รีวิวฟิลเลอร์คาง










ฟิลเลอร์คาง คืออะไร?
ฉีดฟิลเลอร์คาง คือการฉีดสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิค แอซิด (Hyaluronic Acid: HA) เข้าไปบริเวณคาง เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับรูปทรงคาง โดยมีจุดประสงค์เพื่อปรับโครงสร้างให้คางหรือใบหน้า ดังนี้
- แก้ไขปัญหาคางสั้น คางตัด คางถอย
- ปรับแต่งคางที่ไม่สมมาตรหรือคางเบี้ยว
- ช่วยปรับรูปหน้าให้เรียววีเชฟขึ้น
- เพิ่มมิติให้ใบหน้าดูสมดุลมากขึ้น
ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์คาง
- เห็นผลลัพธ์ทันทีหลังการฉีด
- ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผล
- ไม่ต้องพักฟื้น
- ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ
- สารฟิลเลอร์สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ
ระยะเวลาในการคงอยู่ของฟิลเลอร์คางโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดและคุณภาพของฟิลเลอร์ที่ใช้ การฉีดฟิลเลอร์คางถือเป็นหัตถการที่ค่อนข้างปลอดภัย เมื่อดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและใช้ผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ที่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความยาวคาง 2 ซม. ซึ่งในกรณีนี้การผ่าตัดเสริมคางอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่านะคะ
ฟิลเลอร์คางช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง?
ฟิลเลอร์คางเป็นที่นิยมเพราะเป็นทางเลือกที่สะดวกและปลอดภัยในการแก้ไขปัญหารูปหน้า โดยมีจุดเด่นคือ
- ต้องการปรับรูปหน้าแบบเร่งด่วน
- ไม่ต้องพักฟื้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องลางาน
- เห็นผลลัพธ์ทันที ไปพร้อมๆกับแพทย์ผู้ทำการรักษาได้เลย
- เป็นจุดเริ่มต้นของคนอยากปรับรูปหน้าว่าควรเติมฟิลเลอร์ หรือเหมาะที่จะต้องทำศัลยกรรมใส่ซิลิโคนในอนาคต
ปัญหาโครงสร้างคาง
- คางสั้น
- คางตัด
- คางบุ๋ม
- คางไม่เท่ากัน
- คางไม่เป็นทรง
| ลักษณะคาง | ปริมาณฟิลเลอร์ (cc) | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| คางสั้น | 1.5 – 2.0 | – ฉีดแนวกลางคางเพื่อยืด projection – อาจต้องทำ 2 ครั้งเพื่อผลลัพธ์ที่ดี |
| คางตัด | 1.0 – 2.0 | – เน้นเติมส่วนปลายคาง – แก้ไขคางให้สมส่วนกับใบหน้า |
| คางบุ๋ม | 0.5 – 1.0 | – เน้นเติมจุดบุ๋มเป็นหลัก – อาจเพิ่มปริมาณตามความลึกของรอยบุ๋ม |
| คางไม่เท่ากัน | 0.3 – 1.0 | – ฉีดเฉพาะด้านที่น้อยกว่า – ควรแก้ไขทีละน้อยเพื่อความสมดุล |
| คางไม่เป็นทรง | 1.0 – 2.0 | – ฉีดหลายตำแหน่งเพื่อปรับรูปทรง – อาจต้องทำหลายครั้ง |
ปัญหารูปหน้าโดยรวม
- หน้าสั้น
- หน้ากลม
- หน้าไม่สมมาตร
- ต้องการให้หน้าเรียวขึ้น
คางส่งผลต่ออารมณ์ใบหน้า
- สามารถปรับรูปหน้าให้สมดุล
- ช่วยให้ใบหน้าดูเรียววีเชฟขึ้น
- ให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ
- สามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้ในภายหลัง
ฟิลเลอร์คาง เหมาะกับใคร?
หมอว่า ฟิลเลอร์คางเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความเร่งด่วน และยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากได้รูปหน้าสไตล์ไหน
- ต้องการแก้ไขปัญหาคางแต่ไม่พร้อมผ่าตัด
- ไม่ต้องการมีแผลผ่าตัดและการพักฟื้น
- มีปัญหาคางสั้นหรือต้องการปรับรูปคางเพียงเล็กน้อย
- ต้องการทดลองดูผลลัพธ์ก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรม
อย่างไรก็ตาม ฟิลเลอร์คางอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่มีปัญหาคางสั้นมากๆ หรือต้องการเสริมคางให้ยาวมากๆ เนื่องจากข้อจำกัดของวิธีการฉีด การฝืนเติมฟิลเลอร์ในปริมาณมากอาจส่งผลให้เกิดการไหลของสาร ทำให้คางผิดรูปหรือเกิดก้อนได้ ในกรณีนี้ การผ่าตัดเสริมคางด้วยซิลิโคนอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
เพื่อให้มั่นใจว่าฟิลเลอร์คางเหมาะกับคุณหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสม โดยสามารถเข้าปรึกษาที่คลินิกโดยตรง หรือส่งภาพถ่ายใบหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ของคลินิกเพื่อรับการประเมินเบื้องต้นได้ค่ะ
ฟิลเลอร์คางไม่เหมาะกับใคร?
เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา ควรพิจารณาข้อจำกัดต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจทำฟิลเลอร์คาง ปรึกษาแพทย์ให้แน่ใจก่อนตัดสินใจรับบริการ
| กลุ่มที่ไม่เหมาะสม | รายละเอียด | ข้อควรพิจารณา |
|---|---|---|
| ด้านโครงสร้างคาง | • คางสั้นมากเกิน 1 ซม. • ต้องการเพิ่มความยาวคางมากๆ | ควรพิจารณาการผ่าตัดเสริมคางด้วยซิลิโคนแทน |
| สภาวะร่างกาย | • สตรีมีครรภ์ • ผู้ที่มีภูมิแพ้รุนแรง • มีโรคประจำตัว | ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง |
| ข้อจำกัดด้านการรักษา | • ผู้ที่แพ้ยาชา • ผู้ที่มีประวัติแพ้สารไฮยาลูรอนิค | แจ้งประวัติการแพ้กับแพทย์ก่อนทำ |
| ความคาดหวัง | • ต้องการผลลัพธ์ถาวรตลอดไป • ต้องการการให้คางยาวสุดๆไปเลย | ฟิลเลอร์อยู่ได้ประมาณ 6-18 เดือน ต้องฉีดซ้ำ |
ข้อดี-ข้อเสียของฟิลเลอร์คาง
| ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|
| • เห็นผลลัพธ์ทันทีหลังฉีด | • อยู่ได้ไม่ถาวร (1-2 ปีต่อการฉีด) |
| • ไม่ใช่การผ่าตัด ไม่มีแผลเป็นใดๆ | • ต้องฉีดซ้ำเพื่อรักษาผลลัพธ์ |
| • ไม่ต้องพักฟื้น กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ | • มีข้อจำกัดในการเพิ่มความยาวคาง (ไม่เกิน 1-2 ซม.) |
| • สามารถปรับแต่งรูปทรงได้ตามต้องการ | • หากฉีดด้วยเทคนิคไม่ถูกต้อง อาจทำให้คางผิดรูปได้ |
| • ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ | • ราคาถูกมากไปก็น่ากลัว – สูงมาก ก็ไม่ได้การันตีความธรรมชาติ |
| • สามารถแก้ไขได้หากไม่พอใจ (ฉีดสลายได้) | • ต้องหาความรู้ให้หนัก เรื่องการเลือกคลินิกและแพทย์ |
| • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรูปคางชั่วคราวก่อนทำแบบถาวร | • อาจมีอาการบวมช้ำเล็กน้อย 1-3 วันแรก |
ฟิลเลอร์คาง อันตรายไหม?
การทำหัตถการฟิลเลอร์คาง เป็นโปรแกรมที่ได้รับการยอมรับด้านการปรับรูปหน้า และมีความปลอดภัยสูงมาก เนื่องจากฟิลเลอร์จะถูกวางอยู่ชั้นลึกติดกับกระดูก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เส้นเลือดน้อย แต่ต้องมั่นใจว่ารับการรักษากับแพทย์ตัวจริง มีประสบการณ์จริง และใช้ฟิลเลอร์ที่ผ่านการรับรองจริง
ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความปลอดภัย
- คุณภาพของสถานพยาบาลและแพทย์
- คลินิกต้องได้มาตรฐาน
- แพทย์ต้องมีใบอนุญาตและมีประสบการณ์
- มีการประเมินความเหมาะสมของคนไข้อย่างละเอียด
- คุณภาพของผลิตภัณฑ์
- ต้องใช้ฟิลเลอร์แท้ที่ได้มาตรฐาน
- เลือกใช้รุ่นที่เหมาะสมกับบริเวณที่ฉีด
- หลีกเลี่ยงการใช้สารเหลวหรือซิลิโคนเหลวทดแทน (ระวังที่ราคาถูกเกินจริง)
- เทคนิคการฉีด
- ฉีดในระดับความลึกที่เหมาะสม
- ใช้ปริมาณที่พอดี ไม่มากเกินไป
- มีความเข้าใจในกายวิภาคของใบหน้า
ทำไมฉีดฟิลเลอร์คางมาแล้ว ดูไม่ธรรมชาติ?
| สาเหตุ | ผลที่เกิดขึ้น | การแก้ไข/ป้องกัน |
|---|---|---|
| 1. เทคนิคการฉีดไม่ถูกต้อง | • ฟิลเลอร์เป็นก้อน • คางผิดรูป • คางดูไม่สมมาตร | • เลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ • ฉีดในระดับความลึกที่เหมาะสม |
| 2. ฉีดในชั้นตื้นเกินไป | • เกิดก้อนฟิลเลอร์ • คางย้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป | • ต้องฉีดในชั้นลึกติดกระดูก • ใช้เทคนิคการเสริมที่กระดูก |
| 3. ปริมาณฟิลเลอร์มากเกินไป | • คางยาวแหลมแบบแม่มด* • คางดูยื่นผิดธรรมชาติ | • ฉีดในปริมาณที่เหมาะสม • ไม่ควรเพิ่มความยาวเกิน 1 ซม. |
| 4. การฉีดซ้ำซ้อนในชั้นตื้น | • เกิดการทับซ้อนของฟิลเลอร์ • คางมีลักษณะผิดรูป | • ควรฉีดในชั้นลึกเท่านั้น • รอให้ฟิลเลอร์เดิมสลายก่อนฉีดซ้ำ |
การแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา
- สามารถฉีดสลายฟิลเลอร์ด้วยยา Hyaluronidase (ราคาเริ่มต้น 5000 บาท)
- ฟิลเลอร์จะเริ่มสลายทันทีหลังฉีด – 48 ชั่วโมง
- ควรกลับไปพบแพทย์ที่คลินิกเดิมหรือโรงพยาบาลที่รับบริการก่อน
การป้องกัน
- เลือกคลินิกและแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ
- ใช้ฟิลเลอร์แท้ที่ได้มาตรฐาน
- ปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดถึงผลลัพธ์ที่ต้องการ
- อย่าเอาคางดารา อินฟู นางแบบนาย หรือของเพื่อนมาอ้างอิงกับคางของเรา โครงสร้างหน้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน
- ไม่ควรฉีดเกินปริมาณที่แพทย์แนะนำ
ฟิลเลอร์คาง vs ผ่าตัดเสริมคาง แบบไหนดีกว่ากัน?
| เปรียบเทียบ | ฟิลเลอร์คาง | ผ่าตัดเสริมคาง |
|---|---|---|
| ความเจ็บ | ⭐ (น้อยมาก) | ⭐⭐⭐ (มีความเจ็บปวดระดับหนึ่ง) |
| การพักฟื้น | ⭐ (ใช้ชีวิตได้ปกติทันที) | ⭐⭐⭐⭐ (ต้องพักฟื้น 1-2 สัปดาห์) |
| อยู่ได้นาน | (อยู่ได้ 8-18 เดือน) | (ถาวร) หรือจนกว่าจะถอดซิลิโคน |
| ความเป็นธรรมชาติ | ⭐⭐⭐⭐⭐ (สัมผัสธรรมชาติมาก) | ⭐⭐⭐ (ขึ้นอยู่กับความชำนาญแพทย์) |
| การแก้ไขภายหลัง | (แก้ไขง่าย สลายได้) | (แก้ไขยาก ต้องผ่าตัดซ้ำ) |
ฉีดฟิลเลอร์คางแล้วผ่าตัดเสริมคางได้ไหม?
