ ยุบๆ หลังฉีดไปแล้วนานๆ ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักของผู้ที่เคยมีประสบการณ์ไม่ดีกับฟิลเลอร์
- ฟิลเลอร์อื่น: บางยี่ห้อ (โดยเฉพาะรุ่นเก่าๆ) อาจใช้ HA ที่มีโมเลกุลหลากหลายขนาด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้มากกว่า
- ความบริสุทธิ์และสารตกค้าง (Low BDDE Crosslinker)
- Lorient: มีปริมาณสารที่ใช้เชื่อมโมเลกุล (BDDE) ในระดับที่ต่ำมาก ทำให้ฟิลเลอร์มีความบริสุทธิ์สูง โอกาสที่จะเกิดอาการแพ้หรือการอักเสบหลังฉีดจึงน้อยมาก เหมาะสำหรับคนที่มีผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย
- ฟิลเลอร์อื่น: ปริมาณ BDDE อาจแตกต่างกันไปในแต่ละแบรนด์และรุ่น ซึ่งหากมีปริมาณสูงก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคืองได้
- เนื้อเจลและความเรียบเนียน (Monophasic Gel)
- Lorient: เป็นเจลเนื้อเดียว (Monophasic) ที่มีความเนียนละเอียดสม่ำเสมอ ทำให้แพทย์สามารถปั้นทรงได้ง่าย ผลลัพธ์ที่ได้จึงเรียบเนียน กลืนไปกับผิวจริง ไม่เกิดปัญหาเป็นก้อนแข็ง และฟิลเลอร์ไม่เคลื่อนตัวผิดตำแหน่ง แม้ในบริเวณที่ขยับบ่อยๆ
- ฟิลเลอร์อื่น: บางยี่ห้ออาจเป็นเนื้อเจลแบบ Biphasic (มีทั้งเจลและอนุภาคผสมกัน) ซึ่งอาจให้ผลลัพธ์ที่แข็งกว่า หรือเสี่ยงต่อการจับตัวเป็นก้อนได้มากกว่าหากเทคนิคการฉีดไม่เหมาะสม
- อาการบวมหลังฉีด (Osmolarity ที่ใกล้เคียงกับผิว)
- Lorient: มีค่าแรงดันออสโมติก (Osmolarity) ที่ออกแบบมาให้ใกล้เคียงกับเนื้อเยื่อผิวหนังของมนุษย์ ทำให้เนื้อเจล ไม่ดึงน้ำเข้ามาในบริเวณที่ฉีดมากเกินไป ผลลัพธ์คือ อาการบวมหลังฉีดจึงน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย ทำให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้เร็วกว่า
- ฟิลเลอร์อื่น: บางยี่ห้ออาจมีคุณสมบัติดึงน้ำมากกว่า ทำให้เกิดอาการบวมได้ชัดเจนในช่วง 3-7 วันแรกหลังฉีด

ข้อดีและข้อควรพิจารณาของฟิลเลอร์ Lorient
ข้อดี
- ผลลัพธ์สวยเป็นธรรมชาติ เนื้อเจลละเอียดพิเศษ ผสานเข้ากับชั้นผิวได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่จับตัวเป็นก้อน
- บวมช้ำน้อยมาก ด้วยคุณสมบัติของเจลที่ไม่ดึงน้ำมากเกินไป และมีค่าแรงดันที่ใกล้เคียงกับผิวหนัง ทำให้หลังฉีดแทบไม่มีอาการบวม
- ปลอดภัยสูง ลดโอกาสแพ้ ผ่านกระบวนการผลิตที่ทำให้สารตกค้าง (BDDE) อยู่ในระดับต่ำมาก ปลอดภัยแม้ในผู้ที่มีผิวบอบบาง
- ฉีดง่ายและแม่นยำ แพทย์สามารถควบคุมการฉีดได้ง่าย ทำให้ผลลัพธ์ออกมาแม่นยำตามที่วางแผนไว้
- คงผลลัพธ์ยาวนาน ฟิลเลอร์สามารถยึดเกาะกับผิวได้ดี ทำให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานตั้งแต่ 6 ถึง 16 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่นที่ใช้และสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ข้อควรพิจารณา
- ผลลัพธ์ที่ได้จะคงอยู่ชั่วคราวและค่อยๆ สลายไปตามธรรมชาติ จำเป็นต้องกลับมาเติมเพื่อคงสภาพผลลัพธ์ไว้
- ไม่เหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
- ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง

การเตรียมตัวก่อนรับบริการฟิลเลอร์
เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและความปลอดภัยสูงสุด ควรเตรียมตัวดังนี้
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนรับบริการ
- หยุดรับประทานยาหรือวิตามินที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน วิตามินอี น้ำมันปลา อย่างน้อย 3-5 วัน
- พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมากๆ เพื่อเตรียมสภาพผิวให้พร้อม
- แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และยาที่รับประทานอยู่ให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด

การดูแลตัวเองหลังรับบริการ
การดูแลตัวเองหลังฉีดเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ฟิลเลอร์เข้าที่และสวยงาม
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส กด หรือนวดบริเวณที่ฉีดอย่างน้อย 24 ชั่วโมงแรก
- งดกิจกรรมที่ทำให้ใบหน้าสัมผัสความร้อน เช่น ซาวน่า สตรีม หรือการตากแดดจัด ประมาณ 3-5 วัน
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักที่อาจทำให้หน้าแดงหรือมีเหงื่อออกมากเป็นเวลา 1-2 วัน
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ฟิลเลอร์ทำงานและอุ้มน้ำได้ดียิ่งขึ้น
- หากมีอาการบวมหรือรอยช้ำเล็กน้อย สามารถใช้การประคบเย็นเพื่อช่วยบรรเทาอาการได้
ข้อควรรู้เกี่ยวกับฟิลเลอร์ Lorient
- ความรู้สึกระหว่างทำ ก่อนการฉีดจะมีการทายาชาเฉพาะที่เพื่อลดความรู้สึกเจ็บ ทำให้ระหว่างฉีดจะรู้สึกเจ็บน้อยมากหรือไม่รู้สึกเลย
- บริเวณที่สามารถฉีดได้ ฟิลเลอร์ Lorient สามารถใช้ได้กับหลายส่วนบนใบหน้า เช่น ใต้ตา ร่องแก้ม หน้าผาก แก้ม คาง ขมับ และริมฝีปาก โดยแพทย์จะประเมินและเลือกรุ่นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ
- ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากฟิลเลอร์ Lorient ถูกออกแบบมาให้อ่อนโยนและปลอดภัย ผลข้างเคียงจึงพบได้น้อยมาก อาจมีเพียงอาการบวมหรือรอยแดงเล็กน้อยซึ่งจะหายไปเองภายใน 1-3 วัน
- การแก้ไขผลลัพธ์ หากไม่พอใจผลลัพธ์ สามารถทำได้ เนื่องจากฟิลเลอร์ Lorient เป็นสารไฮยาลูรอนิกแอซิด ซึ่งสามารถใช้เอนไซม์เพื่อสลายฟิลเลอร์ออกได้อย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์

ทำไมต้องเลือกฟิลเลอร์ ที่ D’ Lovevery Clinic
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ เราให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของคุณ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวอย่างละเอียด ไม่เร่งรีบ เพื่อให้คุณได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุด
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน เราไม่มีเซลส์คอยกดดันหรือบังคับขายคอร์ส คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระและสบายใจ
- จ่ายสบายเลือกได้ เรามีทางเลือกในการชำระเงินที่หลากหลาย ทั้งระบบมัดจำ การแบ่งจ่าย Shopee PayLater (เร็วๆนี้) และโปรแกรมผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม คุณจะได้ติดตามผลการรักษากับแพทย์ที่ดูแลคุณโดยตรง เพื่อความต่อเนื่องและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง ความไว้วางใจของคุณคือสิ่งสำคัญที่สุด เรารวบรวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่มีการจ้างดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้ ทีมแพทย์ของเรามีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง สามารถตรวจสอบประวัติและใบประกอบวิชาชีพได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกของเราผ่านการรับรองตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข สะอาด ปลอดภัย พร้อมที่จอดรถฟรีเพื่อความสะดวกของคุณ
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ เราให้ข้อมูลที่รวดเร็วและโปร่งใส คุณสามารถตรวจสอบคอร์สคงเหลือได้ง่าย และมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่ใช้ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย และสามารถตรวจสอบได้
พร้อมคืนความอ่อนเยาว์และเติมความมั่นใจให้ใบหน้าของคุณแล้วหรือยัง นัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์ได้แล้ววันนี้ที่ D’ Lovevery Clinic ทั้ง 2 สาขา
- สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546

ฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก มั่นใจดีเลิฟเวอรี่คลินิก
ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

นัดหมายหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
- D’ Lovevery Clinic สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- D’ Lovevery Clinic สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546



หากคนไข้อยากมีหน้าผากที่ดูเงาวาว สามารถเลือกทำได้ทั้งสองแบบขึ้นอยู่กับปัญหาตั้งต้นค่ะ หากคนไข้มีโครงหน้าผากสวยอยู่แล้ว การฉีด โบท็อกซ์ จะตอบโจทย์มากค่ะ โดยเหตุผลที่หน้าผากดูสะท้อนแสงและเงาวาวได้นั้น เป็นเพราะโบท็อกซ์ไปช่วยให้ผิวหน้าผากของเราตึงกระชับขึ้น และไม่มีริ้วรอยมากวนใจ เมื่อผิวเรียบเนียนเสมอกันก็นำมาซึ่งการตกกระทบและสะท้อนแสงได้ดีเยี่ยมเหมือนกระจกนั่นเองค่ะ แต่หากคนไข้มีปัญหาหน้าผากแบน แฟบ หรือเป็นแอ่ง การฉีด ฟิลเลอร์ จะช่วยเติมมิติให้หน้าผากดูโหนกนูน โค้งมนรับแสง และเติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มฟูฉ่ำน้ำ สรุปง่ายๆ คือ โบท็อกซ์เน้นสร้างผิวตึงไร้ริ้วรอยเพื่อสะท้อนแสง ส่วน ฟิลเลอร์เน้นปรับโครงสร้างให้โค้งนูนรับแสง ซึ่งคนไข้สามารถเข้ามาให้หมอประเมินโครงหน้าก่อนได้ เพื่อเลือกวิธีที่ปังและตรงจุดที่สุดค่ะ
เรื่องนี้หมอบอกเลยว่าหลายคนจะเดาผิด โดยเฉพาะคนที่คิดจะฉีดฟิลเลอร์หลายๆซีซีเพื่อปรับรูปหน้า
