Let them wonder why you look so refreshed, not what you had done.

โปรแกรมฟิลเลอร์ Lorient ที่ D’ Lovevery Clinic เติมเต็มความมั่นใจ คืนความอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ
ความงามที่แท้จริงไม่ได้วัดจากกรอบของสังคม แต่คือความรู้สึกมั่นใจที่เปล่งประกายมาจากภายใน แต่เมื่อกาลเวลาทิ้งร่องรอยไว้บนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยร่องลึกหรือความหย่อนคล้อยที่ทำให้หลายคนสูญเสียความมั่นใจ โปรแกรมฟิลเลอร์ Lorient ที่ D’ Lovevery Clinic คือคำตอบที่ถูกออกแบบมาเพื่อคืนความสดใสอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ด้วยฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) คุณภาพ ที่จะช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหาย ปรับรูปหน้าให้สมดุล และฟื้นฟูผิวให้กลับมาดูอิ่มฟูอีกครั้ง โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และมอบผลลัพธ์ที่เรียบเนียน

เผยความลับของฟิลเลอร์ Lorient
ฟิลเลอร์ Lorient คือสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA) ที่พัฒนาขึ้นโดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติสูงสุด เนื้อเจลถูกออกแบบให้มีความบริสุทธิ์สูงและใช้สารเชื่อมโยงโมเลกุล (BDDE) ในปริมาณต่ำ ทำให้มีความปลอดภัยสูง ลดโอกาสการเกิดอาการแพ้หรือการอักเสบภายหลัง ที่สำคัญคือเนื้อเจลมีคุณสมบัติที่เรียบเนียนเป็นเนื้อเดียว ทำให้ปั้นทรงได้ง่าย กลมกลืนไปกับผิวจริง ไม่เกิดปัญหาเป็นก้อนแข็งหรือเคลื่อนตัวผิดตำแหน่ง จึงเป็นตัวเลือกที่แพทย์ไว้วางใจและเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความงามที่ดูนุ่มนวลเป็นธรรมชาติ

ฟิลเลอร์ Lorient มีให้เลือก 3 รุ่น เพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาในแต่ละบริเวณของใบหน้าได้อย่างตรงจุด
- Lorient No.2 (เนื้ออ่อน) เหมาะสำหรับการเติมเต็มริ้วรอยตื้นๆ และบริเวณที่ต้องการความละเอียดสูง เช่น ใต้ตา หรือริมฝีปาก
- Lorient No.4 (เนื้อปานกลาง) เหมาะสำหรับการเติมเต็มร่องแก้ม หน้าผาก หรือเพิ่มปริมาตรให้แก้มดูอิ่มฟู
- Lorient No.6 (เนื้อแข็ง) เหมาะสำหรับการปรับโครงสร้างใบหน้าให้มีมิติคมชัดขึ้น เช่น คาง และกรอบหน้า

ฟิลเลอร์ Lorient แตกต่างจากตัวอื่นอย่างไรบ้าง
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดของฟิลเลอร์ Lorient อยู่ที่ “เทคโนโลยีและโครงสร้างของเนื้อเจล” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์และความปลอดภัยหลังฉีด
- โมเลกุล HA และการอักเสบ (High Molecular Weight HA)
- Lorient: ใช้ Hyaluronic Acid ที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่และน้ำหนักสูง (High Molecular Weight) ซึ่งมีความเสถียรสูง โครงสร้างแข็งแรง และที่สำคัญคือ กระตุ้นการอักเสบในร่างกายน้อยกว่า จึงช่วยลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงระยะยาวที่เรียกว่า Delayed Inflammatory Reactions (DIR) หรืออาการบวมๆ ยุบๆ หลังฉีดไปแล้วนานๆ ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักของผู้ที่เคยมีประสบการณ์ไม่ดีกับฟิลเลอร์
- ฟิลเลอร์อื่น: บางยี่ห้อ (โดยเฉพาะรุ่นเก่าๆ) อาจใช้ HA ที่มีโมเลกุลหลากหลายขนาด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้มากกว่า