สามารถทำได้ แต่ต้องมีการวางแผนและทำตามขั้นตอนที่เหมาะสม และดูเป็นเคสๆไป ถ้าคนไข้ฉีดสารเหลวที่ไม่ใช่ฟิลเลอร์แท้มา จะไม่สามารถทำได้ตามขั้นตอนนี้ ต้องปรึกษาแพทย์ ศัลยแพทย์ก่อน เพื่อทำการ ขูดฟิลเลอร์
ขั้นตอนการแก้ไขจากฉีดฟิลเลอร์คาง >> เสริมซิลิโคนคาง
- รอให้ฟิลเลอร์สลายก่อน
- ฟิลเลอร์เนื้อนุ่ม: รอ 6-8 เดือน
- ฟิลเลอร์เนื้อแน่น/แข็ง: รอ 8-16 เดือน
- ทางเลือกในการสลายฟิลเลอร์
- รอสลายตามธรรมชาติ
- ฉีดยาสลายฟิลเลอร์ (หากต้องการผลเร็ว)
- เหตุผลที่ต้องรอฟิลเลอร์สลาย
- เพื่อไม่ให้กระทบต่อการยึดเกาะของซิลิโคน
- ป้องกันปัญหาการผิดรูปในภายหลัง
ฉีดฟิลเลอร์คางมีเทคนิคที่ต่างไปจากการเสริมซิลิโคนคางไหม?
การฉีดฟิลเลอร์คางและการผ่าตัดวางซิลิโคนคางมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทั้งในแง่เทคนิคและกระบวนการ ดังนี้
- การฉีดฟิลเลอร์ (Dermal Filler Injection):
- เป็น minimally invasive procedure
- ใช้เข็มขนาดเล็กหรือ microcannula ฉีดสารเติมเต็มเข้าใต้ผิวหนัง
- ฉีดในระดับ supraperiosteal หรือ deep dermal layer
- ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ ใช้ยาชาเฉพาะที่
- ใช้เวลาทำ 15-30 นาที
- การผ่าตัดวางซิลิโคน (Chin Implant Surgery):
- เป็น surgical procedure
- ต้องเปิดแผลผ่าตัด ที่บริเวณใต้คางหรือในช่องปาก
- ต้องทำการแยกชั้นเนื้อเยื่อหุ้มกระดูก เพื่อสร้างช่องว่างสำหรับวางซิลิโคน
- บางเคสอาจจะจำเป็นต้องดมยาสลบทั้งตัวหรือ deep sedation
- ใช้เวลาผ่าตัด 1-2 ชั่วโมง
การฉีดฟิลเลอร์คางและการผ่าตัดวางซิลิโคนมีจุดร่วมที่สำคัญคือ ทั้งสองวิธีต้องอาศัยความเข้าใจกายวิภาคในระดับลึก โดยเฉพาะตำแหน่งของ mental nerve และเส้นเลือดบริเวณคาง ต้องคำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมกับใบหน้า (facial proportion) ศัลยแพทย์ต้องวางแผนการรักษาโดยพิจารณาถึง projection และ symmetry ของคาง รวมถึงต้องระมัดระวังการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ทั้งสองวิธียังต้องผ่านขั้นตอนการ counseling คนไข้อย่างละเอียด มีการถ่ายภาพก่อนทำ และต้องมีการติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนที่สำคัญกว่าเทคนิคอีกค่ะ
คางแบบไหน สร้างความมั่นใจ เสริมโหงวเฮ้ง
ต้องบอกว่า โหงวเฮ้ง เป็นความเชื่อส่วนบุคคล* แต่ตามหลักโหงวเฮ้งของจีน รูปทรงของคางมีความสำคัญต่อชะตาชีวิตและความมั่งคั่งในบั้นปลายชีวิต ลักษณะของคางมีความสำคัญต่อชีวิตและโชคชะตา โดยแต่ละรูปแบบมีความหมายดังนี้

คางสี่เหลี่ยมกว้าง
- เป็นลักษณะที่ดีมาก แสดงถึงความมั่งคั่ง
- มีความเป็นผู้นำ มีอำนาจวาสนา
- หากคางกว้างและโค้งขึ้นเล็กน้อย จะมีความสุขในบั้นปลายชีวิต
คางกลมมน
- แสดงถึงคนมีเมตตา จิตใจดี
- มีความสามารถในการเข้าสังคม
- มักมีคนช่วยเหลือในยามลำบาก

คางแหลม
- เป็นคนฉลาด มีไหวพริบ
- ต้องระวังเรื่องการตัดสินใจที่รวดเร็วเกินไป
- อาจมีปัญหาในช่วงต้นชีวิต แต่จะดีขึ้นในภายหลัง
คางบุ๋ม/คางแยก (มีร่องตรงกลาง)
- แสดงถึงความขัดแย้งในชีวิต
- ต้องระมัดระวังในการตัดสินใจเรื่องสำคัญ
- ควรฝึกสมาธิและการควบคุมอารมณ์
จากภาพที่แสดง คุณจะเห็นลักษณะคางทั้ง 4 แบบที่กล่าวมา ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจลักษณะของแต่ละรูปแบบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม พึงระลึกว่าศาสตร์การดูโหงวเฮ้งเป็นเพียงความเชื่อดั้งเดิมของจีน ไม่ควรยึดติดจนเกินไป แต่ควรใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองและเสริมสร้างความมั่นใจ สบายใจเป็นแนวทางในการปรับรูปหน้า รูปลักษณ์ให้ตัวเอง โดยอ้างอิงจากศาสตร์การแพทย์ปัจจุบัน
ฟิลเลอร์คาง ยี่ห้อไหนดี?
