ฝ้าเป็นภาวะผิวหนังที่เกิดจากการกระจายตัวของเม็ดสีที่มากเกินไป ทำให้เกิดเป็นจุดด่างดำบนใบหน้า ฝ้ามีหลายประเภท และการรักษาให้ได้ผลดีนั้นต้องพิจารณาตามประเภทของฝ้า
ฝ้าเป็นภาวะผิวหนังที่เกิดจากการกระจายตัวของเม็ดสีที่มากเกินไป ทำให้เกิดเป็นจุดด่างดำบนใบหน้า การรักษาฝ้าให้ได้ผลดีนั้นต้องใช้เวลาและความอดทน เนื่องจากเม็ดสีที่สะสมอยู่จะค่อยๆ จางลงทีละเล็กละน้อย
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาใดที่สามารถกำจัดฝ้าได้แบบครั้งเดียวหายถาวร การรักษาปัจจุบันสามารถช่วยให้ฝ้าจางลงได้ และต้องทำควบคู่กับการป้องกันไม่ให้ฝ้ากลับมาได้อีก
ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปทุกวัน เพื่อป้องกันผิวจากรังสี UV หมั่นสังเกตใบหน้าตัวเอง ใช้ทรีทเมนท์หน้า บำรุงหน้า เพื่อไม่ให้เม็ดสีก่อตัวเป็นกลุ่ม หรือปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อหาทางป้องกัน
สาเหตุหลักที่คนไข้ติดสินใจมารักษาฝ้า
pie title ความในใจลึกๆ ของคนที่มารักษาฝ้า "ยิ้มได้ แต่ลึกๆ ไม่มั่นใจเวลาเห็นหน้าในกระจก" : 30 "กลัวคนทัก/กลัวถูกมองว่าโทรม เลยพยายามปกปิดตลอด" : 25 "เวลาอยู่ใกล้คนสำคัญ รู้สึกต้องคุมมุมหน้าและแสงตลอด" : 25 "อยากกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง โดยไม่ต้องพึ่งรองพื้นทุกวัน" : 20
อ้างอิงคนไข้ดีเลิฟเวอรี่คลินิกตั้งแต่ปี 2023



ฝ้าจางลงทีละนิด จะให้ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวได้มากกว่า ฝ้าไม่กลับมาเร็ว
ตำแหน่งที่พบเม็ดสีผิวปกติได้มากที่สุด
ตำแหน่งที่พบฝ้ามากที่สุดจากการตรวจคนไข้มานานกว่า 10 ปี
- ใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้ม สันจมูก หน้าผาก และคาง เรียงจากมากไปน้อย
- คอ พบได้มากในคนที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป


เม็ดสีเข้มที่เราเห็นบริเวณอื่น เรียกว่า Age Spot พบได้มากเมื่ออายุมากขึ้น
- แขน พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
- มือ พบน้อยได้บ่อยเช่นกัน


เมโสเพื่อลดฝ้ากระเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ช่วยให้ผิวหน้าผ่อนคลายแข็งแรง ปรับสีผิวหมองคล้ำ ลดเลือนฝ้ากระและจุดด่างดำอย่างปลอดภัยและดูสุขภาพดี เมโสเป็นการแก้ปัญาผิวหน้าเฉพาะจุด โดยซึมเข้าสู่ผิวชั้นกลางเพื่อเสริมสร้างคอลลาเจน ลดการเกิดเม็ดสี ลดเลือนฝ้ากระ ปรับสภาพผิวหน้าให้ขาวใส ช่วยให้ฝ้าจางลงได้


