Unlock the new dimension of you.
ปั้นหน้าผากใหม่ให้ละมุน ปรับมิติใบหน้า ไม่ต้องผ่าตัด ด้วยโปรแกรมฟิลเลอร์
หน้าผากที่ได้สัดส่วน โหนกนูนอย่างพอเหมาะ และเรียบเนียน เสริมให้โครงหน้าโดยรวมดูมีมิติและอ่อนเยาว์ D’ Lovevery Clinic เราเข้าใจถึงความต้องการในการปรับรูปหน้าให้สวยงามและเป็นธรรมชาติที่สุด โปรแกรมฟิลเลอร์หน้าผากจึงถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็มความมั่นใจให้คุณ ด้วยเทคนิคขั้นสูงที่เน้นความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

ไขความลับหน้าผากอิ่มฟู โปรแกรมฟิลเลอร์ทำงานอย่างไร
โปรแกรมฟิลเลอร์หน้าผาก คือการใช้สารเติมเต็มประเภทไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid หรือ HA) ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในร่างกายของเรา ฉีดเข้าไปบริเวณหน้าผากเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าผากแบน หน้าผากยุบ มีร่องลึก หรือผิวไม่เรียบเนียน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินโครงสร้างใบหน้าและเลือกใช้ฟิลเลอร์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด เพื่อปั้นทรงหน้าผากให้โค้งมนสวยงาม สร้างมิติให้ใบหน้าดูละมุนและสมดุลมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จะดูเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นก้อน และไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนานเหมือนการผ่าตัด
ข้อดีและข้อควรพิจารณาของโปรแกรมฟิลเลอร์หน้าผาก
ข้อดี
- เห็นผลทันที สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปทรงหน้าผากได้ทันทีหลังทำ
- ไม่ต้องพักฟื้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
- ปรับแก้ได้ หากผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่พอใจ สามารถฉีดสลายฟิลเลอร์เพื่อปรับแก้ได้
- ความเป็นธรรมชาติสูง แพทย์สามารถปั้นแต่งรูปทรงได้อย่างละเอียด ทำให้ผลลัพธ์ดูเรียบเนียนกลมกลืนไปกับผิว
- กระตุ้นคอลลาเจน สาร HA ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวในระยะยาว
ข้อควรพิจารณา
- ผลลัพธ์ไม่ถาวร ฟิลเลอร์จะค่อยๆ สลายไปตามธรรมชาติในระยะเวลาประมาณ 12-18 เดือน
- อาจมีอาการบวมหรือรอยช้ำเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะหายไปได้เองในไม่กี่วัน
- ต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์สูง เนื่องจากบริเวณหน้าผากมีเส้นเลือดสำคัญจำนวนมาก การเลือกแพทย์ที่มีประสบการณ์จึงสำคัญอย่างยิ่ง

หน้าผากแบนเกิดจากอะไรคะหมอ?
โดยปกติแล้ว หน้าผากที่สวยงามตามหลักกายวิภาคคือต้องมีความโค้งมน นูนสวยรับกับจมูกและคาง แต่ในบางท่านอาจมีลักษณะหน้าผากที่แบน หรือแบนจนดูยุบลงไป ซึ่งสาเหตุหลักๆ มีดังนี้ค่ะ
- กรรมพันธุ์และโครงสร้างกระดูกแต่กำเนิด
เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดค่ะ ลักษณะของกระโหลกศีรษะบริเวณหน้าผาก (Frontal Bone) ของเราถูกกำหนดมาโดยพันธุกรรม เหมือนกับที่เรามีสีตาหรือสีผมตามพ่อแม่นั่นเองค่ะ หากคนในครอบครัวมีลักษณะหน้าผากแบน เราก็มีแนวโน้มที่จะมีโครงสร้างหน้าผากแบบเดียวกันได้ค่ะ - การฝ่อตัวของกระดูกและไขมันเมื่ออายุมากขึ้น
เรื่องนี้เป็นไปตามธรรมชาติเลยค่ะ เมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายจะเริ่มมีการฝ่อตัวและยุบตัวลงของโครงสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกที่บางลง หรือชั้นไขมันใต้ผิวที่สลายตัวไป บริเวณหน้าผากก็เช่นกันค่ะ จากเดิมที่เคยดูเต็มอิ่ม ก็อาจจะค่อยๆ แบนราบหรือยุบตัวลงได้ ทำให้ใบหน้าดูมีอายุและเหนื่อยล้าค่ะ - การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
ในบางกรณี การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกาย โดยเฉพาะช่วงวัยหมดประจำเดือน อาจส่งผลต่อความหนาแน่นของกระดูกและการสลายของไขมันได้เช่นกัน ซึ่งก็เป็นอีกปัจจัยเสริมที่ทำให้หน้าผากดูแบนลงได้เมื่ออายุเพิ่มขึ้นค่ะ
วิธีเช็กหน้าผากตัวเองง่ายๆ ว่าแบนหรือไม่?