เมื่อต้องการฉีดฟิลเลอร์คางเพื่อปั้นทรง คงรูปนาน ควรเลือกฟิลเลอร์ที่มีความคงตัวสูง เนื้อแน่น ไม่ฟู ดังนี้
ฟิลเลอร์ Ultra V hyal filler รุ่น Hard (เกาหลี)
- เนื้อแข็ง เหมาะสำหรับการเสริมโครงสร้าง
- มีความคงตัวสูง ไม่เคลื่อนย้ายง่าย
- เหมาะสำหรับการเสริมคาง กราม และโครงหน้า
- อยู่ได้ประมาณ 12-18 เดือน
ฟิลเลอร์ Neuramis Volume (เกาหลี)
- เนื้อแข็ง มีความคงตัวสูง
- เหมาะสำหรับการเสริมโครงสร้างใบหน้า
- ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ
- อยู่ได้ 12-18 เดือน
ฟิลเลอร์ Juvederm voluma (อเมริกา)
- เนื้อแข็งและฟูปานกลาง
- มีความยืดหยุ่นสูง
- เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเห็นความโค้งมนของคาง
- เติมคางได้ดูเป็นธรรมชาติ
- อยู่ได้ 18 เดือน
ฟิลเลอร์ Juvederm Volux (อเมริกา)
- เนื้อแข็ง มีความคงตัวสูง
- ขึ้นรูปได้ง่าย ปั้นทรงสวย
- ช่วยปรับโครงสร้างใบหน้าได้ดีที่สุด
- อยู่ได้ 18-24 เดือน
ฟิลเลอร์ Restylane lyft (สวีเดน)
- เนื้อแข็ง มีความยืดหยุ่นสูง ไม่ฟู
- ใช้สำหรับเสริมทดแทนกระดูก
- คงความเป็นธรรมชาติ สามารถคงรูปได้ดี
- อยู่ได้ 12 เดือน
ฟิลเลอร์ Belotero Intense (สวิตเซอร์แลนด์)
- เนื้อแข็ง มีความยืดหยุ่นสูง
- มีจุดเด่นในการแก้ปัญหาร่องลึกมากๆ
- แก้ไขการยุบตัวของเนื้อเยื่อผิวหนัง
- อยู่ได้ 18 เดือน
ฟิลเลอร์ Definisse Core (อิตาลี)
- เนื้อแข็ง
- เหมาะกับการเสริมกระดูก
- ปรับรูปหน้า เติม mid-face คาง กรอบหน้า
- อยู่ได้ 18 เดือน
ฟิลเลอร์ Teoxane Ultra Deep (สวิตเซอร์แลนด์)
- เนื้อแน่น
- สามารถปั้นขึ้นรูปได้ดี เคลื่อนที่ยาก
- มีความคงตัวสูง
- เหมาะฉีดตำแหน่ง ขมับ แก้มส้ม คาง และกรอบหน้า
- อยู่ได้ 18 เดือน
ข้อควรพิจารณาในการเลือกฟิลเลอร์คาง
- ความคงตัวของฟิลเลอร์ – ควรเลือกชนิดที่มีความคงตัวสูง เพื่อการคงรูปที่ดี
- ระยะเวลาในการอยู่ตัว – แต่ละยี่ห้อมีระยะเวลาแตกต่างกันตั้งแต่ 12-24 เดือน
- คุณสมบัติเฉพาะ – บางยี่ห้อเหมาะกับการเสริมโครงสร้าง บางยี่ห้อเน้นความเป็นธรรมชาติ
- ความปลอดภัยและมาตรฐาน – ควรเลือกแบรนด์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล

ฟิลเลอร์คาง ราคาเท่าไหร่บ้าง
ปัจจัยที่มีผลต่อราคา
- แบรนด์และคุณภาพของฟิลเลอร์
- ปริมาณที่ใช้ (ซีซี)
- ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแพทย์
- สถานที่ให้บริการ
- โปรโมชั่นในแต่ละช่วงเวลา
ช่วงราคาโดยประมาณ
- (Juvederm, Restylane): 12,000-18,000 บาท/ซีซี
- (Neuramis, Belotero, Ultra V): 7,000-12,000 บาท/ซีซี

การเตรียมตัวก่อน-หลังฉีดฟิลเลอร์คาง
ก่อนฉีดฟิลเลอร์ (7-14 วัน)
- งดยาต้านการอักเสบ/ยาละลายลิ่มเลือด เช่น
- แอสไพริน
- ไอบูโพรเฟน
- วิตามินอี
- งดเครื่องดื่ม/อาหารที่มีแอลกอฮอล์
- แจ้งประวัติการแพ้ยาให้แพทย์ทราบ
หลังฉีดฟิลเลอร์ (7 วัน)
- ห้ามนวดหรือกดบริเวณที่ฉีด
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ฉีด
- งดออกกำลังกายหนัก ที่มีการกระแทกกระทั้นที่บริเวณคาง
- งดอาบน้ำร้อน/เซาว์น่า/อบตัว
- งดการนอนคว่ำ
- ประคบเย็นเพื่อลดบวม (24-48 ชั่วโมงแรก)
คำแนะนำเพิ่มเติม
- นัดติดตามผลตามที่แพทย์กำหนด
- หากมีข้อสงสัยให้ปรึกษาแพทย์ทันที
หลังฉีดฟิลเลอร์คาง ทำหัตถการอื่นๆ ได้ไหม?