- ความบริสุทธิ์และสารตกค้าง (Low BDDE Crosslinker)
- Lorient: มีปริมาณสารที่ใช้เชื่อมโมเลกุล (BDDE) ในระดับที่ต่ำมาก ทำให้ฟิลเลอร์มีความบริสุทธิ์สูง โอกาสที่จะเกิดอาการแพ้หรือการอักเสบหลังฉีดจึงน้อยมาก เหมาะสำหรับคนที่มีผิวบอบบางหรือแพ้ง่าย
- ฟิลเลอร์อื่น: ปริมาณ BDDE อาจแตกต่างกันไปในแต่ละแบรนด์และรุ่น ซึ่งหากมีปริมาณสูงก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการระคายเคืองได้
- เนื้อเจลและความเรียบเนียน (Monophasic Gel)
- Lorient: เป็นเจลเนื้อเดียว (Monophasic) ที่มีความเนียนละเอียดสม่ำเสมอ ทำให้แพทย์สามารถปั้นทรงได้ง่าย ผลลัพธ์ที่ได้จึงเรียบเนียน กลืนไปกับผิวจริง ไม่เกิดปัญหาเป็นก้อนแข็ง และฟิลเลอร์ไม่เคลื่อนตัวผิดตำแหน่ง แม้ในบริเวณที่ขยับบ่อยๆ
- ฟิลเลอร์อื่น: บางยี่ห้ออาจเป็นเนื้อเจลแบบ Biphasic (มีทั้งเจลและอนุภาคผสมกัน) ซึ่งอาจให้ผลลัพธ์ที่แข็งกว่า หรือเสี่ยงต่อการจับตัวเป็นก้อนได้มากกว่าหากเทคนิคการฉีดไม่เหมาะสม
- อาการบวมหลังฉีด (Osmolarity ที่ใกล้เคียงกับผิว)
- Lorient: มีค่าแรงดันออสโมติก (Osmolarity) ที่ออกแบบมาให้ใกล้เคียงกับเนื้อเยื่อผิวหนังของมนุษย์ ทำให้เนื้อเจล ไม่ดึงน้ำเข้ามาในบริเวณที่ฉีดมากเกินไป ผลลัพธ์คือ อาการบวมหลังฉีดจึงน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย ทำให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้เร็วกว่า
- ฟิลเลอร์อื่น: บางยี่ห้ออาจมีคุณสมบัติดึงน้ำมากกว่า ทำให้เกิดอาการบวมได้ชัดเจนในช่วง 3-7 วันแรกหลังฉีด

ข้อดีและข้อควรพิจารณาของฟิลเลอร์ Lorient
ข้อดี
- ผลลัพธ์สวยเป็นธรรมชาติ เนื้อเจลละเอียดพิเศษ ผสานเข้ากับชั้นผิวได้อย่างไร้รอยต่อ ไม่จับตัวเป็นก้อน
- บวมช้ำน้อยมาก ด้วยคุณสมบัติของเจลที่ไม่ดึงน้ำมากเกินไป และมีค่าแรงดันที่ใกล้เคียงกับผิวหนัง ทำให้หลังฉีดแทบไม่มีอาการบวม
- ปลอดภัยสูง ลดโอกาสแพ้ ผ่านกระบวนการผลิตที่ทำให้สารตกค้าง (BDDE) อยู่ในระดับต่ำมาก ปลอดภัยแม้ในผู้ที่มีผิวบอบบาง
- ฉีดง่ายและแม่นยำ แพทย์สามารถควบคุมการฉีดได้ง่าย ทำให้ผลลัพธ์ออกมาแม่นยำตามที่วางแผนไว้
- คงผลลัพธ์ยาวนาน ฟิลเลอร์สามารถยึดเกาะกับผิวได้ดี ทำให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานตั้งแต่ 6 ถึง 16 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่นที่ใช้และสภาพผิวของแต่ละบุคคล
ข้อควรพิจารณา
- ผลลัพธ์ที่ได้จะคงอยู่ชั่วคราวและค่อยๆ สลายไปตามธรรมชาติ จำเป็นต้องกลับมาเติมเพื่อคงสภาพผลลัพธ์ไว้
- ไม่เหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
- ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง

การเตรียมตัวก่อนรับบริการฟิลเลอร์
เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและความปลอดภัยสูงสุด ควรเตรียมตัวดังนี้
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนรับบริการ
- หยุดรับประทานยาหรือวิตามินที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน วิตามินอี น้ำมันปลา อย่างน้อย 3-5 วัน
- พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมากๆ เพื่อเตรียมสภาพผิวให้พร้อม
- แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และยาที่รับประทานอยู่ให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด

การดูแลตัวเองหลังรับบริการ
การดูแลตัวเองหลังฉีดเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ฟิลเลอร์เข้าที่และสวยงาม
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส กด หรือนวดบริเวณที่ฉีดอย่างน้อย 24 ชั่วโมงแรก
- งดกิจกรรมที่ทำให้ใบหน้าสัมผัสความร้อน เช่น ซาวน่า สตรีม หรือการตากแดดจัด ประมาณ 3-5 วัน
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหนักที่อาจทำให้หน้าแดงหรือมีเหงื่อออกมากเป็นเวลา 1-2 วัน
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อช่วยให้ฟิลเลอร์ทำงานและอุ้มน้ำได้ดียิ่งขึ้น
- หากมีอาการบวมหรือรอยช้ำเล็กน้อย สามารถใช้การประคบเย็นเพื่อช่วยบรรเทาอาการได้
ข้อควรรู้เกี่ยวกับฟิลเลอร์ Lorient
- ความรู้สึกระหว่างทำ ก่อนการฉีดจะมีการทายาชาเฉพาะที่เพื่อลดความรู้สึกเจ็บ ทำให้ระหว่างฉีดจะรู้สึกเจ็บน้อยมากหรือไม่รู้สึกเลย
- บริเวณที่สามารถฉีดได้ ฟิลเลอร์ Lorient สามารถใช้ได้กับหลายส่วนบนใบหน้า เช่น ใต้ตา ร่องแก้ม หน้าผาก แก้ม คาง ขมับ และริมฝีปาก โดยแพทย์จะประเมินและเลือกรุ่นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ
- ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากฟิลเลอร์ Lorient ถูกออกแบบมาให้อ่อนโยนและปลอดภัย ผลข้างเคียงจึงพบได้น้อยมาก อาจมีเพียงอาการบวมหรือรอยแดงเล็กน้อยซึ่งจะหายไปเองภายใน 1-3 วัน
- การแก้ไขผลลัพธ์ หากไม่พอใจผลลัพธ์ สามารถทำได้ เนื่องจากฟิลเลอร์ Lorient เป็นสารไฮยาลูรอนิกแอซิด ซึ่งสามารถใช้เอนไซม์เพื่อสลายฟิลเลอร์ออกได้อย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์

ทำไมต้องเลือกฟิลเลอร์ ที่ D’ Lovevery Clinic
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ เราให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของคุณ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวอย่างละเอียด ไม่เร่งรีบ เพื่อให้คุณได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุด
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน เราไม่มีเซลส์คอยกดดันหรือบังคับขายคอร์ส คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระและสบายใจ
- จ่ายสบายเลือกได้ เรามีทางเลือกในการชำระเงินที่หลากหลาย ทั้งระบบมัดจำ การแบ่งจ่าย Shopee PayLater (เร็วๆนี้) และโปรแกรมผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม คุณจะได้ติดตามผลการรักษากับแพทย์ที่ดูแลคุณโดยตรง เพื่อความต่อเนื่องและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง ความไว้วางใจของคุณคือสิ่งสำคัญที่สุด เรารวบรวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่มีการจ้างดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้ ทีมแพทย์ของเรามีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง สามารถตรวจสอบประวัติและใบประกอบวิชาชีพได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกของเราผ่านการรับรองตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข สะอาด ปลอดภัย พร้อมที่จอดรถฟรีเพื่อความสะดวกของคุณ
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ เราให้ข้อมูลที่รวดเร็วและโปร่งใส คุณสามารถตรวจสอบคอร์สคงเหลือได้ง่าย และมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่ใช้ผ่านการรับรองจาก อย. ไทย และสามารถตรวจสอบได้