การฉีดฟิลเลอร์จะได้ผลลัพธ์ที่สวยและพอดีที่สุดเมื่อ คนไข้มีน้ำหนักตัวที่คงที่หรืออยู่ในช่วงน้ำหนักเป้าหมายแล้ว ค่ะ หากฉีดตอนกำลังลดน้ำหนัก ควรรอให้น้ำหนักนิ่งก่อนเพื่อประเมินระดับไขมันบนหน้าที่หายไปได้อย่างแม่นยำ ส่วนการฉีดตอนน้ำหนักตัวเยอะแล้วไปลดน้ำหนักทีหลัง อาจทำให้หน้าดูตอบลงจนต้องกลับมาเสียเงินเติมฟิลเลอร์เพิ่ม ในขณะที่ถ้าฉีดตอนผอมแล้วปล่อยให้น้ำหนักขึ้น หน้าก็อาจจะดูบวมล้นผิดปกติได้ ดังนั้น การรักษาน้ำหนักให้เสถียรทั้งก่อนและหลังทำ จะช่วยให้หมอประเมินโครงหน้าได้แม่นยำที่สุด ฟิลเลอร์อยู่ทรงสวย และดูเป็นธรรมชาติในระยะยาวค่ะ
อยากแน่ใจเรื่องช่วงเวลา จำนวนซีซีที่ต้องใช้ หรือจะต้องรอจังหวะเหมาะที่สุด เข้ามาปรึกษาหมอที่คลินิกได้ตลอดค่ะ
หลังยาชาในฟิลเลอร์หมดฤทธิ์ คนไข้จะไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดรุนแรง ค่ะ รวมถึงยาชาในบางเคส บางจุดที่หมอฉีดเพิ่มให้ด้วยนะคะ แต่จะมีเพียงอาการ รู้สึกตึง หน่วง หรือระบมเล็กน้อยเมื่อสัมผัส ในบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่กำลังปรับตัว อาการเหล่านี้จะ ค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเอง ยาชาในฟิลเลอร์อยู่ได้สั้นมาก ไม่กี่ชั่วโมงก็หายไป หากคนไข้รู้สึกไม่สบายผิว สามารถ ทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ ทันที แต่หากมีอาการปวดรุนแรงผิดปกติอื่นๆ ควรรีบแจ้งให้แพทย์ผู้ทำการรักษาทราบโดยทันทีค่ะ
หมอก็เคยเป็นค่ะ แต่ตอนนี้เข้าที่แล้ว ปัญหาใบหน้าไม่เท่ากันเวลายิ้มเป็นเรื่องที่ทำให้กังวลใจ แต่หมออยากให้คุณคนไข้สบายใจได้เลยนะคะ เพราะปัญหานี้เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยแต่แก้ไขได้ และโดยธรรมชาติแล้วใบหน้าของคนเราก็มักจะไม่ได้สมมาตรกัน 100% ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งบางคนเป็นตอนยิ้ม บางคนเห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ยิ้ม
กลไกหลัก ของปัญหานี้มักเกิดจาก การทำงานที่ไม่สมดุลกันของกล้ามเนื้อใบหน้า ค่ะ คือกล้ามเนื้อที่ใช้ในการแสดงสีหน้า โดยเฉพาะเวลายิ้ม อาจมีการดึงรั้งที่แตกต่างกันในแต่ละข้าง เช่น กล้ามเนื้อด้านหนึ่งอาจแข็งแรงกว่า หรือถูกใช้งานมากกว่าอีกด้าน ทำให้เวลายิ้ม ใบหน้าข้างนั้นมีการยกตัวหรือดึงรั้งที่มากกว่าค่ะ นอกจากนี้ โครงสร้างใบหน้าเดิม หรือความหย่อนคล้อยของผิวที่แตกต่างกัน ก็เป็นปัจจัยร่วมได้เช่นกัน
ข่าวดีก็คือ การแก้ไขปัญหานี้ ส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องถึงขั้นผ่าตัดศัลยกรรม เลยค่ะ แพทย์ส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีการปรับสมดุลด้วยหัตถการทางการแพทย์ เช่น การฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน (Botox) เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งมากเกินไป ให้กล้ามเนื้อทั้งสองข้างทำงานได้สมดุลกันมากขึ้น หรือ การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) เพื่อเติมเต็มวอลลุ่ม ในส่วนที่ขาดหายไป ให้ใบหน้าดูเต็มและสมมาตรขึ้นไม่ว่าจะตอนนิ่งหรือเวลายิ้มค่ะ เครื่องยกกระชับก็มีส่วนช่วย แต่ข้อเสียคือมันจะไม่เห็นผลในทันที แต่ก็เป็นตัวเลือกให้คนไข้ได้ค่ะ