เราสามารถเช็กโครงสร้างหน้าผากของตัวเองได้ง่ายๆ เลยค่ะ เพียงแค่ลองหันหน้าเข้ากระจกในมุมด้านข้าง 90 องศา แล้วสังเกตตามนี้ค่ะ
- วิธีที่ 1: สังเกตความโค้งมนโดยรวม
มองภาพรวมของหน้าผากตั้งแต่ไรผมลงมาจนถึงหัวคิ้วค่ะ หน้าผากที่ได้สัดส่วนที่ดีควรมีความโค้งนูนออกมาเล็กน้อย ไม่ใช่เป็นระนาบเส้นตรงดิ่งลงมา ถ้ามองแล้วรู้สึกว่าหน้าผากดูตรงๆ ขาดความโค้ง ก็แสดงว่าเรามีลักษณะหน้าผากที่ค่อนข้างแบนค่ะ - วิธีที่ 2: ใช้ไม้บรรทัดหรือของที่เป็นเส้นตรงช่วย
ลองหาไม้บรรทัด ปากกา หรือบัตรแข็งๆ มาทาบเบาๆ ในแนวตั้ง ให้ปลายด้านหนึ่งแตะที่จุดสูงสุดของหน้าผาก (ปกติจะอยู่เหนือคิ้วขึ้นไปเล็กน้อย) และปลายอีกด้านแตะที่หัวคิ้วค่ะ- ถ้าหน้าผากโค้งนูน: จะเกิดช่องว่างระหว่างผิวหน้าผากกับไม้บรรทัด
- ถ้าหน้าผากแบน: ผิวหน้าผากส่วนใหญ่จะแนบสนิทไปกับไม้บรรทัดเลยค่ะ

ร่องลึกเหนือหัวคิ้ว (หน้าผากเว้า) เกิดจากอะไรคะหมอ?
ร่องลึกที่เกิดขึ้นบริเวณเหนือหัวคิ้วโดยตรง ทำให้หน้าผากช่วงนั้นดูยุบหรือเว้าลงไป มีสาเหตุหลักๆ มาจากการผสมผสานกันของโครงสร้างและพฤติกรรมค่ะ
- โครงสร้างกระดูกหน้าผากส่วนล่าง (Supraorbital Ridge)
นี่คือสาเหตุหลักเลยค่ะ คนไข้บางท่านมี กระดูกเบ้าตาส่วนบนหรือบริเวณโหนกคิ้วที่นูนเด่นออกมามากกว่าปกติ ซึ่งเป็นลักษณะทางกรรมพันธุ์ค่ะ พอโหนกคิ้วเด่นมาก ก็จะยิ่งขับให้บริเวณ “เหนือ” โหนกคิ้วขึ้นไปดูยุบหรือเว้าลงไปโดยเปรียบเทียบ กลายเป็นร่องลึกขึ้นมาค่ะ ลองนึกภาพตามนะคะ เหมือนเรามีภูเขา (โหนกคิ้ว) ที่สูงชัน หุบเขา (ร่องเหนือคิ้ว) ที่อยู่ติดกันก็จะยิ่งดูลึกค่ะ - การยุบตัวของไขมันและกระดูกเฉพาะจุด
เมื่ออายุมากขึ้น การยุบตัวของกระดูกและการฝ่อตัวของไขมันใต้ผิว อาจเกิดขึ้นไม่เท่ากันทั่วทั้งหน้าผากค่ะ บริเวณเหนือหัวคิ้วก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ไขมันมักจะสลายตัวไปได้ง่าย ทำให้เกิดเป็นร่องหรือแอ่งลึกลงไป ในขณะที่หน้าผากส่วนบนอาจจะยังดูเต็มอยู่ - การทำงานของกล้ามเนื้อขมวดคิ้ว (Corrugator Muscles)
กล้ามเนื้อที่ใช้ในการขมวดคิ้วจะอยู่บริเวณหัวคิ้วพอดีค่ะ การขมวดคิ้วบ่อยๆ หรือแสดงสีหน้าเคร่งเครียดเป็นประจำ จะทำให้กล้ามเนื้อมัดนี้แข็งแรงและมีขนาดใหญ่ขึ้น เหมือนการเล่นเวทเลยค่ะ พอกล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น ก็จะไปดึงรั้งผิวหนังและไขมันบริเวณนั้น ทำให้เกิดเป็นร่องลึกถาวรขึ้นมาได้ แม้ในเวลาที่เราทำหน้าเฉยๆ ก็ตามค่ะ
วิธีเช็กร่องลึกเหนือคิ้วด้วยตัวเอง
วิธีเช็กก็คล้ายกับการดูหน้าผากแบนเลยค่ะ คือต้องอาศัยมุมมองด้านข้างเป็นหลัก
- ขั้นตอนที่ 1: หันหน้าด้านข้างเข้าหากระจก
มองโปรไฟล์หน้าของตัวเองในมุม 90 องศา แล้วสังเกตเส้นเงาที่พาดผ่านหน้าผากค่ะ - ขั้นตอนที่ 2: สังเกตความต่อเนื่องของความโค้ง
ลากสายตาจากหน้าผากส่วนบนลงมาที่หัวคิ้วช้าๆ- หน้าผากปกติ: จะมีความโค้งที่ค่อนข้างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ อาจจะมีมุมเปลี่ยนเล็กน้อย แต่จะไม่หักมุมชัดเจน
- หน้าผากมีร่องลึก: จะสังเกตเห็นได้ชัดเลยว่า บริเวณเหนือหัวคิ้วขึ้นไปเล็กน้อย มีลักษณะ “ยุบ” หรือ “เว้า” เข้าไป เหมือนเป็นแอ่งเล็กๆ ก่อนที่จะนูนออกมาอีกครั้งตรงโหนกคิ้ว ทำให้ความโค้งของหน้าผากดูไม่ต่อเนื่องและไม่เรียบเนียนค่ะ

ทำไมหน้าผากสองข้างถึงยุบไม่เท่ากันคะหมอ?