พร้อมคืนความอ่อนเยาว์และเติมความมั่นใจให้ใบหน้าของคุณแล้วหรือยัง นัดหมายเพื่อปรึกษาแพทย์ได้แล้ววันนี้ที่ D’ Lovevery Clinic ทั้ง 2 สาขา
- สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

สำคัญมากเลยค่ะ แพ้มากแพ้น้อย หมอต้องซักประวัติให้ละเอียดก่อนทำ ผู้ที่แพ้อาหารทะเลต้องพิจารณาจากชนิดที่แพ้ค่ะ หากคนไข้มีประวัติ แพ้ปลาทะเล หรือแพ้ปลาแซลมอน จะไม่สามารถฉีดรีจูรันและกลุ่ม PN ได้เด็ดขาด เพราะสารสกัดหลักทำมาจาก DNA ปลาแซลมอน และปลาอื่นๆก็มี แต่หากคนไข้ แพ้เฉพาะกลุ่มกุ้ง ปู หอย (Shellfish) แต่ยังคงทานปลาแซลมอนได้ปกติ ก็มีโอกาสที่จะพิจารณาให้ฉีดได้ อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด คนไข้ควรแจ้งประวัติการแพ้อาหารอย่างละเอียดให้แพทย์ทราบทุกครั้ง เพื่อที่แพทย์จะได้ประเมินความเสี่ยงและเลือกตัวยาที่ปลอดภัย เหมาะสมกับผิวของคนไข้มากที่สุดค่ะ
เพื่อความสบายใจและให้คนไข้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด หมอแนะนำให้คนไข้ทำการตรวจให้รู้ลึกถึงระดับภูมิคุ้มกันเลยค่ะ ด้วยโปรแกรม ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance Check-up) ของทางคลินิกเราค่ะ
ทำไมหมอถึงแนะนำให้ตรวจโปรแกรมนี้?
- เจาะลึกระดับชนิดของอาหาร: การตรวจนี้จะช่วยวิเคราะห์ปฏิกิริยาของร่างกาย (IgG) ที่มีต่ออาหารแต่ละชนิดอย่างละเอียด สามารถแยกให้เห็นชัดเจนเลยค่ะว่า คนไข้แพ้โปรตีนจาก “ปลาแซลมอน” หรือแพ้แค่ “สัตว์น้ำเปลือกแข็ง (Shellfish)”
- ตรวจครั้งเดียว คุ้มค่าระยะยาว: นอกจากจะช่วยยืนยันความปลอดภัยให้คนไข้สามารถตัดสินใจฉีดรีจูรันได้อย่างไร้กังวลแล้ว ผลตรวจที่ได้ยังช่วยให้คนไข้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร ลดปัญหาสิวเรื้อรัง ผื่นแพ้ไม่ทราบสาเหตุ หรืออาการอ่อนเพลียได้อีกด้วยนะคะ
หากผลตรวจออกมาว่าคนไข้ “ไม่ได้แพ้ปลาแซลมอน” หมอก็จะสามารถประเมินและวางแผนการฉีดรีจูรันเพื่อฟื้นฟูผิวให้คนไข้ได้อย่างมั่นใจ 100% เลยค่ะ แต่ถ้าผลสรุปว่าแพ้จริงๆ หมอก็ยังมีสกินบูสเตอร์ตัวอื่นๆ ที่ไม่ได้สกัดจากปลาทะเล และให้ผลลัพธ์ผิวสวยใสฉ่ำวาวได้ดีไม่แพ้กัน มาแนะนำเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าให้คนไข้แน่นอนค่ะ
หลังฉีดฟิลเลอร์คนไข้ ต้องงดแช่ออนเซ็น รวมถึงซาวน่าและเลเซอร์ร้อน อย่างน้อย 14 วัน (หรือทางที่ดีคือ 1 เดือน) ค่ะ เพราะความร้อนจัด จะทำให้เส้นเลือดขยายตัว ส่งผลให้ แผลระบม บวมช้ำง่ายขึ้น และที่สำคัญคือความร้อนอาจทำให้ตัวยาฟิลเลอร์ที่ยังไม่เกาะติดกับเนื้อเยื่อ เสียรูปทรง ไหลผิดตำแหน่ง หรือสลายตัวเร็วกว่าปกติ เปรียบเหมือนวุ้นเจลลี่ที่ยังไม่เซตตัวแล้วไปเจอความร้อนจนละลายนั่นเองค่ะ ดังนั้นอดใจรอให้ฟิลเลอร์เข้าที่เป๊ะๆ ก่อน แล้วค่อยไปแช่น้ำแร่ออนเซ็นให้สบายใจจะดีที่สุดค่า
ถ้าไม่เอาหน้าแช่น้ำหล่ะหมอ? หมอจะบอกว่า ไม่ต่างกันค่ะ แม้จะไม่เอาหน้าจุ่มน้ำ แต่ “ไอร้อน” บริเวณบ่อออนเซ็น และ “อุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้น” จากการแช่น้ำ จะทำให้ระบบเลือดสูบฉีดแรงขึ้นและเส้นเลือดขยายตัวทั่วร่างกาย (รวมถึงที่หน้าด้วย) ค่ะ
ผลที่ตามมาคือหน้าจะแดง บวมช้ำง่ายขึ้น และความร้อนสะสมนี้ก็ยังส่งผลให้ฟิลเลอร์ที่ยังไม่เซตตัวเสียทรงหรือสลายไวได้อยู่ดีค่ะ หมอแนะนำให้อดใจรอให้ครบ 14 วันก่อนชัวร์ที่สุดค่ะ!