หัตถการที่ทำได้ (หลัง 1-2 สัปดาห์)
- ทรีตเมนต์เบาๆ เช่น มาส์กหน้า
- กดสิวจุดอื่นได้ แต่เว้นตรงคางไปก่อนจะดีกว่า
- วิตามินผิวหน้าแบบอ่อนๆ
- ทำความสะอาดผิวแบบอ่อนโยน
- ฉีดวิตามินผิว
- ออกซี่เจนสเปรย์
- ฉีดสารเติมเต็มบริเวณอื่นหรือฉีดโบท็อกซ์กราม ริ้วรอย ฉีดแฟตสลายไขมันเหนียง แก้ม ได้ตามปกติ
หัตถการที่ไม่ควรทำ (1-2 สัปดาห์แรก)
- เลเซอร์ทุกชนิด
- เครื่องยกกระชับผิวกลุ่มคลื่นเสียง Ultrasound
- เครื่องยกกระชับผิวกลุ่ม RF (คลื่นวิทยุ)
- HIFU
- ร้อยไหม
- ทรีตเมนต์ที่ใช้ความร้อน
- เครื่องดึงหน้า
- นวดหน้าแรงๆ
- ขัดหน้า/ผลัดเซลล์ผิว
ฉีดฟิลเลอร์คางใช้กี่ CC?
| ลักษณะคาง | ปริมาณฟิลเลอร์ (cc) |
|---|---|
| คางสั้น | 1.5 – 2.0 |
| คางตัด | 1.0 – 2.0 |
| คางบุ๋ม | 1.0 – 2.0 |
| คางไม่เท่ากัน | 0.3 – 1.0 |
| คางไม่เป็นทรง | 1.0 – 2.0 |
ฟิลเลอร์คาง บวมกี่วัน?
ฟิลเลอร์เป็นหัตถการที่บวมช้ำได้น้อยกว่าการฉีดไขมันหรือการทำศัลยกรรมผ่าตัดอยู่แล้ว แต่ก็มีโอกาสเกิดการบวมเข็ม บวมช้ำ เขียวได้บ้างในบางคน
เปรียบเทียบระยะเวลาฟื้นตัว ฟิลเลอร์คาง vs ศัลยกรรมคาง
| ระยะเวลา | ฟิลเลอร์คาง | ศัลยกรรมคาง |
|---|---|---|
| อาการบวม | 18-24 ชม. | 7-14 วัน |
| รอยช้ำ | 1-48 ชม. | 2-3 สัปดาห์ |
| อาการเจ็บ | ⭐ | ⭐⭐⭐ |
| การเข้าที่ | 14 วัน | 1-3 เดือน |
| ต้องลางานไหม | หลังทำทันทีใช้ชีวิตได้ตามปกติ | 1-3 วัน |
| ออกกำลังกาย | งด 7 วัน กิจกรรมที่มีความเสี่ยงกระแทกคางโดยตรง | งด 4-6 สัปดาห์ |
ฉีดฟิลเลอร์คางอยู่ได้นานแค่ไหน?
ระยะเวลาโดยเฉลี่ย 8-18 เดือน (ขึ้นอยู่กับชนิด ยี่ห้อที่เลือก และการดูแล) ปัจจัยที่มีผลต่อการอยู่ตัวของฟิลเลอร์
| ทำให้สลายเร็ว | ทำให้อยู่ได้นาน |
|---|---|
| ออกกำลังกายหนักเกินไป | ออกกำลังกายแบบเบาๆ พอเหมาะ |
| อาบน้ำร้อนจัด/เข้าซาวน่าบ่อย | อาบน้ำอุ่น หลีกเลี่ยงความร้อนสูง |
| นวดหน้า/คางแรงๆ | นวดหน้าเบาๆ หลังผ่านไป 1 เดือน |
| ทำทรีตเมนต์ที่ใช้ความร้อนเร็วเกินไป | รอให้ฟิลเลอร์เซ็ตตัวก่อนทำทรีตเมนต์ |
| นอนคว่ำ กดทับบริเวณที่ฉีด | นอนหงาย ใช้หมอนนุ่ม |
| สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ | งดบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ |
| ตากแดดจัด ไม่ทาครีมกันแดด | ใช้ครีมกันแดด SPF 50+ |
| รับประทานอาหารไม่มีประโยชน์ | ทานอาหารมีประโยชน์ ดื่มน้ำมาก |
ฟิลเลอร์คางสลายได้ไหม?
การสลายฟิลเลอร์คางทำได้ในทุกคน ถ้าฉีดฟิลเลอร์แท้ HA แท้มา แต่ถ้าไม่ใช่ฟิลเลอร์แท้ เป็นสารอย่างอื่น แพทย์จะพิจารณาเป็นรายกรณี อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดสำหรับผู้ที่มีประวัติแพ้ยา สตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีการติดเชื้อบริเวณที่ฉีด หรือผู้ที่มีโรคภูมิแพ้รุนแรง ก่อนเสมอ
สำหรับกลุ่มที่ควรพิจารณาสลายฟิลเลอร์ ได้แก่
- ผู้ที่ไม่พอใจรูปทรงหลังฉีด
- ผู้ที่มีการเคลื่อนที่ของฟิลเลอร์
- ผู้ที่เกิดก้อนหรือความไม่เรียบใต้ผิวหนัง
- ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงรูปทรงใหม่
- ผู้ที่มีปฏิกิริยาจากการฉีดฟิลเลอร์
กลุ่มที่ไม่ควรสลายฟิลเลอร์:
- ผู้ที่แพ้ยา Hyaluronidase
- สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร
- ผู้ที่มีการติดเชื้อบริเวณที่จะฉีด
- ผู้ที่มีโรคภูมิแพ้รุนแรง
ระยะเห็นผลหลังฉีดสลายฟิลเลอร์คาง
- เป็นเอนไซม์ที่สลายฟิลเลอร์โดยตรง
- เห็นผลทันที -24 ชั่วโมง
- ต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
- มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เริ่มต้น 5,000 บาท
ฉีดฟิลเลอร์คางที่ไหนดี?
วิธีเลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน การตรวจสอบมาตรฐานคลินิก
ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการ
- เลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก ต้องแสดงในที่เปิดเผย
- สามารถตรวจสอบผ่านสำนักสถานพยาบาลฯ
- โทรสอบถามข้อมูลได้ที่ 02-1937000
- ใบอนุญาตต้องไม่หมดอายุ

ตรวจสอบคุณสมบัติแพทย์
- เช็กประวัติแพทย์ผ่าน checkmd.tmc.or.th
- ตรวจสอบใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม
- ดูประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ
- สอบถามประวัติการฝึกอบรมเฉพาะทาง
มาตรฐานการให้บริการ
- แจ้งราคาชัดเจน ให้ข้อมูลตรงไปตรงมา
- มีการซักประวัติอย่างละเอียด
- มีการถ่ายภาพก่อน-หลังทำ
- มีระบบติดตามผลการรักษา
- ใช้ฟิลเลอร์ที่ได้รับการรับรอง อย.
- มีห้องทำหัตถการที่สะอาด
- มีอุปกรณ์ฆ่าเชื้อที่ได้มาตรฐาน
- มีระบบจัดการเหตุฉุกเฉิน
สิ่งที่ควรสังเกต
- รีวิวจากผู้ใช้บริการจริง
- เว็บไซต์และ Official Page เป็นทางการ
- ไม่โฆษณาเกินจริง
- ราคาสมเหตุสมผล
- แจ้งข้อควรระวังและผลข้างเคียง
ควรหลีกเลี่ยงคลินิกที่
- ไม่แสดงใบอนุญาตให้เห็นชัดเจน
- โฆษณาเกินจริง
- ราคาถูกผิดปกติ
- ไม่มีระบบติดตามผล
กฎเหล็ก 4 ข้อ ก่อนฉีดฟิลเลอร์เพื่อความปลอดภัย
ก่อนฉีด
- ต้องมีการซักประวัติโดยแพทย์
- ประเมินสภาพผิวและความเหมาะสม
- ปรึกษาแผนการรักษา
- รับฟังข้อดี-ข้อเสียจากแพทย์
ข้อห้าม
- ห้ามยอมรับการรักษาโดยไม่พบแพทย์
- ห้ามให้พนักงานทั่วไปซักประวัติแทนแพทย์
- ห้ามเริ่มทำหัตถการโดยไม่มีการประเมิน

ต้องทราบชื่อแพทย์ผู้ทำการรักษา (Doctor Verification)
วิธีตรวจสอบ
- ขอดูใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม
- จดชื่อ-นามสกุลแพทย์
- เช็คผ่านเว็บไซต์แพทยสภา https://checkmd.tmc.or.th/
ต้องขอดูฟิลเลอร์ได้ (Product Verification)
ตรวจสอบ
- เลขทะเบียน อย.
- วันหมดอายุ
- แบรนด์และรุ่นของฟิลเลอร์ ตรงตามที่แนะนำตอนปรึกษาแพทย์หรือไม่
- ความเข้มข้นและปริมาณ
ข้อมูลที่ต้องสังเกต
- สภาพบรรจุภัณฑ์
- ฉลากต้องครบถ้วน
- Lot number
- QR Code

ต้องแกะกล่องฟิลเลอร์ต่อหน้า (Opening Verification)
ขั้นตอนสำคัญ
- ดูการแกะซีลกล่อง
- ตรวจสอบความสมบูรณ์ของหลอดฉีด
- สังเกตลักษณะเนื้อฟิลเลอร์
- ตรวจสอบความตรงกันของข้อมูลบนกล่องและหลอด
สิ่งที่ต้องได้รับ
- รายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่ใช้
- คำแนะนำการปฏิบัติตัว
- ช่องทางติดต่อฉุกเฉิน
ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

สำคัญมากเลยค่ะ แพ้มากแพ้น้อย หมอต้องซักประวัติให้ละเอียดก่อนทำ ผู้ที่แพ้อาหารทะเลต้องพิจารณาจากชนิดที่แพ้ค่ะ หากคนไข้มีประวัติ แพ้ปลาทะเล หรือแพ้ปลาแซลมอน จะไม่สามารถฉีดรีจูรันและกลุ่ม PN ได้เด็ดขาด เพราะสารสกัดหลักทำมาจาก DNA ปลาแซลมอน และปลาอื่นๆก็มี แต่หากคนไข้ แพ้เฉพาะกลุ่มกุ้ง ปู หอย (Shellfish) แต่ยังคงทานปลาแซลมอนได้ปกติ ก็มีโอกาสที่จะพิจารณาให้ฉีดได้ อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด คนไข้ควรแจ้งประวัติการแพ้อาหารอย่างละเอียดให้แพทย์ทราบทุกครั้ง เพื่อที่แพทย์จะได้ประเมินความเสี่ยงและเลือกตัวยาที่ปลอดภัย เหมาะสมกับผิวของคนไข้มากที่สุดค่ะ
เพื่อความสบายใจและให้คนไข้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด หมอแนะนำให้คนไข้ทำการตรวจให้รู้ลึกถึงระดับภูมิคุ้มกันเลยค่ะ ด้วยโปรแกรม ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance Check-up) ของทางคลินิกเราค่ะ
ทำไมหมอถึงแนะนำให้ตรวจโปรแกรมนี้?