การที่หน้าผากของเราดูไม่สมมาตร หรือมีด้านใดด้านหนึ่งยุบตัวลงไปมากกว่าอีกข้าง จนทำให้ผิวดูไม่เรียบเนียน เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุร่วมกันค่ะ
- โครงสร้างกระดูกที่ไม่สมมาตรตั้งแต่กำเนิด (Asymmetry)
นี่เป็นเรื่องปกติของร่างกายมนุษย์เลยค่ะ ไม่มีใครที่ร่างกายสองซีกจะสมมาตรกัน 100% กระโหลกศีรษะของเราก็เช่นกันค่ะ เป็นไปได้ว่ากระดูกหน้าผากซีกซ้ายและขวาของเราอาจจะมีความหนา, ความโค้ง, หรือตำแหน่งที่แตกต่างกันเล็กน้อยมาตั้งแต่เกิดแล้ว ซึ่งในตอนที่ผิวยังเต่งตึงอาจจะมองไม่เห็น แต่จะมาปรากฏชัดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นค่ะ - การยุบตัวของไขมันและกระดูกที่ไม่เท่ากัน
เมื่อเราอายุมากขึ้น การสลายตัวของไขมันและการยุบตัวของกระดูก มักจะไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันและเท่ากันทั้งสองข้างเสมอไปค่ะ อาจมีปัจจัยอื่นๆ มากระตุ้นให้ฝั่งใดฝั่งหนึ่งยุบตัวเร็วกว่า เช่น- การนอนตะแคงข้างเดิมเป็นประจำ: การนอนกดทับใบหน้าซีกใดซีกหนึ่งเป็นเวลานานหลายปี อาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและทำให้ไขมันฝั่งนั้นฝ่อตัวเร็วกว่าอีกข้างได้ค่ะ
- การถนัดเคี้ยวข้าวข้างเดียว: แม้จะดูไกลตัว แต่การใช้กล้ามเนื้อใบหน้าข้างเดียวเป็นหลัก ก็ส่งผลต่อโครงสร้างโดยรวมในระยะยาวได้เช่นกันค่ะ
- การทำงานของกล้ามเนื้อที่ไม่สมดุลกัน
คนเรามักจะมี พฤติกรรมการแสดงสีหน้าที่ไม่สมมาตร กันอยู่แล้วค่ะ เช่น การยักคิ้วข้างเดียวบ่อยๆ, การเลิกหน้าผากโดยใช้กล้ามเนื้อฝั่งใดฝั่งหนึ่งเป็นหลัก เมื่อทำซ้ำๆ กล้ามเนื้อฝั่งที่ใช้งานมากกว่าก็จะแข็งแรงและดึงรั้งผิวหนังมากกว่า ทำให้เกิดร่องหรือรอยยุบที่ชัดกว่าอีกข้างหนึ่งได้ค่ะ
วิธีเช็กความไม่สมดุลของหน้าผาก
การเช็กปัญหานี้อาจต้องใช้การสังเกตที่ละเอียดขึ้นอีกนิดค่ะ
- ขั้นตอนที่ 1: การมองตรงๆ และการสัมผัส
ยืนหน้ากระจกตรงๆ ในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ แล้วลองใช้ปลายนิ้วมือค่อยๆ ลูบไปทั่วๆ บริเวณหน้าผากทั้งซ้ายและขวาช้าๆ ค่ะ คนไข้จะสามารถรับรู้ได้ถึงความ “ไม่เรียบ” ของผิว อาจจะรู้สึกว่าบางจุดนูน บางจุดยุบ หรือบางทีจะรู้สึกได้เลยว่าฝั่งหนึ่งดู “เต็ม” และ “แน่น” กว่าอีกฝั่งที่รู้สึกยุบลงไป - ขั้นตอนที่ 2: การมองในมุมแสงตกกระทบ
ลองหันหน้าให้แสงไฟส่องมาจากด้านบนศีรษะ หรือหันหน้าเอียงเล็กน้อยให้แสงส่องเฉียงๆ เข้ามาค่ะ แสงและเงาจะช่วยเผยให้เห็นความไม่สม่ำเสมอของผิวหน้าผากได้ชัดเจนที่สุด คนไข้จะมองเห็นเลยว่าหน้าผากไม่ได้เรียบเนียนเป็นผิวเดียวกัน แต่มีลักษณะเป็นคลื่น มีรอยบุ๋ม หรือมีเงาตกกระทบในจุดที่ยุบตัวลงไป ซึ่งอาจจะเห็นชัดแค่ข้างใดข้างหนึ่ง หรือเป็นทั้งสองข้างแต่ไม่เท่ากันค่ะ
การมีหน้าผากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใดนะคะ เป็นเพียงลักษณะโครงสร้างรูปแบบหนึ่งเท่านั้น แต่หากคนไข้รู้สึกว่าปัญหานี้ทำให้ใบหน้าดูขาดมิติ ไม่สดใส หรือไม่มั่นใจ ก็สามารถเข้ามาปรึกษาหมอเพื่อใช้วิธีทางการแพทย์อย่างการ “ฉีดฟิลเลอร์” เพื่อปรับแก้ให้หน้าผากกลับมาโค้งมนสวยงาม รับกับใบหน้าโดยรวมได้ค่ะ

ปัญหาหน้าผากแต่ละแบบ ควรใช้ฟิลเลอร์หรือไขมันปริมาณเท่าไหร่
ปริมาณที่ใช้นั้นเป็นการประเมินเบื้องต้น และอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ โครงสร้างใบหน้า และความต้องการของผู้รับบริการเป็นสำคัญ
| ลักษณะปัญหา หน้าผาก | ปริมาณฟิลเลอร์ (CC) | ปริมาณไขมัน (CC) | คำอธิบายเพิ่มเติม |
|---|---|---|---|
| หน้าผากแบน ขาดมิติ | 2 – 5 CC | 20 – 40 CC | เพื่อสร้างความโหนกนูนให้หน้าผากดูมีมิติสวยงาม รับกับจมูกและคาง |
| หน้าผากยุบ บุ๋มเป็นบางจุด | 1 – 3 CC | 10 – 20 CC | เป็นการเติมเฉพาะส่วนที่ยุบหรือเป็นแอ่งให้เต็มขึ้น ทำให้ผิวดูเรียบเนียนสม่ำเสมอ |
