ฆสพ.สบส. ๒๙๘๓/๒๕๖๗

น้ำตาลเป็นพิษกับร่างกายเราจริงไหม

หมอก็เห็นคอนเทนท์แนวๆนี้มาสักพักใหญ่แล้ว แต่คนไข้หมอที่มารับบริการที่คลินิก คนใกล้ตัวเองนั้น เข้าใจเรื่องนี้ได้ถูกต้อง แต่ยังมีอีกเยอะที่ยังเข้าใจผิด และก็ยังมองว่าน้ำตาลนั้นคือ “ผู้ร้าย” หมอสรุปให้ฟังแบบนี้ค่ะ

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่การมองว่าน้ำตาลเป็นศัตรู แต่คือการบริหาร “สมดุลพลังงาน (Energy Balance)” ให้ถูกต้องตามหลัก Longevity ค่ะ น้ำตาลมีประโยชน์ในฐานะแหล่งพลังงานที่จำเป็น แต่ที่กลายเป็นพิษร้ายทำลายสุขภาพและทำให้แก่เร็ว เพราะพฤติกรรมการบริโภคที่ เกินความต้องการของร่างกาย (Surplus) เมื่อเราทานน้ำตาลเข้าไปแต่ไม่ได้ขยับร่างกายเพื่อเผาผลาญออก ส่วนเกินนั้นจะแปรสภาพเป็นไขมันสะสมและสร้างภาวะอักเสบระดับเซลล์ ดังนั้น กุญแจสำคัญไม่ใช่การตัดขาด แต่คือการเติมให้พอดีกับที่ใช้ หากนั่งทำงานเฉยๆ ควรจำกัดปริมาณ แต่หากใช้แรงงานหนัก ร่างกายก็สามารถรับและเผาผลาญได้มากกว่าโดยไม่เกิดโทษค่ะ

สำหรับคนทำงานออฟฟิศทั่วไป องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้จำกัดน้ำตาลอิสระไว้ที่ ไม่เกิน 5% ของพลังงานรวม หรือประมาณ 25 กรัม (6 ช้อนชา) ต่อวัน เพื่อลดความเสี่ยงโรคอ้วนและภาวะดื้ออินซูลิน

ในขณะที่นักกีฬาอาชีพอาจต้องการคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลสูงถึง 6-10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ในช่วงฝึกซ้อมหนัก ซึ่งมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว แต่กลับตรวจไม่พบค่าการอักเสบในร่างกาย เพราะมีการนำไปใช้ (Oxidation) จนหมดสิ้น

มองรวมๆแล้วมันไม่ต่างจากเครื่องปรุงอื่นๆเลยว่าไหมคะ น้ำปลา น้ำส้มสายชู ถ้าพอดี ร่างกายเราจัดการได้ แต่ถ้าเกินแน่นอน มันก็ลำบากอวัยวะอื่นๆที่จะมารับช่วงต่อ ดูแลต่อ พอดูแลไม่ไหวก็ต้องมีการทำงานที่ล้มเหลวไป ก่อโรคก่อผลข้างเคียงกันไปเหมือนๆกัน


หมายเหตุ: คำตอบนี้เป็นเพียงการให้ข้อมูลเบื้องต้น กรุณาทำนัดเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจและรับข้อมูลโดยละเอียด

enjoy eating กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน เพราะอะไร

น้ำตาลคือ “ถ่าน” ไม่ใช่ “สารพิษ” (ถ้าใช้หมด)

หมออยากปรับความเข้าใจใหม่ก่อนค่ะ น้ำตาล หรือ กลูโคส จริงๆ แล้วคือ แหล่งพลังงานหลักของเซลล์ สมองของคนไข้ต้องใช้กลูโคสเพื่อคิดงาน หัวใจต้องใช้เพื่อเต้น กล้ามเนื้อต้องใช้เพื่อขยับ

  • เปรียบเทียบง่ายๆ: ร่างกายเราเหมือน “รถยนต์” น้ำตาลเหมือน “น้ำมัน” ถ้าเราเติมน้ำมัน แล้วขับรถออกไปเที่ยว (ใช้พลังงาน) น้ำมันนั้นก็ถูกเผาผลาญหมดไป เครื่องยนต์ก็ทำงานปกติ ไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะ

แล้วทำไมใครๆ ก็บอกว่ามันเป็นพิษ?