บางคนอาจจะสงสัยเพิ่มว่า หากไม่ได้ทำหัตถการแล้ว จะมีโอกาสกลับมาเป็นปกติไหม ได้ แต่ไม่ทุกกรณี! ในบางกรณีที่สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น การเคี้ยวอาหารข้างเดียว การฝึกบริหารกล้ามเนื้อใบหน้าอย่างถูกวิธี อาจช่วยให้ดีขึ้นได้บ้างค่ะ แต่ถ้าเป็นจากความแตกต่างของโครงสร้าง หรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ชัดเจน การทำหัตถการจะเป็นวิธีที่ช่วยปรับสมดุลได้ตรงจุดและเห็นผลลัพธ์ที่ดีกว่ามากค่ะ อย่างไรก็ตาม การปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณคนไข้แต่ละท่าน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอค่ะ
สำหรับคนไข้ที่กังวลเรื่อง หน้าแบนเพราะไม่มีโหนกแก้ม ทางเลือกยอดนิยมในการเติมเต็มคือ ฟิลเลอร์ และ การฉีดไขมันตัวเอง โดยฟิลเลอร์ให้ผลลัพธ์ที่ เห็นผลทันที ไม่ต้องพักฟื้นนาน ไม่ถาวร ต้องฉีดซ้ำทุก 6-18 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็ว ปรับเปลี่ยนได้ และที่สำคัญคือ ฟิลเลอร์มีน้ำหนักเบากว่า จึงเหมาะกับการสร้างมิติโหนกแก้มที่ต้องการปริมาณมากโดยไม่เพิ่มภาระให้กับโครงสร้างใบหน้าค่ะ นึกภาพตามหมอก็ได้ค่ะว่าหมอต้องเอาดินน้ำมันไปแปะฝาผนังที่มันเรียบๆ จะต้องปั้นยังไงให้มันไม่หล่นลงพื้น ปริมาณฟิลเลอร์ เนื้อฟิลเลอร์ที่ใช้มีผลเยอะมาก ในทางกลับกัน การฉีดไขมันตัวเองแม้จะให้ผลลัพธ์ที่ เป็นธรรมชาติ และหากติดแล้วจะอยู่ได้นานกว่า แต่ก็มีข้อจำกัดที่ว่า ไขมันมีน้ำหนักมากกว่าฟิลเลอร์มาก และที่สำคัญคือ อัตราการติดของเซลล์ไขมันไม่แน่นอน ทำให้ผลลัพธ์ในระยะยาวอาจไม่คงที่เท่าตอนแรก ซึ่งเป็นข้อกังวลที่คนไข้หลายท่านพบเจอได้ค่ะ นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนการดูดไขมันและระยะเวลาพักฟื้นนานกว่า 1-2 สัปดาห์ การเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดจึงควร ปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินรูปหน้าและพิจารณาปัจจัยเหล่านี้อย่างละเอียดนะคะ
หมอเจอเคสคนไข้วัยเรียน วัยทำงานเยอะนะคะ ที่จากคนที่หน้าดูอิ่มปกติดี แต่พอจัดฟันซึ่งบางเคสลากยาวเป็นปี ทำให้ใบหน้าตอบลง ไม่ว่าจะด้วยทานได้น้อยลง หรืออาจจะเป็นเพราะแนวกระดูกกรามยุบตัว ใบหน้าดูแคบลงใดๆ ก็ตามแต่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจอย่างมาก เพราะทำให้ ใบหน้าดูโทรม ดูเหนื่อย และดูมีอายุขึ้น โดยที่คนไข้เองก็ไม่ได้ตั้งใจค่ะ
สาเหตุหลักๆ ที่หมอมักจะเจอคือ เมื่อเราใส่เครื่องมือจัดฟัน เรามักจะ เลี่ยงการเคี้ยวของแข็ง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณกราม (Masseter Muscle) ไม่ค่อยได้ใช้งานจนเกิดการฝ่อตัวลง (Atrophy) ประกอบกับโครงสร้างฟันที่เคลื่อนที่เข้าหาตำแหน่งใหม่ ทำให้เนื้อแก้มที่เคยมีที่เกาะดูยุบตัวลงไปนั่นเองค่ะ