| มีร่องลึกเหนือคิ้ว | 1 – 2 CC | 10 – 15 CC | เพื่อเติมเต็มร่องที่เกิดจากการยุบตัวของกระดูกหรือไขมัน ทำให้หน้าดูอ่อนเยาว์ลง |
| ขมับตอบ ขมับยุบ | 1 – 3 CC (ต่อข้าง) | 10 – 20 CC (ต่อข้าง) | การเติมขมับช่วยให้กรอบหน้าดูเต็มสวยงาม และใบหน้าโดยรวมดูหวานละมุนขึ้น |
| ต้องการปรับโหงวเฮ้ง | 2 – 4 CC | 20 – 30 CC | เน้นการเติมในตำแหน่งที่ช่วยส่งเสริมโหงวเฮ้ง เช่น ความนูน กว้าง และความเรียบเนียน |
ข้อควรรู้เพิ่มเติม
ตารางเปรียบเทียบ ฟิลเลอร์หน้าผาก vs ฉีดไขมันหน้าผาก
| หัวข้อเปรียบเทียบ | โปรแกรมฟิลเลอร์ (Hyaluronic Acid) | การฉีดไขมัน (Fat Grafting) |
|---|---|---|
| ที่มาของสารที่ใช้ | สารสังเคราะห์เลียนแบบสารในร่างกาย (HA) | ไขมันจากร่างกายของตัวเอง (เช่น จากหน้าท้อง ต้นขา) |
| ขั้นตอนการทำ | ไม่ซับซ้อน ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที | ซับซ้อนกว่า ต้องมีขั้นตอนดูดไขมันและปั่นแยกเซลล์ก่อนนำมาฉีด |
| การพักฟื้น | ไม่ต้องพักฟื้น อาจมีรอยช้ำหรือบวมเล็กน้อย 2-3 วัน | ต้องพักฟื้น ทั้งบริเวณที่ฉีดและบริเวณที่ดูดไขมัน มีอาการบวมช้ำนานกว่า |
| ความแม่นยำ/การปั้นทรง | ⭐⭐⭐⭐⭐ ปั้นทรงได้ละเอียด คมชัด แม่นยำสูง | ⭐⭐⭐ ควบคุมผลลัพธ์ได้ยากกว่า อาจไม่เรียบเนียนเท่าฟิลเลอร์ |
| ผลลัพธ์หลังทำทันที | เห็นผลการเปลี่ยนแปลงชัดเจนทันที | จะบวมมากในช่วงแรก และไขมันจะมีการสลายตัวบางส่วน ต้องรอ 1-3 เดือนจึงจะเห็นผลลัพธ์สุดท้าย |
| ระยะเวลาของผลลัพธ์ | ประมาณ 12-18 เดือน (ขึ้นอยู่กับรุ่นฟิลเลอร์และการดูแล) | หากไขมันติดแล้วจะให้ผลลัพธ์กึ่งถาวร แต่คาดการณ์ผลได้ยาก |
| ความปลอดภัย | ปลอดภัยสูง สลายได้เองตามธรรมชาติ หรือฉีดสลายได้หากไม่พอใจ | ต้องทำในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานสูง เพื่อป้องกันการติดเชื้อ |
| ความเหมาะสม | ผู้ที่ต้องการความแม่นยำสูง ปรับรูปทรงเฉพาะจุด ไม่ต้องการพักฟื้นนาน | ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่อยู่ได้นานขึ้น และมีไขมันส่วนเกินเพียงพอให้ดูดออกมาใช้ |

- การฉีดไขมัน จะต้องมีการดูดไขมันจากส่วนอื่นของร่างกายมาใช้ และปริมาณที่ฉีดเข้าไปจะต้องเผื่อการสลายตัวของไขมันส่วนหนึ่ง (ประมาณ 30-50%) ด้วย จึงต้องใช้ปริมาณ CC ที่เยอะกว่าฟิลเลอร์เสมอ
- การฉีดฟิลเลอร์ มีข้อดีคือสามารถใช้ปริมาณน้อยๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะจุดได้อย่างแม่นยำ และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนทันทีหลังทำ
เลือกฟิลเลอร์ให้เหมาะ ปั้นหน้าผากสวยละมุนเป็นธรรมชาติ
การเลือกฟิลเลอร์สำหรับบริเวณหน้าผาก ซึ่งเป็นผิวหนังที่บางและมีการขยับของกล้ามเนื้อตลอดเวลา ควรเน้นฟิลเลอร์ที่มีเนื้อเจลเรียบเนียน ยืดหยุ่นสูง และไม่เป็นก้อนง่าย เพื่อให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
| ยี่ห้อฟิลเลอร์ | รุ่นที่เหมาะสำหรับหน้าผาก | ลักษณะโมเลกุล/เนื้อฟิลเลอร์ | จุดเด่นของรุ่น |
|---|---|---|---|
| Juvederm (อเมริกา) | Volbella / Volift | เนื้อนิ่ม เรียบเนียน มีความยืดหยุ่นสูง (เทคโนโลยี Vycross) | Volbella เนื้อจะนิ่มมาก เหมาะสำหรับเก็บรายละเอียด ให้ผิวเรียบเนียน ส่วน Volift จะมีเนื้อที่ฟูขึ้นมาเล็กน้อย เหมาะกับการเติมร่องลึกและปรับความโค้งมน |
| Restylane (สวีเดน) | Volyme / Refyne | เนื้อเจลมีความคงตัวและยืดหยุ่น สามารถยกพยุงผิวได้ดี (เทคโนโลยี OBT) | Volyme ให้ปริมาตรความฟูได้ดี เหมาะกับเคสหน้าผากแบนที่ต้องการความโหนกนูน ส่วน Refyne มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะกับการเติมในจุดที่มีการขยับบ่อยๆ |
| Lorient (เกาหลี) | No. 4 | เนื้อเจลมีความหนืดปานกลาง ให้วอลลุ่มแบบพอดีและให้ความชุ่มชื้น | เหมาะสำหรับการเติมเต็มหน้าผากให้ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องการวอลลุ่มที่มากเกินไป ให้ผลลัพธ์ที่ดูเรียบเนียนและชุ่มชื้น |