เราสามารถร้อยไหม ฉีดโบท็อกซ์ และฟิลเลอร์พร้อมกันในวันเดียวได้อย่างปลอดภัย 100% ค่ะ การทำหัตถการร่วมกัน (Combination Treatment) ถือเป็นเทคนิคที่หมอแนะนำอย่างยิ่ง เพราะช่วยแก้ปัญหาใบหน้าได้ครบทุกมิติ โดยร้อยไหมจะช่วย ดึงผิวที่หย่อนคล้อย ฟิลเลอร์ช่วย เติมเต็มจุดที่ตอบลึก และโบท็อกซ์ช่วย ลดริ้วรอยพร้อมคลายกล้ามเนื้อที่ดึงรั้งเส้นไหม การทำร่วมกันไม่เพียงแต่ให้ ผลลัพธ์ที่สวยละมุนและดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ยังช่วยให้คนไข้ เจ็บตัวและพักฟื้นเพียงแค่ครั้งเดียว ก็ได้กรอบหน้าเป๊ะและดูเด็กลงอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ
ส่วนจะทำโปรแกรมไหนก่อน-หลัง หมอต้องประเมินจากปัญหาผิวของแต่ละบุคคลนะคะ หมอจะแจกแจงขั้นตอนการรักษาอย่างละเอียด ก่อนเริ่มทำการรักษาทุกเคส พร้อมบอกข้อดี ข้อเสีย ขอปฏิบัติที่ต้องรู้หลังทำชัดเจนค่ะ
ก่อนอื่นหมอและทีมขอเป็นกำลังใจให้คนไข้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับโรคนี้อยู่นะคะ
สำหรับคนไข้มะเร็ง การฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ ไม่ได้เป็นข้อห้ามถาวร แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาค่ะ หากอยู่ในช่วง การให้คีโม ฉายแสง หรือรับประทานยากดภูมิ หมอขอให้งดทำหัตถการที่มีเข็มทุกชนิด เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการติดเชื้อและระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรง แต่หาก รักษาหายขาดแล้วและโรคสงบ (Remission) เกิน 6 เดือนขึ้นไป สามารถทำได้ โดยหมอแนะนำให้ปรึกษาแพทย์มะเร็งเจ้าของไข้เพื่อประเมินค่าเลือดก่อนเสมอ และ หลีกเลี่ยงการฉีดในบริเวณที่เคยผ่าตัดต่อมน้ำเหลือง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดค่ะ
Cancer is just a chapter in your life, not the whole story. Turn the page and keep writing.
