ตอบคำถามเรื่องการตรวจวิตามินหลังตัดกระเพาะ
การตัดกระเพาะอาหาร ไม่ใช่แค่เรื่องความผอมแต่คือการ “รื้อระบบร่างกายใหม่” ค่ะ หมอขอตอบชัดๆ เลยว่า “จำเป็นมากที่สุด” ค่ะ เพราะเมื่อกระเพาะเราเล็กลง การดูดซึมสารอาหารก็จะเปลี่ยนไปตลอดชีวิต มาดูกันว่าทำไมหมอถึงย้ำเรื่องนี้ค่ะ
ทำไมตัดกระเพาะแล้ว ร่างกายถึง “งอน” เรื่องสารอาหาร?
ปกติเวลาเราทานข้าว ร่างกายจะค่อยๆ ดูดซึมวิตามิน แต่พอเราผ่าตัด โดยเฉพาะแบบ Bypass ที่มีการตัดต่อลำไส้ ร่างกายจะมีพื้นที่ดูดซึมน้อยลงมากค่ะ แม้คนไข้จะรู้สึกว่า “ฉันกินผักผลไม้แล้วนะ” แต่ร่างกายอาจจะดึงไปใช้ได้แค่ 30-50% เท่านั้น ถ้าไม่เจาะเลือดเช็ก เราจะไม่รู้เลยว่าข้างในกำลังขาดแคลน จนกว่าจะแสดงอาการป่วยออกมาค่ะ

สัญญาณเตือนภัย! ถ้าคนไข้ละเลยการตรวจวิตามิน
ถ้าคนไข้ไม่มาตามนัด หรือคิดว่ากินข้าวปกติก็พอแล้ว สิ่งที่จะตามมาและแก้ยากมาก คือ
- ภาวะโลหิตจาง (Anemia): เพราะขาดธาตุเหล็กและวิตามิน B12 จะทำให้คนไข้หน้ามืดง่าย เพลียตลอดเวลา ผิวซีด ไม่สดใส เหมือนคนป่วยมากกว่าคนสวย
- ผมร่วงหนักมาก (Hair Loss): อันนี้เรื่องใหญ่สำหรับผู้หญิงเราเลยค่ะ การขาดโปรตีนและสังกะสี (Zinc) จะทำให้รากผมไม่แข็งแรง ร่วงเป็นกำมือ จนบางทีต้องใส่หมวกคลุมไว้
- กระดูกพรุนก่อนวัย (Osteoporosis): แคลเซียมดูดซึมได้ยากขึ้น ถ้าปล่อยไว้นานๆ กระดูกจะเปราะบาง แตกหักง่ายเหมือนคนอายุเยอะเลยค่ะ
ตารางนัดตรวจที่ “คนไข้ห้ามเทหมอ” เด็ดขาด
เพื่อให้คนไข้สวยและสุขภาพดีระยะยาว หมอขอให้จำตารางนี้ไว้นะคะ
- ช่วง 1-3 เดือนแรก: ช่วงปรับตัว ร่างกายจะเครียดและน้ำหนักลงเร็ว ต้องเช็กความเข้มข้นเลือด
- ทุก 3-6 เดือน: ตรวจระดับวิตามิน D, B12, ธาตุเหล็ก และแคลเซียม
- ครบ 1 ปีเป็นต้นไป: ตรวจสุขภาพชุดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง ตลอดชีวิตค่ะ
ใครบ้างที่หมอศัลยกรรมแนะนำให้ “พักก่อน” อย่าเพิ่งรีบผ่าตัดกระเพาะ?
หมอทุกคน ความปลอดภัยของชีวิตคนไข้ต้องมาก่อนเสมอ ตามมาตรฐานสากลของ ASMBS (American Society for Metabolic and Bariatric Surgery) ไม่ได้ห้ามคนไข้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตเข้ารับการผ่าตัดนะคะ แต่จำเป็นต้องได้รับการประเมินความพร้อมอย่าง “เข้มงวดและจริงจัง” ที่สุด
หากคนไข้อยู่ในกลุ่มต่อไปนี้ หมอขอแนะนำให้ “ชะลอการผ่าตัด (Delay Surgery)” และรักษาอาการทางใจให้มั่นคงก่อนค่ะ
- ภาวะซึมเศร้ารุนแรง (Severe Depression) โดยเฉพาะผู้ที่ยังมี ความคิดอยากทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย (Active Suicidal Ideation) ในระยะใกล้ๆ นี้ สภาพจิตใจต้องนิ่งและปลอดภัยก่อนถึงจะเริ่มขั้นตอนต่อไปได้ค่ะ
- ไบโพลาร์ที่ยังคุมอาการไม่ได้ (Unstable Bipolar Disorder) อารมณ์ที่เหวี่ยงขึ้นลงรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจและวินัยในการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างมาก
- อาการทางจิตที่ยังไม่สงบ (Active Psychosis) เช่น ยังมีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน หรือมีความเชื่อผิดๆ (Delusion) ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ในการสื่อสารและการรักษา
- ยังมีการใช้สารเสพติด (Active Substance Use Disorder) ร่างกายที่บอบช้ำจากสารเสพติด จะไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังผ่าตัดได้ไหวค่ะ
- พฤติกรรมทำร้ายตัวเองซ้ำๆ (Severe Personality Disorder with Self-harm) กลุ่มที่มีความเปราะบางทางอารมณ์สูง และใช้ความเจ็บปวดทางกายเพื่อระบายความเครียด
- ข้อจำกัดด้านความเข้าใจ (Cognitive Impairment) ผู้ที่ไม่สามารถทำความเข้าใจแผนการรักษา หรือดูแลกิจวัตรประจำวันของตนเองได้
ทำไมศัลยแพทย์ส่วนใหญ่ถึงปฏิเสธเคส CSR ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา?
เหตุผลไม่ใช่เพราะหมอไม่อยากรักษา แต่เพราะ “หัวใจของการผ่าตัดกระเพาะ ไม่ใช่แค่ทำให้กระเพาะเล็กลง แต่คือวินัยการกินตลอดชีวิต” หากคนไข้ไม่สามารถเข้าใจเงื่อนไขการกินที่ซับซ้อน หรือไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ (Inability to Self-care) การผ่าตัดจะกลายเป็น “โทษมหันต์” ที่ทำให้เขาขาดสารอาหารรุนแรง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ในภายหลังค่ะ


![[รีวิวเคล็ดลับผิวไบรท์] ที่ใครๆ ก็ถามหา D’Aura Drip ดริปวิตามินผิวสูตรเข้มข้น](https://dloveveryclinic.com/storage/2025/07/case99-iv-drip-nan-1.webp)
![[Longevity 101] รีวิวโปรแกรม “IV Therapy D’ Signature Booster” ตื่นมาสดชื่น สมองปลอดโปร่ง](https://dloveveryclinic.com/storage/2025/05/รีวิวเคสจริง-IV-Therapy-D-Signature-Booster-ตื่นมาสดชื่น-สมองปลอดโปร่ง-4-scaled.webp)