| Flore (เกาหลี) | Max / Aqua-S | เนื้อเจลมีความหนืดและปั้นทรงง่าย แต่ยังคงความเรียบเนียน | ให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ และมีราคาที่เข้าถึงง่าย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยม |
| Ultra V Hyal Filler (เกาหลี) | Medium | เนื้อเจลมีโมเลกุลขนาดเล็ก มีความละเอียด เรียบเนียนเป็นพิเศษ | เหมาะสำหรับการแก้ไขริ้วรอยเล็กๆ หรือเติมเต็มผิวชั้นตื้นให้ดูเรียบเนียนขึ้น ไม่เน้นการเพิ่มปริมาตรมากนัก แต่จะเน้นเรื่องความละเอียดของผิว |

ข้อแนะนำเพิ่มเติม การจะเลือกรุ่นไหนหรือยี่ห้อใดนั้น ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน ตามสภาพปัญหาผิว โครงสร้างใบหน้า และผลลัพธ์ที่คาดหวังของแต่ละบุคคล เพราะแพทย์จะสามารถเลือกรุ่นฟิลเลอร์ที่มีคุณสมบัติตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้ดีที่สุดค่ะ

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของหน้าผากชาย-หญิง
| ลักษณะ (Feature) | หน้าผากผู้ชาย (Male Forehead) | หน้าผากผู้หญิง (Female Forehead) |
|---|---|---|
| 1. ความกว้างและรูปทรง | กว้างกว่า, มีความเป็นเหลี่ยม (Square) ชัดเจน | แคบกว่าเล็กน้อย, มีความโค้งมน (Rounded) |
| 2. ความลาดชัน (Slope) | มีความลาดเอียงไปด้านหลังมากกว่า (Sloping) | มีความตั้งชัน, ดูตรงและเรียบเนียน (Vertical & Flat) |
| 3. โหนกคิ้ว (Brow Bone) | เด่นชัดมาก, กระดูกโหนกคิ้วหนาและยื่นออกมา | เรียบเนียน หรือนูนออกมาเพียงเล็กน้อย กลืนไปกับหน้าผาก |
| 4. จุดนูนของหน้าผาก | มักจะเรียบแบน หรืออาจมีส่วนนูนบริเวณเหนือโหนกคิ้ว | มีความนูนโค้งมนสวยงามบริเวณกลางหน้าผาก (Frontal Eminence) |
| 5. กรอบผม (Hairline) | มักเป็นรูปตัว M (M-Shape) มีเว้าลึกบริเวณขมับ | มักเป็นรูปโค้งมนคล้ายระฆังคว่ำ (Bell-Shape) |
| 6. ความสูง | โดยทั่วไปจะสูงกว่าเล็กน้อย (วัดจากคิ้วถึงไรผม) | โดยทั่วไปจะเตี้ยกว่าเล็กน้อย |

ใครบ้างที่ไม่เหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก
แม้ว่าโปรแกรมฟิลเลอร์หน้าผากจะเป็นหัตถการที่ปลอดภัยและได้รับความนิยมสูง แต่ก็มีเงื่อนไขและข้อควรระวังสำหรับบุคคลบางกลุ่ม เพื่อป้องกันความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ การฉีดฟิลเลอร์หน้าผากอาจไม่เหมาะสมกับบุคคลในกลุ่มต่อไปนี้
กลุ่มที่มีข้อห้ามทางการแพทย์โดยเด็ดขาด
- ผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาวิจัยที่รับรองความปลอดภัยของฟิลเลอร์ต่อทารกในครรภ์และทารกที่ดื่มนมมารดา จึงควรงดเว้นการทำหัตถการนี้โดยเด็ดขาด
- ผู้ที่มีประวัติแพ้สารไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) หรือยาชา เพราะเป็นส่วนประกอบหลักของฟิลเลอร์และยาชาที่ใช้ก่อนทำหัตถการ หากมีประวัติแพ้ควรหลีกเลี่ยงทันที
- ผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ หรือรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือกำลังรับประทานยาในกลุ่มนี้ (เช่น Warfarin) มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการเลือดออกหรือห้อเลือดรุนแรงบริเวณที่ฉีด
- ผู้ที่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Diseases) โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรค SLE, Scleroderma หรือกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก่อนตัดสินใจ เพราะการฉีดฟิลเลอร์อาจกระตุ้นให้อาการของโรคกำเริบได้
กลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ
- ผู้ที่มีการติดเชื้อหรืออักเสบที่ผิวหนังบริเวณหน้าผาก เช่น มีสิวอักเสบจำนวนมาก เป็นโรคเริม หรืองูสวัดบริเวณใบหน้า ควรรักษาอาการติดเชื้อให้หายสนิทเสียก่อน เพื่อป้องกันการลุกลามของเชื้อโรค
