ฆสพ.สบส. ๒๙๘๓/๒๕๖๗

หลังตัดกระเพาะอาหาร จำเป็นต้องตรวจการขาดวิตามิน สารอาหารไหม

หลังการผ่าตัดกระเพาะอาหาร การตรวจระดับวิตามินและสารอาหารเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และต้องทำต่อเนื่องตลอดชีวิตค่ะ เพราะการที่กระเพาะเล็กลงและลำไส้เปลี่ยนไป ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ไม่เท่าเดิม หากคนไข้ละเลย อาจเสี่ยงต่อ ภาวะผมร่วงรุนแรง โลหิตจาง และกระดูกพรุน ซึ่งส่งผลเสียทั้งต่อสุขภาพกายและความมั่นใจ หมอแนะนำให้คนไข้ทานวิตามินเสริมตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด


หมายเหตุ: คำตอบนี้เป็นเพียงการให้ข้อมูลเบื้องต้น กรุณาทำนัดเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจและรับข้อมูลโดยละเอียด

ตรวจระดับวิตามินและแร่ธาตุ 20 รายการ ราคา 12999.-

ตอบคำถามเรื่องการตรวจวิตามินหลังตัดกระเพาะ

การตัดกระเพาะอาหาร ไม่ใช่แค่เรื่องความผอมแต่คือการ “รื้อระบบร่างกายใหม่” ค่ะ หมอขอตอบชัดๆ เลยว่า “จำเป็นมากที่สุด” ค่ะ เพราะเมื่อกระเพาะเราเล็กลง การดูดซึมสารอาหารก็จะเปลี่ยนไปตลอดชีวิต มาดูกันว่าทำไมหมอถึงย้ำเรื่องนี้ค่ะ

ทำไมตัดกระเพาะแล้ว ร่างกายถึง “งอน” เรื่องสารอาหาร?

ปกติเวลาเราทานข้าว ร่างกายจะค่อยๆ ดูดซึมวิตามิน แต่พอเราผ่าตัด โดยเฉพาะแบบ Bypass ที่มีการตัดต่อลำไส้ ร่างกายจะมีพื้นที่ดูดซึมน้อยลงมากค่ะ แม้คนไข้จะรู้สึกว่า “ฉันกินผักผลไม้แล้วนะ” แต่ร่างกายอาจจะดึงไปใช้ได้แค่ 30-50% เท่านั้น ถ้าไม่เจาะเลือดเช็ก เราจะไม่รู้เลยว่าข้างในกำลังขาดแคลน จนกว่าจะแสดงอาการป่วยออกมาค่ะ

สัญญาณเตือนภัย! ถ้าคนไข้ละเลยการตรวจวิตามิน

ถ้าคนไข้ไม่มาตามนัด หรือคิดว่ากินข้าวปกติก็พอแล้ว สิ่งที่จะตามมาและแก้ยากมาก คือ

  • ภาวะโลหิตจาง (Anemia): เพราะขาดธาตุเหล็กและวิตามิน B12 จะทำให้คนไข้หน้ามืดง่าย เพลียตลอดเวลา ผิวซีด ไม่สดใส เหมือนคนป่วยมากกว่าคนสวย
  • ผมร่วงหนักมาก (Hair Loss): อันนี้เรื่องใหญ่สำหรับผู้หญิงเราเลยค่ะ การขาดโปรตีนและสังกะสี (Zinc) จะทำให้รากผมไม่แข็งแรง ร่วงเป็นกำมือ จนบางทีต้องใส่หมวกคลุมไว้
  • กระดูกพรุนก่อนวัย (Osteoporosis): แคลเซียมดูดซึมได้ยากขึ้น ถ้าปล่อยไว้นานๆ กระดูกจะเปราะบาง แตกหักง่ายเหมือนคนอายุเยอะเลยค่ะ

ตารางนัดตรวจที่ “คนไข้ห้ามเทหมอ” เด็ดขาด

เพื่อให้คนไข้สวยและสุขภาพดีระยะยาว หมอขอให้จำตารางนี้ไว้นะคะ

  • ช่วง 1-3 เดือนแรก: ช่วงปรับตัว ร่างกายจะเครียดและน้ำหนักลงเร็ว ต้องเช็กความเข้มข้นเลือด
  • ทุก 3-6 เดือน: ตรวจระดับวิตามิน D, B12, ธาตุเหล็ก และแคลเซียม
  • ครบ 1 ปีเป็นต้นไป: ตรวจสุขภาพชุดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง ตลอดชีวิตค่ะ

ใครบ้างที่หมอศัลยกรรมแนะนำให้ “พักก่อน” อย่าเพิ่งรีบผ่าตัดกระเพาะ?

หมอทุกคน ความปลอดภัยของชีวิตคนไข้ต้องมาก่อนเสมอ ตามมาตรฐานสากลของ ASMBS (American Society for Metabolic and Bariatric Surgery) ไม่ได้ห้ามคนไข้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตเข้ารับการผ่าตัดนะคะ แต่จำเป็นต้องได้รับการประเมินความพร้อมอย่าง “เข้มงวดและจริงจัง” ที่สุด

หากคนไข้อยู่ในกลุ่มต่อไปนี้ หมอขอแนะนำให้ “ชะลอการผ่าตัด (Delay Surgery)” และรักษาอาการทางใจให้มั่นคงก่อนค่ะ

  1. ภาวะซึมเศร้ารุนแรง (Severe Depression) โดยเฉพาะผู้ที่ยังมี ความคิดอยากทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย (Active Suicidal Ideation) ในระยะใกล้ๆ นี้ สภาพจิตใจต้องนิ่งและปลอดภัยก่อนถึงจะเริ่มขั้นตอนต่อไปได้ค่ะ
  2. ไบโพลาร์ที่ยังคุมอาการไม่ได้ (Unstable Bipolar Disorder) อารมณ์ที่เหวี่ยงขึ้นลงรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจและวินัยในการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างมาก
  3. อาการทางจิตที่ยังไม่สงบ (Active Psychosis) เช่น ยังมีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน หรือมีความเชื่อผิดๆ (Delusion) ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ในการสื่อสารและการรักษา
  4. ยังมีการใช้สารเสพติด (Active Substance Use Disorder) ร่างกายที่บอบช้ำจากสารเสพติด จะไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังผ่าตัดได้ไหวค่ะ
  5. พฤติกรรมทำร้ายตัวเองซ้ำๆ (Severe Personality Disorder with Self-harm) กลุ่มที่มีความเปราะบางทางอารมณ์สูง และใช้ความเจ็บปวดทางกายเพื่อระบายความเครียด
  6. ข้อจำกัดด้านความเข้าใจ (Cognitive Impairment) ผู้ที่ไม่สามารถทำความเข้าใจแผนการรักษา หรือดูแลกิจวัตรประจำวันของตนเองได้

ทำไมศัลยแพทย์ส่วนใหญ่ถึงปฏิเสธเคส CSR ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา?

เหตุผลไม่ใช่เพราะหมอไม่อยากรักษา แต่เพราะ “หัวใจของการผ่าตัดกระเพาะ ไม่ใช่แค่ทำให้กระเพาะเล็กลง แต่คือวินัยการกินตลอดชีวิต” หากคนไข้ไม่สามารถเข้าใจเงื่อนไขการกินที่ซับซ้อน หรือไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ (Inability to Self-care) การผ่าตัดจะกลายเป็น “โทษมหันต์” ที่ทำให้เขาขาดสารอาหารรุนแรง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ในภายหลังค่ะ

คำถามอื่นๆที่พบบ่อย