ฟังเผินๆเหมือนจะเป็นเรื่องคล้ายกัน แต่ความจริงนั้นต่างกันมากค่ะ “ผิวตึง” เป็นเพียง ความรู้สึกชั่วคราว ที่อาจเกิดจากผิวขาดน้ำหรือผลิตภัณฑ์ที่เคลือบผิว แต่ “ผิวกระชับ” คือ คุณภาพโครงสร้างผิวที่แท้จริง ซึ่งเกิดจาก คอลลาเจนและอีลาสตินที่แข็งแรง ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น เด้งกลับ และดูอ่อนเยาว์ การแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อยจึงต้องเน้นการกระตุ้นโครงสร้างภายในผิว ไม่ใช่แค่ความรู้สึกตึงบนผิว เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสุขภาพผิวที่ดีค่ะ
อย่างแรกที่หมอจะบอกก็คือ มันต้องเป็นโปรแกรมฉีด ซึ่งตัวไหนจะเหมาะกับเรานั้นจะต้องประเมินผิวกันแบบเคสต่อเคส ผิวแห้ง มีหลายแบบ สาเหตุการแห้งอาจจะต่างกัน เลือกใช้ตามสภาพผิว แต่หลักๆแล้ว ก็จะเป็นกลุ่มฟิลเลอร์งานผิว ที่มุ่งเป้าที่การเติมน้ำเข้าสู่ผิว เห็นความแตกต่างได้เร็ว
ส่วนการอยากให้ผิว อิ่ม ฟู เด้ง เล่นแสง อันนี้แล้วแต่ความชอบ แต่สิ่งที่ได้ในโปรแกรมฟิลเลอร์งานผิวคือเรื่องความชุ่มชื้นมากขึ้น แต่ข้อเสียของฟิลเลอร์กลุ่มนี้คือ มักอยู่ได้ไม่นาน ต้องเติมบ่อยกว่าฟิลเลอร์ที่เป็นกลุ่มปรับรูปหน้า เพราะทำงานคนละแบบกัน ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ที่ต่างกันค่ะ
“การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวเฉพาะบุคคล” จะช่วยให้คุณหมอสามารถออกแบบโปรแกรมที่ดีที่สุดเพื่อผิวสวยในฝันของคุณได้อย่างตรงจุดที่สุดค่ะ
การนอนตะแคงนั้น มีผลไม่มากก็น้อย ต่อการเกิด ร่องแก้มและร่องน้ำหมาก ค่ะ หมอพบว่าในประสบการณ์การทำงาน มีคนไข้จำนวนมาก แม้กระทั่งคนที่อายุยังไม่มาก แต่ถ้านอนตะแคงมานานเป็นสิบปี ร่องเหล่านี้ก็จะ ปรากฏชัดเจนมาก ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยในต่างประเทศที่ยืนยันว่า แรงกดทับของใบหน้ากับหมอนที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ทุกคืน ทำให้ผิวบริเวณนั้นถูกทำร้ายและเกิดเป็นริ้วรอยถาวรได้ง่ายขึ้น โดยระดับความชัดเจนจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
แต่ถ้าเป็นการตอบแบบอิงทางการแพทย์โครงสร้างหน้า ส่วนใหญ่คุณหมอท่านอื่นอาจจะมองว่าการที่มีร่องแก้มนั้น เกิดจากการทรุดตัวของฐานกระดูกหน้าแก้มข้างจมูก หรือทรุดตัวของฐานกระดูกจากเบ้ากระโหลกตา หรือ volume loss จากชั้นไขมันหน้าแก้ม ซึ่งก็ถูกเหมือนกัน ดังนั้น สาเหตุอาจจะเกิดจากหลายส่วน แต่ประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม ร่องน้ำหมากคนไข้หมอ 70% มีนอนตะแคงกันมาครึ่งค่อนชีวิต
แม้คนไข้หลายคนจะบอกว่านอนท่าอื่นแล้วนอนไม่หลับ แต่การตระหนักถึงปัญหานี้เป็นก้าวแรกที่ดีค่ะ หากกังวล คุณหมอสามารถแนะนำวิธีดูแลและรักษา เช่น ฟิลเลอร์ หรือเครื่อง HIFU ยกกระชับ เพื่อช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มความมั่นใจให้คนไข้ได้ค่ะ
อาการ “ดื้อยา” หรือการที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน จะเกิดขึ้นเฉพาะกับโบท็อกซ์เท่านั้น ส่วนฟิลเลอร์และเครื่องยกกระชับ ไม่มีภาวะดื้อยา ค่ะ ความรู้สึกว่าฉีดฟิลเลอร์แล้วหายไว มักเกิดจาก ไลฟ์สไตล์ที่เร่งการเผาผลาญ หรือการขยับกล้ามเนื้อบริเวณนั้นบ่อยๆ ส่วนเครื่องยกกระชับ หากรู้สึกว่าทำแล้วไม่เห็นผล มักเกิดจาก ความเสื่อมของผิวตามวัยที่แซงหน้าการกระตุ้น หรือการทำถี่เกินความจำเป็น ดังนั้น สบายใจได้เลยค่ะ เพียงแค่ปรับพฤติกรรมและวางแผนการรักษาร่วมกับหมอ ผลลัพธ์ก็จะยังดีอยู่ค่ะ