- เจาะลึกระดับชนิดของอาหาร: การตรวจนี้จะช่วยวิเคราะห์ปฏิกิริยาของร่างกาย (IgG) ที่มีต่ออาหารแต่ละชนิดอย่างละเอียด สามารถแยกให้เห็นชัดเจนเลยค่ะว่า คนไข้แพ้โปรตีนจาก “ปลาแซลมอน” หรือแพ้แค่ “สัตว์น้ำเปลือกแข็ง (Shellfish)”
- ตรวจครั้งเดียว คุ้มค่าระยะยาว: นอกจากจะช่วยยืนยันความปลอดภัยให้คนไข้สามารถตัดสินใจฉีดรีจูรันได้อย่างไร้กังวลแล้ว ผลตรวจที่ได้ยังช่วยให้คนไข้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร ลดปัญหาสิวเรื้อรัง ผื่นแพ้ไม่ทราบสาเหตุ หรืออาการอ่อนเพลียได้อีกด้วยนะคะ
หากผลตรวจออกมาว่าคนไข้ “ไม่ได้แพ้ปลาแซลมอน” หมอก็จะสามารถประเมินและวางแผนการฉีดรีจูรันเพื่อฟื้นฟูผิวให้คนไข้ได้อย่างมั่นใจ 100% เลยค่ะ แต่ถ้าผลสรุปว่าแพ้จริงๆ หมอก็ยังมีสกินบูสเตอร์ตัวอื่นๆ ที่ไม่ได้สกัดจากปลาทะเล และให้ผลลัพธ์ผิวสวยใสฉ่ำวาวได้ดีไม่แพ้กัน มาแนะนำเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าให้คนไข้แน่นอนค่ะ
ปากบางลงคือความเสื่อมสภาพตามวัย (Aging Process) ซึ่งประกอบด้วย การลดลงของคอลลาเจนปีละประมาณ 1% การฝ่อตัวของไขมัน และ การทรุดตัวของกระดูกขากรรไกร
หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่าถ้าปากบางลง เราควรจะบริหารปากบ่อยๆ เหมือนการไปเข้ายิมเล่นเวทให้กล้ามเนื้อแขนขาใหญ่ขึ้นหรือเปล่า? จริงๆ แล้วโครงสร้างริมฝีปากมีความ “จำเพาะ” และแตกต่างจากกล้ามเนื้อส่วนอื่นของร่างกายอย่างสิ้นเชิงค่ะ
ความอวบอิ่มของริมฝีปากที่เราเห็น ไม่ได้มาจากกล้ามเนื้อเป็นหลักเหมือนต้นแขนหรือต้นขาค่ะ แต่ริมฝีปากคือ “เนื้อเยื่ออ่อน” (Soft Tissue) ที่ประกอบด้วยผิวหนังส่วนที่บางที่สุด (Vermilion) ไขมันฝ่อตัวง่าย และโครงข่ายคอลลาเจนที่หนาแน่น แม้จะมีกล้ามเนื้อรอบปากที่ชื่อว่า Orbicularis Oris อยู่ แต่มันทำหน้าที่แค่ “เปิด-ปิดและขยับปาก” เท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ในการสร้างรูปทรงที่หนาเต่งตึง ดังนั้นเมื่อ คอลลาเจนและชั้นไขมันฝ่อตัวลง ปากจึงบี้แบนและม้วนพับเข้าไปด้านใน เพราะไม่มี “ฟองน้ำ” คอยหนุนข้างในให้พองออกนั่นเองค่ะ
ทำไมเราถึง “เล่นเวท” ให้ปากหนาขึ้นไม่ได้เหมือนแขนขา?
เหตุผลที่การบริหารปากไม่ช่วยให้ปากหนาขึ้น เพราะกล้ามเนื้อรอบปากเป็น “กล้ามเนื้อหูรูด” (Sphincter Muscle) ซึ่งมีลักษณะเป็นวงกลม ต่างจากกล้ามเนื้อแขนขาที่เป็นกล้ามเนื้อลายแบบมัดยาวที่เน้นการสร้างแรงและเพิ่มขนาด (Hypertrophy) ได้ง่ายค่ะ ที่สำคัญคือ การยิ่งขยับหรือเกร็งกล้ามเนื้อปากบ่อยๆ เช่น การดูดน้ำจากหลอดหรือการทำปากจู๋ กลับยิ่งจะทำให้เกิด “ริ้วรอยในแนวตั้ง” (Smoker’s Lines) และทำให้เนื้อปากดูยับย่นและบางลงกว่าเดิมเสียอีก เพราะมันไปบดเบียดคอลลาเจนที่เหลือน้อยอยู่แล้วให้สลายไปเร็วขึ้น การจะทำให้ปากกลับมาอิ่มจึงต้องเน้นที่การ “เติมเต็มเนื้อเยื่อ” ไม่ใช่การสร้างกล้ามเนื้อค่ะ
หลังฉีดฟิลเลอร์คนไข้ ต้องงดแช่ออนเซ็น รวมถึงซาวน่าและเลเซอร์ร้อน อย่างน้อย 14 วัน (หรือทางที่ดีคือ 1 เดือน) ค่ะ เพราะความร้อนจัด จะทำให้เส้นเลือดขยายตัว ส่งผลให้ แผลระบม บวมช้ำง่ายขึ้น และที่สำคัญคือความร้อนอาจทำให้ตัวยาฟิลเลอร์ที่ยังไม่เกาะติดกับเนื้อเยื่อ เสียรูปทรง ไหลผิดตำแหน่ง หรือสลายตัวเร็วกว่าปกติ เปรียบเหมือนวุ้นเจลลี่ที่ยังไม่เซตตัวแล้วไปเจอความร้อนจนละลายนั่นเองค่ะ ดังนั้นอดใจรอให้ฟิลเลอร์เข้าที่เป๊ะๆ ก่อน แล้วค่อยไปแช่น้ำแร่ออนเซ็นให้สบายใจจะดีที่สุดค่า
ถ้าไม่เอาหน้าแช่น้ำหล่ะหมอ? หมอจะบอกว่า ไม่ต่างกันค่ะ แม้จะไม่เอาหน้าจุ่มน้ำ แต่ “ไอร้อน” บริเวณบ่อออนเซ็น และ “อุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้น” จากการแช่น้ำ จะทำให้ระบบเลือดสูบฉีดแรงขึ้นและเส้นเลือดขยายตัวทั่วร่างกาย (รวมถึงที่หน้าด้วย) ค่ะ
ผลที่ตามมาคือหน้าจะแดง บวมช้ำง่ายขึ้น และความร้อนสะสมนี้ก็ยังส่งผลให้ฟิลเลอร์ที่ยังไม่เซตตัวเสียทรงหรือสลายไวได้อยู่ดีค่ะ หมอแนะนำให้อดใจรอให้ครบ 14 วันก่อนชัวร์ที่สุดค่ะ!