ฝ้าในผู้หญิง ผู้ชายแตกต่างกันยังไง
| หัวข้อ | ผู้หญิง | ผู้ชาย |
|---|---|---|
| สาเหตุ/ตัวกระตุ้นที่พบบ่อย | ฮอร์โมน (ตั้งครรภ์/ยาคุม), แสงแดด, พันธุกรรม, ความร้อน/แสง, การระคายเคืองจากสกินแคร์ | แสงแดดจัด/ทำงานกลางแจ้ง, ความร้อน, การเสียดสี/โกนหนวด, พันธุกรรม; ฮอร์โมนมักเกี่ยวข้องน้อยกว่า |
| ลักษณะผิวที่เจอร่วม | ผิวไว/ระคายง่ายจากการลองหลายผลิตภัณฑ์, ผิวแห้งหรือผสม | ผิวหนาและมันกว่าโดยเฉลี่ย แต่ระคายจากการโกนหนวด/อาฟเตอร์เชฟได้ |
| พฤติกรรมที่ทำให้รักษายาก | แต่งหน้า/ล้างหน้าแรง/สครับ, ใช้ไวท์เทนนิ่งหลายตัวพร้อมกันจนผิวอักเสบ | ไม่ทากันแดดสม่ำเสมอ, ทากันแดดไม่พอ/ไม่เติม, ไม่ชอบขั้นตอนหลายอย่าง |
| กันแดด (จุดที่ต้องเน้น) | เลือกสูตรอ่อนโยน ไม่แสบตา เติมระหว่างวัน (ทับเมคอัพได้) | เน้น “ทาจริง-ทาพอ” สูตรบางเบาไม่เหนอะ เติมง่าย ไม่วอก |
| สกินแคร์ที่มักตอบโจทย์ | เน้นลดการอักเสบ+ยับยั้งเม็ดสีแบบค่อยเป็นค่อยไป (ผิวไม่บาง/ไม่พัง) | เน้นสเต็ปน้อยๆ แต่ได้ผล: กันแดด + ยาทาฝ้าหลัก 1–2 ตัว + มอยส์เจอร์ |
| จุดเสี่ยงของการระคาย/แพ้ | สูงกว่า (ใช้หลายชิ้น/ลองบ่อย) และบางรายไวต่อกรด/เรตินอยด์ | ระคายจากการโกนหนวด, น้ำหอม/แอลกอฮอล์ในผลิตภัณฑ์, การเสียดสี |
| หัตถการ/เลเซอร์ (แนวทาง) | มักเน้นพลังงานนุ่มๆ ลดโอกาส PIH* และดูแลผิวบอบบางร่วม | ทำได้เหมือนกัน แต่ต้องคุมแดดและลดการระคายหลังทำ โดยเฉพาะคนทำงานกลางแจ้ง |
| ความคาดหวัง/แรงจูงใจที่พบบ่อย | อยากหน้าใสสม่ำเสมอ แต่งหน้าง่ายขึ้น | อยากดูสดใส ไม่โทรม ลดรอยคล้ำ/สีผิวไม่สม่ำเสมอแบบดูเป็นธรรมชาติ |
| อุปสรรคในการมาต่อเนื่อง | เวลานัด/งบ/กลัวหน้าบาง | เวลา/ความสม่ำเสมอในการทาและเติมกันแดด |
| ตัวชี้วัดความสำเร็จที่ควรใช้ | รูปเทียบแสงเดียวกัน + คะแนนความเข้มฝ้า + ความทนต่อผลิตภัณฑ์ | รูปเทียบแสงเดียวกัน + ความเข้มฝ้า + ความสม่ำเสมอของกันแดด/กิจกรรมกลางแจ้ง |


เมโสฝ้ากระช่วยลดเลือนจุดด่างดำ โดยการให้ตัวยาเข้าสู่ผิวโดยตรงซึมเข้าสู่ผิวทันที และควบคุมการทำงานของเซลล์เม็ดสีเพื่อลดการเกิดเม็ดสีที่เป็นจุดด่างดำ และรอยฝ้ากระจางลงได้