- ผู้ที่มีความคาดหวังต่อผลลัพธ์ที่ไม่สมจริง ผู้ที่คาดหวังว่าการฉีดฟิลเลอร์จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกระดูกได้อย่างถาวร หรือต้องการผลลัพธ์ที่เกินกว่าความเป็นไปได้ทางกายภาพ อาจไม่เหมาะกับหัตถการนี้ การปรึกษาเพื่อทำความเข้าใจขอบเขตของผลลัพธ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ
- ผู้ที่เคยเสริมหน้าผากด้วยซิลิโคนเหลว การฉีดฟิลเลอร์ในบริเวณที่เคยมีซิลิโคนเหลวมาก่อน มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการอักเสบ ปฏิกิริยาต่อต้าน หรือเกิดพังผืดที่ผิดปกติได้
- ผู้ที่เคยผ่าตัดหรือมีอุบัติเหตุรุนแรงบริเวณหน้าผาก เนื่องจากโครงสร้างใต้ผิวหนังอาจมีพังผืดหรือเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจส่งผลต่อการกระจายตัวของฟิลเลอร์และเพิ่มความเสี่ยงในการฉีดได้
การให้ข้อมูลที่จริงใจและตรวจสอบข้อห้ามต่างๆ ก่อนทำหัตถการ คือมาตรฐานความปลอดภัยที่ D’ Lovevery Clinic ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกค่ะ
ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำฟิลเลอร์หน้าผาก
| ข้อสงสัย | คำอธิบายและคำแนะนำ | ระดับผลกระทบ/ระยะเวลา |
|---|---|---|
| อาการบวม | อาจมีอาการบวมเล็กน้อยหลังฉีด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกาย | ⭐⭐ (บวมเล็กน้อย 2-3 วัน) |
| ความเจ็บ | รู้สึกเจ็บเล็กน้อยขณะเดินยา แต่จะมีการแปะยาชาหรือประคบเย็นเพื่อลดความรู้สึก | ⭐ (เจ็บน้อย) |
| เทียบกับการฉีดไขมัน | ฟิลเลอร์ให้ผลลัพธ์ที่แน่นอนกว่า ปั้นทรงได้ง่ายกว่า และไม่ต้องพักฟื้นนาน | ⭐⭐⭐⭐ (แตกต่างชัดเจน) |
| เทียบกับการเสริมซิลิโคน | ฟิลเลอร์มีความเสี่ยงน้อยกว่า ดูเป็นธรรมชาติกว่า และสามารถปรับแก้ได้ง่ายหากไม่พอใจ | ⭐⭐⭐⭐⭐ (แตกต่างมาก) |
การเตรียมตัวก่อนรับบริการ
เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ควรเตรียมตัวดังนี้
- งดยากลุ่มต้านการอักเสบ เช่น แอสไพริน, NSAIDs รวมถึงวิตามินและอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา อย่างน้อย 7 วันก่อนรับบริการ
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด อย่างน้อย 24 ชั่วโมง
- แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และยาที่รับประทานเป็นประจำให้แพทย์ทราบโดยละเอียด
- ในวันที่นัดหมาย ควรพักผ่อนให้เพียงพอและงดการแต่งหน้า
การดูแลตัวเองหลังรับบริการ
การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ฟิลเลอร์เข้าที่เร็วขึ้นและคงผลลัพธ์ได้ยาวนาน
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส กด นวด หรือขยับใบหน้าแรงๆ บริเวณหน้าผาก ในช่วง 3-5 วันแรก
- งดการออกกำลังกายอย่างหนัก การเข้าซาวน่า หรือกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายสัมผัสความร้อนสูงประมาณ 3 วัน
- พยายามหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำหน้า เพื่อป้องกันการกดทับบริเวณที่ฉีด
- ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยให้ฟิลเลอร์อุ้มน้ำและฟูสวยยิ่งขึ้น
- งดการทำเลเซอร์หรือทรีตเมนต์ที่มีความร้อนลงสู่ชั้นผิวลึกบริเวณหน้าผากเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน
ฉีดฟิลเลอร์หน้าผาก ราคาเท่าไหร่
ราคาของการฉีดฟิลเลอร์หน้าผากจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยหลักๆ ได้แก่
- ปริมาณฟิลเลอร์ (CC) ที่ใช้ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหา
- ยี่ห้อและรุ่นของฟิลเลอร์ ฟิลเลอร์แต่ละชนิดมีราคาแตกต่างกัน
- ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของคลินิก
- ที่ดีเลิฟเวอรี่คลินิก พบแพทย์ประจำ ปรึกษา สอบถามให้แน่ใจ ก่อนตัดสินใจรับบริการได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

ทำไมต้องที่ D’ Lovevery Clinic
การเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับคุณในทุกๆ ด้าน
- เป็นส่วนตัวและใส่ใจ ไม่ต้องรอนาน ไม่แออัด แพทย์ให้คำปรึกษาแบบ case-by-case ละเอียด ไม่เร่งรีบ
- สบายใจไม่มีแรงกดดัน ไม่มีเซลส์คอยปิดการขาย ไม่มีการบังคับซื้อคอร์ส
- จ่ายสบายเลือกได้ มีระบบมัดจำ แบ่งจ่ายได้ มี Shopee PayLater และผ่อน 0% ผ่านบัตรเครดิต
- ดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์คนเดิม ติดตามผลกับแพทย์ที่ทำการรักษาโดยตรง
- รีวิวจริงจากลูกค้าจริง รวมรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ไม่ใช่ดาราหรือ Influencer
- แพทย์ประสบการณ์สูงตรวจสอบได้
- คลินิกมาตรฐาน เดินทางสะดวก คลินิกผ่านการรับรอง มีที่จอดรถฟรี
- โปร่งใสและตรวจสอบได้ ข้อมูลรวดเร็ว เช็คคอร์สคงเหลือได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ทุกตัวผ่าน อย. ไทยและตรวจสอบได้

นัดหมายหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
- D’ Lovevery Clinic สาขาพาซิโอ ทาวน์ รามคำแหง โทร 064-424-6526
- D’ Lovevery Clinic สาขา Crystal Design Center (CDC) โทร 095-236-4546

การนอนตะแคงนั้น มีผลไม่มากก็น้อย ต่อการเกิด ร่องแก้มและร่องน้ำหมาก ค่ะ หมอพบว่าในประสบการณ์การทำงาน มีคนไข้จำนวนมาก แม้กระทั่งคนที่อายุยังไม่มาก แต่ถ้านอนตะแคงมานานเป็นสิบปี ร่องเหล่านี้ก็จะ ปรากฏชัดเจนมาก ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยในต่างประเทศที่ยืนยันว่า แรงกดทับของใบหน้ากับหมอนที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ทุกคืน ทำให้ผิวบริเวณนั้นถูกทำร้ายและเกิดเป็นริ้วรอยถาวรได้ง่ายขึ้น โดยระดับความชัดเจนจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
แต่ถ้าเป็นการตอบแบบอิงทางการแพทย์โครงสร้างหน้า ส่วนใหญ่คุณหมอท่านอื่นอาจจะมองว่าการที่มีร่องแก้มนั้น เกิดจากการทรุดตัวของฐานกระดูกหน้าแก้มข้างจมูก หรือทรุดตัวของฐานกระดูกจากเบ้ากระโหลกตา หรือ volume loss จากชั้นไขมันหน้าแก้ม ซึ่งก็ถูกเหมือนกัน ดังนั้น สาเหตุอาจจะเกิดจากหลายส่วน แต่ประสบการณ์ฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้ม ร่องน้ำหมากคนไข้หมอ 70% มีนอนตะแคงกันมาครึ่งค่อนชีวิต
แม้คนไข้หลายคนจะบอกว่านอนท่าอื่นแล้วนอนไม่หลับ แต่การตระหนักถึงปัญหานี้เป็นก้าวแรกที่ดีค่ะ หากกังวล คุณหมอสามารถแนะนำวิธีดูแลและรักษา เช่น ฟิลเลอร์ หรือเครื่อง HIFU ยกกระชับ เพื่อช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มความมั่นใจให้คนไข้ได้ค่ะ
2 กรณีนะคะ หากเป็น กลุ่มที่ยังมีสารเหลวฝังอยู่และไม่เคยเอาออก การทำหัตถการกลุ่มความร้อนทับลงไปถือว่า มีความเสี่ยงสูงมากและห้ามทำเด็ดขาด เพราะความร้อนจากพลังงานของเครื่องที่ส่งลงไปนั้นจะไปกระตุ้นให้สารเหลว หลอมละลาย ไหลผิดตำแหน่ง หรือเกิดการอักเสบรุนแรง จนหน้าผิดรูป แต่หากเป็น กลุ่มที่ผ่าตัดหรือขูดสารเหลวออกแล้ว (อาจจะ) สามารถกลับมาทำยกกระชับได้ค่ะ โดยต้อง รอพักฟื้นให้เนื้อเยื่อภายในหายสนิทดีก่อน (อย่างน้อย 3-6 เดือน) และให้แพทย์ประเมินพังผืดใต้ผิวซ้ำอีกครั้ง ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่กลุ่มไหน จำเป็นต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบประวัติอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด สำคัญสุดการบอกหมอตรงๆว่าเคยทำอะไรมานั้นจำเป็นต่อผลลัพธ์มากๆค่ะ
จริงเรื่องที่มีการยุบตัวค่ะ แต่ปริมาตรที่ได้ยังคงเท่ากับที่ฉีดไป ทำไมหมอถึงพูดแบบนี้ หมอขยายความให้ฟังค่ะ