ที่บรรดาอินฟลูเอนเซอร์หรือหมอในคลิปต่างๆ บอกว่าเป็นพิษ เพราะ “คนส่วนใหญ่เติมน้ำมันล้นถัง” ค่ะ
ในยุคปัจจุบัน เรานั่งทำงานออฟฟิศ ขยับตัวน้อย (Sedentary Lifestyle) เครื่องยนต์เราเดินเบามาก แต่เราดันกินชาไข่มุก เค้ก หรือน้ำหวาน เหมือนเรากำลังขับรถแข่ง F1

  • จุดเปลี่ยนเป็นพิษ: เมื่อ “รับเข้า” มากกว่า “ใช้ออก” น้ำตาลที่ล้นถังจะไม่มีที่ไป มันจึงเปลี่ยนร่างเป็น ไขมันสะสม (พุงหมาน้อย), ไปเกาะตามโปรตีนทำให้เซลล์เสื่อม (หน้าเหี่ยว) และทำให้ระบบเผาผลาญพัง (Metabolic Dysfunction) ซึ่งนี่คือต้นเหตุของการแก่ไวและอายุสั้นค่ะ

คนทั่วไป VS สายลุย… ลิมิตอยู่ตรงไหน?

ความยุติธรรมไม่มีในโลกของน้ำตาลค่ะ เพราะ “ไลฟ์สไตล์” กำหนดโควตาของแต่ละคน

  1. กลุ่มคนทำงานทั่วไป (Sedentary): นั่งโต๊ะ ประชุม ขับรถ กลับบ้านนอน
    • กลุ่มนี้ใช้พลังงานน้อย หมอแนะนำตามเกณฑ์มาตรฐาน คือ ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา (24-25 กรัม) ต่อวัน แค่นี้ก็แทบจะเหลือเฟือแล้วค่ะ
  2. กลุ่มใช้แรงงาน/นักกีฬา (Active): กรรมกรแบกหาม นักวิ่งมาราธอน เทรนเนอร์
    • กลุ่มนี้เครื่องยนต์ร้อนตลอดเวลา เขาอาจต้องการน้ำตาลมากกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า และ เขากินแล้วไม่เป็นพิษเท่าเรา เพราะเขากินปุ๊บ ร่างกายดึงไปเผาผลาญทันที ไม่เหลือตกค้างให้เกิดการอักเสบค่ะ

สรุปสูตรชะลอวัย กินให้แมตช์กับกิจกรรม

ถ้ารู้ตัวว่าวันนี้ไม่ได้ไปยิม ไม่ได้เดินเยอะ “อย่าเติมน้ำตาลเพิ่ม” ให้ทานแค่ที่มีในอาหารธรรมชาติก็พอค่ะ แต่ถ้าวันไหนคนไข้จะไปวิ่ง 10 กิโลฯ การทานกล้วยหรือเกลือแร่ที่มีน้ำตาล กลับเป็นเรื่องดีที่ช่วยให้ร่างกายมีแรง

หมวดหมู่เมนูอาหาร/เครื่องดื่มปริมาณน้ำตาลโดยประมาณ
(ช้อนชา)
เทียบโควตาต่อวัน
(Max 6 ช้อนชา)
เครื่องดื่มชานมไข่มุก (หวานปกติ)15 – 18🚨 เกินโควตา 3 เท่า!
น้ำแดงโซดา / น้ำอัดลม (1 แก้ว/กระป๋อง)9 – 12❌ เกินโควตา
กาแฟเย็น / ชาเย็น (รถเข็น/คาเฟ่)10 – 12❌ เกินโควตา
นมเปรี้ยวขวดใหญ่ (ที่คิดว่าผอม)10 – 14❌ เกินโควตา
อาหารจานเดียวผัดไทยกุ้งสด4 – 6⚠️ เกือบเต็มโควตา
ส้มตำไทย3 – 5⚠️ ครึ่งหนึ่งของโควตา
ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ (แบบปรุงมาแล้ว)4 – 5⚠️ ครึ่งหนึ่งของโควตา
หมูปิ้ง (3 ไม้)3 – 4⚠️ น้ำตาลอยู่ในซอสหมัก
เครื่องจิ้มน้ำปลาหวาน (ถ้วยเล็กจิ้มมะม่วง)6 – 8🚨 เกิน/เต็มโควตา
น้ำจิ้มสุกี้ / น้ำจิ้มไก่ (2 ช้อนโต๊ะ)2 – 3✅ 1/3 ของโควตา
พริกน้ำปลา (โดยทั่วไป)0✅ ไม่มีน้ำตาล*

คำถามอื่นๆที่พบบ่อย