ข้อเสียของการที่ใบหน้ามีฝ้า

ส่องกระจกเห็นฝ้า → รู้สึกหน้าดูมีอายุ/ดูเหนื่อยกว่าปกติ → ความมั่นใจลดลง → เลี่ยงกล้อง/เลี่ยงแสงจ้า → พยายามปกปิด (แต่งหน้าหนักขึ้น/โฟกัสตำหนิมากขึ้น) → ผิวล้า/ไวขึ้น (ระคายเคือง เครียด นอนน้อย) → ฝ้าดูเข้มและชัดขึ้น → เสียเวลา+เสียเงินกับการเลือกครีม/คลินิก/วิธีรักษาหลายอย่าง → กลับมาส่องกระจกเห็นฝ้าอีกครั้ง → วนซ้ำ
ดีเมลาสม่า ลดฝ้าทำงานอย่างไร
เมโสลดฝ้า (D’ Melasma) เป็นโปรแกรมของทางคลินิก รักษาฝ้าโดยการให้ตัวยาเข้าไปในชั้นหนังแท้ใต้ผิวหนัง โดยสารออกฤทธิ์ที่มีส่วนผสม ได้แก่
อัลฟาอาร์บูติน 2% (Alpha Arbutin)
อาบูตินบริสุทธิ์ เข้มข้นลดเลือนฝ้ารอยแดง และรอยดำ

กลูต้าไธโอน (GSH)
เผยผิวกระจ่างใส เป็นสารต้านอนมูลอิสระ ประสิทธิภาพสูง

วิตามินบี 3 (Niacinamide)
เพิ่มความเห็งแรงให้กับผิว ปรับผิวให้กระจ่างใส รูขุมขนกระชับ

- วิตามินซี: ช่วยยับยั้งการผลิตเมลานิน ซึ่งเป็นเม็ดสีที่ทำให้เกิดฝ้า
- กลูตาไธโอน: มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการสร้างเมลานินและทำให้ผิวกระจ่างใส
- สารสกัดจากพืช: เช่น สารสกัดจากมะนาวหรือว่านหางจระเข้ ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเมลานินและลดการอักเสบ
- กรดไกลโคลิก: ช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก ทำให้เม็ดสีฝ้าค่อยๆ จางลง
กลไกการลดฝ้า
- ยับยั้งการผลิตเมลานิน
- กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว
- ลดการอักเสบ
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ซึ่งช่วยให้ผิวแข็งแรงและกระจ่างใส
กลไกช่วยหน้ากระจ่างใส
ตัวยาที่มีส่วนผสมนี้นอกจากจะช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี ยังมีส่วนช่วยให้ผิวหน้าดูกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
- ADENOSINE: ลดเลือนริ้วรอยและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
- SODIUM DNA: ปกป้องเซลล์ผิวจากความเสียหายของอนุมูลอิสระ
- HYDROLYZED COLLAGEN: เติมเต็มริ้วรอยและเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว
- HYALURONIC ACID: กักเก็บความชุ่มชื้นและทำให้ผิวอิ่มน้ำ
- MULTI-PEPTIDES: กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน


รักษาฝ้า กี่ครั้งเห็นผล
เมื่อรับบริการต่อเนื่อง 3-5 ครั้ง ต่อเนื่อง ฝ้าจะค่อยๆจางลง เม็ดสีที่เข้มๆจะสีอ่อนลง การกระจายตัวของฝ้าจะคงที่หรือลดน้อยลง ควรดูแลและเข้ามารับบริการตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดค่ะ
รีวิวรักษาฝ้า



