ฆสพ.สบส. ๒๙๘๓/๒๕๖๗

การตัดกระเพาะ เหมาะกับใคร

การผ่าตัดกระเพาะอาหาร (Bariatric surgery) จะเหมาะกับคนไข้ที่ “น้ำหนักตัวเยอะมาก” หรือที่เราเรียกว่ามีภาวะ อ้วนระดับรุนแรง ซึ่งปกติจะดูจากค่า BMI (ดัชนีมวลกาย) ถ้า BMI มากกว่า 35-40 ขึ้นไป ร่วมกับมีโรคอื่น ๆ อย่างเช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง นอนกรนหยุดหายใจขณะหลับ หรือปัญหาสุขภาพอะไรที่เกี่ยวข้องกับความอ้วนค่ะ

อีกกรณีที่เหมาะคือ ผู้ที่พยายามลดน้ำหนักด้วยตัวเองแล้วไม่ได้ผล — ลองคุมอาหาร ออกกำลังกายแล้วแต่น้ำหนักก็ยังลงไม่ได้ หรือขึ้น ๆ ลง ๆ กลับมาอ้วนอีก จนหมอตรวจวินิจฉัยแล้วว่าถ้ายังปล่อยไว้จะเสี่ยงกับโรคเยอะขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ

  • เหมาะกับคนที่อ้วนมาก + มีปัญหาสุขภาพ หรือโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับความอ้วน
  • และผ่านการประเมินจากหมอว่าต้องได้รับการรักษาแบบผ่าตัดจริง ๆ

คนที่ผอม หรือแค่น้ำหนักเกินเล็กน้อย ยังไม่เหมาะนะคะ

ใครที่สงสัยว่าตัวเองเหมาะหรือไม่ แนะนำให้ไปพูดคุย รับการประเมินกับหมอดีกว่าค่ะ เพราะการผ่าตัดเป็นการรักษาที่มีขั้นตอนและต้องดูแลตัวเองต่อเนื่องค่ะ


หมายเหตุ: คำตอบนี้เป็นเพียงการให้ข้อมูลเบื้องต้น กรุณาทำนัดเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจและรับข้อมูลโดยละเอียด

ปากกาคุมหิว ดีกว่าออกำลังกาย
โปรแกรมลดน้ำหนัก ลดความอ้วน

เปรียบเทียบข้อเสียด้านกายภาพ vs ด้านอารมณ์ หลังตัดกระเพาะ

ด้านกายภาพ (Physical)ด้านอารมณ์และจิตใจ (Emotional & Mental)
1. ภาวะ Dumping Syndrome
อาการหน้ามืด ใจสั่น เหงื่อแตก อ่อนเพลีย หรือท้องเสียอย่างรุนแรงหากทานหวานหรือแป้งมากเกินไป (อาหารเคลื่อนตัวลงลำไส้เร็วเกินไป)
1. ภาวะซึมเศร้าหลังผ่าตัด (Post-op Depression)
เกิดความรู้สึกหดหู่ ร้องไห้ง่าย หรือเสียใจที่ตัดสินใจผ่าตัดในช่วงแรก เนื่องจากฮอร์โมนแกว่งและร่างกายเครียดจากการเปลี่ยนแปลง
2. ขาดสารอาหารและวิตามิน
ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง อาจทำให้เลือดจาง ขาดแคลเซียม หรือวิตามิน B12 ต้องกินวิตามินเสริมตลอดชีวิต
2. ความเครียดจากการกิน (Food Grief)
รู้สึกสูญเสียความสุขจากการกิน ไม่สามารถใช้การกินเพื่อบำบัดความเครียดได้เหมือนเดิม (Comfort Eating) อาจทำให้หงุดหงิด
3. ผมร่วง (Hair Loss)
มักเกิดขึ้นในช่วง 3-6 เดือนแรก เนื่องจากร่างกายช็อกจากการน้ำหนักลงเร็วและขาดโปรตีน (มักจะงอกใหม่เมื่อร่างกายปรับตัวได้)
3. ปัญหาภาพลักษณ์ (Body Dysmorphia)
แม้น้ำหนักลดลง แต่สมองยังมองเห็นตัวเอง “อ้วน” อยู่ หรือรู้สึกไม่มั่นใจกับผิวหนังที่หย่อนคล้อย (Excess Skin)
4. กรดไหลย้อน (GERD)
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการกรดไหลย้อนกำเริบ หรือเป็นหนักขึ้นหลังการผ่าตัด (โดยเฉพาะแบบ Sleeve)
4. ความกังวลทางสังคม (Social Anxiety)
อึดอัดเมื่อต้องเข้าสังคมที่มีการทานอาหารร่วมกัน หรือกดดันจากการถูกคนรอบข้างทักเรื่องรูปร่างที่เปลี่ยนไปเร็วเกินไป
5. นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones)
การลดน้ำหนักที่รวดเร็วเกินไป เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี อาจต้องผ่าตัดถุงน้ำดีในภายหลัง
5. การย้ายเสพติด (Addiction Transfer)
เมื่อกินไม่ได้เหมือนเดิม บางคนอาจหันไปติดพฤติกรรมอื่นแทน เช่น ช้อปปิ้ง แอลกอฮอล์ หรือการพนัน เพื่อทดแทนความสุขจากการกิน
6. ผิวหนังหย่อนคล้อย
เมื่อไขมันหายไปอย่างรวดเร็ว ผิวหนังอาจกระชับตามไม่ทัน ทำให้เกิดผิวหนังย้วยตามแขน หน้าท้อง หรือต้นขา
6. ความสัมพันธ์เปลี่ยน (Relationship Changes)
อาจเกิดปัญหากับคู่รักหรือเพื่อน หากคนรอบข้างไม่เข้าใจไลฟ์สไตล์ใหม่ หรือเกิดความอิจฉา/ไม่มั่นคงในความสัมพันธ์

💡 คำแนะนำเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจตัดกระเพาะอาหาร

  • ช่วงเวลาที่ยากที่สุด: มักจะเป็น 1-3 เดือนแรก ร่างกายและจิตใจกำลังปรับตัวอย่างหนัก อาการส่วนใหญ่จะดีขึ้นตามลำดับ
  • การเตรียมตัว: การปรึกษาจิตแพทย์ก่อนและหลังผ่าตัดมีความสำคัญพอๆ กับการปรึกษาศัลยแพทย์ เพื่อเตรียมรับมือกับ Hunger of the mind (ความหิวทางใจ) ที่การผ่าตัดช่วยไม่ได้
  • การแก้ปัญหา: หากมีอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวลนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดจากการขาดวิตามินบางชนิดที่ส่งผลต่อระบบประสาทได้ค่ะ

คำถามอื่นๆที่พบบ่อย