การที่คนไข้รู้สึกว่าฟิลเลอร์ “ดรอปลง” หลังฉีด 1 วัน มักเกิดจากการที่ อาการบวมจากเข็ม (Edema) เริ่มลดลง ซึ่งอาจจะเกิดกับแค่บางคนไม่ใช่ทุกคน ทำให้ความอิ่มฟูที่เห็นตอนแรกดูน้อยลง ซึ่งถือเป็นเรื่อง ปกติของการเซ็ตตัว ค่ะ ฟิลเลอร์ไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังเข้าที่และกลืนไปกับผิว โดยรูปทรงจะ คงที่และสวยที่สุดในวันที่ 7-14 หลังการรักษา ดังนั้นในช่วงแรกแนะนำให้ งดการนวดหรือกด บริเวณที่ฉีด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป๊ะที่สุดตามที่วางแผนไว้ค่ะ
และก็พบได้บ่อยคือช่วง 1-5 วันแรก บางคนอาจจะรู้สึกว่า มันยุบๆพองๆ ซึ่งก็ปกติอีกเหมือนกัน เพราะฟิลเลอร์เป็นสารอุ้มน้ำ วันไหนกินน้ำเยอะจะฉ่ำเลย วันที่ทานอาหารแซ่บๆเค็มๆจะชัดกว่าปกติด้วย แต่หลังจากนี้ก็จะเข้าที่อย่างที่หมอแจ้งไปด้านบนค่ะ
ควรเว้นการกดสิวบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์อย่างน้อย 14 วัน ชัวร์เลยคือ 30 วัน บริเวณที่หมอพบบ่อยคือใต้ตา และก็คาง เพื่อป้องกันไม่ให้ ฟิลเลอร์เคลื่อนที่หรือเสียรูปทรง จากแรงกด และลดความเสี่ยงในการ ติดเชื้อแบคทีเรีย จากสิวเข้าสู่ตัวยาฟิลเลอร์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงได้ หากจำเป็นจริง ๆ ควรใช้การ แต้มยาแต้มสิว แทนการบีบหรือกดในช่วงนี้ค่ะ
TheraFill จัดเป็นนวัตกรรม Atelocollagen ที่มีคุณสมบัติแบบ 2-in-1 คือทำหน้าที่เป็นทั้ง Filler เพื่อเติมเต็มร่องลึกและหลุมสิวให้ตื้นขึ้นทันที และเป็น Biostimulator ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ให้ผิวแน่นกระชับในระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) โดยเฉพาะ สามารถฉีดร่วมกับ Botox เพื่อเก็บรายละเอียดริ้วรอย หรือฉีดร่วมกับ HA Filler เพื่อปรับรูปหน้าได้ แต่ควร หลีกเลี่ยงความร้อนสูง เช่น เลเซอร์ หรือ HIFU ในช่วงแรกหลังฉีดเพื่อรักษาอายุของคอลลาเจนให้อยู่ได้นาน 6-12 เดือนค่ะ
ภาวะดื้อโบท็อกซ์ไม่ได้เกิดง่ายกับทุกคน แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการฉีดที่ไม่เหมาะสม ซึ่งกลไกนี้ต่างจากการดื้อยาฆ่าเชื้อที่เชื้อโรคพัฒนาตัวเอง แต่การดื้อโบท็อกซ์คือการที่ร่างกายเราสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านยา (คล้ายการฉีดวัคซีน) ส่งผลให้ตัวยาถูกทำลายก่อนจะออกฤทธิ์ ดังนั้นการเว้นระยะห่างการฉีดให้เหมาะสมและเลือกใช้ยาที่บริสุทธิ์เพื่อไม่ให้ร่างกายจดจำว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนไข้สวยได้นานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการดื้อยาในอนาคตค่ะ
หากคนไข้ต้องเลือก หมอแนะนำให้ดูที่เป้าหมายหลักค่ะ ถ้าต้องการ “ผิวฉ่ำวาว เล่นแสงทันที” แบบ Glass Skin ให้เลือก Neauvia Hydro Deluxe เพราะมี HA และ CaHA ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและความแน่นเฟิร์มได้ดีเยี่ยม แต่ถ้าคนไข้มองหาความ “ยั่งยืน และการซ่อมแซมผิวระยะยาว” อยากให้ผิวเนียนละเอียด รูขุมขนกระชับ และผลลัพธ์ อยู่นานกว่า (6-12 เดือน) หมอแนะนำ Karisma ซึ่งเป็น Rh Collagen ที่เน้นการคืนสภาพผิวให้กลับมาเด็กอีกครั้งค่ะ
มันมีงานวิจัยที่ชัดเจนและมีมานานแล้วค่ะ การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายสูญเสีย Zinc (สังกะสี) ซึ่งจากการศึกษาพบว่าระดับ Zinc ที่ต่ำอาจลดประสิทธิภาพของโบท็อกซ์ลงได้ถึง 30%
การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะกระตุ้นการไหลเวียนเลือดและสร้างอนุมูลอิสระที่เร่งการสลายของตัวยาค่ะ ถ้าเทียบระยะเวลาที่จะ “หายไป” ให้เห็นภาพชัดเจนคือ
- โบท็อกซ์: จากมาตรฐานอยู่ได้ 4-6 เดือน ฤทธิ์ยาอาจคลายตัวไวขึ้น เหลือเพียง 3-4 เดือน (หายไปประมาณ 1 เดือน)
- ฟิลเลอร์: จากรุ่นมาตรฐานทั่วไปที่อยู่ได้ 8-12 เดือน อาจจะยุบตัวและสลายไวเหลือเพียง 6-9 เดือน (หายไปถึง 2-3 เดือน)
ดังนั้น ถ้าคนไข้ไม่อยากให้ความหล่อ-ความสวยที่ลงทุนไปหลักหมื่น อยู่กับเราสั้นลงแบบน่าเสียดาย หมอแนะนำให้ลดปริมาณการดื่มลงและดื่มน้ำเปล่าชดเชยให้มากๆ จะช่วยยืดอายุยาได้ และยังดีต่อสุขภาพมากกว่าด้วยนะคะ 🙂