ผลลัพธ์หลังรับบริการต่อเนื่องจะอยู่ได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของแต่ละบุคคล ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UV พักผ่อนให้พอเพื่อให้ผิวได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่ และควรเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลง เข้าพบแพทย์เป็นระยะๆ
ทำไมจึงต้องรักษาฝ้าให้ค่อยๆจางลง
- การรักษาที่รุนแรงเกินไปอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ผิวระคายเคือง ผิวแห้ง และการเปลี่ยนสีผิว
- การรักษาที่รวดเร็วเกินไปอาจทำให้ฝ้ากลับมาอีก เนื่องจากเม็ดสีที่สะสมอยู่ยังไม่ถูกกำจัดออกไปอย่างสมบูรณ์
- การรักษาที่ค่อยเป็นค่อยไปช่วยให้ผิวมีเวลาปรับตัว และลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง
D’ Melasma ราคาเท่าไหร่

| จำนวนครั้ง | ราคา |
|---|---|
| 1 ครั้ง | 4,500 บาท |
| 5 ครั้ง | 18,000 บาท |
| 10 ครั้ง | 29,000 บาท |
แนะนำให้รับบริการ ลดฝ้าอย่างน้อย 3-5 ครั้ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวและแนะนำแผนการรักษาที่เหมาะสม
โปรแกรมหน้าใสอื่นๆ

NCTF 135 HA
1 ในเมโสเพื่อผิวกระจ่างใส ลดเม็ดสีผิวที่เข้มให้จางลงได้ในทุกบริเวณ
- Filorga NCTF 135 HA ครั้งละ 9,999.- ,คอร์ส 5 ครั้ง 35,000.-
- Channel ครั้งละ 4,900.- ,คอร์ส 5 ครั้ง 19,000.-
- Inno Glitter ครั้งละ 2,500.- ,คอร์ส 5 ครั้ง 10,000.-
คุณเป็นฝ้าชนิดไหน ดูอย่างไร

ต้องรู้ประเภทฝ้า การรักษาจะตรงจุด
ฝ้าเป็นภาวะผิวหนังที่เกิดจากการกระจายตัวของเม็ดสีที่มากเกินไป ทำให้เกิดเป็นจุดด่างดำบนใบหน้า ฝ้ามีหลายประเภท และการรักษาให้ได้ผลดีนั้นต้องพิจารณาตามประเภทของฝ้า
ประเภทของฝ้า
- ฝ้าตื้น (Epidermal melasma) เกิดจากการสะสมของเม็ดสีที่ชั้นหนังกำพร้า ซึ่งเป็นชั้นผิวหนังชั้นนอกสุด ฝ้าประเภทนี้มักมีสีน้ำตาลอ่อนและตอบสนองต่อการรักษาได้ดี
- ฝ้าลึก (Dermal melasma) เกิดจากการสะสมของเม็ดสีที่ชั้นหนังแท้ ซึ่งเป็นชั้นผิวหนังชั้นล่าง ฝ้าประเภทนี้มักมีสีน้ำตาลเข้มหรือเทา และตอบสนองต่อการรักษาได้ยากกว่าฝ้าตื้น
- ฝ้าเส้นเลือด (Telangiectasia) เกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนัง โดยเส้นเลือดฝอยเหล่านี้จะไปกระจุกตัวกันในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ทำให้เกิดปื้นแดงๆ หรือสีม่วงแดงปรากฏบนผิวหนัง
- ฝ้าฮอร์โมน (Hormone Melasma) พบได้บ่อยในผู้หญิง โดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์ เนื่องจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะสูงขึ้นอย่างมากในช่วงนี้ นอกจากนี้ ฝ้าฮอร์โมนยังอาจเกิดได้ในผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนทดแทน
- ฝ้าผสม (Mixed melasma) เป็นฝ้าที่เกิดจากการสะสมของเม็ดสีทั้งที่ชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ ฝ้าประเภทนี้มีลักษณะสีน้ำตาลปานกลางและตอบสนองต่อการรักษาได้ปานกลาง
การรักษาฝ้าขึ้นอยู่กับประเภทของฝ้าและความรุนแรงของอาการ แพทย์จะพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เพื่อกำหนดแผนการรักษาที่เหมาะสม



การป้องกันคือหนทางที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับฝ้า ครีมกันแดดเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV อันเป็นสาเหตุหลักของฝ้า เพื่อผิวที่กระจ่างใสของคุณ
การป้องกันแสงแดดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันฝ้าและการกลับมาของฝ้าหลังการรักษา ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปทุกวัน และสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวเมื่อออกแดด แดดประเทศไทยต้องบอกว่าอันตรายทุกช่วงเวลา ที่ควรเลี่ยงมากที่สุดคือช่วง 11.00 – 14.00 น.