เราสามารถร้อยไหม ฉีดโบท็อกซ์ และฟิลเลอร์พร้อมกันในวันเดียวได้อย่างปลอดภัย 100% ค่ะ การทำหัตถการร่วมกัน (Combination Treatment) ถือเป็นเทคนิคที่หมอแนะนำอย่างยิ่ง เพราะช่วยแก้ปัญหาใบหน้าได้ครบทุกมิติ โดยร้อยไหมจะช่วย ดึงผิวที่หย่อนคล้อย ฟิลเลอร์ช่วย เติมเต็มจุดที่ตอบลึก และโบท็อกซ์ช่วย ลดริ้วรอยพร้อมคลายกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งเส้นไหม การทำร่วมกันไม่เพียงแต่ให้ ผลลัพธ์ที่สวยละมุนและดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ยังช่วยให้คนไข้ เจ็บตัวและพักฟื้นเพียงแค่ครั้งเดียว ก็ได้กรอบหน้าเป๊ะและดูเด็กลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ
ส่วนจะทำโปรแกรมไหนก่อน-หลัง หมอต้องประเมินจากปัญหาผิวของแต่ละบุคคลนะคะ หมอจะแจกแจงขั้นตอนการรักษาอย่างละเอียด ก่อนเริ่มทำการรักษาทุกเคส พร้อมบอกข้อดี ข้อเสีย ขอปฏิบัติที่ต้องรู้หลังทำชัดเจนค่ะ
การใช้ไหมน้ำกลุ่ม PDLLA ต้องใช้เทคนิคการกระจายยาแบบหลายจุด (Multiple Injections) ทำให้มีการสัมผัสเข็มบ่อยกว่าฟิลเลอร์ ดังนั้นไหมน้ำอาจจะโดนจิ้มหน้าบ่อยกว่า
สรุปสั้นๆ คือ ฟิลเลอร์ใต้ตาจะเน้นความสบายขณะฉีด เพราะมียาชาผสมมาในตัวยาและใช้เข็มปลายทื่อลดการระคายเคือง ในขณะที่ ไหมน้ำใต้ตาอาจมีความรู้สึกแสบผิวหรือยิบๆ มากกว่า เนื่องจากเป็นสารกระตุ้นคอลลาเจนที่ฉีดในชั้นผิวตื้นและมักไม่มีผสมยาชา อย่างไรก็ตาม การแปะยาชาก่อนทำ และเทคนิคการประคบเย็นของหมอจะช่วยให้ทั้งสองหัตถการเป็นเรื่องที่ เจ็บน้อยมากและไม่ต้องพักฟื้น นานค่ะ
แต่โดยรวมหมอจะบอกว่าไม่เจ็บเลยก็คงไม่ใช่ เจ็บ ทนได้ หมอขอยืมคำพูดติดปากของคนไข้มาพูดต่อนะคะ ก็จะประมาณว่า เพื่อความสวยค่ะหมอ ต้องทนได้ ต่อเลยค่ะ!
ก่อนอื่นหมอและทีมขอเป็นกำลังใจให้คนไข้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับโรคนี้อยู่นะคะ
สำหรับคนไข้มะเร็ง การฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ ไม่ได้เป็นข้อห้ามถาวร แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาค่ะ หากอยู่ในช่วง การให้คีโม ฉายแสง หรือรับประทานยากดภูมิ หมอขอให้งดทำหัตถการที่มีเข็มทุกชนิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อและระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรง แต่หาก รักษาหายขาดแล้วและโรคสงบ (Remission) เกิน 6 เดือนขึ้นไป สามารถทำได้ โดยหมอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์มะเร็งเจ้าของไข้เพื่อประเมินค่าเลือดก่อนเสมอ และ หลีกเลี่ยงการฉีดในบริเวณที่เคยผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดค่ะ
Cancer is just a chapter in your life, not the whole story. Turn the page and keep writing.
ฟังเผินๆเหมือนจะเป็นเรื่องคล้ายกัน แต่ความจริงนั้นต่างกันมากค่ะ “ผิวตึง” เป็นเพียง ความรู้สึกชั่วคราว ที่อาจเกิดจากผิวขาดน้ำหรือผลิตภัณฑ์ที่เคลือบผิว แต่ “ผิวกระชับ” คือ คุณภาพโครงสร้างผิวที่แท้จริง ซึ่งเกิดจาก คอลลาเจนและอีลาสตินที่แข็งแรง ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น เด้งกลับ และดูอ่อนเยาว์ การแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยจึงต้องเน้นการกระตุ้นโครงสร้างภายในผิว ไม่ใช่แค่ความรู้สึกตึงบนผิว เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสุขภาพผิวที่ดีค่ะ
อย่างแรกที่หมอจะบอกก็คือ มันต้องเป็นโปรแกรมฉีด ซึ่งตัวไหนจะเหมาะกับเรานั้นจะต้องประเมินผิวกันแบบเคสต่อเคส ผิวแห้ง มีหลายแบบ สาเหตุการแห้งอาจจะต่างกัน เลือกใช้ตามสภาพผิว แต่หลักๆแล้ว ก็จะเป็นกลุ่มฟิลเลอร์งานผิว ที่มุ่งเป้าที่การเติมน้ำเข้าสู่ผิว เห็นความแตกต่างได้เร็ว
ส่วนการอยากให้ผิว อิ่ม ฟู เด้ง เล่นแสง อันนี้แล้วแต่ความชอบ แต่สิ่งที่ได้ในโปรแกรมฟิลเลอร์งานผิวคือเรื่องความชุ่มชื้นมากขึ้น แต่ข้อเสียของฟิลเลอร์กลุ่มนี้คือ มักอยู่ได้ไม่นาน ต้องเติมบ่อยกว่าฟิลเลอร์ที่เป็นกลุ่มปรับรูปหน้า เพราะทำงานคนละแบบกัน ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ที่ต่างกันค่ะ
“การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวเฉพาะบุคคล” จะช่วยให้คุณหมอสามารถออกแบบโปรแกรมที่ดีที่สุดเพื่อผิวสวยในฝันของคุณได้อย่างตรงจุดที่สุดค่ะ