แนวทางสำหรับคนไข้ที่มีปัญหา คือการเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะกับความต้องการและสภาพผิวของคนไข้เป็นหลักค่ะ โดยแนวทางแรกคือ Biostimulator ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ตามธรรมชาติ ทำให้ผิวค่อยๆ ฟูและแน่นกระชับขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ลดโอกาสที่ใบหน้าจะดูล้นเกินไป แต่ผลจะค่อยเป็นค่อยไป (เห็นชัดช้ากว่า) ค่ะ ส่วนแนวทางที่สองคือ Filler ซึ่งทำหน้าที่เติมเต็มปริมาตรที่ขาดหายไปโดยตรง ส่งผลให้เห็นผลลัพธ์ทันที และสามารถปรับรูปหน้าให้ชัดเจนขึ้นได้ หลักๆของคนไข้หมอเองคือสื่อสารเป้าหมายอย่างละเอียดชัดเจนว่าประเมินแล้วตัวไหนเหมาะสมสุด และคนไข้ก็ตัดสินใจจากข้อดีข้อด้อยแต่ละโปรแกรมได้เลย การมาพบหมอเพื่อดูโครงหน้าโดยรวมจะดีที่สุด
การสลายฟิลเลอร์ด้วย Hyaluronidase มีอัตราความสำเร็จสูงกว่า 95-99% ในการลดหรือกำจัดฟิลเลอร์ที่ไม่พึงประสงค์ แต่หลายคนก็กังวลว่า ในร่างกายเรามีคอลลาเจนอยู่ จะถูกสลายไปด้วยไหม ผิวบริเวณนั้นจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า หมอสรุปให้แบบนี้ค่ะ
การฉีดสลายฟิลเลอร์ด้วย เอนไซม์ Hyaluronidase นั้นเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีความจำเพาะสูง โดยเอนไซม์ชนิดนี้จะออกฤทธิ์ ย่อยสลายเฉพาะกรดไฮยาลูรอนิก ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของฟิลเลอร์ส่วนใหญ่เท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบสำคัญต่อคอลลาเจนหรือกรดไฮยาลูรอนิกธรรมชาติ ในร่างกายของเรา เนื่องจาก Hyaluronidase ถูกออกแบบมาให้จดจำและทำงานกับฟิลเลอร์โดยตรง แม้ในบางกรณีอาจมีการสลายกรดไฮยาลูรอนิกธรรมชาติไปบ้างเล็กน้อย แต่ร่างกายจะสามารถ สร้างขึ้นมาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญสุดที่หมอบอกคนไข้ที่ฉีดฟิลเลอร์จากที่อื่นมาแล้วอยากจะสลาย เริ่มต้นใหม่ สิ่งสำคัญคือประสบการณ์และการผสมความเข้มข้นของตัวยา ถ้าใช้ในปริมาณที่พอดี จะไม่เกิดปัญหา ทำให้ไม่มีผลเสียระยะยาวต่อโครงสร้างผิวตามธรรมชาติ การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยค่ะ
โดยสรุปแล้ว การทำหัตถการฉีดหน้าต่างๆ เช่น การฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือกลุ่มฟื้นฟูผิว Biostimulator คอลลาเจนสดต่างๆนั้น ล้วนมีจุดประสงค์เพื่อการฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณโดยตรง การดูแลหลังทำที่สำคัญคือ การงดแต่งหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวได้พักและลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ แม้บางจุดคนไข้หลายคนอาจจะถามว่า มีรอยเข็มแค่จุดเดียวเองนะคะ แต่งเลยไม่ได้หรอ เช่น ฉีดฟิลเลอร์หรือโบท็อกบางบริเวณ ฟิลเลอร์แก้มตอบ หรือโบท็อกลดกราม อาจจะแต่งหน้าได้เลย แต่ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษและหลีกเลี่ยงการกดนวดบริเวณที่ฉีดค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุด ที่คุณหมอย้ำเสมอคือ การปรึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ทำหัตถการอย่างเคร่งครัด เพราะผิวและปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การดูแลเฉพาะบุคคลจะช่วยให้คนไข้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดค่ะ หมอสรุปตารางให้เข้าใจง่ายด้านล่างนะคะ