สลายฝ้า กับเลเซอร์ เลือกแบบไหนดี
| ลักษณะ | เมโสลดฝ้า | Pico Laser |
|---|---|---|
| กลไกการออกฤทธิ์ | ทาหรือเติมสารเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน | ใช้คลื่นแสงเลเซอร์ยิงทำลายเม็ดสีเมลานิน |
| ระยะเวลาในการเห็นผล | อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน | อาจต้องใช้เวลาหลายครั้งในการรักษา |
| ความถี่ในการรักษา | ทุก 1-3 สัปดาห์ | ทุก 2-4 สัปดาห์ |
| ระยะเวลาในการรักษาแต่ละครั้ง | ประมาณ 10 นาที | ประมาณ 20 นาที |
| ความรู้สึกตอนทำ | ||
| ผลข้างเคียง | อาจเกิดรอยแดงหรือบวมชั่วคราว | อาจเกิดรอยแดงหรือบวมชั่วคราว |
| ระยะเวลาพักฟื้น | ไม่ต้องพักฟื้น | อาจมีพักหน้าตามโหมดที่เลือกรักษา |
| เหมาะกับฝ้าประเภท | ฝ้าตื้น ฝ้าที่เกิดจากฮอร์โมน | ฝ้าตื้น ฝ้าที่เกิดจากแสงแดด |
| ราคา | 1,500-4,500 /ครั้ง | 5,500-9,000/ครั้ง |
| ความเสี่ยง | ตัวยาไม่ได้คุณภาพ | Pico ปลอม แอบอ้าง |
| ผลลัพธ์ | รักษาอย่างต่อเนื่อง | รักษาอย่างต่อเนื่อง |
| ข้อจำกัด | ไม่เหมาะกับผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร | ไม่เหมาะกับผู้ที่มีผิวคล้ำหรือผิวบอบบาง |
ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ เราให้ความสำคัญกับเวลาของคุณ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวอย่างละเอียด ไม่เร่งรีบ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณที่สุด
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน เราไม่มีเซลส์คอยปิดการขายหรือบังคับซื้อคอร์ส คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระและสบายใจที่สุด
- จ่ายสบายเลือกได้ เรามีระบบมัดจำที่ยืดหยุ่น สามารถแบ่งจ่ายได้ พร้อมรองรับ Shopee PayLater และโปรแกรมผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม คุณจะได้ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง เพื่อความต่อเนื่องและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง ความภาคภูมิใจของเราคือเสียงตอบรับจากผู้ใช้บริการจริง ไม่มีการจ้างดาราหรือ Influencer เพื่อให้คุณมั่นใจในผลลัพธ์ที่แท้จริง
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้ ทีมแพทย์ของเรามีความเชี่ยวชาญด้านการปรับรูปหน้าและดูแลผิวพรรณโดยตรง สามารถตรวจสอบรายชื่อได้จากแพทยสภา
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกของเราทั้งสองสาขาผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข ตั้งอยู่ในโครงการที่เดินทางสะดวกและมีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ เราให้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว คุณสามารถเช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่ใช้ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย และสามารถตรวจสอบได้ทุกชิ้น

การรักษากระแดด ที่อยู่บนผิวชั้นบนสุดเรา เราไม่ได้ใช้ความรุนแรงแบบนั้นเลยค่ะ น่าจะเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
การกำจัดกระแดดไม่ใช่การถลกผิวหนัง หรือทำให้ผิวฉีกขาดเลยค่ะ แต่คลินิกเราใช้หลักการ “Multi-Layer Freckle Therapy” เข้าไปทำให้เซลล์เม็ดสีที่ผิดปกติบนผิวชั้นนอกสลายตัวไปอย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องให้เครื่องมือสัมผัสผิว หลังทำจะเกิดเป็นสะเก็ดแผลเล็กๆ เพื่อปกป้องผิว ซึ่งจะ หลุดลอกออกไปเองตามธรรมชาติใน 7-14 วัน เผยผิวใหม่ที่กระจ่างใสขึ้น กระบวนการนี้ปลอดภัย ไม่ทำร้ายโครงสร้างผิวชั้นลึก จะทำปฏิกิริยาจำกัดอยู่แค่ “ผิวชั้นหนังกำพร้า (Epidermis)” หรือผิวชั้นนอกสุดเท่านั้นค่ะ (ลึกประมาณ 0.1 – 0.2 มิลลิเมตร) ซึ่งเป็นชั้นที่กระแดดเกาะตัวอยู่พอดี และไม่ทำให้ผิวบางลงถาวร หลังทำมีขั้นตอนที่ต้องดูแลต่อเนื่อง คนไข้ต้องหมั่นทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอหลังทำ เพื่อปกป้องผิวใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาค่ะ
เบื้องต้นต้องเข้าใจเรื่องนี้ก่อนค่ะ ไม่ตากแดด ไม่ได้หมายความว่า ผิวไม่โดนรังสีจากแดด
รังสี UVA มีความยาวคลื่นอยู่ที่ 320-400 นาโนเมตร ซึ่งสามารถทะลุผ่านกระจกหน้าต่างอาคารได้ถึง 90% การใช้ค่า PA จึงจำเป็นแม้คนไข้จะไม่ได้อยู่กลางแจ้ง
สรุปคือ PA++ หมายถึงค่าการป้องกันรังสี UVA ในระดับปานกลาง ค่ะ โดยรังสี UVA เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ ผิวแก่ก่อนวัย เกิดริ้วรอย และฝ้ากระ (Photoaging) ซึ่งต่างจาก SPF ที่เน้นกันผิวไหม้แดด การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า PA++ เหมาะสำหรับคนที่ใช้ชีวิตในร่มหรือพนักงานออฟฟิศ เป็นหลัก แต่หากต้องออกแดดจัด หมอแนะนำให้เลือกค่าที่สูงกว่านี้เพื่อให้ผิวแข็งแรงและดูอ่อนเยาว์ไปนานๆ ค่ะ
อ้างอิงจาก สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย การรักษาฝ้าดื้อยาต้องระวังกลุ่มยาสเตียรอยด์และไฮโดรควิโนนที่ลักลอบใส่ในครีมหน้าขาวที่ไม่มีเลขจดแจ้ง ซึ่งมักเป็นสาเหตุหลักของอาการ Rebound ในคนไทย
คนไข้รวมถึงตัวหมอเอง จะรู้ว่าฝ้าดื้อยาได้จากการสังเกตว่า รักษาด้วยยาเดิมมานานเกิน 3 เดือนแล้วไม่เห็นผล หรือมีอาการ หยุดยาแล้วฝ้ากลับมาเข้มขึ้นอย่างรวดเร็ว (Rebound) ร่วมกับผิวที่บางและแพ้ง่ายขึ้นค่ะ สาเหตุมักเกิดจากการใช้ยาที่มีสารรุนแรงติดต่อกันนานเกินไปจนเซลล์เม็ดสีทำงานผิดปกติ ทางออกที่ดีที่สุดคือ หยุดใช้ยาที่สงสัยและปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพื่อทำการ “Reset” ผิวและวางแผนการรักษาใหม่ที่ปลอดภัยและยั่งยืนค่ะ
จึงเป็นสาเหตุว่า ฝ้า ต่างจากปัญหาผิวอื่นๆมาก ยาทาครีมทาทั่วไปที่มีขายตามร้านสะดวกซื้อนั้น มักไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ลำบากเสียแล้ว ประเภทฝ้า อายุฝ้า ความไวของผิวต่อการรักษาคนไข้แต่ละเคสต่างกัน ไม่มีวิธีตายตัว วิธีที่ใช้กับ คนไข้ A อาจจะไม่ได้ผลกับ คนไข้ B ปัญหานี้เลยคู่กับคนไทย และคนเอเชียมาเป็นร้อยปีแล้วค่ะ
ดังนั้นเวลาคนไข้มาปรึกษาหมอเรื่องรักษาฝ้า นั้นต้องคุยกันเยอะหน่อย ว่าทำอะไรมาบ้าง เคยใช้ยาหรือไม่อย่างไร เพื่อประเมินผิว ความเสี่ยงต่างๆ เพื่อเลือกแนวทางที่จะเหมาะสมที่สุดให้แต่ละเคสค่ะ
Vitaran และกลุ่ม PN ทุกตัว ช่วยเรื่องฝ้าได้จริงในแง่ของการลดการอักเสบและซ่อมแซมโครงสร้างผิวให้แข็งแรงขึ้น ค่ะ
PN ที่ดี ต้องมีโมเลกุลที่เหมาะสมซึ่งโมเลกุลที่เหมาะสมคือ 390 -1300 KDA เพราะสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดีและช่วยลดการอักเสบได้ดี
แม้หน้าที่หลักจะเป็นการสร้างงานผิวฉ่ำวาว แต่เมื่อผิวสุขภาพดีขึ้นจากภายใน ปัญหาเม็ดสีและการกระจายตัวของฝ้าจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในคนไข้ที่ผิวบางหรือเป็นฝ้าเรื้อรัง การฉีด PN จะเข้าไปช่วยให้ผิวทนต่อมลภาวะและผลลัพธ์จากการรักษาฝ้าด้วยวิธีอื่นมีประสิทธิภาพยืนยาวขึ้นค่ะ
คือถ้าคนไข้หลายคนเคยใช้ครีมมาแล้วยังรู้สึกว่าเห็นผลยังไม่ชัดพอ หรือผิวปฏิเสธครีม การขยับมาใช้บริการกลุ่มฉีด ก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม หรือจะเลเซอร์ร่วมด้วย ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัญหาฝ้า ประเภทฝ้าของแต่ละบุคคลค่ะ
หมอจะบอกว่า อุณหภูมิผิวที่เพิ่มขึ้นเพียง 1-2 องศาเซลเซียส จากการทำกิจกรรมหน้าเตาหรือออกแดด สามารถกระตุ้นให้ เส้นเลือดฝอยขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 20% ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ฝ้าดูเข้มขึ้นทันตาเห็นภายใน 10-15 นาที
ดังนั้นการที่ฝ้าเข้มขึ้นบางวันเกิดจาก “ปัจจัยกระตุ้นชั่วคราว” ไม่ใช่การเพิ่มขึ้นของเม็ดสีถาวรเสมอไป โดยมีสาเหตุหลักจาก การขยายตัวของเส้นเลือดใต้ผิวเมื่อเจอความร้อน (Vascular Melasma) ทำให้สีฝ้าดูคล้ำขึ้น ร่วมกับ สภาวะผิวขาดน้ำ ที่ทำให้ผิวไม่สะท้อนแสงจนเห็นรอยดำชัดกว่าปกติ รวมถึง การแปรปรวนของฮอร์โมนและความเครียด ที่ไปสั่งการให้เซลล์เม็ดสีทำงานไวขึ้น ดังนั้นวันไหนที่คนไข้ ดูแลผิวให้อิ่มน้ำ หลบเลี่ยงความร้อน และพักผ่อนเพียงพอ ฝ้าก็จะดูจางลงราวกับหายไปเองได้ค่ะ อันนี้แหล่ะที่เขาเรียกว่าธรรมชาติของฝ้าของแท้เลย การรักษาจึงยากมากๆ แต่ก็ยังมีทางทำให้จาง หรือสงบลงได้ การใช้วิธีที่รุนแรง อยากหายไวๆ จึงไม่ใช่ทางออกของฝ้าค่ะ
ให้เข้าใจง่ายคือ วิธีต่างกัน แต่ปลายทางเหมือนกันค่ะ
การรักษาฝ้าระหว่าง ฉีดฝ้า (Mesotherapy) กับ เลเซอร์ (Laser) มีกลไกที่ต่างกันแต่เกื้อหนุนกัน การ ฉีดฝ้า คือการป้อนตัวยาเพื่อ ยับยั้งการสร้างเม็ดสีใหม่ เหมาะกับการคุมอาการและปรับผิวใส ไม่ทำให้หน้าบาง ส่วน เลเซอร์ คือการใช้พลังงาน ทำลายเม็ดสีเก่าให้แตกละเอียด เห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ไวกว่าแต่ต้องระวังผลข้างเคียงเรื่องความร้อน หากถามว่าแบบไหนดีกว่า หมอแนะนำให้ทำควบคู่กัน เพื่อผลลัพธ์ที่รวดเร็วและยั่งยืน โดยใช้เลเซอร์กำจัดของเก่าและใช้ยาฉีดคุมไม่ให้เกิดของใหม่ ร่วมกับการทากันแดดอย่างเคร่งครัดค่ะ
จากการศึกษาพบว่า การรักษาฝ้าแบบผสมผสาน (Combined Therapy) ช่วยลดความเข้มของฝ้าได้มากกว่า 50% ภายใน 8 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับการใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ตอบแบบสั้นๆ ตัดบทก่อนเลยว่า อย่าเสียเวลาเลยค่ะ เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังจะได้ของแถมไม่พึงประสงค์อีกเยอะ คือต้องเข้าใจก่อนว่า ฝ้ามันไม่ได้อยู่ผิวบนสุด เหมือนเราเอาปากกาเคมีมาแต้มผิว แล้วเราจะลบมันออกอะไรแบบนั้น ฝ้า จุดดำๆ ด่างๆที่เราเห็นนั้น มันซึมอยู่ข้างล่างนานมากแล้ว และวันนี้มันแค่โผล่ขึ้นมาให้เราเห็น
การขัดหน้าจะช่วยแค่กำจัดขี้ไคลให้ผิวดูใสขึ้นชั่วคราว แต่ แรงเสียดสี (Friction) จากการขัดจะไปกระตุ้นการอักเสบใต้ผิว ทำให้เซลล์เม็ดสีตื่นตัวและผลิตฝ้าออกมา เข้มและลึกกว่าเดิม หมอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการสครับผิวหน้าแรงๆ แล้วหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวกลุ่ม Chemical Exfoliant (AHA/PHA) หรือปรึกษาแพทย์เพื่อทำเลเซอร์หรือฉีดตัวยาที่ตรงจุด จะปลอดภัยและเห็นผลลัพธ์ที่ดีต่อการรักษาฝ้ามากกว่าค่ะ
ถือว่าจริงค่ะ คนไข้คนไหนเป็นอยู่ถึงจะเข้าใจมากที่สุด เพราะยื้อกันนานเลยแหล่ะ
การรักษา ฝ้าลึก (Dermal Melasma) ถือเป็นความท้าทายที่สุดในวงการผิวพรรณ เพราะเม็ดสีฝังตัวอยู่ในชั้นหนังแท้ ซึ่งครีมทั่วไปเข้าถึงได้ยากและ ห้ามใช้ความรุนแรงเด็ดขาด ประเภทจะเอาเลเซอร์มายิงโป้งๆ อย่างเดียวคือไม่ได้เลย การรักษาที่มีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ปล่อยพลังงานจำเพาะเจาะจงเพื่อย่อยสลายเม็ดสีโดย ไม่ก่อให้เกิดความร้อนสะสม (Heat Accumulation) ที่จะไปกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้น (Rebound)








